ปกิณกะธรรม เล่มที่ 12




            ผู้ไม่ปฏิบัติธรรมให้เกิดผล ยิ่งเรียนยิ่งถูกกิเลสจูงไปข้างหน้า ไม่มีโอกาสย้อนดูผลความจริงข้างหลัง

            การปฏิบัติธรรมต้องทำเอง ทำแทนกันไม่ได้ เหมือนทำ ทำนบกั้นน้ำพระธรรม ไว้ดับไฟโลภ โกรธ หลง

            อย่าลืม ธรรมของตถาคตเป็นสัจธรรม ไม่มีเก่าไม่ล้าสมัย เป็นอริยสัจ คือความจริงที่อยู่กับโลกทุกกาลสมัย

            นักปฏิบัติต้องวางสมมุติทางโลก ให้หมดจากใจจึงจะวิมุติ

            ชนะตนเองไม่กระเทือนผู้อื่น
               ชนะโลก ชนะผู้อื่นกระเทือนแน่

            คนเกิดมาแล้วมาแย่งชิงกัน เอาโลกธรรม ๘ ซึ่งพระพุทธเจ้าสอนให้ละ

            จิตจริงๆ เป็นกลาง ไม่คิด ไม่ปรุง อยู่กับปัจจุบันเป็นอัตโนมัติ

            การเคารพที่ดี ต้องถือเอาเจตนาของใจเป็นหลักใหญ่

            ธรรมทานชนะทานทุกอย่าง (การให้ธรรมเป็นทานชนะการให้ทั้งปวง) รสพระธรรมชนะรสทุกอย่าง ความยินดีในธรรมชนะความยินดีทุกอย่าง ความสิ้นตัณหา ชนะทุกข์ทุกอย่าง (เพราะไม่เกิดอีกแล้ว)

            กาเลนะ ธัมมสากัจฉา เท่ากับการสนทนาธรรมตามกาลตามสมัย เป็นมงคลที่ ๓๐ ทรงสอนจากง่ายไปหายากในมงคล ๓๘

            การยอมรับนับถือกฎธรรมได้ตัวเดียว เท่ากับยอมรับกฎของกรรม คือ อารมณ์พระนิพพานของพระอรหันต์ ท่านตัดอารมณ์ทั้ง ๓ ได้หมด

            หมดความหวั่นไหวในโลกธรรม ๘ เท่ากับหมดอคติ ๔

            ความโศกเศร้าเสียใจเกิดจากความรัก ภัยอันตรายเกิดจากความรัก เท่ากับปิยะโต ชายะเตโสโก และปิยะโต ชายะเตภะยัง

            ผู้ใดใคร่ครวญสัทธรรมอยู่เป็นปกติ ผู้นั้นจะไม่มีวันเสื่อมจากสัทธรรม เท่ากับธัมมวิจัย ทำให้เกิดปัญญา เท่ากับปุจฉา วิสัชนา

            จงอย่าหนีทุกข์ จงอย่าเบื่อทุกข์ ให้เห็นเป็นของธรรมดาของผู้เกิดมามีร่างกาย ทุกข์นี้จะหมดไปพร้อมกับความตาย

            หวงขี้ ๓ กอง เพราะใจโง่ ละขี้ ๓ กองได้ก็เป็นพระอนาคามี

            การพยายามฝืนทุกข์ของกาย เหมือนกับพยายามต้อนช้างให้ลงรูปู (เพราะหาตัวธรรมดาไม่ได้)

            คิดดีก็เป็นทุกข์ เท่ากับเป็นความเลวที่แฝงมากับความดี เท่ากับผู้ร้ายที่แฝงมากับผู้ดี

            จงอย่าเป็นทุกข์กับสิ่งที่มีทุกข์อยู่แล้ว เช่นทุกข์กายเท่ากับทุกขสัจ

            การปฏิบัติจักได้ผล สมาธิต้องทรงตัว โดยมีสติกำหนดรู้ตลอด (เท่ากับทรงอานาปาตลอดในยามว่าง)

            ทุกข์กายห้ามฝืน ทุกใจต้องฝืนด้วยอริยสัจ

            ธรรมปัจจุบันอยู่ที่ลมหายใจ

            หาปกติธรรมให้พบ แล้ววางจิตจักเบา

            หาธรรมดาให้พบ แล้ววางจิตจักเบา

            มองทุกสิ่งในโลกเป็นไตรลักษณ์ เท่ากับมองเห็นกฎธรรมดาของโลก เท่ากับใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง เท่ากับไตรลักษณ์เป็นอาวุธฆ่ากิเลสได้ทุกชนิด

            สุข - ทุกข์เกิดจากอายตนะทั้ง ๖ ต้องอยู่ในอัพยากฤตตลอด เพราะอัพยากฤตไม่มีปรุงแต่ง หรือไม่มีอุปาทาน เท่ากับทรงอัพยากฤตตลอด

            ไม่ประมาทในความตาย คือ นิพพานสมบัติ ไม่ประมาทในความตายขั้นต้น ก็เป็นพระโสดาบันได้

            ตำหนิกรรม (ผู้อื่น) คือ ตำหนิพระธรรม เท่ากับตำหนิพระรัตนตรัย ทรงสอนให้ตำหนิตนเอง แก้ไขตนเองอยู่เสมอ

            อย่าหาพระไตรปิฏกนอกตัว เท่ากับอย่าหาพระธรรมหรือความจริงนอกตัว

            อย่าไปเที่ยวบ้านคนอื่น จงดูแลบ้านตนให้ดีก่อน เท่ากับอย่าสนใจกายและจิตคนอื่น ให้สนใจแต่กายและจิตตนเอง

            จงละ - เว้น - ปล่อย - วาง และหยุด

            ถ้าเห็นกาย เวทนาและจิต ธรรม เกิดดับๆ ก็เป็นวิปัสสนา เท่ากับเห็นสันตติภายนอกและภายใน (เห็นกาย เวทนา จิต ธรรม เกิด - ดับๆ)

            การปฏิบัติธรรมให้ตัดโกรธก่อน เท่ากับปิดนรกได้ (วิธีปฏิบัติคืออย่าทิ้งพระ)

            แจกเงินทองย่อมหมดได้ แจกธรรมะไม่มีหมดมีแต่เพิ่ม

            จิตที่มิได้ฝึก เหมือนจิตผู้แทน เที่ยวรับกรรมของผู้อื่น

            อุปาทานเหมือนผู้แทน เท่ากับหมดอุปาทานก็หมดผู้แทน เท่ากับก็เป็นพระอรหันต์

            หวงขี้ ๓ กอง เพราะใจโง่

            การพยายามฝืนทุกข์ของกาย เหมือนกับพยายามต้อนช้างให้ลงรูปู (เพราะหาตัวธรรมดาไม่ได้)

            ติดดีก็เป็นทุกข์ เท่ากับเป็นความเลวที่แฝงมากับความดี เท่ากับผู้ร้ายที่แฝงมากับผู้ดี

            จงอย่าเป็นทุกข์กับสิ่งที่มีทุกข์อยู่แล้ว เช่น ทุกข์กายเท่ากับทุกขสัจ

            โลกพร่องอยู่เป็นนิจ เพราะตกเป็นทาสของตัณหา

            หาตัวธรรมดาให้พบแล้วยอมรับ จิตจักเป็นสุข

            บาป - บุญ, สุข - ทุกข์, ดี - ชั่ว ล้านเกิดจากความคิดของเราเองทั้งสิ้น

            ถ้าจิตของเธออยู่กับตถาคต จิตของตถาคตก็อยู่กับเธอ

            การรู้จักประมาณตนเองเป็นของประเสริฐ คือรู้มัชฌิมาปฏิปทานั่นเอง

            อารมณ์จิตที่เป็นสุขที่สุด คืออารมณ์รักพระนิพพาน

            อย่าใช้อารมณ์ปรุงแต่งมาเป็นเครื่องตัดสินใจปัญหา เพราะเป็นอุปาทานของจิต

            หลับมากก็ประมาทมาก ปฏิบัติธรรมได้น้อย (เท่ากับอย่าติดการนอน) ซึ่งเป็นอารมณ์หลง

            ที่ยังแพ้ต่อกิเลส เพราะสติและบารมี ๑๐ ยังไม่เข้มแข็งพอ

            กิเลสทั้งหลายจักเกิดขึ้นมาได้ ก็อาศัยขันธ์ ๕ หรือร่างกายนี้แหละเป็นเหตุ

            อายตนะทั้งหมด ภายนอก ๖ ภายใน ๖ ล้วนเป็นบ่อเกิดของความเกิดทั้งสิ้น หากยังวางมันไม่ได้

            ความสันโดษ เป็นบรมทรัพย์ หรือทรัพย์ชั้นยอด

            ความสันโดษ คือพอใจอย่างเหมาะสม หรือทางสายกลางนั่นเอง

            ปัญญาแปลว่า รู้ออก (จากกามคุณ ๕, วัฏฏะ, ทุกข์, กิเลส, อารมณ์ ๓, สังโยชน์)

            ความไม่ประมาทเป็นทางไม่ตาย คนประมาทเหมือนคนตายแล้ว

            มัชชปานา จะสัญญโม เท่ากับการไม่ดื่มของมึนเมา จัดเป็นอุดมมงคล (การงดเว้น ก็คือการสำรวมนั่นเอง)

            ดีเมื่อไหร่ตายวันนั้น จงอย่าหลงคิดว่าตนดีเป็นอันขาด ตราบใดที่ชีวิตร่างกายยังอยู่

            คนมีธรรมอยู่กับใจ เหมือนมียากิน มีหมอรักษา เท่ากับธรรมโอสถ เท่ากับหมอคือพระ

            ซ้อมตายและพร้อมตายอยู่เสมอ คือความไม่ประมาท หรือคือนิพพานสมบัติ

            ศีล สมาธิ ปัญญา หรือทาน ศีล ภาวนา เป็นหนทางสายตรงเข้าสู่พระนิพพาน

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่