ปกิณกะธรรม เล่มที่ 6




            พระพุทธเจ้าเป็นได้เพราะพระธรรม ตถาคตคือพระธรรม

            ร่างกายนี้มิใช่ตถาคต ตถาคตคือพระธรรม

            หลังตถาคตได้ปรินิพพานแล้ว พระธรรมวินัยทั้งหลาย จักเป็นพระศาสดา สอนเธอผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต บุคคลใดเห็นธรรม จึงจักเห็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็คือจิตที่เข้าถึงพระธรรม

            การกระทำในสิ่งที่เป็นโทษ โดยเข้าใจว่าไม่เป็นโทษ ก็ยังเป็นโทษ

            ต้องวางมานะ กิเลส ให้ได้ก่อน แบบท่านพระใบลานเปล่า จึงจะบรรลุมรรคผลได้

            บุคคลผู้ติดในสัญญา อันเป็นปัญญาทางโลก จึงมีความประมาท หลงคิดว่าตนมีปัญญาเป็นเลิศ สัญญาจึงบดบังปัญญา (แค่สอนวิธีจับเหี้ยให้ก็จบกิจได้ เท่ากับสอนอายตนะ ๖)

            สันตติ มี ๒ อย่าง ภายนอกคือ ขันธ์ ๕ ของตน หรือผู้อื่น สัตว์ วัตถุใดๆ ภายใน คือ อารมณ์จิตที่เกิด ๆ ดับ ๆ ตลอดเวลา ใครไม่รู้ก็ประมาทในอารมณ์ เท่ากับประมาทในความตาย เท่ากับประมาทในธรรมทั้งหมด ๘๔,๐๐๐ บท

            สันตติภายนอกแก้ไม่ได้ เป็นปกติธรรมของโลก สันตติภายในแก้ได้ ปัญญาเกิดจากจุดนี้ ตัวที่ไปรู้สันตติทั้ง ๒ นี้ คือ จิต คือ เรา

            ฉลาดไม่เป็น เพราะชอบลืมอานาปา และปล่อยวาง (ลืม) พระธรรมคำสอน

            ทำอาณาปากองเดียวก็ถึงพระอรหันต์ แต่จักต้องทรงอาณาปาให้ได้ตลอด ๒๔ ชม. ตราบใดที่จิตนี้ยังตื่นอยู่ แม้กายหลับ แต่จิตยังตื่นอยู่ หากผู้ใดทำได้ขณะหลับด้วย แล้วยกกายในขึ้นอยู่บนพระนิพพาน ด้วยการปลง มรณะและอุปสมา และ กายคตา, อสุภะ,ให้กายหายไป

            อย่าฝืนอารมณ์ของจิต ต้องกำหนดรู้อารมณ์ตลอด และแก้ไขด้วยจริต ๖ ตลอดด้วย ดังนั้นการพิจารณาสัจธรรม ๕ เนืองๆ จึงเป็นของดี ทำให้จิตยอมรับความจริงของขันธ์ ๕ ใจต้องเย็น ให้ดูท่านพระอานนท์เป็นตัวอย่าง ก่อนจะบรรลุมรรคผล ท่านเครียด เพราะรีบเร่งตลอดคืน ก็ไม่บรรลุ พออารมณ์เย็นความเครียดหาย ใจสบาย ก็บรรลุทันที ทุกอย่างต้องอาศัยหลักมัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลางทั้งสิ้น

            อย่าฝืนสังขาร การพักผ่อนไม่พอ แล้วฝืนปฏิบัติธรรมจนเกินพอดี ทำให้จิตฟั่นเฟือนไปมากแล้ว กรรมฐานแก้ข้า คือ อานาปา จะคลายเครียดได้ชะงักที่สุด รู้พัก รู้เพียรในทางสายกลางเสมอ เจริญวิปัสสนาแล้วไม่ขาดทุน

            ร่างกายที่เห็นอยู่นี้เป็นของใครก็ไม่รู้ มันเป็นสมบัติของโลก ไม่มีใครเอาไปได้ หากยังหลงติดอยู่ในร่างกายนี้ ก็เท่ากับถูกจองจำอยู่ในโลกไม่มีที่สิ้นสุด

            ให้ดูร่างกายว่ามันเสื่อมลงทุกวัน เดินเข้าสู่ความตาย นี่แหละคือความจริงของร่างกาย ยืน เดิน นั่ง นอน ล้วนเป็นทุกข์ การดูแลรักษากาย ทำไปตามหน้าที่ โดยเดินสายกลาง ไม่มากไม่น้อยไป หากมันตายจิตก็ไม่ผูกพัน พร้อมปล่อยวางได้ทันที (เพราะกายนี้หาใช่เรา ใช่ของเราไม่)

            ประมาทในความตายไม่ได้ เพราะจิตต้องแข่งกับเกิด ดับ ของธาตุขันธ์ตลอดเวลา พระอรหันต์ท่านยอมรับการเกิดดับของธาตุขันธ์ จิตของท่านไม่เคยลืมการเกิดดับของธาตุขันธ์ จิตเกาะพระนิพพานอยู่ทุกขณะจิต และวางเฉยในการเกิดดับของธาตุขันธ์ (หมายความว่า ท่านมี มรณา และอุปสมานุสสติเป็นอารมณ์ และ มีสังขารุเบกขาญาณทรงตัว)

            หากหวังการไม่เกิด จงหมั่นดูกาย วาจา ใจ ของตนให้บริสุทธิ์อยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา หรืออริยมรรค ๘ นั่นเอง (หรืออย่าให้ผิดกรรมบถ ๑๐ ก็ได้)

            พุทธศาสนามีพฤติกรรมที่สามารถลบล้างกรรมดี กรรมชั่วได้เด็ดขาด และอยู่เหนือกรรมได้ เมื่อปฏิบัติจนบรรลุมรรคผลนิพพาน จุดนี้ต่างหากที่ศาสนาอื่นไม่มี มีแต่พุทธศาสนา

            ทรงตรัสสอนให้รู้เห็นความจริงว่า คน สัตว์ วัตถุในโลก ล้วนเป็นไตรลักษณ์ ยึดติดอะไรไม่ได้ หมายความว่า สิ่งที่เราเห็นอยู่ รู้อยู่นี้ มันไม่ทรงตัว เป็นเพียงแค่สภาวธรรมที่เกิดดับๆ เคลื่อนไป เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ไม่ทรงตัว แต่อุปาทานคิดว่า ยึดว่าเป็นตัวเป็นตน

            บุคคลผู้ฉลาดในพุทธศาสนา ย่อมหาบ้านอยู่อย่างถาวร พร้อมที่จะทิ้งกายที่อาศัยเหมือนบ้านเช่าชั่วคราวไปอยู่บ้านที่ถาวรบนพระนิพพาน ได้ด้วยการปฏิบัติตามธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น หรือพ้นทุกข์ ซึ่งแจกให้เป็นธรรมทานอย่างจริงจัง

            การเกาะร่างกายของพระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ หรือชิ้นส่วนของร่างกาย ซึ่งประกอบด้วยธาตุ ๔ เท่ากับเกาะเปลือกความดีของท่าน ซึ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ยังเป็นโลกียมงคล แต่การเกาะพระธรรมซึ่งเป็นโลกุตรมงคล เพราะตถาคตคือพระธรรม หรือจิตผู้ทรงธรรม ซึ่งเที่ยง ไม่เกิด ไม่ดับ อีกตลอดกาล

            วางธรรมสมมุติ ไปเกาะธรรมวิมุติ ซึ่งเที่ยงด้วยปัญญา ผู้ใดเจริญศีล สมาธิ ปัญญา จึงถึงพระนิพพานได้ ทุกคน

            พระธรรมมีพุทธบัญญัติอยู่ ๘๔,๐๐๐ บท ล้วนเป็นทางนำไปสู่ความพ้นทุกข์ทั้งสิ้น นอกเหนือจากนี้ มิใช่คำสอนของตถาคต และจงจำหลักไว้ ทุกอย่างในไตรภพไม่มีอะไรเที่ยง ยึดเมื่อไหร่ทุกข์เมื่อนั้น

            จิตอยากคิดก็ให้คิด จิตอยากพักก็ให้พัก อย่าฝืนเวทนาของจิต หากฝืนมรรคผลจักเกิดได้ยาก เพราะจิตมีสภาพดิ้นรน

            จักพ้นเกิดพ้นตายได้ก็ที่กายและจิตตนเองทั้งสิ้น ดังนั้นผู้ใดละอุปาทานขันธ์ ๕ หรือ สักกายทิฎฐิได้ ก็จบกิจในพระพุทธศาสนา

            กิเลสเหมือนขโมยที่เล่นซ่อนหากับตำรวจ ตำรวจโง่จับขโมยไม่ได้ เพราะขาดปัญญา ไม่ใช้กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ และยังชอบกินสินบน เมื่อพบกับอายตนะสัมผัสทั้ง ๖

            จิตคนพาลจะไหวไปกับอายตนะสัมผัส สร้างเวทนา เกิดสัญญา สังขาร คือ ปรุงแต่งอารมณ์นั้นให้เป็นอกุศลกรรม จิตจึงร้อนอยู่ตลอดเวลา

            การรู้ก็ดี การเห็นก็ดี คือ จิตมีสติกำหนดรู้ เห็นไปตามความเป็นจริง และพิจารณาไปเป็นธรรมดาในสิ่งนั้นๆ (ไม่ใช่อารมณ์ปรุงแต่งธรรม)

            ที่กลิ่นไม่หายไป เพราะสัญญา คิดตามเวทนาของกลิ่นขี้วัวไม่ชอบใจกลิ่นขี้วัวที่เหม็น หากเวทนาไม่เกิด สัญญาก็ไม่เกิด หรืออารมณ์ ๒ พอใจกับไม่พอใจก็ไม่เกิด อย่างนี้เรียกว่ามีสติกำหนดรู้ตามความเป็นจริง

            อายตนะสัมผัส ๑๒ มีภายนอก ๖ ภายใน ๖ เมื่อกระทบกัน จิตเราต้องรู้ แต่ให้ทรงอยู่ในอารมณ์สักแต่ว่า ไม่ปรุงแต่งธรรมนั้น ให้เกิดอารมณ์ ๒ คือ พอใจกับไม่พอใจ อย่างนี้แหละมิใช่อารมณ์ปรุงแต่งธรรม แต่เป็น ธัมมวิจยะ หรือ ธัมมวิจัย

            การมีสติกำหนดรู้อารมณ์ของตนเองอยู่เสมอ คือ ผู้ไม่ประมาท หากมีอานาปา เข้มแข็ง จิตย่อมมีกำลัง และพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ ทำให้ขณะนั้นจะมีสมาธิ - ปัญญามั่นคง สู้กับกิเลสได้ โดยใช้หลักกรรมทั้งหลายมาแต่เหตุทั้งสิ้น เป็นหลักสำคัญ (อริยสัจ ๔)

            มีชีวิตอยู่อย่าหนีปัญหา เพราะหนีไม่พ้น หากกายยังอยู่ ปัญหาของโลกก็เป็นธรรมดาของโลก จะพ้นได้ เมื่อตัดอารมณ์ ๒ พอใจกับไม่พอใจได้เด็ดขาดแล้ว

            หากยังตัดอารมณ์ ๒ ไม่ได้ จงอย่าเอาอดีตที่ผ่านมาแล้ว และอนาคตซึ่งยังไม่ถึงมาครุ่นคิด เพราะล้วนเป็นทุกข์ของจิต ต้องอยู่ในปัจจุบันธรรม

            เรื่องสันตติภายใน คือ การกำหนดรู้อารมณ์จิตตนเอง ซึ่งเกิดดับๆ ตลอดเวลา จะช่วยดึงเหตุ จากอายตนะสัมผัสที่เข้ามากระทบจิตให้ช้าลง จนสามารถรู้ว่า ขณะจิตหนึ่งนั้นๆ จิตกำลังเสวยอารมณ์อะไร จักต้องใจเย็นๆ จึงจักเห็น

            พึ่งกำหนดรู้อารมณ์ของจิตในขณะหนึ่ง ๆ ซึ่งเป็นธรรมปัจจุบัน ที่พึงจักจำแนกกิเลสให้หลุดพ้นไปจากจิตได้ จุดนี้เป็นการปฏิบัติที่ละเอียดอย่างยิ่ง แยกสันตติทางอารมณ์ให้ออก เพื่อใช้กรรมฐานแก้จริต ๖ ได้ถูกต้อง

            จิตไม่ผ่องใส เพราะจิตยึดเวทนาของกายมากเกินไป ให้ใช้ปัญญา เป็นตัวปลด การจักทำได้หรือไม่ได้ ให้เอาเวทนาที่เกิดกับกาย นี่แหละเป็นตัววัด

            การเบื่อนั้นเบื่อได้ แต่ยังเบื่อผสมทุกข์อยู่ เพราะขาดปัญญา จักต้องเบื่อ แล้วปล่อยวาง เห็นเป็นเรื่องธรรมดา จึงจักไม่ทุกข์

            อยากอยู่คนเดียว ก็ต้องทำจิตให้อยู่ในฌาน และวิปัสสนาญาณ หรืออยู่อย่างพรหม หรืออยู่บนพระนิพพานเลย

            อย่าลืม ไม่มีใครชอบเผด็จการกันหรอก จงหลีกเลี่ยงการขัดแย้งให้มากที่สุด

            อารมณ์พระอรหันต์ ท่านตัดสังโยชน์ ๑๐ ข้อได้ ขันธ์ ๕ ท่านพังเมื่อไหร่ กฎของกรรมก็หมดเมื่อนั้น กรรมใหม่สำหรับพระอรหันต์นั้นไม่มี อารมณ์จิตท่านจึงเป็นสุขอย่างยิ่ง จิตทรงพรหมวิหาร ๔ ครบ มีทั้งเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาครบเป็น อัปปมัญญา เพราะท่านเห็นอริยสัจชนรอบที่สมบูรณ์ เห็นกฎของกรรม เห็นกรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เห็นทุกอย่างเป็นธรรมดาหมด ไม่มีอะไรจักมาสะดุดใจให้เศร้าหมอง

            พวกเจ้าแม้ยังทำไม่ได้ ก็ให้พยายามคิดถึงธรรมจุดนี้ให้มาก จิตจักได้เป็นสุข ใจจักได้เย็นไม่ร้อน เหมือนในขณะนี้ อย่าลืมรักษาอารมณ์พรหมวิหาร ๔ ให้ครบถ้วน จิตจักได้เป็นสุข

            คนรู้จักพอดีนั้นหายาก ไม่เหมือนหลวงปู่ บุดดา เหตุเพราะโลกนี้ทั้งโลก มันไม่เที่ยง จึงหาความพอดีได้ยาก เพราะจิตคนไปติดอยู่ในความไม่เที่ยงนั้น ดังนั้นจึงต้องศึกษาหาความพอดีในจิตของตน มิใช่ไปหาความพอดีในจิตผู้อื่น

            กายเหนื่อยต้องพักก็หาย แต่พอทำงานใหม่ก็เหนื่อยอีกเป็นธรรมดา เป็นสันตติของกาย เป็นธรรมดาของผู้มีร่างกาย ไม่มีวันสิ้นสุด (หากยังไม่เห็นจุดนี้ว่าเป็นทุกข์ ก็พ้นทุกข์ไม่ได้)

            หนีกฎของกรรมไม่พ้น ก็จงอย่าหนี หากยอมรับก็เข้าถึงอริยสัจ ๔ เห็นเป็นธรรมดาของกฎของกรรม เห็นกรรมในกรรม หรือเห็นธรรมในธรรม เพราะหากกรรมใดที่เราไม่เคยก่อไว้ วิบากกรรมนั้นย่อมจักไม่เกิดกับเราอย่างแน่นอน

 

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม


กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่