หมายเหตุ

          ในปัจจุบันนี้ ชาวไทยที่นับถือพระพุทธศาสนา พุทธศาสนาซึ่งแปลตรงตัวว่า เป็นพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ครึ่งหนึ่งของพวกนี้กลับไปเชื่อคำสอนของสมมติสงฆ์ และปฏิบัติตาม ซึ่งไม่ใช่พระพุทธเจ้า และยังค้านคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วย ยกตัวอย่างเช่น สอนว่า

          ๑. คนตายแล้วสูญ แต่พระพุทธเจ้าสอนว่า ตัวเราคือจิตที่มาอาศัยร่างกาย (ขันธ์ ๕) อยู่ชั่วคราว เป็นอมตะ ไม่เคยตาย ผู้ตายคือร่างกายซึ่งหาใช่เรา-หาใช่ของเราไม่ เราคือจิตเป็นอมตะ (ไม่เคยตาย)

          ๒. นรก-สวรรค์ เทวดา-นางฟ้า-พรหมไม่มี ซึ่งค้านพระพุทธเจ้าโดยตรง พระองค์สอนกฏของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว จิตเกาะบุญไปสวรรค์ จิตเกาะความสงบไปพรหม จิตเกาะชั่ว-จิตเศร้าหมองไปอบายภูมิ ๔ (นรก-เปรต-อสุรกาย-สัตว์เดียรัจฉาน)

          ๓. นิพพานไม่มี นิพพานสูญ เพียงทำจิตว่างก็เป็นนิพพานแล้ว แม้สัตว์เดียรัจฉานก็ไปนิพพานได้ เช่นตอนมันนอนหลับจิตก็ว่างไปนิพพานได้

          ๔. สมมติสงฆ์ไม่สนใจศีล จึงเลี้ยงปลาตู้ (กักขังสัตว์-ทรมาณสัตว์) แล้วยังช้อนลูกน้ำให้ปลาตู้กินด้วย เป็นต้น

          ๕. สมมติสงฆ์พิมพ์หนังสือขาย อันเป็นคำสอนของตน เป็นอุปาทานของตน เมื่อกายตาย จิตก็ไปสู่อบายภูมิตามกรรมที่ตนเองทำไว้ เพราะปรามาสพระรัตนตรัย

          ๖. การปรามาสพระรัตนตรัย ทรงให้หลักไว้ ๓ ข้อคือ

             ๖.๑ แปล หรือตีความหมายคำสอนของพระองค์ผิด

             ๖.๒ จำคำสอนของพระองค์มาผิดๆ เช่นสิ่งที่พระองค์ตรัสไว้กับอ้างว่ามิได้ตรัส สิ่งที่พระองค์มิได้ตรัสกับอ้างว่าพระองค์ตรัส

             ๖.๓ ไม่ศรัทธา-ไม่เลื่อมใสในพระองค์ คือพวกปทะปะระมะนั่นเอง

          หมายเหตุ ข้อ ๖.๑ และ ๖.๒ จึงเป็นการตู่พระพุทธเจ้า (ปรามาสพระรัตนตรัย)

          ๗. พระตกนรกไม่มี เพราะพระในพระพุทธศาสนาที่ทรงตรัสไว้มี ๔ ระดับคือ

             ๗.๑ พระโสดาบัน เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ (อธิศีล)

             ๗.๒ พระสกิทาคามี เป็นผู้มีกรรมบถ ๑๐ บริสุทธิ์

             ๗.๓ พระอนาคามี เป็นผู้ไม่มีอารมณ์ ๒ คือพอใจกับไม่พอใจ

             ๗.๔ พระอรหันต์ เป็นผู้ไม่มีอารมณ์ยึด-เกาะ-ติดกับสมมติทั้งปวง เห็นทุกสิ่งเป็นธรรมดาหมด

          ดังนั้นพระจึงพ้นนรกตลอดกาล ผู้ที่ตกนรกคือ นักบวช หรือ สมมติสงฆ์ บวชพระแล้วไม่เป็นพระ บวชแต่กาย ใจมิได้บวช ความเป็นพระเป็นที่ใจ

          ๘. การบวชพระ จะต้องมีศีล ๒๒๗ ข้อครบ ขาดแม้ข้อใดข้อหนึ่ง ก็เป็นแค่นักบวช หรือสมมติสงฆ์ ส่วนใหญ่จึงบวชเพื่อจองนรก (นรกขุมที่ ๘ หรืออเวจีมหานรก)

          ๙. พวกนักบวชมักแสดงธรรมที่ไม่มีในตน เป็นมุสา หรือพูดโกหก อวดอุตริมนุษยธรรม ขาดจากการเป็นพระอัตโนมัติ โดยไม่ต้องจับสึก โทษข้อนี้มีผลทำให้ต้องลงอเวจีมหานรก (นรกขุมที่ ๘) กันมากมายสุดประมาณ

          ๑๐. พวกฆราวาสได้เปรียบ เพราะบวชใจ หรือบวชเนกขัมมะบารมี ถือศีลแค่ ๕ ข้อ ก็เป็นพระได้แล้ว (พระโสดาบัน) ไม่ตกนรกอย่างถาวร (กันนรกได้อย่างถาวร)

          ๑๑. นักปฏิบัติที่รู้จริง ท่านตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ ข้อแรกได้ (เป็นพระโสดาบัน) แล้วท่านตัดข้อสุดท้ายคือ อวิชชาเลยกันทุกคน

          ๑๒. บุคคลธรรมดาๆ เมื่อบวชพระแล้ว มีศักดิ์ศรีเหนือคนทั้งหมดที่นับถือพุทธศาสนา แม้แต่พระเจ้าแผ่นดินซึ่งบุคคลธรรมดาทุกคนต้องกราบไหว้ ท่านก็ยังกราบพระ ดังนั้นผู้ใดบวชพระแล้วไม่เป็นพระ (ศีลไม่ครบ ๒๒๗ ข้อ) จึงลงนรกขุมที่ ๘ หมด และบิดา-มารดาผู้ให้กำเนิดบุตร พอบุตรบวชพระแล้ว ก็ยังต้องกราบไหว้บุตร

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่