ปกิณกะธรรม เล่มที่ 9




            จงหยุดตระเวนหาพระดีๆ เพื่อหาที่สงบๆ เพื่อปฏิบัติธรรม เพราะความสงบอยู่ที่ใจ หากไม่หยุดอารมณ์ฟุ้งซ่าน หยุดอารมณ์พอใจกับไม่พอใจ ไม่สำรวมอายตนะหกที่ใจของตนให้ได้ ก็ยังโง่เหมือนเดิม เพราะนิวรณ์ ๕ ยังครองจิตอยู่

            ตราบใดที่ยังไม่ถึงซึ่งนิพพาน อย่าให้จิตทิ้งบุญ เพราะปกติจิตของเรามักจะไหลลงสู่เบื้องต่ำ คือใฝ่หาบาป ชอบทำจิตตนเองให้เศร้าหมองอยู่เสมอ แต่จิตของคนเกาะบุญไม่เหมือนกัน เพราะเขาได้ทำตามความพอใจของเขา แล้วจิตเขาเป็นสุข จงอย่าไปขัด ให้รับได้หมดทุกประเภท

            พระอริยเจ้าเบื้องสูง ท่านมุ่งดูอารมณ์จิตของตน รักษาจิตของตนไม่ให้ยุ่งกับจริยาของผู้อื่นเป็นสำคัญ การพูด-การคุยกับผู้อื่น จิตท่านไม่หวั่นไหวกับกรรมของผู้อื่น ไม่ปรุงแต่งธรรม อยู่กับธรรมภายในเป็นปกติ

            ความทุกข์ - ความกังวล - ความวุ่นวายในโลก มีเหตุเกิดจากยึดติดในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่าเป็นเราเป็นของเราทั้งสิ้น หากวางมันได้แม้ชั่วคราวก็ยังดี ทำบ่อยๆ จิตจักชินเป็นฌานใน มรณา บวกอุปสมานัสสติ เป็นอัตโนมัติ จิตเรารู้จริงด้วยตนเองครั้งเดียว ดีกว่าผู้อื่นมาบอกให้รู้ ๑,๐๐๐ ครั้ง เพราะรู้ด้วยปัญญาตนเอง

            เราคือจิตดวงเดียว ที่มาอาศัยร่างกายอยู่ชั่วคราวเท่านั้น เราอยู่เพื่อชดใช้กรรมเพื่อคอยวันตายเท่านั้น

            ประสาททั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นผู้ปรุงแต่งสุข - ทุกข์ ให้กับใจ คือกามคุณ ๕

            ผู้จะถึงพระนิพพาน ต้องพ้นจากกุศลธรรมและอกุศลธรรม (พ้นดีพ้นชั่ว) หรืออัพยากฤตธรรม คือองค์พระนิพพาน

            ผู้ตั้งอยู่ในศีล ๒๒๗ จึงจัดว่าบางจากกิเลสได้สูงสุด ฆราวาสต้องกราบไว้พระเพราะเหตุนี้

            ผู้ปฏิบัติอริยมรรคได้ถึงขั้น อธิศีล อธิจิต อธิปัญญาแล้ว หรือตัดสังโยชน์ ๑๐ ได้ครบแล้ว จึงจักวางใจได้เหมือนกับแผ่นดิน คือจบกิจเป็นพระอรหันต์

            ผู้ตั้งอยู่ในศีล ๑๐ คือมีจิตไม่ยินดีไม่ยินร้ายในเงินในทอง หรือของมีค่า เป็นอารมณ์ตัดชีวิต คือไม่กลัวตาย กลัวอด ไม่ติดในกามคุณ ๕ ในโลกธรรม ๘ อันเป็น โลกียสุข

            ผู้มีความรู้ทางโลก จะฉลาดสักปานใด ไม่ควรถือตัวว่าเป็นผู้ยิ่งกว่าผู้มีศีล

            ศีลทำให้พ้นนรก พ้นเกิดพ้นตาย จนเข้าถึงพระนิพพานได้ คนฉลาดทางโลกยังไม่พ้น

            พยายามปล่องวางอันเป็นการตัดกรรม แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร อดทนข่มใจให้มาก สร้างอภัยทานให้เกิดกับจิต อุทิศส่วนกุศลให้กับผู้สร้างปัญหาเหล่านี้ ทุกอย่างล้วนเป็นกฎของกรรม ซึ่งเที่ยงเสมอและให้ผลไม่ผิดตัวด้วย

            ยังไม่ใช่พระอรหันต์ย่อมสอบตกเป็นธรรมดา จงอย่าละคามเพียรเสียอย่างเดียว ย่อมถึงจุดหมายได้ทุกคน หลักสูตรในพุทธศาสนาย่อมมีข้อสอบอยู่เสมอ ไม่ว่าจักปฏิบัติในขั้นไหน

            หลวงพ่อฤๅษีท่านว่า สมบัติที่มีอยู่ก็คือขยะ ร่างกายท่านก็ถือว่าเป็นขยะ พวกนี้ชอบห่วงขยะของท่าน ซึ่งตรงกับสมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสว่า ร่างกายที่เห็นอยู่นี้เป็นของใครก็ไม่รู้ มันเป็นสมบัติของโลก ไม่มีใครสามารถเอาไปได้ พิจารณาจุดนี้บ่อย ๆ อารมณ์ห่วงขยะก็จักน้อยลง

            เวลาในขณะจิตนี่แหละ คือ เวลาที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จักปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพาน เพราะความตายและอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ในขณะจิตเดียว รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน จึงต้องรู้ในขณะจิตเดียว

            อย่าไปหาธรรมภายนอก ให้หาที่กายและจิตตนเอง ๘๔,๐๐๐ อุบายที่ตถาคตสอน ล้วนอยู่ที่กายกับจิตนี่แหละ ความจริงคืออริยสัจ การพิจารณาขันธ์ ๕ อยู่เสมอ จึงจักพบความจริง

            กฎของกรรมย่อมอยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด เพราะเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย แม้แต่กรรมเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังตามมาให้ผล

            ที่ศีลขั้น ๓ ยังไม่ดี เพราะไปยินดีในกรรมชั่วของผู้อื่น จิตขาดอุเบกขา ในพรหมวิหาร ๔ จุดนี้สำคัญมาก เพราะ สัมมาทิฎฐิ สัมมาสมาธิ เกิดได้ตรงศีลบริสุทธิ์ อันเป็นเหตุให้เกิดปัญญาบริสุทธิ์ด้วย

            พึงหาความพอดีให้พบระหว่างกายกับจิต ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป โดยใช้พรหมวิหาร ๔ เป็นเครื่องวัดอารมณ์ของจิต เป็นหลักสำคัญในการปฏิบัติ

            ความเบื่อขันธ์ ๕ เป็นของดี เพราะทุกภพ - ทุกชาติพวกเจ้าไม่ค่อยเบื่อขันธ์ ๕ ต้องดูต้นเหตุให้ถึงที่สุดของความเบื่อ ว่าต้นเหตุเกิดจากภายนอก เช่น เศรษฐกิจไม่ดี หรือจากภายใน เห็นทุกข์ของการเกิดมีร่างกาย แล้วจักปลดอารมณ์ราคะและปฏิฆะได้

            กายป่วยก็ต้องรู้ว่ากายป่วย แต่สักเพียงแต่ว่ารู้ จิตไม่ทุกข์ไปกับกาย พิจารณาให้ลงกฎธรรมดาเข้าไว้ แล้วจิตจักสบาย ยอมรับกฎของธรรมดา

            ความสุขสงบของจิตมี ๒ ประการ คือสุขจากสมถะภาวนาหรือฌาน กับสุขจากวิปัสสนาภาวนา ซึ่งเบากว่า ประเสริฐกว่ามาก ทำสลับกันเพื่อให้จิตทรงตัว

            การฟังธรรมแล้วลืม เพราะขาดสติไม่ตั้งใจฟัง ก็จำไม่ได้เป็นสัญญาหมด การฟังด้วยปัญญานั้น เขาฟังอย่างมีสติ - สมาธิ - ปัญญาก็เกิด จำได้ใคร่ครวญตามก็รู้เรื่อง เห็นอริยสัจตามธรรมนั้นก็เป็นปัญญา

            ค่าของเงินย่อมน้อยกว่าอารมณ์ผ่องใสของจิต ทำดีกว่าไม่ทำ (ชำระหนี้สงฆ์) หากเกิดสงสัยให้ยึดความผ่องใสของจิตเป็นสำคัญ เพราะโกรธนิด - โลภหน่อย ก็เป็นความเศร้าหมองของจิต

            ยังมีอะไรเสียดายอีกไหม เช่น เสียดาย กามคุณ ๕, โลกธรรม ๘, ขันธ์ ๕ สมบัติของโลก หากยังมีก็ตัดอาลัยในโลกไม่ได้ คามกังวลไม่หมด จิตก็ไม่สงบสุข

            อย่าทิ้งการกำหนดรู้สภาวะธาตุ ๔ ที่ไม่ทรงตัวอยู่นี้ ให้เห็นประโยชน์ของการเจ็บป่วยให้ชัดเจน แล้วจักละขันธ์ ๕ ได้สนิทใจ

            พิจารณาให้เห็นทุกข์อันเกิดจากความไม่เที่ยง ให้เห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง แล้วจิตจักวางภาระของขันธ์ ๕ ลงได้ในที่สุด ให้วัดอารมณ์ตนเองไว้เสมอ

            กฎธรรมดาอันนี้จงพยายามกำหนดรู้ เตือนจิตตนเองไว้เสมอ จุดนี้ต้องใช้ปัญญาพิจารณาอยู่เสมอ เพื่อให้จิตทรงตัว และจงอย่าเอาจิตไปกังวลกับงานให้มากเกินไป

            อารมณ์ใดกระทบแล้วปลดไม่ได้ อารมณ์นั้นคือกิเลส จุดนี้รวมถึงอารมณ์เกาะขันธ์ ๕ ตนเอง เกาะขันธ์ ๕ ผู้อื่น เกาะงาน เกาะกังวลถึงความเป็นอยู่ของชีวิตด้วย ยิ่งกายเจ็บป่วยด้วยจักเป็นเครื่องวัดอารมณ์ปลดได้อย่างดี

            อย่ากังวลใจไปล่วงหน้า (อย่าตีตนไปก่อนไข้) เพราะจักทำให้อุปาทานเกิด ให้เตรียมจิตพร้อมรับในปัจจุบันดีกว่า สติเท่านั้นจักทำให้ทันต่อเหตุการณ์ อย่าตกใจให้มากจนเกินไป

            กฎของกรรมเป็นของเที่ยง กรรมใครกรรมมัน ผู้ปฏิบัติธรรมย่อมมีอุปสรรคเข้ามาทดสอบกำลังใจอยู่เสมอ เช่น สัทธรรม ๕, โลกธรรม ๘, ปัญหาครอบครัว - เศรษฐกิจ ละวางได้แค่ไหนคือของจริงเป็นครูวัดผลของการปฏิบัติ ให้มีสติกำหนดรู้ อย่าท้อถอยกับครูหรือเหตุการณ์ที่เข้ามาทดสอบ

            อย่าลืมสติเป็นใหญ่ของการปฏิบัติธรรม ให้เข้าถึงมรรคผลนิพพาน เพราะสติ - สัมปชัญญะเป็นปัญญาที่แท้จริงในพุทธศาสนา เป็นตัวรู้จากจิตมีสติ - สัมปชัญญะ (สติ - สมาธิ - ปัญญา) เห็นธรรมในธรรม รู้กายกับจิต หรือรู้รูปกับนาม (รู้ขันธ์ ๕) ตามความเป็นจริง จนจิตหลุดจากธรรมสมมุติถึงธรรมวิมุติ เข้าสู่พระนิพพานได้อย่างแท้จริง

            สัญญากับปัญญาเกิดขึ้นกับผู้ใดในจิตแล้ว จักเห็นว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน เพราะสัญญานั้นจำได้ประเดี๋ยวก็ลืม แต่ปัญญาทางพุทธเกิดจากจิตมีสติ-สัมปชัญญะ พิจารณารู้กายกับจิต รู้รูปกับนาม (ขันธ์ ๕) ตามความเป็นจริง จนจิตยอมรับจุดนั้น จิตไม่มีคำว่าลืม

            การทำงานแม้จะทำได้พร้อมกัน แต่ควรใช้ปัญญาให้ความสำคัญ งานทางใจให้มาก ส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญงานทางโลกหรือทางกาย เช่น หลงติดกามคุณ ๕ (รูป - รส - กลิ่น - เสียง - สัมผัส) ติดโลกธรรมต้องแยกแยะให้ออกด้วย

            การพิจารณาร่างกาย ให้พิจารณาจนเหลือสักแต่ว่ากาย อันเป็นธาตุ ๔ มีอาการ ๓๒ ไม่เที่ยง - มีอสุภะ เป็นที่ตั้ง ให้หาความจริงตามนี้ แล้วจักเบื่อกาย - เบื่อเกิดตามความเป็นจริง คือ อารมณ์นิพพิทาญาณกับสังขารุเบกขาญาณ

            การห่วงขันธ์ ๕ ตนเองและผู้อื่นมากเกินไป ก็เป็นโทษ เป็นภัยกลับมาทำร้ายจิตตนเอง ขาดพรหมวิหาร ๔ พระอรหันต์เท่านั้นที่ไม่ห่วงขันธ์ ๕ ตนเอง และผู้อื่นอย่างจริงใจ ท่านเห็นเป็นของธรรมดาหมด

            ให้มีสติกำหนดรู้อยู่เสมอว่า กาย - เวทนา - จิต - ธรรม ล้วนไม่เที่ยง เกิดดับๆ อยู่เสมอ มันหาใช่เรา ใช่ของเราไม่ เราคือจิตที่ไปรู้สภาวะธรรม ทั้ง ๔ นี้อยู่เป็นธรรมดาอยู่นั้น จิตจักสงบเป็นสุข เป็นผู้ไม่ประมาทในความตาย ไม่ประมาทในชีวิต และไม่ประมาทในกรรม (นี่คือสรุปของมหาสติปัฎฐาน ๔)

            ปุถุชนคิดว่ากายเป็นเรา เป็นของเรา ทุกครั้งที่เวทนาเกิด ก็ยึดไว้ไม่ยอมให้ดับ เวทนาเก่ายังอยู่ เวทนาใหม่ก็เพิ่มเข้ามา เป็นเวทนาซ้อนเวทนา เพราะไม่ยอมวางสัญญาเดิม ไม่ยอมลืมอดีต เพิ่มทุกข์กับจิตตนเองอย่างต่อเนื่อง เพราะหลงคิดว่ากาย-เวทนาเป็นเรา เป็นของเรา

            การหลงติดอยู่ในเงินตราหรือลาภสักการะ ฆ่าคนให้ต้องลงนรกมามากแล้ว จงอย่าประมาทในทุกกรณี อย่าลืมไม่มีใครเอาสมบัติของโลกไปได้

            อุบายในการละ-ปล่อย-วางขันธ์ ๕ หรือ สักกายทิฎฐิ มีอยู่มาก แต่ทุกอุบายหนีไม่พ้น กายคตานุสสติซึ่งเป็นมหาสมุทรแห่งธรรม เพราะ ๘๔,๐๐๐ อุบาย ก็สอนอยู่แค่กายกับจิต

            การเอาจิตอยู่กับตัว เป็นการหาทางพ้นทุกข์ได้อย่างประเสริฐสุด การเอาจิตออกนอกตัว เป็นการหาทุกข์เพิ่มทุกข์ให้กับจิต

            ชีวิตที่อยู่ในโลกนี้มีแต่ทุกข์ สุขจริงๆ ไม่มี ให้พิจารณาไปตามนี้ โดยเห็นเป็นปกติธรรม คิดให้ลงตัวธรรมดา จิตจักได้ไม่เศร้าหมอง อยู่กับโลกมีหน้าที่ก็สักแต่ว่าทำหน้าที่ในทางสายกลางเท่านั้น

            ในปัจจุบันชาวโลกชอบย้ำให้เห็นแต่ข่าวร้ายเป็นส่วนใหญ่ เช่น อุบัติเหตุ, ข่าวผิดศีลทั้ง ๕ ข้อ และพยายามย้ำข่าว - ตีข่าว - กวนข่าว
ให้ละเอียดลงๆ จนผู้ดู - ผู้ฟังชิน กลายเป็นฌานในความชั่ว จิตชินกับความเลว ทำให้มีวิตกจริต ตีตนไปก่อนไข้ เกิดมงคลตื่นข่าว ได้อาหารที่เป็นพิษ บริโภคทางตาและทางหู ล้วนเป็นอกุศลกรรมทั้งสิ้น หากตายในขณะนั้นจิตก็เศร้าหมองไปสู่ทุคติทั้งนั้น

            จำไว้ทุกอย่างไม่เที่ยง อย่าไปคิดล่วงหน้า จิตจักเป็นทุกข์ พึงพยายามปล่อยวางเข้าไว้อยู่ในปัจจุบัน ให้แก้ไขปัญหาในปัจจุบัน แล้วจิตจักไม่วุ่นวาย

            ไม่มีใครเกิดมาแล้วจักไม่มีปัญหาทุกคนมีปัญหาเหมือนกันหมด เพียงแต่ต่างกรรม ต่างวาระ เท่านั้นเอง

            คนเงียบได้กำไร คนพูดมากขาดทุน หรือพูดให้น้อยพิจารณาให้มาก สติ-สัมปชัญญะจักทรงตัว จุดนี้แหละจักทำให้เลิกสนใจในจริตนิสัยของผู้อื่น

            หน้าที่เป็นธรรมภายนอก การปฏิบัติเป็นธรรมภายใน อย่าคิดว่าเวลาของชีวิตจักมีมาก ตั้งใจเว้นหรือพอในความโลภ - โกรธ - หลง เพื่อพระนิพพานจุดเดียวเท่านั้น

            พยายามละธรรมภายนอกหรือเป็นผู้มีธุระน้อย มาอยู่กับธรรมภายใน เห็นสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ยึดถืออันใดไม่ได้ หันมายึดถือ พระธรรมพระนิพพานซึ่งเที่ยงเข้าไว้ แต่อย่าทำจนเครียด ให้เดินสายกลาง

            ให้พิจารณาถาม - ตอบด้วยจิตของตนเอง จนจิตยอมรับความจริง อยู่กับธรรมภายใน ขันธ์ ๕ คือ ธาตุ ๔ มีอาการ ๓๒ สกปรก - ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ยึดถืออันใดไม่ได้ เหมือนติดคุก เหมือนเลี้ยงลูกอ่อนตลอดชีวิต จิตเราถูกบังคับให้ต้องดูแลมันตั้งแต่วันเกิดจนกระทั่งวันตาย

            นำความจริงของร่างกายมาพิจารณา ให้จิตยอมรับ จักได้ไม่ทุกข์ ไม่ยึดร่างกายว่าเป็นเรา เป็นของเรา ยอมรับเรื่องเกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย เป็นของธรรมดา หากจิตละเอียดเห็นว่าชีวิตกับความตายใกล้กันนิดเดียว จิตปลดร่างกายได้มากแค่ไหน ก็เท่ากับไม่ประมาทในความตายได้มากแค่นั้น

            อุบัติเหตุ คือ เหตุที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน จุดนี้หากจิตไม่มีพระนิพพานมั่นคงแล้ว อย่างไรก็เตรียมจิตไม่ทันแน่ ฉะนั้น พึงซ้อมจิตเตรียมรับอุบัติเหตุทุกรูปแบบเข้าไว้ให้ดี

            พระธรรมในพุทธศาสนามุ่งสอนคนให้พ้นทุกข์ ต้องการเอาจิตยอมรับสภาพตามความเป็นจริง

            จงอย่ามองทุกอย่างว่าเป็นโทษ ให้มองมุมกลับจักเป็นคุณ แม้การเจ็บป่วงของกายก็เป็นคุณ จักได้ไม่ประมาทในความตาย
เห็นทุกข์ เห็นอริยสัจ - เห็นธรรม - เห็นกฎของกรรม จิตจักคลายความยึดมั่นถือมั่นในร่างกาย
เข้าสู่พระนิพพานได้ง่าย (รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน)

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่