ปกิณกะธรรม เล่มที่ 17




            แค่คิดชั่วก็ไปนรกได้ เช่น พระนางมัลลิกา

            แค่คิดดีก็ไปสวรรค์ได้เช่นกัน เช่น สุปฏิฐิตเทพบุตร

            ผู้ไม่เคยทำบุญ-ใส่บาตร-ฟังเทศน์เลย แต่ก่อนตายจิตนึกถึงพระพุทธเจ้า ก็ไปสวรรค์ได้เช่น มัฎฐกุลฑรีเทพบุตร

            ทุกอย่างเกิดจากมโนกรรมทั้งสิ้น เพราะกรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า - มีใจประเสริฐสุด หรือใจเป็นใหญ่ - ใจเป็นประธาน ทุกอย่างสำเร็จได้ที่ใจ

            คนฉลาด ท่านระวังอารมณ์จิต หรือระวังใจอย่างเดียว

            คนฉลาด ท่านระวังอารมณ์จิต หรือระวังใจอย่างเดียว

            อารมณ์จริงต้องเบา ๆ สบาย ๆ คือวิปัสสนาเป็นตัวปัญญาเพื่อตัด หรือฆ่ากิเลส ส่วนอารมณ์หนัก-เครียด-ตึง คืออารมณ์ฌาน ซึ่งแค่ระงับกิเลสไว้ไม่ให้ฟู แต่ฆ่ากิเลสไม่ได้ (เป็นสมถะ)

            แต่สมถะ และวิปัสสนาต้องอาศัยซึ่งกันและกัน คือพักกับเพียร ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องมีศีลบริสุทธิ์เป็นเครื่องรองรับพระธรรม หรือ ศีล-สมาธิ-ปัญญานั่นเอง (ย่อจากมรรค ๘)

            รู้ลม-รู้ตาย-รู้นิพพานเป็นทางลัดเข้าสู่พระนิพพานแบบง่าย ๆ (สำหรับผู้ที่มีฐานของศีลบริสุทธิ์อยู่แล้ว เช่นพระโสดาบัน)

            ตัวสงสัย(วิจิกิจฉา)เป็นอุปสรรคใหญ่ของพระโสดาบัน

            พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ต่างบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าได้ด้วย อริยสัจ และพระสาวกทุกองค์ก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ด้วยอริยสัจ

            เรื่องของพระพุทธเจ้า หรือ พุทธวิสัย ไม่มีใครรู้ได้จริง จะต้องเป็นพระพุทธเจ้าเสียก่อน จึงจะรู้ได้ (อจินไตย)

            ไม่มีใครเอาสมบัติของโลกไปได้ สมบัติที่เรารักที่สุดคือ ร่างกาย ก็ยังเอาไปไม่ได้

            เราคือจิต เป็นอมตะไม่เคยตาย ผู้ตายคือร่างกายที่จิตอาศัยอยู่ต่างหาก ไม่รู้ธรรมจุดนี้ก็ไปนิพพานไม่ได้

            ทางไปนิพพาน ต้องรู้ ไม่รู้ก็ไม่ไปถึง (ดูคิริมานนทสูตร)

            ผมมีหน้าที่รวบรวม พระธรรมสั่งสอนของพระองค์เท่านั้นมารวมเป็นเล่ม ๆ ๑๗ เล่ม

            สรุป ผู้มีปัญญาสูง ทรงตรัสสอนให้ละขันธ์ ๕ ตัวเดียวก็จบกิจได้ แม้แต่ละได้ตัวใดตัวหนึ่งใน ๕ ตัวก็จบกิจได้

            ละตัณหา ๓ ได้ ก็จบกิจ-ไม่เกิด-ไม่ตาย

            พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์จบกิจด้วยวิชชา ๓

             - ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

             - จตูปปาติญาณ

             - อาสวักขยญาณ

            ผู้รู้จริงจะรู้ว่าการมีร่างกาย ก็เหมือนไม่มี (รู้แต่ยังทำไม่ได้หรือทำได้แต่ยังหยาบอยู่คือ รู้แค่ปริยัติ ยังปฏิบัติไม่ถึง)

            มีรูปก็เหมือนไม่มีรูป-มีเวทนาก็เหมือนไม่มีเวทนา ผู้ปฏิบัติได้จะต้องมีการแยกกายกับจิตออกจากกันได้เป็นปกติธรรมยังทำไม่ถึงก็ไม่รู้จริง

            ในที่สุดธรรมของพระองค์ก็มารวมลงที่มหาสติปัฏฐาน ๔ คือ กาย-เวทนา-จิต-ธรรมทั้งสิ้น จิต คือเราต้องเห็นธรรมทั้ง ๔ นี้เกิด-ดับ ๆ ตลอดเวลา

            ศีลเป็นพื้นฐานที่จะรองรับพระธรรม จะทรงฌานได้ ๕๐ ปี -๑๐๐ ปีก็ยังเสื่อมได้ หากไม่มีศีลรองรับ

            อานุภาพของศีลมหาศาล หาประมาณมิได้ มีรายละเอียดอยู่มากในพระไตรปิฎก

            กิเลสทำให้เกิดอาบัติ (การกระทำชั่ว) ศีลเป็นข้อห้ามมิให้ทำชั่ว หรืออาบัติเป็นภาษาของพระ

            คนที่รู้ศีล แต่ไม่ยอมรักษาศีล ก็ไม่ต่างจากคนที่ไม่ละเมิดศีลแต่ไม่รักษาศีล

            ศีลที่ทรงบัญญัติจึงเป็นไปเพื่อตัวเราเอง ใครทำ ใครได้ (ดูเรื่องอานุภาพของศีล)

            ยกตัวอย่างเช่น ไม่ปาณา ก็ตัดโทสะ ไม่ลักทรัพย์ก็ตัดโลภะ ไม่กาเม ก็ตัดราคะ เป็นต้น

            ธรรมที่ท่านบรรลุนั้นอยู่เหนือเหตุ เหนือผล ถ้ายังมีเหตุ-มีผลก็แสดงว่ายังไม่พ้น

            ทุกสิ่งในโลกนี้ แม้ขันธโลกก็เป็นธรรมสมมติ สมมติแปลว่าไม่จริง ตัวธรรมแท้ ๆ ไม่มีชื่อจะเรียก จึงต้องสมมติธรรมขึ้นมา (สมมติบัญญัติ) มิฉะนั้นก็สอนกันไม่ได้

            ตัวธรรมแท้ ๆ ไม่มีชื่อจะเรียก ปฏิบัติถึงแล้วจึงจะรู้ได้ด้วยตนเองเฉพาะตน

            ผู้ที่สอนได้ดีที่สุด - ไม่ผิด - พลาด - เผลอมีองค์เดียวคือพระพุทธเจ้า

            วิปัสสนาญาณ ๙ จึงเป็นตัวปัญญาแท้ในพระพุทธศาสนา ต้องทบทวนอยู่เสมอด้วยความไม่ประมาท

            ตัวธรรมล้วน ๆ ไม่มีการปรุงแต่ง ปรุงแต่งมีเมื่อไหร่ อุปาทานเกิดเมื่อนั้น

            สิ่งที่พระอรหันต์ท่านไม่เคยลืมคือ

            ก) จิตท่านเกาะนิพพานตลอด

            ข) จิตท่านเกาะพระพุทธเจ้าตลอด

            ค) จิตท่านไม่เผลอคิดว่ากายนี้คือเรา เป็นของเรา

            จิตไม่มีเวลา เวลาของจิตไม่มี รู้อย่างไร ก็ไปเร็วตามนั้น สมเด็จองค์ปฐมทรงให้กรรมฐานเข้านิพพานง่าย ๆ ว่า รู้ลม-รู้ตาย-รู้นิพพาน

            วิชชามโนมยิทธิ เป็นอภิญญาสมาบัติที่หลวงพ่อฤๅษีท่านให้ไว้ ใครนำมาใช้เป็น ก็เป็นหนทางสู่พระนิพพานได้แบบง่าย ๆ (มีฤทธิ์ทางใจ) จุดสำคัญคือศีล เพราะความดีทุกชนิดในพระพุทธศาสนา หากตั้งมั่นอยู่บนศีลอันบริสุทธิ์แล้ว ความดีนั้น ๆ จะไม่มีวันเสื่อม เช่น พระโสดาบัน เป็นต้น (ขอเขียนไว้สั้น ๆ แค่นี้)

            ข้อแนะนำเป็นส่วนตัว กรุณาอ่านคำนำทุกเล่มตั้งแต่เล่ม ๑ ถึงเล่ม ๑๗ จะเป็นทางช่วยให้ท่านเข้าใจพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ได้ง่าย และเร็วขึ้น

            จิตในจิต ธรรมในธรรม จิตเจริญแค่ไหน รู้ธรรมได้แค่นั้น

            ขึ้นชื่อว่าความชั่วนั้น ไม่มีบุคคลที่ไม่เคยทำไว้ก่อนในอดีต พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าแม้ตถาคตเองก็เคยทำชั่วมาก่อนเพราะไม่รู้ เมื่อรู้ว่าไม่ดี ก็เลิกทำ

            ดูอารมณ์จิตว่าขณะนี้เพียรละ หรือเพียรสะสมกิเลส ตัวธรรมแท้ ๆ ไม่มีปรุงแต่ง เอาบารมี ๑๐ คุมไว้

            สร้างอภัยทานและธรรมทานให้กับจิตอยู่เสมอ แล้วพรหมวิหาร ๔ จักทรงตัว

            ให้ระวังอารมณ์ก่อนจะหลับ เพราะจิตจับโลกีย์ มันก็สร้างโลกีย์ขณะหลับ จิตจับโลกุตระก็สร้างโลกุตระต่อขณะกายหลับ

            ใช้พรหมวิหาร ๔ คุมบารมี ๑๐ ทุกข้อ จักได้ผลทรงตัว

            กายป่วยต้องรักษา อย่าเสียดายเงินซึ่งเอาไปไม่ได้ อย่าหลง

            วางอดีต-วางอนาคตอยู่ในปัจจุบัน ไปนิพพานง่าย

            คนไม่มีทุกข์ ไม่มีในโลก

            ยังยึดกายอยู่มาก หรือน้อยให้ดูตอนป่วย

            พระดีไม่ประมาทจะบังสุกุลตายตัวเองอยู่เสมอ

            สังโยชน์ ๑๐ กับจริต ๖ เป็นอารมณ์เดียวกัน

            การเห็นแก่ตัว คือเห็นแก่กายมากไป อยากพ้นทุกข์ต้องเอาใจจิตให้มากกว่าเอาใจกาย

            งานทุกอย่างทำตามหน้าที่ แต่จิตพร้อมละได้เสมอ

            หนีปัญญาคือหนีทุกข์ ก็พ้นทุกข์ไม่ได้ เพราะเป็นอริยสัจ เป็นตัวธรรมดาคู่กับการเกิด จะไม่เกิดก็ตรงรู้ทุกข์ตามความเป็นจริงนี่แหละ

            กามเป็นเครื่องเกิด วิมุติเป็นเครื่องดับ

            การพิจารณาปัจจัย ๔ อย่าทิ้ง พ้นทุกข์ได้ที่จุดนี้

            ทางโลกมุ่งเอารูปธรรม ทางธรรมมุ่งเอานามธรรมเป็นหลัก

            กายกับจิตเราเป็นตู้พระไตรปิฎก หาความจริง (อริยสัจ) ให้พบแล้วยอมรับ

            พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้หาสุขที่กาย ท่านให้หาทุกข์ให้เป็นอริยสัจ

            พระอริยเจ้าไม่ทิ้งสัจจานุโลมิกญาณ

            อย่าลืมผิด-ถูกไม่มี มีแต่ตามกรรม ทุกอย่างล้วนเป็นธรรมดา

            ให้วัดอารมณ์ตนเองขณะอยู่กับผู้อื่น เป็นสิ่งที่ดี กันหลง

            จำไว้ความสบายใจ หาค่าประมาณมิได้ ใช้พรหมวิหาร ๔ คุม

            อะไรสร้างทุกข์-เป็นทุกข์ รู้แต่ไม่ยึดวาง-ไม่เกาะ-ไม่ติด ใช้ตำรวจคอยจับผิดตนเองอยู่เสมอ

            โลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยง มีแต่สภาวะเกิด ๆ ดับ ๆ เป็นสันตติ

            การยุติเรื่องของผู้อื่น คืออย่าส่งจิตออกนอกตัว (ด้วยอานาปา)

            รักษากายไว้เพื่อปฏิบัติธรรม แต่จงอย่ามีอารมณ์กลัวตาย

            คนเราถ้าเข้าใจ ไม่ฝืนธรรม จิตก็เป็นสุข เพราะเคารพกฎของกรรม

            ตรวจสอบอารมณ์ของจิต แต่ห้ามเครียด เห็นธรรมดาเข้าไว้

            หาของจริงคืออริยสัจ และจริงที่สุดคือการยอมรับกฎของกรรม จึงจักเข้าถึงตัวธรรมแท้ ๆ ที่ไม่ปรุงแต่ง (ไม่มีอุปาทาน)

            ยังเอาดีไม่ได้ เพราะเอาจิตไปเกาะโลก-เกาะงานจนลืมดูจิตตนเองที่ไปสนใจจริยาผู้อื่น ไม่ใช้อัตนา โจทยัตตานัง

            จิตติดโลกก็เหมือนเราเป็นโรค ถูกเสียดแทงด้วยอารมณ์โลภ-โกรธ-หลง

            ให้สอบอารมณ์จิตทั้งวัน อย่าท้อถอย ด้วยการสำรวมจิตให้อยู่กับพระธรรม

            พยายามตัดขันธ์ ๕ ให้เร็วที่สุด อย่าห่วงกาย จิตมุ่งนิพพานจุดเดียว

            ธุดงค์เป็นพระธรรมซึ่งทำกายให้วิเวก มีผลทำให้วจีวิเวกและจิตวิเวกได้ ใครติธุดงค์ก็ปรามาสพระรัตนตรัย

            การไม่สนใจกริยาของผู้อื่น เราไม่ต้องรับอารมณ์กระทบของผู้อื่นด้วย ทั้งนี้รวมทั้งกรรมของคน-สัตว์-วัตถุธาตุใด ๆ ด้วย

            การกระทบห้ามไม่ได้ เพราะทวารทั้ง ๖ ยังดีอยู่ แต่ให้ตั้งอยู่ในอารมณ์สักแต่ว่า หากทำได้จิตจะสงบ เป็นสุขยิ่ง

            อย่าเบื่อคน-เบื่อโลก ให้เบื่อกำลังใจของตนที่ไม่ยอมรับกฎธรรมดา

            ถ้าจิตไม่ยอมวาง ทุกข์ก็เกิดอยู่อย่างนั้น จัดเป็นวิภวตัณหา เพราะทุกสิ่งในโลก ล้วนเกิด-ดับเป็นสันตติ

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่