ปกิณกะธรรม เล่มที่ 13




            การบรรลุ เขาบรรลุกันในขณะจิตเดียว

            หากยอมรับกฏของกรรมเพียงตัวเดียว เท่ากับยอมรับอริยสัจด้วย

            พยายามชำระจิต อย่าให้ติดอยู่กับโลกทั้งหมด

            ไม่อยากมีขันธ์ ๕ พึงพิจารณาอริยสัจให้มาก

            จิตเห็นจิตเป็นมรรค จิตส่งออกเป็นทุกข์

            จิตอยู่กับกายเป็นธัมโม (สัมมาทิฏฐิ) จิตออกนอกกายเป็นธัมเมา (มิจฉาทิฏฐิ)

            จงชนะตนเองด้วยการพิจารณาด้วยเหตุ-ผล

            คนรู้ตนเองย่อมไม่สาย

            เรื่องของเวลาในแต่ละมิติแตกต่างกันมาก

            ปัญหาหรืออุปสรรคทุกอย่าง มีเหตุเพราะหลงยึดขันธ์ ๕ ทั้งสิ้น

            อย่าคิดไปชนะผู้อื่น ให้รู้จักชนะใจตนเอง

            จงวางเฉยในกฎของกรรมลงเสียบ้าง แล้วจิตจักเป็นสุข

            อย่ากังวลใจ อะไรจักเกิดขึ้น ให้พิจารณาว่าเป็นกฎของกรรมทั้งหมด

            อย่ามองคนในแง่ดีหรือแง่ร้าย ให้มองเป็นธรรมดา

            จงวางใจให้เป็นกลาง ไม่คิดทั้งแง่ดีและแง่ร้าย

            จักมีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าความไม่กลัว เพราะรู้และยอมรับนับถือกฎของธรรมดา

            ใคร่ครวญเสียก่อนจึงค่อยทำ มิใช่สักเพียงแต่ว่าทำ

            จิตตกไม่มีกำลัง เพราะยังเกาะขันธ์ ๕ อยู่มาก

            อย่าเบื่อร่างกาย ให้เบื่อหน่ายในทุกข์

            จิตชินกับอะไรก็จักไปตามนั้น

            พระอรหันต์ไม่ฝืนกฎของธรรมดา

            เราคือจิต เมื่อเป็นอมตะแล้ว ย่อมไม่กลัวความตาย

            อย่าเบื่อกาย ให้เบื่อทุกข์ เพราะกายเป็นโลก ทุกข์เป็นอริยสัจ

            การปฏิบัติให้ดูอารมณ์จิตเป็นสำคัญ

            รู้มัชฌิมาเข้าไว้ จักทำให้กาย-วาจา-ใจสงบเย็นได้ตามลำดับ

            การนึกสงสัยเป็นของดี ดีกว่าฟุ้งส่งเดชโดยไม่คิด

            จิตทรงตัวหรือไม่ ให้ใช้สังโยชน์เป็นเครื่องวัด

            วิปัสสนาคือ การรู้กายตามความเป็นจริงจนวางกายได้

            วิปัสสนาญาญ คืออุบายทุกชนิดในการตัดอุปาทานขันธ์

            รักษาจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ คือหน้าที่แท้จริงของจิต

            คนห่วงกายมากกว่าจิต เพราะหลงกายว่าเป็นเรา เป็นของเรา

            ให้เห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง แล้วปล่อยวางสมมติทั้งปวง

            ไม่ต้องกังวลใจกับอะไรทั้งปวง อะไรจักเกิดมันต้องเกิด

            อะไรๆก็ไม่เที่ยง มีแต่ธรรมะนี้แหละคือตัวเที่ยง

            ตั้งอะไรเอาไว้ทั้งหมดให้เห็นเป็นธรรมดา

            การไม่หวังผลตอบแทน จักทำให้จิตเป็นสุข

            ทุกคนต่างมีเหตุผลของตนเองเป็นใหญ่ ยิ่งถือมากก็ยิ่งมากไปด้วยสักกายทิฏฐิ

            ให้เห็นธรรมดาด้วยปัญญา มิใช่เหมาเอาว่าทุกอย่างเป็นธรรมดา

            จิตใจที่เห็นโลกตามความเป็นจริง ย่อมไม่มีการปรุงแต่งธรรม

            คติประจำใจพระอรหันต์คือ ช่างมันๆๆ

            คนดีในพระพุทธศาสนา จักจับผิดตนเองว่ายังไม่ดีอยู่เสมอ

            ฆราวาสคิดว่าดีเมื่อไหร่ เลวเมื่อนั้น

            ขันธ์ ๕ จักทุกข์ ให้ทุกข์ไป แต่จิตใจไม่ทุกข์ด้วย

            อย่าไปแก้ไขใคร ให้แก้ไขใจตนเองเป็นสำคัญ

            พิจารณาธรรมดา แล้วจิตจักเป็นสุข

            ตัณหามาจากความปรารถนาไม่สมหวัง อยากให้สมหวัง เหตุใหญ่มาจากขันธ์ ๕ ทั้งสิ้น

            ทุกคนต่างรักษาผลประโยชน์ของตน ตามอุปาทานของเขา (ตามทิฏฐิของเขา)

            อย่าเข้าข้างตนเอง อย่าสนใจเรื่องใคร ให้ดูแต่จิตตนหาธรรมดาให้พบ

            ความกังวลเป็นต้นเหตุให้เกิดทุกข์

            ฝึกจิตให้เป็นธรรม อย่าปล่อยจิตให้เป็นโลก

            อย่าหวังพึ่งกายของใคร แม้กายตนเองก็พึ่งไม่ได้ ที่สุดก็อนัตตา

            จิตชินกับอะไร ก็จักไปตามนั้น ให้หมั่นเกาะพระนิพพานให้จิตชิน

            อย่ามองคนในแง่ดีหรือร้าย ให้มองเป็นธรรมดา

            อย่าไปชนะผู้อื่น ให้ชนะความโกรธของตนเองเสียก่อน

            เฉย-อุเบกขารมณ์คือ เฉยด้วยยอมรับกฏของธรรมดาตามความเป็นจริง

            ปฏิบัติธรรมให้ได้ผล จิตต้องอยู่ในปัจจุบัน-ไม่ยุ่งอดีต-ไม่สร้างอนาคต

            ทำปัจจุบันให้ดีไว้ แล้วทุกอย่างจะดีหมด

            การยอมรับธรรมดาจัดเป็นขั้นๆ ไป

            จิตเห็นจิตเป็นมรรค จิตส่งออกเป็นทุกข์

            เห็นธรรมดาเสียอย่างเดียว จักรู้แจ้งในทุกข์หมดทุกอย่าง

            เมื่อรู้ทุกข์-รู้ธรรมดา จิตก็จักไม่เกาะทุกข์ ไม่เกาะธรรมดานั้นๆ

            ให้เอากายเป็นครูสอนจิต เห็นธรรมดาของกายต้องเป็นอย่างนี้

            ดูแลกายตามหน้าที่ จิตพร้อมวางกายได้ตลอดเวลา

            พยายามต่อสู้กับจิตที่ชอบฝืนความจริงของกาย

            ขุ่นมัวเพราะเหตุใด ถามจิตตนเองให้เห็นตามความเป็นจริง

            ทุกข์เกิด เพราะอารมณ์ใจเป็นเหตุ ไม่เห็นตัวธรรมดา

            มองธรรมดาให้พบ แล้วพิจารณาให้จิตยอมรับ

            รักษากำลังใจเข้าไว้ ทำดีต้องอาศัยกำลังใจเป็นหลักคือบารมี ๑๐

            ทำงานทุกอย่างด้วยใจเย็น อย่าทำด้วยอารมณ์

            อย่าจำเลว ให้จำแต่สิ่งที่ดี

            พยายามอยู่กับพระให้มาก รู้ลม-รู้ตาย-รู้นิพพาน

            สติ-สัมปชัญญะเป็นตัวกำหนด จิตเป็นผู้รู้จักเห็นจิตวิ่งเข้าหานิวรณ์

            จิตว่างจากกิเลส ไม่ใช่กิเลสว่างจากจิต เพราะกิเลสหายไปเฉยๆ นั้นไม่มี

            คนเป็นมีปกติต้องคิด คนตายเท่านั้นที่ไม่คิด

            อย่าโกหกตนเอง คือความซื่อตรงของนักปฏิบัติ

            การดูกาย ดูจิต ให้ดูตรงที่อารมณ์เกาะเกี่ยวร่างกายตรงไหนบ้าง

            การพิจารณาขันธ์ ๕ อยู่เสมอ จึงเป็นสิ่งประเสริฐ

            พยายามทรงอารมณ์สักแต่ว่าอยู่เสมอ ๆ

            จงอย่ายึดธรรมปรุงแต่งมาเป็นอารมณ์

            จิตผ่องใส คือจิตที่มีศีล-สมาธิ-ปัญญา

            ไปเก็บเลวของเขา ก็เลวไปตามเขา

            ยังติดอายตนะเท่าใด ก็ติดร่างกายมากเท่านั้น

            ถ้าอกุศลเกิด ให้ตัดด้วยอานาปา และไตรลักษณ์

            หมั่นถามตนเองอยู่เสมอว่า หากตายขณะนี้จักไปไหน

            อย่ากลัวทุกข์ เพราะทุกข์เป็นของจริง มีคู่มากับการเกิด

            ทุกข์กายหรือทุกขสัจ จึงเป็นสิ่งที่ต้องกำหนดรู้ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องละ

            มรณานุสสติเป็นอารมณ์ตัดโกรธ-โลภ-หลงชั้นเลิศ

            อย่าห่วงอนาคต ทำทุกอย่างให้ดีในปัจจุบัน

            ปกติจิตมนุษย์ มักจักฝืนสัทธรรม

            ให้พิจารณาธรรมดาทุก ๆ ขณะจิตที่ยังตื่นอยู่

            ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนเป็นธรรมดาหมด

            จิตฉลาดจักไม่เห็นกายเป็นมาร-เป็นศัตรู แต่เห็นเป็นครูใหญ่ที่สอนจิต

            กายสอนความจริงให้กับจิต จนจิตไม่ฝืนปกติธรรมของกาย

            การไม่หวังผลตอบแทน จักทำให้จิตเป็นสุข

            ยิ่งถือ-ยิ่งยึดมากเท่าใด สักกายทิฎฐิก็มากเท่านั้น

            โลกทั้งโลกไม่มีอะไรแปลก ถ้าเข้าถึงตัวธรรมดา

            จิตไม่มีกำลัง เพราะเกาะขันธ์ ๕ มากเกินไป

            เห็นธรรมดาเสียอย่างเดียว จักรู้แจ้งในทุกข์หมดทุกอย่าง

            เมื่อรู้ทุกข์-รู้ธรรมดา จิตก็จักไม่เกาะทุกข์ ไม่เกาะธรรมดานั้น ๆ

            ให้เอากายเป็นครูสอนจิต เห็นธรรมดาของกายต้องเป็นอย่างนี้

            ดูแลกายตามหน้าที่ จิตพร้อมวางกายได้ตลอดเวลา

            พยายามต่อสู้กับจิตที่ชอบฝืนความจริงของกาย

            ขุ่นมัวเพราะเหตุใด ถามจิตตนเองให้เห็นตามความเป็นจริง

            ทุกข์เกิด เพราะอารมณ์ใจเป็นเหตุ ไม่เห็นด้วยธรรมดา

            จงเอาร่างกายเป็นครูสอนจิต

            เห็นทุกข์ของกายเห็นยาก เห็นทุกข์ของใจเห็นง่าย

            ปัญหามีไว้ให้แก้ มิใช่มีไว้ให้ยึด ให้แก้ด้วยอริยสัจ

            ขันธ์ ๕ เป็นครูสอนที่ซื่อสัตย์มากที่สุด

            ขันธ์ ๕ เป็นรังของโรค หาตัวธรรมดาให้พบ

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่