ปกิณกะธรรม เล่มที่ 5




            คำสอนทั้งหมดเป็นของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระอริยสงฆ์รุ่นแรก รวบรวมและถ่ายทอดกันมาจนถึงพระ อริยสงฆ์รุ่นหลัง ท่านต่างทำหน้าที่สืบทอดพระพุทธศาสนาต่อๆ กันมาจนถึงปัจจุบันนี้ จึงต้องนึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ เข้าไว้ให้มากๆ เพราะพระรัตนตรัยนี้ ท่านเที่ยงแล้ว ไม่เกิดอีกต่อไป จึงยึดถือได้

            การนึกถึงความตาย (มรณานุสสติ) เป็นพื้นฐานใหญ่ที่จักนำจิตของตนเองให้เข้าถึงความไม่ประมาทได้โดยง่าย หากใครทำได้จักเป็นผู้มีธุระน้อยลงทันที เพราะจิตรู้ชัดว่าไม่มีใครเอาสมบัติของโลกไปได้ ไม่มีใครเป็นใหญ่ได้ในโลก เพราะมีความตายเป็นที่สุด โลกไม่เที่ยง ขันธโลก หรือร่างกาย ก็ไม่เที่ยง ใครยึดเข้าก็เป็นทุกข์ โลกพร่องอยู่เป็นนิจ เพราะตกเป็นทาสของตัณหา

            พยายามฝึกจิตให้รู้เห็นร่างกายตามความเป็นจริง จิตจักคลายความเกาะติดได้ทีละน้อย จนที่สุดจักปล่อยวางร่างกายลงได้สนิท อย่าละความเพียรเสียอย่างเดียว มรรค ผล นิพพานอยู่ที่ความเพียรนี่แหละ

            ความสงสัยในธรรม คือ การเบียดเบียนจิตตนเองอย่างแท้จริง พระอนาคามี จักต้องหมั่นตัดอารมณ์สงสัยในธรรม หรือตำหนิธรรมปรามาสพระรัตนตรัยให้สิ้นไปจากจิต

            หาไตรลักษณ์ ไม่ต้องไปหานอกกาย นอกจิต หมั่นหาไตรลักษณ์ในกาย และจิตของตนให้พบ ธาตุ ๔ อาการ ๓๒ ก็อยู่ในกฎไตรลักษณ์ทั้งสิ้น

            จงอย่าประมาทในความตาย ทุกลมหายใจเข้า ออก มีความตายแฝงอยู่ แต่อย่าตีตนไปก่อนไข้ ทุกอย่างต้องเดินสายกลางให้ใช้เมตตาบารมี รัก และสงสารจิตตนเองให้มากๆ เพราะวันหนึ่งๆ ไม่มีใครทำร้ายเราได้มาก เท่ากับอารมณ์จิตของเราเอง ทำร้ายจิตตนเอง

            ให้อดทนเข้าไว้ เพราะเป็นชาติสุดท้ายแล้ว อะไรเกิดขึ้นก็ต้องอดทน ทนไม่ได้ก็ต้องทน ปลดทุกข์ออกจากจิตโดยใช้อริยสัจ กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุเป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหา

            ละความเลวแล้วละที่จิตเรา หากไม่เห็นเลวก็ละเลวไม่ได้ ละเลวได้ ๑ หน เท่ากับทำดี ๑ หน ละเลวอย่างเดียวอยู่เสมอ ๆ ก็ทำจิตให้ผ่องใสได้ในที่สุด

            พระธรรมที่นำไปสู่การหลุดพ้น ล้วนอยู่ที่กายเรา จิตเราทั้งสิ้น ใครไปหาธรรมภายนอก นอกจิตตนเอง ถือว่ายังไม่เข้าใจพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อย่างแท้จริง

            ให้เอาอดีตที่แพ้ต่อกิเลสมาเป็นครู เราจะพยายามไม่เผลออีก

            การอยู่ในธรรมปัจจุบัน เราเป็นผู้กำหนดรู้สิ่งกระทบต่าง ๆ ก็ให้รู้อยู่ในธรรมปัจจุบัน

            จงยอมรับกฎของกรรม ซึ่งยุติธรรมที่สุด ใครทำใครได้ อย่าไปมีหุ้นส่วนกับใครๆ เขา โดยการตำหนิกรรมเป็นอันขาด

            ความกลัวที่สุดของคน คือ กลัวทุกข์ เพราะคิดว่าร่างกายเป็นของตน

            เห็นทุกข์แต่ขาดปัญญา ลงตัวธรรมดาไม่ได้ ก็ต้องจมอยู่กับทุกข์

            การรู้อารมณ์คนอื่นพ้นทุกข์ไม่ได้ แต่การรู้อารมณ์ตนองพ้นทุกข์

            จะพ้นทุกข์ได้หรือไม่ อยู่ที่การรู้อารมณ์จิตของตนเองนี่แหละ

            ศึกษาธรรมที่เป็นคุณดีกว่าศึกษาธรรมที่เป็นบาป

            คิดดี ดีกว่าคิดเลว ติดบุญดีกว่าติดบาป เพราะกั้นนรกได้

            อย่าเอาความเลวไปแก้ความเลว อย่ามุ่งเอาชนะใคร ให้มุ่งเอาชนะใจตนเอง

            อย่าวางเฉยอย่างลิงที่กลัวไม้เรียว

            รู้ธรรมพ้นโลกดีกว่ารู้ธรรมในโลก

            เพราะธรรมในโลกล้วนไม่เที่ยง

            ล้วนเป็นธรรมสมมุติ ซึ่งใครยึดติดแล้วเกิดทุกข์ทั้งสิ้น

            ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก หนีไม่พ้นกฎธรรมดาไปได้

            จงอย่าไปห้ามใคร ให้ห้ามตนเอง

            เพราะแก้ไขผู้อื่นไม่ได้หรือแก้ได้ยาก แก้ไขที่ตนเองง่ายกว่ามาก

            การกำหนดรู้อารมณ์ตนเอง คือผลของการปฏิบัติ (จิตตานุสสติ)

            ให้ดูอารมณ์จิตตนเองอย่างเดียว ดูแต่ความเลวแล้วแก้ไขตนเอง หรือ อัตตนาโจทยัตตานัง

            ให้มีสติกำหนดรู้อารมณ์จิตอยู่เสมอว่ามันเกาะอะไรอยู่ เพราะจิตมีสภาพเกาะ หากเกาะดีก็ไปสู่สุคติ เกาไม่ดีก็ไปสู่ทุคติ หากจิตเกาะโลก เท่ากับเกาะทุกข์ ก็พ้นทุกข์ไม่ได้ หากจิตเกาะธรรม พ้นโลก (นิพพาน) ก็ไปพระนิพพาน

            การปฏิบัติให้ละปล่อย วางธรรมสมมุติ ซึ่งไม่เที่ยง ไปหาธรรมวิมุติ ซึ่งเที่ยงแทน เช่น พระรัตนตรัย พระนิพพาน เป็นต้น

            ทุกชีวิตอยู่ได้ (ด้วย) โดยพระธรรมทั้งสิ้น กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เป็นกฎตายตัว ใครทำสิ่งใดก็ย่อมได้สิ่งนั้นตอบสนองแน่นอน ไม่ผิดตัว

            จงอย่าประมาทในความดี ทำอะไรอย่าหวังผลตอบแทน ทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพานจุดเดียว โจทย์จิตไว้เสมอ มองชั่ว แก้ชั่วเท่านั้น ความดีจักเข้ามาถึงเอง อย่าท้อแท้ เอาอุปสรรคทั้งหลายเข้ามาทดสอบจิตนี้แหละเป็นครู

            ความเบียดเบียนที่น่ากลัวที่สุด คือ ความเบียดเบียนตนของอารมณ์จิตของเรานั่นแหละ เบียดเบียนตนเองที่ร้ายกาจที่สุด

            การจบกิจในพุทธศาสนา ก็คือ การหาไตรลักษณ์ในกายและจิตให้พบแล้ว ยอมรับนับถือในความไม่เที่ยงของมันว่า มันไม่เที่ยงเป็นธรรมดาอยู่อย่างนั้น

            เบียดเบียนผู้อื่นเห็นง่าย เบียดเบียนตนเองเห็นยาก การไปสนใจกายผู้อื่น ยังไม่ร้ายเท่ากับการสนใจกายตนเอง ซึ่งเป็นกามสัญญาตัวจริง

            หลงใหญ่ก็คือหลงร่างกายตนเอง เท่ากับหลงสักกายทิฎฐิ คิดว่าการเกิดมีร่างกายเป็นของดี

            ร่างกายมีสภาพเหมือนผีหลอก เพราะมันไม่เที่ยง เกิดดับตลอดเวลาเป็นสันตติธรรม

 

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม


กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่