ปกิณกะธรรม เล่มที่ 14




            ธรรมพรตปรามาสจงอย่าให้เกิด ธรรมของตถาคตต้องหยุด จึงจักเห็นความเคลื่อนไหวทั้งปวงของกิเลสได้ แล้วหมั่นละด้วยความสงบ

            หมั่นขอขมาพระรัตนตรัยมาก ๆ เพราะอดีตเคยปรามาสมาบ่อย จึงขวางมรรคผล

            พยายามให้จิตอยู่กับพระกรรมฐานให้มากที่สุด อย่าฝืนความต้องการของจิตว่าจะพักหรือเพียร ระวังไว้อันเดียว คือตอนจิตเฉย มันไม่จับอะไรเลย แต่สภาวะอย่างนั้นอยู่ไม่นาน ก็จะเดินเครื่องใหม่

            จำไว้อย่าทำแบบเครียด ๆ ต้องรู้เสมอว่าจิตเราอยู่ในอารมณ์ใด ในกรรมฐานบทไหน

            จำไว้ อย่าให้พระกรรมฐานหลุดไปจากจิต ตายเป็นตาย

            ถ้าหลับมากก็ประมาทมาก ปฏิบัติธรรมได้น้อย

            จงเอาจริง อย่ากลัวตายในขณะปฏิบัติธรรมนั้น ๆ ต้องเพียรเพื่อพิสูจน์ธรรม

            ธรรมะเป็นปัจจัตตัง ทำแทนกันไม่ได้ (รู้-เห็นได้เฉพาะตน) จงอย่าเอามาเปรียบเทียบกัน กรรมใคร กรรมมัน กรรมเที่ยงเสมอ แต่เที่ยงไม่เท่ากัน

            โลกนี้มีแต่ขี้ทั้งนั้น ขี้เป็นกรรมอะไร (กรรมชั่ว)

            กิจในพุทธศาสนาจบลงได้ที่กายตน และจิตของตนเท่านั้น

            อย่าเที่ยวไปสอนผู้อื่น สอนตนเองให้ได้เสียก่อน

            อย่าไปยุ่งกับกรรมของใคร

            สิ่งที่ให้วางเฉย คือ กิเลสที่มากระทบอายตนะ ๖ แล้วตา-หู-จมูก-ลิ้น-กาย-ใจ มันทำหน้าที่ของมัน จิตไม่ปรุงแต่งธรรม มันก็อยู่-รู้อยู่แต่ปัจจุบัน จิตก็สงบไม่มีเรื่อง

            คุมอายตนะจิตตัวเดียว การปรุงแต่งธรรมในอดีต กับอนาคตก็ไม่มี

            คนชอบเอาลมปากมาเผากัน เผาตนเอง เป็นปกติโลกียชน ชอบจุดไฟ ๓ กองเผาตัวเอง แล้วยังพาลจ่อไฟเผาผู้อื่น หรือเอาไปใกล้ผู้อื่นทำให้ผู้อื่นร้อนด้วย พระอริยเจ้าท่านไม่ร้อนแล้ว ระวังอย่าเอาไฟไปใกล้ท่าน

            หมั่นดับไฟในอายตนะจิตตัวเดียวพอ

            จิตอยากคิด ก็ให้คิด จิตอยากพักก็ให้พัก อย่าฝืนเวทนาของจิต หากฝืนเวทนา มรรคผลเกิดได้ยาก

            ให้กำหนดจิตตามรู้เวทนานั้นด้วยสติ-สัมปชัญญะ ใช้เวทนานั้นให้เป็นประโยชน์

            การรู้เท่าทันสภาวะของจิตนั้นเป็นการศึกษาธรรมที่เข้ามากระทบอารมณ์อย่างแท้จริง

            จะทำอะไรก็ให้เป็นกรรมฐานหมด ถ้าไม่รู้ลมและภาวนา ก็หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาว่าเราอาจตายได้ทุกๆ ขณะที่ทำงาน

            ให้แยกจิตออกจากการงานของกาย ให้รู้ว่าการทำงานเพื่อกาย ในขณะนี้อาจเป็นครั้งสุดท้าย ให้เห็นทุกข์ของการเกิดมีกาย หากตายเมื่อใด จิตก็ขอให้ไปนิพพานให้ได้จุดเดียว จิตวางทุกข์-วางสุขของกายที่ได้รับ เป็นสังขารุเบกขาญาณ

            ประคองจิตให้อยู่ในอารมณ์พระกรรมฐานตลอด เพื่อให้จิตพ้นทุกข์-พ้นสุข เพื่อมรรค ผล นิพพาน

            สำรวมกาย-วาจา-ใจ ให้มากๆ สงบมากเท่าใด ความดีก็มีมากเท่านั้น

            อย่าติกรรมผู้ถวายอาหาร เพราเขาจะถวายตามอุปาทานที่เขาติด คือ ติดในกามคุณ ๕ อยู่เกี่ยวกับอาหาร เราติเขา เขาได้บุญ แต่เราได้บาปในวจีกรรม

            คนโกรธก็รู้ว่าโกรธไม่ดี แต่ก็ยังโกรธ เพราะมีอุปาทานคิดว่าโกรธเป็นของดี

            เพราะจิตมีอุปาทาน ยังยึดดี-เลว ถูก-ผิดอยู่ เท่ากับยึดอุปาทานของผู้อื่นมาไว้กับใจตน เลยติดอุปาทานของผู้อื่นจนเพลิน เท่ากับมีอารมณ์ขี้เก็บ หรือเก็บขี้ เพราะคิดว่าดี

            ผู้ตำหนิกรรม เท่ากับเมาในอดีต-และอนาคต และปัจจุบันธรรม (ติดดี ติดผิด-ถูก เท่ากับติดสมมติ)

            กรรมที่ผูกพันกัน เช่น เปรตประเภท ๑๒ ที่โมทนาได้ ก็ต้องโมทนาจากญาติของตนเท่านั้น

            อย่าตำหนิอารมณ์ เท่ากับอารมณ์ปฏิฆะ เท่ากับเสียท่ากิเลส ๒ ต่อ ความจริงก็คือ ตำหนิกรรมของตนเอง

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่