ปกิณกะธรรม เล่มที่ 2




            ศีลเป็นฐานของพระธรรมทั้งหมด อานาปานัสสติ เป็นฐานของความสงบแห่งจิต ๒ ฐานนี้ เป็นหลักใหญ่ของพระพุทธศาสนา

            การประกอบกุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นการเมตตา กรุณาตนเอง และผู้อื่น (พรหมวิหาร ๔, ๒ ข้อแรก จะทรงตัวด้วยกุศลกรรมบถ ๑๐ นี่เอง)

            จงเอาพระธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ายึดติดในตัวบุคคล เวลา สถานที่ และวัตถุภายนอก ซึ่งล้วนไม่เที่ยง

            ทุกข์ เป็นธรรมที่ต้องกำหนดรู้ จึงจักรู้

            สมุทัย เป็นธรรมที่ต้องละ

            นิโรธ เป็นธรรมที่ต้องทำให้แจ้ง

            มรรค เป็นธรรมที่ต้องเจริญให้มาก ทำให้มากตลอดเวลา คือ

            จงอย่าประมาทในการสร้างความดี ยังมีชีวิตอยู่ จงอย่าทิ้งการทำบุญทำทาน แม้พระอรหันต์จบกิจแล้ว แต่ชีวิตยังอยู่ ท่านก็ไม่เว้น การทำบุญทำทาน เพราะมีผลเป็นจาคานุสสติ และ อุปสมานุสสติ ด้วย ท่านทำเพื่อพระนิพพานจุดเดียว เพราะท่านไม่ประมาทในความดี จงเอาอย่างท่าน

            หากศีลยังไม่มั่นคง สมาธิยังไม่ตั้งมั่น ปัญญายังจู๋อยู่ ห้ามคิดว่าไม่ติดในบุญ ในทาน ในความดี เพราะจิตยังติดบาปอกุศลอยู่ แล้วยังจิตไม่เกาะติดบุญด้วย จิตจึงมีแต่บาปอกุศล จิตเป็นคนโง่อย่างแท้จริง พระอรหันต์ท่านยังไม่ทิ้งการทำบุญ ทำทาน เพราะท่านไม่ประมาทในกรรมทั้งมวล

            อยากฉลาดต้องมีคุณธรรมประจำจิต ยอมรับกฎของกรรม ยอมรับกฎของความเป็นจริงในสัทธรรม ๕ ยอมรับกฎของไตรลักษณ์ ทำใจให้เป็นกลางให้ได้ และเป็นคนไม่ประมาท ทบทวนพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อยู่เสมอ

            ความฟุ้งซ่านเกิด ก็จงหมั่นระงับด้วย มรณานุสสติและความไม่ประมาทในความตายไว้เสมอ

            จงมองหาชั่ว หาเลวที่เรา แล้วรีบแก้ไข อย่าไปหาชั่ว หาเลวที่ผู้อื่น ซึ่งแก้ไม่ได้

            ธรรมใดที่ยังมาไม่ถึง ก็จงละปล่อยวาง มาสงสัยศึกษาธรรมปัจจุบัน หาเหตุหาผลที่ทำให้เกิดอารมณ์จริตต่างๆ ให้พบ แล้วแก้ที่ต้นเหตุด้วยกรรมฐานแก้จริต ๖

            เรื่องที่ควรสนใจที่สุดในพระพุทธศาสนา คือ ความดับทุกข์อย่างแท้จริงนั้น เป็นอย่างไร

            พระธรรมมีพุทธบัญญัติอยู่ ๘๔,๐๐๐ บท ล้วนเป็นทางนำไปสู่ความพ้นทุกข์ทั้งสิ้น นอกเหนือจากนี้ มิใช่คำสอนของตถาคต และจงจำหลักไว้ทุกอย่างในไตรภพ ไม่มีอะไรเที่ยง ยึดเมื่อไหร่ทุกข์เมื่อนั้น

            ใครไปหาธรรมนอกกาย นอกจิตของตนเอง ถือว่ายังไม่เข้าใจพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง เพราะ ๘๔,๐๐๐ บท ล้วนเป็นอุบายทางธรรม เพื่อให้รู้จริงที่กายและจิตของตนเองทั้งสิ้น

            ฝึกจิตให้หมั่นดูกายไว้เสมอ เพราะจิตถูกกิเลสมารมันหลอกมานานจนชิน จงใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นทุกข์ โทษ ภัย จากการเกิดมีร่างกาย

            อย่าฝืนธรรม อย่าฝืนโลก แล้วจิตจักเป็นสุข โดยการยอมรับนับถือกฎของกรรม กฎธรรมดาของขันธ์ ๕ ทุกอย่างมันเป็นธรรมดาทั้งสิ้น

            การมีงานที่วัดจริง ๆ แล้ว ก็เหมือนการรวมญาติทางธรรมดีๆ นี่เอง ทุกคนมีพ่อคือพระพุทธเจ้าเป็นที่รวมใจ ตั้งจุดหมายปลายทางคือมีพระนิพพานเป็นที่ไป มีท่านฤๅษีเป็นตัวอย่างหลักของการปฏิบัติให้เข้าถึง

            กรรมใดที่เป็นอกุศลทำจิตให้เศร้าหมอง ขอจงพยายามละให้ออกจากจิต

            พิจารณาภาระที่มีต่อขันธ์ ๕ เข้าไว้ ดูความไม่เที่ยงของมันเข้าไว้ จักทำให้เกิดความเบื่อหน่ายในร่างกายนี้อย่างจริงจังเสียที

            จงอย่าไปจองเวรกับใคร รีบตัดกรรมเสียให้ได้ ไม่ต้องสนใจกรรมของผู้อื่นให้เสียเวลา หันมาสนใจมรรคผลที่จักปฏิบัติตัดกิเลสส่วนตนดีกว่า

            การทำงานให้แก่พระพุทธศาสนาเพื่อความหลุดพ้น จักต้องมีมารเข้ามาขัดขวางผลบุญเป็นธรรมดา จงแผ่เมตตาทรงพรหมวิหาร ๔ ให้ครบ อุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรเหล่านี้ออกไป แล้วจิตจักเยือกเย็นไม่ผูกโกรธ จงอย่าประมาทระวังเข้าไว้ แต่จงอย่าระแวง จิตจักมีกังวล

            อารมณ์กระทบนั่นแหละเป็นของดี เพราะจักได้ทราบกระแสของจิตตนเองว่า กระทบแล้วหวั่นไหวตามไปหรือไม่ สอบได้หรือสอบตก

            คนหลงร่างกาย เพราะไม่รู้จักสันตติของร่างกาย การมีร่างกายทำให้ต้องมีกิจการงานทำไปไม่มีวันสิ้นสุด ทุกอย่างมันเป็นสันตติ

            วัดอารมณ์ของการปลดปล่อยร่างกายอยู่ตลอดเวลา นั่นแหละคือการปฏิบัติพระกรรมฐาน

            การปฏิบัติไม่ต้องเลือกเวลา ไม่ต้องเลือกสถานที่ จิตอยู่ที่ไหนไม่ทิ้งอารมณ์ที่นั่น นี่แหละคือพระกรรมฐาน

            การกำหนดรู้อารมณ์ของจิตอยู่เสมอๆ นี่แหละคือการปฏิบัติพระกรรมฐาน

            การรู้อารมณ์คนอื่น พ้นทุกข์ไม่ได้ การรู้อารมณ์ตนเองพ้นทุกข์ได้

            อารมณ์จิตนี่แหละ คือตัวรู้สึกถึงความสุข หรือความทุกข์ไม่ใช่ที่ร่างกาย

            อย่าให้อารมณ์มันหลอกเรา คนอื่นหลอกเราไม่ร้ายแรงเท่ากับอารมณ์จิตของเราหลอกเราเอง

            บุคคลผู้ยังเกาะติดร่างกาย ต่างก็เป็นผู้น่าสงสาร เพราะมีอารมณ์หลงวนอยู่ในความทุกข์

            ติดอดีตและอนาคตธรรม จิตจักไม่เป็นสุข พยายามอยู่ในธรรมปัจจุบันให้มาก

            อย่ามองใครว่าผิดหรือถูก อย่ามองใครว่าชั่วหรือดี จงมองให้ทะลุถึงกฎของกรรมทั้ง ๓ กรรมใดใครก่อ ผลแห่งกรรมนั้นย่อมตกอยู่แก่บุคคลนั้น

            โลกทั้งโลกไม่มีอะไรสุข มีแต่ทุกข์นี่คืออริยสัจ คนที่ไม่มีทุกข์ในโลกนี้ไม่มี หากอยากเป็นคนฉลาด ก็จงอย่าทิ้งอริยสัจ หรือกฎของกรรม

            ตำหนิกรรมเข้าเมื่อใด อุปาทานจะเกิดขึ้นเมื่อนั้น อคติ ๔ เกิดเป็นการไม่เคารพกฎของกรรม ไม่เคารพอริยสัจ

            เมื่อเข้าใจกฎของกรรม ก็จักเมตตา กรุณา รักและสงสารจิตของเราที่โง่มานาน ที่ชอบทำร้ายจิตตัวเอง

            อย่าเข้าใกล้หรือข้องแวะกับความชั่วความเลวของใคร ซึ่งไม่ต่างกับเอาใบตองไปห่อสุนัขเน่า ขึ้นชื่อว่าสุนัขเน่า ใครๆ เค้าก็ไม่อยากเข้าใกล้

            อารมณ์ฟุ้งซ่านคือ อารมณ์ลิงติดตัง ยิ่งดิ้นยิ่งรัดตัวเอง ยิ่งเพิ่มความทุกข์ให้ตนเอง

            พระจะสงเคราะห์เราได้ ต่อเมื่อเราระงับอารมณ์ฟุ้งซ่านได้ก่อน ด้วยอานาปา, คำภาวนา, จิตจับภาพพระ

            อานิสงส์ของอานาปานัสสติ หรือนิพพานสมบัติ

            ใช้ทุกข์ให้เป็นประโยชน์ จักได้เข้าถึงอริยสัจกันจริง ๆ คนโง่เท่านั้นที่เห็นทุกข์แล้วกอดทุกข์ คนฉลาดตามกำหนดรู้ทุกข์เพื่อเข้าถึงอริยสัจ แล้วปล่อยวางทุกข์ก็ช่วยให้พ้นทุกข์ได้

            ในทุกข์ตัวเดียวกันนี้แหละ จักพ้นทุกข์ก็ได้ จักจมทุกข์ก็ได้ คนไม่รู้จักตัณหาก็พ้นตัณหาไม่ได้ คนไม่รู้จักทุกข์ ก็พ้นทุกข์ไม่ได้

            หากจิตเกาะงานทางโลก ตายแล้วตายอีก ก็ต้องกลับมาทำงานนั้นใหม่อย่างไม่รู้จบ

            ถ้าไม่ฝืนความจริงเสียอย่างเดียว จิตก็สงบวางอารมณ์ยอมรับกฎของกรรมได้ หากทำได้ก็เรียกว่าเข้าถึงอริยสัจ จักพ้นทุกข์ได้ก็ที่ตรงนี้

            บุคคลใดใช้ปัญญาพิจารณากฎของกรรมตามความเป็นจริงแล้ว จักได้ชื่อว่าเข้าถึงอริยสัจ สามารถตัดสังโยชน์ได้ง่าย

            กฎของกรรมหรือของอริยสัจนั่นแหละตัวเดียวกัน ให้รู้ว่าโลกนี้เป็นทุกข์ โลกนี้ไม่เที่ยง ยึดถืออันใดมิได้ กฎของกรรมเกิดขึ้นมาได้ เพราะเรายึดถือทุกข์

            หลักการของธรรมปฏิบัติ จักต้องรู้อารมณ์อยู่ตลอดเวลา ได้บ้างตกบ้างก็ไม่เป็นไร เพราะการกำหนดรู้อารมณ์คือ ผลของการปฏิบัติ และผลจักเป็นของจริงต้องถูกกระทบก่อนเสมอ แล้วจบลงที่ว่ามันทุกข์ มันเป็นอริยสัจ

            ให้พิจารณาว่า อะไรเกิดขึ้นเป็นที่ขัดข้องแล้วล้วนแต่เป็นทุกข์ทั้งสิ้น นี่คืออริยสัจหรือกฎของกรรม

            บุญบารมีเต็ม คือรักษาไว้ซึ่งกำลังใจให้เต็มอยู่ในการตัดสังโยชน์เป็นปกติ ทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพานจุดเดียว เอาทุกสิ่งทุกอย่างเป็นกรรมฐานหมด

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่