ปกิณกะธรรม เล่มที่ 7




            จิตนี่แหละเป็นตน มีในตน ต้องมีสติสัมปชัญญะ กำหนดรู้อารมณ์ของจิตซึ่งเกิดๆ ดับๆ ตลอดเวลา รู้อะไรคือปัญหา รู้ต้นเหตุที่เกิดปัญหา และรู้วิธีดับปัญหาตลอดเวลาทุกอิริยาบถ เป็นอกาลิโก

            การไม่รู้เท่าทันสันตติภายใน คือ ไม่รู้เท่าทันอารมณ์โมหะ โทสะ - ราคะที่เกิดดับอยู่ในจิตนี้ ดังนั้น เมื่อบุคคลใดรู้สันตติภายในแล้ว ก็ย่อมจักกำหนดรู้เหตุที่เกิดและดับแห่งอารมณ์นั้น ความประมาทย่อมไม่มี จุดนี้ละเอียดอ่อน และทำให้ทรงตัวได้ยาก ต้องใช้ความเพียรขั้นสูงสุด ใครทำได้ก็เป็นพระอรหันต์

            ที่สุดของธรรมก็คือ รู้แยกจิต แยกกาย แยกธรรม สรุปรวมเป็นหลักใหญ่ได้ ๒ ประการ คือ รู้เท่าทันกองสังขารแห่งกายและจิต (รู้ทันว่า กาย เวทนา จิต ธรรม เกิดดับ ๆ เป็นสันตติ ผู้รู้คือ ตัวเรา คือจิตที่เป็นตน มีในตน)

            ความสำคัญของอานาปา ซึ่งเป็นฐานใหญ่ในการทำจิตสงบเป็นสุข มีรายละเอียดอยู่มาก แค่รู้ลม รู้ตาย รู้นิพพาน ก็เข้านิพพานได้แบบง่าย ๆ

            ปัญหาของโลกรวมอยู่ในโลกธรรม ๘ ทั้งสิ้น ไม่มีโลกภายนอกหรือโลกภายใน นี่เป็นปกติของปัญหาโลก เป็นกฎของกรรม เป็นทุกข์ของชาวโลก และเป็นปกติที่ไม่มีใครหนีโลกธรรม ๘ อย่างเป็นไปได้พ้น

            นินทาและสรรเสริญ เหมือนสาดน้ำใส่กัน แต่การมีกายอยู่ในโลก ย่อมหนีโลกธรรมไม่พ้นเป็นธรรมดา จึงต้องซ้อมอารมณ์ลงตัวธรรมดาเข้าไว้เสมอ เพื่อกันมิให้อารมณ์ ๒ เกิด คือ ราคะกับปฏิฆะ ซึ่งเกิดแล้วจะปิดกั้นทางเข้าสู่พระนิพพานไว้สนิท เพราะเป็นนิวรณ์ ๒ ข้อแรก ทำปัญญาให้ถอยหลัง คือ โง่ตลอดกาล

            ปัญหาทางโลก ไม่มีใครแก้ได้หมดหรอก คิดให้ลงตัวธรรมดาเข้าไว้ จิตจักได้เป็นสุข

            อย่าตำหนิใครที่ยังติดอดีตชาติ เพราะบางขณะ บางอารมณ์ บางคน ติดแล้วเขารู้สึกเป็นกันเองกับเรา สร้างศรัทธาให้เขาร่วมทำบุญ ทำทาน และร่วมปฏิบัติธรรมได้

            อย่าหวังผลงานก่อนที่จักลงมือทำ เพราะอนาคตไม่เที่ยง จัดว่าเป็นอารมณ์ประมาทในธรรมทั้งหมด (๘๔,๐๐๐ บท)

            อย่าสนใจอารมณ์จิตของผู้อื่น ซึ่งแก้ไขไม่ได้ ให้สนใจแต่อารมณ์จิตของเรา ซึ่งแก้ไขได้ด้วยกรรมฐาน แก้จริต ๖

            จงพยายามอย่าสรรเสริญ หรือนินทาใคร โดยไม่จำเป็น เพราะดี - เลวของปุถุชนคนทั่วไปยังไม่ทรงตัว ยกเว้นแต่พระอริยเจ้าเท่านั้นที่ทรงตัวแล้ว ยิ่งท่านดีเท่าไหร่ ท่านยิ่งไม่สนใจในคำสรรเสริญและนินทาเท่านั้น

            ที่ยังอึดอัด เพราะไม่ยอมรับกฎธรรมดาของโลก โลกเขาอยู่กันด้วยสังคม ยิ่งหนียิ่งทุกข์ ต้องใช้ปัญญาพ้นจากโลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์ ด้วยอริยสัจ เป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหา

            ธรรมะเขาเจริญกันที่จิต มิใช่เลือกเวลาและสถานที่ ให้เอาการกระทบกระทั่งกับหน้าที่การงานนั่นแหละมาเป็นกรรมฐาน สอบได้หรือสอบตกก็รู้กันตรงนั้น

            ให้เอาอายตนะ ๑๒ นอก ๖ ใน ๖ ซึ่งต้องกระทบกันอยู่เป็นธรรมดานั้น มาเป็นกรรมฐานได้อย่างดี ผู้มีปัญญาจะเห็นธรรมที่เกิดขึ้น แยกเป็น ๓ พวก คือ กุศล อกุศล และอัพยากฤต เกิดดับๆ อยู่เป็นปกติ เห็นเป็นสันตติภายนอก และสันตติภายในเกิดดับๆ ติดต่อกันอยู่อย่างนั้น จุดนี้จิตต้องละเอียดจึงจะเห็นได้

            ให้ยอมรับว่า กาย เวทนา จิต ธรรม นี้หาใช่เรา หาใช่ของเราไม่ เราคือจิตเป็นผู้รู้อาการเกิดดับๆ ของธรรม ๔ ตัวนี้อยู่เป็นธรรมดา

            การมุ่งหวังชนะความชั่วของผู้อื่นเป็นอธรรมภายนอก ให้มุ่งหวังชนะความชั่วของตนเอง ซึ่งเป็นอธรรมภายใน

            จงจำเอาไว้เสมอว่า ร่างกายจักตายในขณะจิตนี้แล้ว จักมาเกาะยึดอันใดกับงานภายนอกเล่า คิดให้จิตมันยอมรับว่าติดอันใดอันหนึ่ง ย่อมไปถึงพระนิพพานไม่ได้

            จงพยายามอย่าเกาะติดอะไรทั้งหมด ยกเว้นอารมณ์เกาะติดพระนิพพานจุดเดียว

            พยายามดูอารมณ์จิตของตนไว้เสมอ อย่าปล่อยให้จิตฟุ้งซ่าน และพยายามขจัดความเศร้าหมองของจิตออกไปให้เร็วที่สุด รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน รู้เพียงแค่นี้ จิตก็เข้าสู่พระนิพพานได้แบบง่ายๆ

            จงอย่าฝืนกฎธรรมดา ดูแต่ความเลวของตนเอง เพราะจะละความชั่วได้ ต้องเห็นความชั่วที่ตัวเราเองก่อนเสมอ

            อย่าอยู่คนเดียว อย่าไปไหนคนเดียว ให้อยู่กับพระ เพราะคุณของพระทั้ง ๓ คือ พระรัตนตรัย นั้นหาประมาณมิได้

            อย่าอยู่คนเดียว อย่าไปไหนคนเดียว ให้อยู่กับพระ เพราะคุณของพระทั้ง ๓ คือ พระรัตนตรัย นั้นหาประมาณมิได้

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่