ปกิณกะธรรม เล่มที่ 11




            การปฏิบัติจักต้องย้อนหน้า - ถอยหลัง เนื่องจากจิตติดกับกิเลสตัวเก่าคือโกรธ - โลภ - หลง ไม่รู้จักพอ ยุให้จิตยึดเกาะขันธ์ ๕ เป็นของเรา เพราะสติ - สัมปชัญญะไม่ต่อเนื่อง ให้มีสติกำหนดรู้ไว้เสมอว่า ร่างกายนี้เป็นเพียงที่อาศัยชั่วคราว มันพังเมื่อไหร่ก็พร้อมที่จักไปพระนิพพานเมื่อนั้น

            อย่าเห็นปัญหาอื่นใด สำคัญไปยิ่งกว่าการรักษาจิตใจของตนเอง ปล่อยวางทุกสิ่งเพื่อความสบายใจของตนเอง

            รับฟังเรื่องราวเหตุการณ์ใดมา ก็ให้ถือว่าเป็นธรรมดาของโลก ฟังแล้วก็พึงกำหนดรู้ สภาวะธรรม เหล่านั้นได้ดับไปแล้ว เป็นอดีตไปแล้ว ให้ปล่อยวางทันที ถือว่าเป็นเรื่องไร้สาระ

            อย่าพึงเข้าใจไตรลักษณ์แล้ว ให้พิจารณาจนเกิดอารมณ์ชิน ไม่เผลอยึดสิ่งที่ไม่เที่ยง จนจิตทรงตัว โดยอาศัยอานาปานัสสติเป็นสำคัญ

            ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎของกรรม จิตจักสบายไม่ดิ้นรนไปด้วยประการใด ๆ ทั้งปวง โดยอาศัยพรหมวิหาร ๔ เป็นหลักสำคัญ

            พยายามรักษาอารมณ์ยอมรับกฎของธรรมดาของร่างกายเข้าไว้ แยกกาย-เวทนา-จิต-ธรรม จิตอยู่ในอารมณ์สักเพียงแต่ว่ารู้ สักเพียงแต่ว่าอาศัยอยู่เท่านั้น

            ชีวิตเกิดขึ้นมาแล้ว ก็มีแก่ - มีเจ็บ - มีตาย เป็นธรรมดา เมื่อยังไม่ตาย ก็มีความปรารถนาไม่สมหวัง มีการพลัดพรากจากของรัก ของชอบใจเป็นธรรมดา

            อย่าเพลินอยู่กับสุข อย่าเศร้าหมองอยู่กับทุกข์ ให้เดินสายกลางคืออัพยากฤต

            อย่าทำตนเป็นเก่ง แก้ไขไปเสียทุกอย่าง อุเบกขาหรือปล่อยวางเสียบ้าง สนใจแต่ปัญหาของตนล้วนๆ จิตจักได้ไม่วุ่นวาย

            มองทุกข์จากการเกิด แล้วเพียรปล่อยวาง ให้เห็นเป็นของธรรมดา อย่าเห็นทุกข์แล้วเกาะทุกข์ จิตจักยึดทุกข์ของขันธ์ ๕ ว่าเป็นเรา เป็นของเราตลอดกาล

            ทุกครั้งที่แพ้กิเลสเพราะขาดสติ เห็นผิดเป็นชอบ จึงต้องไม่ทิ้งอานาปานัสสติ ซึ่งเป็นตัวทำให้มีสติสัมปชัญญะตลอดชีวิต

            การรู้เป็นเพียงแค่เข้าใจเท่านั้น ของจริงอยู่ที่ผลของการปฏิบัติ การรู้คือมรรค การปฏิบัติเพื่อตัดโกรธ - โลภ - หลงคือผล

            จิตฟุ้งอยู่ในสัญญา เพราะมัวไปยุ่งกับเรื่องของผู้อื่น จิตชอบจำแต่ความเลวของผู้อื่น อันเป็นภัยที่กลับมาทำร้ายจิตตนเองให้เศร้าหมอง ขาดเมตตากับกรุณาจิตตนเอง ชอบจุดไฟเผาตนเอง

            ฟุ้งเลว ให้แก้ด้วยฟุ้งดี จำเลวแก้ด้วยจำดี ฟุ้งออกนอกตัวเป็นกิเลส ฟุ้งอยู่กับกายตัว เป็นพระธรรม หากฟุ้งเข้าหาอริยสัจเข้าหาพระธรรม เป็น ธัมมวิจัย ไม่ใช่นิวรณ์

            อย่ากังวลใจ ให้พยายามลงกฎของธรรมดาให้ได้หมดทุกเรื่อง จิตใจจึงจักสงบได้

            ฟุ้งเรื่องอะไร ให้พยายามแก้เรื่องนั้น โดยใช้อริยสัจเป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหา หากแก้ไม่ไหว จงใช้อานาปานัสสติเข้าระงับจิตให้สงบ แล้วจึงใช้อริยสัจ ธรรมของตถาคตต้องหยุดอารมณ์จิตให้สงบก่อน จึงจักเห็นการเคลื่อนไหวของกิเลสได้ตามความเป็นจริง

            จิตของผู้มีปัญญา จักเป็นจิตที่รู้เท่าทันความจริงในอริยสัจอยู่เสมอ พระอรหันต์ท่านทรงอธิปัญญาก็อยู่ที่ตรงนี้

            การวางอารมณ์ราคะและปฏิฆะไม่ได้อย่างสนิทใจ เพราะบกพร่องใน กายคตานุสสติและพรหมวิหาร ๔ ( กายคตาตัดราคะ พรหมวิหาร ๔ ตัดปฏิฆะ)

            มองทุกอย่างให้เป็นธรรมดาเสียอย่างเดียว อารมณ์ปล่อยวางก็จักเกิดขึ้นได้โดยง่าย หากจิตฝืดให้ฟังเทป หรืออ่านหนังสือธรรมะ ช่วยแก้ไขจิตได้

            การรับทานหรือการให้ทาน พึงดูบารมี ๑๐ ควบคู่ไปด้วยเสมอ จักทำให้การปฏิบัติเป็นการเจริญพระกรรมฐานไปในตัว อารมณ์พอใจกับไม่พอใจ จักไม่เกิดในขณะนั้น

            ศีล ๓ ระดับ ขั้น ๑ เอาศีลคุมกายให้เรียบร้อย ขั้น ๒ เอาศีลคุมวาจาให้เรียบร้อย ขั้น ๓ เอาศีลคุมใจให้เรียบร้อย ก็คือกรรมบถ ๑๐ นั่นเอง

            ปัญญาในพุทธศาสนา คือ การรู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจ หรือการรู้เท่าทันในกองสังขารแห่งกายและจิต

            พิจารณาร่างกายของใคร ก็ไม่สำคัญเท่ากับพิจารณาร่างกายตนเอง เนื่องด้วยความโกรธ - โลภ - หลง ก็ดี มาจากร่างกายเป็นเหตุทั้งสิ้น

            การพิจารณาทุกข์ทุกครั้ง ให้ลงตรงขันธ์ ๕ เป็นตัวรับทุกข์ แต่ก็ไม่ควรลืมต้นเหตุแห่งทุกข์ คือกามตัณหา - ภวตัณหา - วิภวตัณหา ซึ่งทำให้เกิดมีขันธ์ ๕ ด้วย

            การรู้อารมณ์ตนเองอยู่เสมอทำให้พ้นทุกข์ได้ จงอย่าไปสนใจจริยาของผู้อื่น อันเป็นกิเลสเพิ่มทุกข์ให้กับใจตนเอง ทำปัจจัยให้เป็นสุข

            การพิจารณาศีล - สมาธิ - ปัญญา โดยเอาสังโยชน์ ๑๐ เป็นเครื่องวัดอารมณ์จิตอยู่เสมอ บวกกับบารมี๑๐ เป็นเครื่องช่วยพิจารณา จักเป็นทางเข้าถึงพระนิพพานได้ง่ายขึ้น

            ใช้ปัญญาพิจารณาขันธ์ ๕ เป็นสำคัญ จึงจักวางเรื่องที่เข้ามากระทบทางกาย - วาจา - ใจ ได้

            อย่าหนีความโกรธ เพราะเป็นกิเลสที่ต้องละด้วยสมถะ และวิปัสสนา (กสิณ ๔ และพรหมวิหาร ๔) ให้คิดว่าคือครู ทดสอบอารมณ์จิต จึงต้องแก้ที่จิตตน อย่าไปแก้ที่บุคคลอื่น

            พุทธานุสสติอย่าทิ้งไปจากจิต เมื่อรู้ตัวว่าอารมณ์ โทสะจริต ยังเด่นอยู่ จงอย่าทิ้งพระ อย่าไปไหนคนเดียว อย่าอยู่คนเดียวให้อยู่กับพระ พระอรหันต์ทุกองค์ท่านยังไม่ทิ้งพระ แล้วเราเป็นใคร

            คำว่ารัก มิใช่เพียงแต่หนุ่มสาว ให้ดูอารมณ์เกาะติดในรูป - รส - กลิ่น - เสียง - สัมผัส - ธรรมารมณ์ด้วย คือให้สำรวมอายตนะทั้ง๖ ประตูทั้ง ๖ ด้วย จึงจักวางอารมณ์เกาะติดลงได้

            ที่ยุ่งยากกาย - ใจ อยู่ทุกวันนี้ เนื่องด้วยอุปาทานขันธ์๕ เป็นต้นเหตุทั้งสิ้น การพิจารณาร่างกายอยู่เสมอ เป็นอุบายไม่ให้จิตส่งออกนอกกาย เป็นวิปัสสนาที่ถูกต้องของพระพุทธศาสนาเป็นอริยสัจ ให้ดูอาการของจิตที่เกาะติดร่างกายนี้ว่าเป็นเรา เป็นของเรานี้แหละเป็นสำคัญ

            อย่าทิ้งอานาปานัสสติ ยิ่งกำหนดรู้ลมมากเท่าไหร่ จิตยิ่งทรงสติได้มากขึ้นเท่านั้น ช่วยเตือนใจว่าชีวิตนี้มันไม่เที่ยง อาจตายได้ตลอดเวลา มีมรณาควบอุปสมานัสสติอยู่เสมอ ความไม่ประมาทก็ยิ่งน้อยลง ก็ยิ่งใกล้พระนิพพานเพียงนั้น

            จิตจักเจริญได้ต้องอาศัยความเพียร ในการปฏิบัติจริง ๆ แล้ว ให้ตัดสังโยชน์ ๓ ให้ได้ก่อน ให้รวบรัดตัดอวิชชาข้อ๑๐ เลย รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน

            อุบายที่ทรงเมตตาแนะวิธีเข้าพระนิพพานแบบง่ายๆ สำหรับผู้ที่มีพื้นฐานได้สังโยชน์๓ ข้อแรกแล้ว ก็คือ รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน

            กาม - กิน - นอน ๓ ตัวนี้ยังติดกันมาก ซึ่งล้วนเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดร่างกาย หรือรูป - นาม (ขันธ์๕) ทั้งสิ้น อันเป็นโทษของการเกาะติด หากละวางได้ก็เป็นคุณ ซึ่งมีอยู่ในศีล ๘ ทั้งสิ้น

            อธิศีล มีศีล ๕ รองรับ ก็พ้นอบายภูมิ ๔ ได้ถาวร อธิจิต ไม่ติดในกาม - กิน - นอน มีศีล ๘ รองรับ ก็พ้นเกิดพ้นตาย อธิปัญญา จิตไม่ยินดี - ยินร้ายในสมมุติของโลกและ ขันธโลก ในสมมุติบัญญัติ๖ คือหมดอุปาทาน มีศีล๑๐ และศีล ๒๒๗ รองรับ จิตวางสมมุติได้ จิตก็วิมุติทั้งกาย - วาจา - ใจ

            ให้พิจารณาโทษของการติด รูป - รส - กลิ่น - เสียง - สัมผัส - ธรรมารมณ์ให้มาก และพิจารณาโทษของการติดกาม - กินและนอนให้มากด้วย แล้วจักทำให้จิตหลุดจากกามคุณ ๕ ได้หากโชคดีก็จบกิจเลย

            งานใดที่ทำอยู่พึงคิดว่างานนั้นเป็นกรรมฐาน เห็นธรรมภายนอกก็น้อมเข้ามาเป็นธรรมภายใน ให้เห็นไตรลักษณ์ เห็นทุกข์ในงานนั้นๆ พิจารณาเข้าหาอริยสัจ อันเป็นตัวปัญญาสูงสุดในพุทธศาสนา

            ให้สังเกตอายตนะสัมผัสกระทบให้มาก แล้วดูอารมณ์จิตที่ไหวไปตามอายตนะนั้นด้วยปัญญา คือรู้เท่าทันกองสังขารแห่งกายและจิต ชื่อว่าปัญญา จงอย่าเผลอในธรรมสัมผัสที่เกิดจากทวารทั้งหก หมั่นพิจารณา กายคตานัสสติกับอสุภกรรมฐานเข้าไว้ เพื่อเตือนสติให้รู้เท่าทันสภาวะร่างกายของตน จักได้คลายอารมณ์เกาะติดรูปในยามที่ถูกกระทบ จุดนี้สำคัญ จักต้องใช้ปัญญาพิจารณาจริงจัง จึงจักวางได้

            จิตที่เย็นสนิท คือจิตที่พิจารณากฎของกรรม แล้วยอมรับความเป็นจริงของขันธ์ ๕ โดยไม่ดิ้นรน

            บุคคลใดที่ต้องการจักไปพระนิพพานในชาตินี้ บรรดาเจ้าหนี้เก่า ๆ ก็จักตามทวงตามเล่นงานอย่างไม่ลดละ หากทนไม่ได้ก็ไปไม่ได้ ต้องวางอารมณ์ยอมรับกฎของกรรมให้เป็นธรรมดาให้ได้ การพ่ายแพ้เป็นของธรรมดา แต่จงอย่าถอย จิตก็จักไม่ดิ้นรนมาก ไม่ช้าไม่นานกฎของกรรมก็จักคลายตัวไปเอง

            ทุกอย่างที่ทำให้จิตมีอารมณ์กังวลอยู่ ล้วนแต่เกี่ยวเนื่องด้วยการเกาะติดขันธ์ ๕ ทั้งสิ้น เช่นเศรษฐกิจไม่ดี,การเจ็บป่วย ต้นเหตุเพราะจิตไม่ยอมรับนับถือกฎของกรรม ใช้ทุกขเวทนาให้เป็นประโยชน์ เอาทุกข์นั่นแหละสอนจิต ให้ยอมรับความไม่เที่ยงของโลก และ ขันธโลก (ร่างกาย)

            ทุกขสัจหรือทุกข์กายต้องกำหนดรู้จึงจักรู้ว่าเป็นทุกข์ แล้วลงตัวธรรมดาว่ามันก็เป็นของมันอยู่อย่างนี้เอง ไม่มีใครฝืนได้ การเจ็บป่วยจึงเป็นของดี จักได้ไม่ประมาทในความตาย เพราะไม่มีใครเอาสมบัติของโลกไปได้ รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน เป็นทางลัดเข้าสู่พระนิพพานได้ง่ายๆ ไม่ช้าไม่นานกฎของกรรมก็จักคลายตัวไปเอง

            อย่าสงสัยในธรรมทั้งปวง การไม่ปรุงแต่งธรรม คือธรรมที่แท้จริง เป็นธรรมล้วนเนื่องด้วยความโกรธ - โลภ - หลง ก็ดี มาจากร่างกายเป็นเหตุทั้งสิ้น

            ทั้งๆ ที่รู้ว่าร่างกายไม่มีแก่นสาร ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แต่จิตยังห่วง - หวงรักร่างกายตนเองอย่างยิ่ง หากยังมีสังโยชน์ค้างอยู่มากเท่าไหร่ ก็ยังห่วง - หวงมากเท่านั้น

            ที่ยุ่งยากกาย - ใจ อยู่ทุกวันนี้ เนื่องด้วยอุปาทานขันธ์ ๕ เป็นเหตุทั้งสิ้น

            การฟังธรรมหรือปฏิบัติธรรมจิตต้องมีสมาธิเป็นหนึ่ง ( เอกัตคตารมณ์) เท่านั้น จึงจักตัดกิเลสได้

            จิตต้องพร้อมละทุกอย่าง เพื่อพระนิพพาน คือละความโลภ - โกรธ - หลง จากจิตเราเป็นสำคัญ

            คนเราเกิดมาเพื่อตาย ใครจักตายไม่สำคัญเท่ากับกายที่จิตเราอาศัยอยู่มันตาย จิตต้องพร้อมที่จักไปพระนิพพานอยู่เสมอ

            ใครคิดว่าตนรู้จักร่างกายของตนดีแล้ว แสดงว่าตกเป็นทาสของกิเลส เพราะหากรู้จริงความเกาะในร่างกายนี้จักไม่มี

            อย่าปรุงแต่งธรรม ใครไปอย่างไร ใครมาอย่างไร ให้ปล่อยไปตามนั้น ให้เกิด - ดับไปเป็นธรรมดา

            ความเบื่อหน่ายจริง จักต้องเบื่อธรรมภายใน คือรูป - นาม (ขันธ์ ๕) ตนเอง ซึ่งหาความเที่ยงไม่ได้

            การพิจารณาจักต้องทำให้สม่ำเสมอ จิตจักสามารถเห็นร่างกายตามความเป็นจริงได ที่ยังแพ้ต่อกิเลส เพราะสติและบารมี ๑๐ ยังไม่เข้มแข็งพอ

            กิเลสทั้งหลายจักเกิดขึ้นมาไม่ได้ ก็อาศัยขันธ์ ๕ หรือร่างกายนี้แหละเป็นเหตุ อายตนะทั้งหมด ภายนอก ๖ ภายใน ๖ ล้วนเป็นบ่อเกิดของความเกิดทั้งสิ้น หากยังวางมันไม่ได้

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่