ปกิณกะธรรม เล่มที่ 15




            อย่ากังวลใจ ทำงานทุกอย่างตามตั้งใจไว้ อย่าไปกลัวช้า อย่ามุ่งแต่จะเอาคำสั่งสอนเพิ่มเติม ให้สนใจกับการปฏิบัติในแต่ละวัน อันเป็นตัวจริง ๆ ของการบรรลุมรรคผลให้มาก

            อย่าปล่อยเวลาให้ล่วงไปในสิ่งที่ไร้ประโยชน์ การยอมรับนับถือกฎของกรรมให้มองเห็นตามความเป็นจริงจักดีที่สุด

            จงอย่าลืมว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่สามารถทำงานทางโลกได้เสร็จสมบูรณ์ เพราะงานทางโลกเป็นไตรลักษณ์

            ทำกำลังใจให้เข้มแข็ง อุปสรรคใด ๆ ที่เข้ามาตัดรอนมรรคผลนิพพาน จงอย่าท้อถอย ให้เห็นอุปสรรคทั้งหลายเหล่านั้นเป็นครูที่มาทดสอบจิตใจ จักต้องทำกำลังใจให้เป็นหนึ่งอยู่เสมอ คือเป็นเอกัตคตารมณ์

            พระอรหันต์อยู่ไหนก็สงบ แม้จักอยู่ท่ามกลางความตายก็สงบ จงอย่าห่วงใยในพระอรหันต์

            ทำใจให้สบาย อาการป่วยไข้ไม่สบายก็เป็นเรื่องของร่างกาย ให้พิจารณากฎของกรรมให้มาก จิตจักได้ละจากบาปอกุศลได้มาก

            การยอมรับกฎของธรรมดา จักเกิดได้ด้วยกำลังของวิปัสสนาญาณ

            การละปล่อยวางร่างกายขึ้นอยู่กับจิตจักพิจารณา และขึ้นอยู่กับสติ-สัมปชัญญะกำหนดรู้อยู่เสมอ ๆ ว่า ธาตุ-อายตนะขันธ์นี้ไม่มีในเรา ไม่ใช่เรา เราคือจิตที่อาศัยอยู่ชั่วคราวเท่านั้น

            อย่าขวางทางบุญและบาปของใคร เพราะพื้นฐานของจิตไม่เท่ากัน จักต้องใช้ปัญญาพิจารณาให้ลงตัวธรรมดาให้ได้ จิตจึงจักปล่อยวางกรรมของคนอื่น ๆ ลงได้ ไม่ว่ากรรมดีหรือกรรมเลว

            ในโลกนี้เป็นธาตุทั้งนั้น ให้รู้เท่าทันกับธาตุ แต่อย่าหลงตามธาตุ

            ให้เห็นอยู่ในปัจจุบันธรรม อย่าส่งจิตไปอนาคตและอดีต

            ธรรม ๘๔,๐๐๐ ออกมาจากจิตทั้งหมด

            การทบทวน พิจารณา ใคร่ครวญความเป็นจริงของขันธ์ ๕ ว่ามันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราอยู่เสมอ จัดเป็นผู้ไม่ประมาทในธรรมชั้นเลิศ

            ละขันธ์ ๕ ตนเองได้ ก็ละได้หมดในทุกสิ่งทุกอย่าง

            พระพุทธองค์สอนอยู่แค่สั้น ๆ เพียงกายกับจิตเป็นสำคัญ ว่ากายนี้ไม่เที่ยง มีความตายเป็นที่สุด เป็นกฎธรรมดาที่ไม่มีใครจักฝืนได้

            รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยคราว

            รู้เขา คือรู้กิเลสของเขา ซึ่งแก้เขาไม่ได้ รู้เราคือรู้กิเลสของเรา ซึ่งแก้ไขได้ด้วยอริยสัจ

            เห็นเลวของตนเองอยู่เสมอนั่นแหละดีกันหลง ใช้สังโยชน์เป็นเครื่องวัด

            กายเกิดดับ ๆ เห็นง่าย แต่อารมณ์เกิดดับ ๆ เห็นยาก เพราะขาดสติต่อเนื่อง โมหะ โทสะ ราคะ จึงยังคาใจอยู่อย่างนั้น

            ยิ่งตอกย้ำการปฏิบัติ ทบทวนการปฏิบัติก็เหมือนเสริมบารมี ๑๐ ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

            จงเคารพในความคิดเห็น (ทิฎฐิ) ของผู้อื่น เพราะจักให้ทุกคนมีความคิดเหมือน ๆ กันไม่ได้ เท่ากับจงอย่าสนใจในจริยาของผู้อื่น หรือกรรมใครกรรมมัน หรือกฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ ให้เคารพในกฎของกรรม

            การสำรวมกาย วาจา ใจ (สำรวมอายตนะ) เป็นของดี หรือศีลสังวรนั่นเอง

            อย่าไปสนใจเรื่องอื่น ๆ มากไปกว่ารู้อารมณ์จิตตนเอง

            ให้เตือนสติ มีสติระลึกอยู่เสมอว่า สิ่งที่เที่ยงที่สุดในโลกคือความไม่เที่ยง ความประมาทก็จักน้อยลง

            อย่าสนใจในจริยาผู้อื่นี

            ให้เคารพในกฎของกรรม

            จงเห็นธรรมดาให้มาก

            การปฏิบัติธรรมให้ได้ผล ต้องหมั่นตรวจสอบอารมณ์ และหมั่นแก้ไขอารมณ์อยู่เสมอ

            ทำใจให้เกิดปัญญา ด้วยเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง

            ให้ทำใจยอมรับความไม่เที่ยงเอาไว้เสมอ ๆ แล้วจิตจักรู้จักการปล่อยวางอย่างแท้จริง

            อะไรเกี่ยวกับขันธ์ ๕ ย่อมเป็นทุกข์ทั้งหมด

            ถ้าสงจิตออกนอกกายเป็นมิจฉาทิฎฐิ ถ้ารู้เห็นอยู่ในกายกับจิต จัดเป็นสัมมาทิฎฐิ

            นักปฏิบัติต้องกล้าหาญ ไม่กลัวตาย จึงจะรู้ธรรม เห็นธรรม

            ต้องทำจิตให้เป็นเอก (เป็นหนึ่ง) เพื่อสงเคราะห์ธรรมให้เป็นเอก (ตรงกับพระพุทธเจ้าตรัสไว้ ความว่า มีสมาธิได้แค่ไหน ก็เกิดปัญญาได้แค่นั้น เป็นปฏิภาคกันระหว่างสมาธิกับปัญญา ครั้งใดที่มีสมาธิน้อย ก็เกิดปัญญาเล็กน้อย)

            ผิดมาก่อนถูก เท่ากับโง่มาก่อนฉลาด เท่ากับความผิดเป็นครู เท่ากับความผิดจึงเป็นเหตุ ส่วนความถูกเป็นผล เท่ากับต้องเห็นความชั่วที่ตนก่อน (ความผิด) จึงจะละความชั่วได้แต่เคล็ดสำคัญของการปฏิบัติ คือ ต้องเริ่มด้วยสัมมาทิฎฐิ เพราะเริ่มด้วยมิจฉาทิฎฐิ มิจฉาอีก ๗ ตัว ก็จะเกิดตามมา ยิ่งเข้าป่าลึกเข้าไปทุกที

            เหตุ ปัจจะโย โหติ ธรรมทั้งหลายเกิดเพราะเหตุ ดับเพราะเหตุ ฯ

            แก้ความโกรธ เขาโกรธเรา แต่เราอย่าโกรธตอบ ให้พิจารณาที่ใจเราจนบริสุทธิ์ สะอาดถึงที่สุดก่อนแล้ว จึงค่อยยกธงชัยขึ้น (คงหมายถึงชนะใจตัวเราเองแล้ว ให้อภัยทานแก่ใจตนเอง แล้วดับไฟภายในของตนเองได้ดีแล้ว) มีอะไรก็สงเคราะห์แก่เขาผู้ยังประมาทอยู่ ไม่นานเขาก็กลับดีเองกลับคืนดี ถ้าไม่กลับคืนดี มีหวังวิบัติถึงตายทีเดียว

            บังคับจิตไม่ได้ แต่สอนจิต อบรมจิตได้ ด้วยอุบายต่าง ๆ ปกติจิตไม่อยู่นิ่ง ต้องให้เกาะสิ่งใดสิ่งหนึ่งไว้ พระองค์จึงมีอุบายมากมายให้สอนจิต อบรมจิต เพราะรู้ว่าบังคับจิตได้ไม่นาน

            กรรมใดถ้าไม่เคยกระทำมา จักไม่เจอกรรมนั้นแน่นอน

            ทุกชีวิตย่อมเป็นไปตามกฎของกรรม เพราะกรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ และมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์

            ปัญหาทุกสิ่งที่เกิดขึ้น จงนำมาพิจารณาให้เกิดปัญญา นำมาเป็นครูสอนใจ

            ปัญญาเกิดจากการใคร่ครวญ พิจารณาเข้าหาความเป็นจริง คือ ตัวธรรมดา

            ปัญญาสูงสุดในพุทธศาสนาคืออริยสัจ กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ

            ปัญญาสูงสุดในพุทธศาสนาคืออริยสัจ กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ

            อย่าเพียงแค่คิด ให้ทำด้วยจึงจักเกิดผล

            ปัญญากับสติให้รู้เท่าทันกัน พิจารณากาย จิต ความไม่เที่ยงของสังขาร ให้เห็นเป็นธรรมะไปเรื่อยๆ ทำความรู้อยู่ในนั้น ให้เห็นในนั้น ถ้า (ปัญญามากกว่าสติเท่ากับฟุ้งซ่าน)

            พระองค์วัดความดีของคนด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหลัก

            การตัดขันธ์ ๕ ไม่ใช่ของง่าย ต้องขยัน ทำอย่างต่อเนื่อง พิจารณาเข้าหาทุกข์ และความไม่เที่ยงอยู่เสมอ

            อ่อนอานาปา ก็อ่อนสติ อ่อนสมาธิ อ่อนปัญญา หรือปัญญาอ่อน

            ยังเอาดีไม่ได้ เพราะชอบปล่อยจิตออกไปยุ่งกับธรรมภายนอก ไม่ค่อยจะสนใจธรรมภายใน

            ใช้อัตนา โจทยัตตานัง แก้ไขอยู่เสมอๆ ก็จักได้มรรคผลเร็ว

            ให้แก้เลวที่ใจเรา (แก้ภายใน) อย่าแก้เลวที่ใจผู้อื่น(แก้ภายนอก) แก้ไม่ได้หรอก

            ปฏิบัติในจิตตนเองนี่แหละเป็นทางสายเอก เป็นทางของบุคคลเดียว

            หมั่นถามจิตไว้เสมอๆ ว่า หากตายขณะนี้จิตจักไปไหน

            ทำจิตให้ยอมรับความจริงในธรรมปัจจุบันอยู่เสมอ คือการปฏิบัติที่

            รู้ลม รู้ตาย รู้นิพพาน เป็นทางลัดอันประเสริฐ

            ไม่มีใครจบกิจได้โดยไม่ใช้ความเพียร

            เพียรต่อสู้กับอารมณ์ที่ฝืนความจริง คืออารมณ์เกาะร่างกายด้วยปัญญา คืออริยสัจ

            ให้คอยดูจิตตอนถูกกระทบนั่นแหละ จึงจักเป็นของจริง

            ความสำรวม สังวรฝึกได้ แต่ต้องอาศัยสติ สัมปชัญญะเป็นสำคัญ (อานาปาจึงทิ้งไม่ได้ตลอดชีวิต)

            การรู้จักประมาณตนเอง เป็นอุดมมงคล

            กามคุณ ๕ เป็นของเลวทั้งหมด ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็น ตามความเป็นจริง แล้วจักละได้

            การศึกษาบารมี ๑๐ พึงทำให้เหมือนของใหม่อยู่เสมอ อย่าเบื่อหน่ายเพราะจักบรรลุมรรคผลได้ยาก

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่