ปกิณกะธรรม เล่มที่ 16




            อย่าใช้อารมณ์ปรุงแต่งมาเป็นเครื่องตัดสินใจ

            พิจารณาขันธ์ ๕ แล้วยอมรับจิตจักเป็นสุข

            การทำงานให้เอาธรรมปัจจุบันเป็นเครื่องตัดสินใจ

            จิตที่ติดอยู่ในปัจจุบันนี่แหละ แก้ไขยากที่สุด

            ห่วง กังวล เพราะจิตยังเกาะกายตนเป็นเหตุ

            พ้นทุกข์ได้ที่กายและจิตตนเท่านั้น

            ดูอารมณ์จิตตน คือการดูจิตตน

            สงฆ์สมมติมาจากคน หากศีลไม่ครบก็คือคนธรรมดา

            อารมณ์ คือสังขารปรุงจิตให้ผิดธรรมดาอยู่เสมอ

            ดูทุกอย่างให้เป็นกฎของกรรม การปฏิบัติจักแคบเข้า

            กายป่วยมิใช่อุปสรรค จิตป่วยตามกายคืออุปสรรค

            แดนที่กฎของกรรมตามไม่ถึง คือแดนนิพพาน

            ทรงตรัสให้ปฏิบัติที่จิต เพื่อเอาจิตพ้นทุกข์ ส่วนกายพ้นทุกข์ไม่ได้

            อย่าคิดว่าร่างกายผิดปกติ จงคิดว่านี่เป็นธรรมดาของร่างกาย

            อย่าใจร้อนเสียอย่างเดียว ไม่มีงานอะไรจักแก้ไขไม่ได้

            เจ้าไม่ทิ้งพระ พระก็ไม่ทิ้งเจ้า จิตเกาะนิพพานมั่นคงเท่าไหร่ ก็เข้านิพพานได้ง่ายเท่านั้น

            โลกพร่องอยู่เป็นนิจ เพราะตกเป็นทาสของตัณหา คำว่าพอย่อมไม่มีในร่างกาย

            จิตผู้อาศัยกายอยู่ ชอบฝืนปกติธรรมของกายเพราะตัณหา

            การพิจารณาทุกข์ให้สรุปลงตรงที่มีขันธ์ ๕

            พิจารณาทุกข์ให้มากแล้วจิตจักตัดกิเลสได้เร็ว

            อย่าเครียด งานทำได้แค่ไหนพอใจแค่นั้น

            ใจเย็นๆ อันใดไม่ใช่ภาระให้ปล่อยวาง

            อดทนกับขันธ์ ๕ เป็นชาติสุดท้าย

            มุ่งแก้ปัญหาดีกว่าแก้ตัว

            นิพพิทาญาณ คือรู้แล้วเบื่อตามความเป็นจริง

            อย่าใช้ความใจร้อนด่วนตัดสินใจ

            จงอย่าไปรับไฟของคนอื่นมาใส่ใจตน

            อย่าตีตนไปก่อนไข้

            การทำสิ่งเป็นโทษ โดยไม่รู้ว่าเป็นโทษ ก็ยังมีโทษ

            กรรมฐาน คือการทำจิตใจตั้งอยู่บนฐานของความดี จึงต้องทำตลอดเวลาเป็นอกาลิโก

            จงอย่ามีอารมณ์เสียดาย ทุกๆ สิ่งในโลก เพราะทุกสิ่งในโลกที่สุดแล้วเป็นอนัตตาหมด

            เตรียมตัวตายให้เป็น คือกายตายแล้วเอาจิตไปพระนิพพาน (มีมรณาและอุปสมานุสสติทรงตัว)

            จิตปรุงแต่งเมื่อไหร่ เลวเมื่อนั้น อะไรกระทบทางทวารทั้ง ๖ หรืออายตนะหก แล้วจิตไหวเกิดอารมณ์ ๒ หรือจิตปรุงแต่ง อุปาทานเกิดทุกครั้ง

            อำนาจจิต หรือพลังจิต รักษาโรคเครียดได้ทุกชนิด (psychosomatic diseases) ตัวอย่างใช้กระดาษตัดตะเกียบได้ด้วยพลังจิต กำหนดจิต-ย้ายจิตไปในที่ต่างๆ จากเท้าซ้ายไปขวา จากมือขวาไปซ้าย หรือให้ร้อนได้-เย็นได้ (กสิณไฟ) สุดแต่จะฝึก ที่สุดกำหนดจิตให้กระดาษคมเหมือนมีด ให้ไม่หรือตะเกียบเป็นแตงโม แล้วฟันไม้ก็จะขาด ทุกอย่างอยู่ที่ความเชื่อมั่นของจิต

            การพ้นทุกข์อยู่ที่การพิจารณาความจริง

            อย่าหงุดหงิดกับความเลวของบุคคลอื่น

            อย่าเครียดกับร่างกาย

            ธรรมคือจิต จิตคือธรรม

            จงเอาสติฟังธรรม อย่าเอาหูฟังธรรม

            จำไว้ภาระของกาย และเวทนาฝืนไม่ได้ (ทุกข์กายห้ามฝืน เพราะกายไม่ใช่เรา-ไม่ใช่ของเรา)

            คนโง่เท่านั้น ที่ชอบเอาภาระของขันธ์ ๕ มาแบก

            ธรรมคุ้มครองโลก คือสังคหวัตถุ ๔ (ทาน-ปิยะวาจา-อัตถจริยา-สมานัตตา)

            คนฉลาดใช้ปัญญาคุมจิตไม่ให้คิดชั่วเท่านั้นพอ

            สมบัติที่แท้จริงของคน คือกรรม (ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว)

            อสุภะนิมิต เป็นนิมิตของพระอริยเจ้าเบื้องสูง

            ไตรลักษณ์ แก้ปัญหาธรรมได้ครอบจักรวาล เป็นกรรมฐานใหญ่ชนะกิเลสได้ทุกชนิด

            ธรรมทั้งหลายจะไม่เสื่อม หากตั้งไว้บนศีล

            วันครอบครัว คือวันสงกรานต์

            คำถามที่เป็นอจินไตย ไม่ควรตอบ คือต้องการรู้ผล ก่อนรู้เหตุ (พวกอยากรู้อนาคต)

            สัญญาเดิม คืออุปาทาน พิจารณาทุกอย่างล้วนเป็นธาตุ ๔, เป็นไตรลักษณ์, เป็นสมมติธรรม

            ผู้ใดเข้าใจคำว่ากรรมตามความเป็นจริงแล้ว จะไม่ยอมสาป-แช่งผู้อื่นเขา เพราะเป็นการต่อกรรม แล้วในที่สุดจะเข้าตัวเอง

            การห้ามจิตของผู้อื่นนั้นยากยิ่ง เพราะสายดิ่งทิ้งทอดมาหยั่งได้ จิตมนุษย์นี้ไซร์ยากแท้หยั่งถึง

            ติดดีแก้ยาก ติดเลวแก้ง่าย ขนาดอนาคามียังมีติดมานะถือตัว ถือตน เป็นชั่วหรือหลงละเอียด (อนุสัย)

            เส้นผมบังภูเขา หาพบได้ในกัลยาณมิตร

            การปฏิบัติธรรม ให้เอาจิตรอด อย่าเอาตัวรอด (เอาใจรอด อย่าเอากายรอด)

            การฟังธรรม ต้องใช้เครื่องกรอง คือปัญญา กรองเอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ มีปัญญาแค่ไหนกรองได้แค่นั้น

            ทำไมคนโบราณจึงถือคำสาบานกันอย่างจริงจัง เพราะท่านเชื่อพระธรรม เชื่อกฎของกรรม

            คนมีร่างกายมีสภาพเหมือนติดคุกตลอดชาติ คนฉลาดหนีได้ ใช้จิตหนีด้วยศีล-สมาธิ-ปัญญา หรือ ทาน-ศีล-ภาวนา

            ผู้ปฏิบัติธรรมต้องรู้อารมณ์ของตนเองตลอดเวลา และแก้ไขได้ตลอดเวลา

            พื้นฐานของพระธรรมในพุทธศาสนาอยู่ที่ศีล

            แก้ตัว หมายความว่าให้แก้ที่ตัวเรา อย่าไปแก้ที่ผู้อื่น-แก้ผิดให้ถูก-แก้ชั่วให้ดี-ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งสำเร็จได้ที่ใจ เพราะใจคือตัวเรา

            สมมติไม่หมด อัตตาก็ไม่หมด (สมมติ แปลว่า ไม่จริง)

            ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นกฎของกรรมทั้งสิ้น ผิด-ถูกไม่มี มีแต่มาตามกรรม และไปตามกรรม

            ยึดเกาะสิ่งใด อัตตาตัวตนเกิดทันที ทุกข์เกิดทันที

            บ้า ใบ้ บอด หนวกเสียบ้าง สบายใจดี

            สังโยชน์มีมากเท่าไหร่ ห่วงกายมากเท่านั้น

            ยังห่วงกายมากเท่าไหร่ เนื่องจากอุปาทานขันธ์เป็นเหตุ

            กิเลสเกิดมากเท่าไหร่ เนื่องจากขันธ์ ๕ เป็นเหตุ

            เบื่อจริง คือเบื่อภายใน(ขันธ์ ๕)

            จิตถึงจิตก็เกื้อกูลกันได้ทั้งคนและสัตว์

            การรู้จักประมาณตนเป็นสิ่งประเสริฐ

            พยายามทำใจให้เหมือนกระจกเงา

            ไม่เผลอยึดสิ่งที่ไม่เที่ยง คือเห็นไตรลักษณ์แท้

            สัทธรรม ๕ คืออัพยากฤตที่หมดปรุงแต่ง

            อัพยากฤต คือทางสายกลาง ทางหลุดพ้น

            อานาปาจิตได้พัก เป็นอาหารของจิตและกาย

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่