ปกิณกะธรรม เล่มที่ 8




            ธรรมของตถาคตปฏิบัติเพื่อเข้าหาของจริง ทุกสิ่งจึงเป็นอริยสัจ คือ จริงที่จิตของผู้ปฏิบัติยอมรับกฎของกรรมนั่นแหละ จึงจักเข้าถึงตัวธรรมแท้ ๆ ที่ไม่มีการปรุงแต่ง

            อารมณ์เบื่อคนเมื่ออยู่กับคน เป็นอารมณ์หนีปัญหา ไม่ใช้ปัญญาคืออริยสัจแก้ปัญหา ซึ่งสามารถแก้ได้หมดทุกชนิด ทางที่ถูกพึงเบื่อกำลังใจของตนเอง ที่เลวไม่ยอมรับกฎของธรรมดานั้น จิตที่ชอบฝืนความจริงนี่ซิน่าเบื่อ

            คนไม่ประมาทก็ต้องมีสติ สติจะมิได้ก็ต้องกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก เมื่อมีสติก็มีสัมปชัญญะ กำหนดรู้ทั่วถึงกรรมที่จะเกิดขึ้นทางกาย วาจา ใจ และต้องรู้อยู่ตลอดเวลาว่า สิ่งใดเป็นคุณ สิ่งใดเป็นโทษ เป็นบุญหรือบาป ควรพูดหรือไม่ควรพูด ตรงกับบาลีที่ว่า นิสัมมะกรณังเสยโย

            จำไว้ ตัวรู้ไม่ใช่ตัวปฏิบัติ ตัวปฏิบัติให้มรรคผลเกิดจึงตามตัวรู้นั่นแหละ จึงจักเป็นของจริง (ปัจจุบันมีผู้รู้มาก คือรู้ปริยัติ แต่ไม่ยอมปฏิบัติให้เกิดมรรคผล ทั้งสมมุติสงฆ์และฆราวาส)

            ฆราวาสตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ จงอย่าคิดว่าตนเองดีเป็นอันขาด เพราะสังโยชน์ ๑๐ ยังไม่หมด

            ให้มองกายในกายอยู่เนื่องๆ คือแยกกายเป็นอาการ ๓๒ ไม่เที่ยง สกปรก มองให้คล่อง จักเกิดความเบื่อหน่ายในกายตนและผู้อื่น คลายความกังวลในกายตนและผู้อื่น มีแต่ทางนี้สายเดียวเท่านั้นที่จักหลุดพ้นได้

            อิทธิพลของสัญญา หรือความจำ ชอบจำแต่ของเลว ของดีไม่ยอมจำ บางครั้งจิตเกาะติดกรรมชั่ว จนเอาไปฝัน สร้างอารมณ์มาทำร้ายตนเองก็มี เหตุเพราะพรหมวิหาร ๔ ด้วยเมตตา ต้องรักตนเอง (จิต) ไม่เบียดเบียนตนเองให้ได้ก่อนอื่น และต้องใช้พรหมวิหาร ๔ ต้องใช้ครบ โดยเฉพาะอุเบกขา

            ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ไม่มีบทใดเลยที่ไม่แสดงเรื่องกฎของกรรม เพราะกฎของกรรมคืออริยสัจ คือของจริงที่พระอริยเจ้า ทั้งหลายยอมรับ

            พยายามเอากายทำงานทางโลก แต่เอาจิตทำงานทางธรรม หรือเอางานที่ทำนั่นแหละมาเป็นกรรมฐาน ทำแบบเบาๆ จึงจักเห็นผลของความสุขในการปฏิบัติ

            กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ อะไรจักเกิดขึ้นก็ต้องหาสาเหตุให้พบ พบแล้วระงับได้ก็ให้ระงับ ตัดได้ก็ให้ตัด พิจารณาด้วยเหตุด้วยผล โดยยึดหลักอริยสัจเป็นสำคัญ เพื่อตัดอารมณ์ที่ทำให้เกิดทุกข์นั้นทิ้งไป

            ผู้ไม่มีโรคทางใจ หรือผู้ที่ไม่มีสังโยชน์ ๑๐ ร้อยรัดใจ ก็คือพระอรหันต์เท่านั้น ท่านจึงเป็นผู้มีลาภอันประเสริฐ เพราะพ้นภัยตนองแล้ว หมดความเบียดเบียนตนเองแล้ว หรืออโรคยา

            การทำงานที่ถูกต้องทั้งงานทางโลกและทางธรรม ให้ถือเอาอารมณ์สันโดษเป็นหลัก ทำได้แค่ไหนให้พอใจแค่นั้น เอาความสบายใจเป็นหลักสำคัญ เพราะงานทางโลกทำเท่าไหร่ก็ไม่จบ ต้องพร้อมที่จักปล่อยวางได้ในทุกขณะจิต หรือในปัจจุบันธรรม

            ตั้งคำถามให้เกิดขึ้นกับจิตแล้วให้จิตหาคำตอบ ถามตอบ ๆ อยู่ในนั้นเป็นปกติ จักทำให้เกิดปัญญา สามารถรู้เห็นตามเหตุตามผลนั้น (รู้เห็นอริยสัจ) แล้วจิตจักเป็นสุขในธรรมได้มากขึ้นตามลำดับ

            เวลาที่ผ่านไปแล้วก็คือกรรมอดีต แก้ไขอะไรไม่ได้ เวลาที่ยังมาไม่ถึงก็เป็นอนาคต จะไปยุ่งกับมันทำไม เวลาที่อยู่กับจิตเราในขณะนี้จริงๆ ก็คือ กรรมปัจจุบันให้ทำตัวนี้ให้ดีๆ

            ให้ดูบารมี ๑๐ ไว้ให้ตั้งมั่น จุดนั้นเป็นหลักใหญ่ของการปฏิบัติ เพราะหากบกพร่องในบารมี ๑๐ ทุกอย่างก็บกพร่องหมด

            พวกเราได้พบขุมทรัพย์ใน มรณานุสสติแล้ว ถ้าไม่ฉลาดตักตวงก็สุดแล้วแต่อัธยาศัยเถิด ถ้าขยันเก็บสะสมไว้ให้จิตทรงตัวที่จุดนี้ จิตก็จักไม่ประมาทในชีวิต การตัดกิเลสก็จักเป็นของง่ายยิ่งขึ้น อย่าละความพยายามก็แล้วกัน

            ความตั้งใจจริงนั่นแหละ คือ บารมีเต็ม และอย่าพึงไปเห็นสิ่งอื่นใดสำคัญกว่าจิต

            โรงเรียนของเราก็อยู่ที่อายตนะ ๖ ภายใน ๖ ภายนอก ๖ กระทบกันก็เป็นนิโรธทั้งนั้น ถ้ามีปัญญาเรียนได้ทุกวัน

            บุคคลใดจักให้จิตเป็นสุข ก็จงพิจารณาร่างกายอันยังมีลมหายใจอยู่นี้ ให้มีความรู้สึกเหมือนซากศพอยู่ตลอดเวลา

            ลาภสักการะย่อมเป็นเครื่องฆ่าคนโง่ ให้เห็นตามความเป็นจริงว่า ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เป็นเครื่องมอมเมาจิตให้คนหลงอยู่ ต้องไปสู่ทุคติ มีอบายภูมิ ๔ เป็นต้น

            ที่จริงแล้วคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ที่กายเรา จิตเราทั้งสิ้น ใครมีสติสัมปชัญญะมั่นคง นึกถึงกาย เวทนา จิต ธรรม ซึ่งมีอยู่ที่ตัวเราทุกคน กำหนดรู้และปฏิบัติได้ติดต่อกันแล้ว ก็ได้มรรคผลเหมือนกันหมด

            ผู้ปฏิบัติจะพ้นได้ต้องสำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของตนอย่าให้ยินดียินร้ายและมั่นคงในศีล ๕ และกรรมบถ ๑๐

            การรักษาพระธรรมวินัยคือ มีสติเที่ยวไปโดยความไม่ประมาทนั่นแหละคือปฏิบัติบูชา ดังนั้นคนอยากมีลาภ ได้ลาภ ก็ต้องทำทาน รักษาศีลและเจริญภาวนา

            หากผู้ใดไม่เข้าใจเรื่องพุทธนิมิต ธรรมนิมิต สังฆนิมิตได้เป็นปกติที่เห็นชัดที่สุดคือทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ในวันออกพรรษา เสด็จลงจากดาวดึงส์ แสดงเพียงครั้งเดียวในทุกๆ พุทธันดร

            เรื่องคนไม่มีทุกข์ ไม่มีในโลก ให้ทบทวนคำสอนเรื่องมีร่างกายเหมือนมีลูกอ่อนที่ต้องเลี้ยงมันตลอดเวลา และเรื่องมีร่างกายเหมือนต้องติดคุกตลอดชีวิต แล้วจักเข้าใจดีขึ้น หากยังไม่เห็นทุกข์จริงก็ไม่มีทางพ้นทุกข์ได้

            การกำหนดรู้อารมณ์ของจิตต้องมีอยู่ตลอดเวลา สงบรู้ ไม่สงบก็รู้ จัดเป็นการปฏิบัติกรรมฐานโดยตรง รู้อารมณ์ของตนเองก็รู้จริต ๖ และรู้กรรมฐานแก้จริตไปในตัว คือการปฏิบัติกรรมฐานตลอดเวลาไปในตัว ต้องทำให้ชินจนจิตเป็นฌาน จิตจักเป็นอัตโนมัติกำหนดรู้อารมณ์ของมันเอง

            คนประมาทชอบท่องเที่ยว นี่ก็เป็นปกติวิสัยของบุคคลที่ยังไม่เห็นทุกข์ อย่าลืมอยากรู้เรื่องนอกตัวเป็นการเพิ่มทุกข์ เพิ่มกิเลส อยากรู้เรื่องตัวเองเป็นการเห็นทุกข์ เห็นอริยสัจ เห็นพระธรรม เห็นพระพุทธเจ้าเข้าสู่พระนิพพานง่าย

            ติดคุกทางโลกยังมีวันหมดอายุความ แต่ติดคุกในการเกิดมีร่างกายต้องติดตลอดชีวิต จึงต้องเพียรเอาจิตให้พ้นจากกิเลสให้ได้ก่อนตาย ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา โดยเอาสังโยชน์ ๑๐ ประการ เป็นเครื่องวัดผลของการปฏิบัติ

            กฎของกรรมหรืออริยสัจหรือกฎธรรมดา ล้วนเป็นธรรมอันเดียวกัน พระพุทธเจ้าและพระสาวกท่านใช้กรรมทั้งหลาย มาแต่เหตุเป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหาทั้งทางโลกและทางธรรมทั้งสิ้น

            พระพุทธศาสนาเป็นของจริง ผู้ใดไม่เรียนรู้อย่างจริงจัง ก็รู้จริงไม่ได้ คนทำจริงเท่านั้นที่จักรู้จริง เห็นจริงในอริยสัจ คือเห็นทุกข์อันเกิดจากการเบียดเบียน

            การคิดถึงความตายไม่ใช่ของง่าย เพราะความตายที่เป็นจริงอยู่ในธรรมปัจจุบัน คือความตายในขณะจิตเดียว จึงต้องนึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก ตายเดี๋ยวนี้ไว้เสมอ รู้ลม รู้ตาย รู้นิพพาน สติเตือนใจอยู่มิได้ขาด นี่ซิของจริง

            พวกเจ้าได้พบขุมทรัพย์ใน มรณรานุสสติแล้ว ถ้าไม่ฉลาดตักตวงก็สุดแล้วแต่อัธยาศัยเถิด

            ถ้าขยันเก็บสะสมไว้ให้จิตทรงตัวที่จุดนี้ จิตก็จักไม่ประมาทในชีวิต การตัดกิเลสก็จักเป็นของง่ายยิ่งขึ้น อย่าละความพยายามก็แล้วกัน

            ตัวธรรมล้วนๆ ไม่มีการปรุงแต่ง มันเกิด เสื่อม ดับ อยู่เป็นปกติตามหลักของมหาสติปัฎฐาน ๔ คือ มีสติกำหนดรู้อยู่เสมอว่า กาย เวทนา จิต ธรรม ล้วนเกิดดับๆ อยู่เป็นปกติธรรม

            จิตของเราเป็นผู้ไปรู้ธรรมนั้น ผู้ใดไปยึดไปฝืนกฎธรรมดาเข้าก็เป็นทุกข์

            การคิดหนีปัญหา หนีทุกข์ หนีอุปสรรค์ หนีอารมณ์ที่ถูกกระทบโดยอายตนะสัมผัส หนีนิวรณ์ ล้วนหนีไม้พ้น พระองค์ไม่เคยสอนให้หนีปัญหา แต่สอนให้เอาปัญหานั้นมาเป็นกรรมฐาน โดยพิจารณาเข้าหาอริยสัจ

            กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหา

            จิตติดท่องเที่ยว หากเกิดตายขณะนั้น จิตก็เกาะติดสถานที่ จิตตนติดใจอยู่ หากตายก่อนอายุขัยก็เป็นสัมภเวสี จิตเกาะบุญ ก็เป็นเทวดานางฟ้าเฝ้าสถานที่นั้น หากจิตเศร้าหมองเป็น อารมณ์หลงก็เป็นสัตว์เดรัจฉานเฝ้าสถานที่นั้นๆ มีอุบัติเหตุหรือทะเลาะกันตายตอนนั้นก็ลงนรก

            ความกลัวทุกอย่างล้วนเป็น สักกายทิฏฐิ กลัวหิวกระหาย หนาว ร้อน ป่วย เป็นเรื่องของกายทั้งสิ้น เหตุเพราะจิตเกาะติดกาย รู้สึกกายเป็นเรา เป็นของเรา เมื่อกายเป็นอะไรก็ทนไม่ไหว การมีขันธ์ ๕ อยู่จึงเป็นทุกข์ เพราะมันไม่เที่ยง ฝืนบังคับมันก็ไม่ได้ดังใจนึก

            การกำหนดรู้ว่านี่เป็นทุกข์ เป็นอริยสัจ ผู้กำหนดรู้จึงจักพ้นทุกข์ไปได้ เช่น โลกทั้งโลกนี้ ล้วนเต็มไปด้วยความทุกข์ (ทั้งโลกภายนอกและโลกภายในคือร่างกาย) แล้วยอมรับความจริงว่าเป็นธรรมดา

            อย่าปล่อยให้ทุกข์มันผ่านไปเฉยๆ โดยไม่รับรู้ เพราะขาดสติสัมปชัญญะก็ใช้ไม่ได้ ของจริงในพุทธศาสนาจักต้องถูกกระทบก่อน นักปฏิบัติเขาวัดอารมณ์กันที่จุดนี้ เพราะอยู่สงบๆ โดยไม่ถูกกระทบ ก็หลงคิดว่าตนเองแน่แล้ว จึงถูกกิเลสหลอกอยู่ตลอดเวลา

            แม้ธรรมารมณ์ซึ่งจิตเราเป็นผู้สร้างขึ้น หากส่งออกนอกกาย นอกจิตก็เสมือนจิตท่องเที่ยวเช่นกัน หากคิดดีๆ ก็เข้าสู่พระนิพพานได้ไม่ยาก หากคิดไม่ดีก็มีสิทธิ์ลงอเวจีได้ทุกราย ก็เพราะความประมาทนี่แหละ

            จงอย่ากลัวอารมณ์กระทบ เช่น โลกธรรม กามคุณ ๕ ให้เอามาเป็นครู พิจารณาให้ลงตัวธรรมดา ทุกอย่างเกิดขึ้นตั้งอยู่ และดับไป ตามสภาวะของธรรม ซึ่งมีความไม่เที่ยงเป็นปกติ

            การทำบุญในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา (วันมาฆบูชา, วันวิสาขบชา) เป็นบุญใหญ่มาก เพราะเท่ากับทำบุญโดยตรง กับพระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์สาวกทั้งหมด คนฉลาดเอากายทำบุญทางโลก ใส่บาตร ถวายสังฆทาน เวียนเทียน แต่เอาจิตน้อมถึงพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ด้วย แม้ใช้ มโนมยิทธิไปทำบุญข้างบนก็สามารถทำได้

            คนเราพอเกิดมามีร่างกาย จิตก็ถูกจองจำเหมือนติดตารางตลอดชีวิต ยิ่งเกาะติดมากเท่าไหร่ทุกข์จากการติดตารางก็มากเท่านั้น (ติดตารางก็คือติดคุก)

            หมั่นสอบอารมณ์ รู้อารมณ์ตนเอง จึงเป็นการปฏิบัติกรรมฐานโดยตรง เพราะกรรมฐานต้องทำที่จิต โดยไม่ติดบุคคล ไม่ติดสถานที่ ไม่ติดกาลเวลา ทำได้ทุกอิริยาบถ ไม่ติดสมบัติทุกอย่างในโลก ให้ติดแต่พระธรรมซึ่งเที่ยงแล้ว ไม่เกิดไม่ดับอีก (คนฉลาดเขาปฏิบัติกันอย่างนี้ เขาไม่ประมาทในธรรม ในความตาย จิตยึดนิพพานเป็นอารมณ์ รู้ลม รู้ตาย รู้นิพพาน ซ้อมตายและพร้อมที่จะตายไว้เสมอ)

            ผู้ใดตัดสังโยชน์ ๓ ข้อแรกได้เป็นพระโสดาบันปัตติผลแล้ว จิตคิดท่องเที่ยวจักเบาบาง หรือแม้จักยังมีอยู่ก็มีอย่างผู้ไม่ประมาทในความตาย รู้ลม รู้ตาย รู้นิพพาน เพราะผู้ที่ไม่ติดอะไร ๆ ทุกย่างในโลกมีแต่พระอรหันต์เท่านั้น

            เรียนรู้แค่ธาตุลม หรืออานาปาตัวเดียว เรียนเท่าไหร่ก็ไม่จบ เรียนจบก็คือร่างกายมันตายนั่นแหละ ดังนั้น ผู้รู้ลมอยู่เสมอคือผู้ไม่ประมาทในความตาย รู้ลม รู้ตาย รู้นิพพานอยู่เป็นปกติ

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่