ปกิณกะธรรม เล่มที่ 10




            ติดอยู่จุดไหนให้พิจารณาจุดนั้นให้ถึงที่สุด แล้วจักพบความสุข ที่มั่นคงของจิต โดยไม่ต้องไปแสวงหาที่ภายนอก ทุกอย่าง อยู่ที่กายกับจิตเราเองทั้งสิ้น (ติดตรงไหนให้ตัดตรงนั้น)

            จงทำจิตที่อาศัยกายที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ อยู่อย่างมีความสุขได้ ด้วยการเดินสายกลาง โดยไม่เบียดเบียนกายและจิตตนเอง (ไม่สร้างกิเลส คือ ติดในรสของอาหารมากจนเกินไป เป็นต้น)

            ทุกคนที่ปรารถนาจักไปพระนิพพาน จักต้องมีข้อทดสอบทยอย เข้ามากระทบอยู่เนืองๆ ให้พิจารณาเข้าหาทุกข์ อันเป็นอริยสัจ เป็นหลักสำคัญ หรือสัทธรรม ๕ ซึ่งทุกคนจักต้องพบ

            ร่างกายที่ประกอบด้วยกายกับจิต คือ ตู้พระไตรปิฎก แสดงธรรมอยู่ตลอดเวลา พวกมีปัญญาก็เห็น ไม่มีปัญญาก็ไม่เห็น

            ปกิณกะธรรมที่ให้ไว้มากมายหลายวิธี ล้วนเป็นอุบายในการพิจารณา เพื่อละ ปล่อย วาง ร่างกายหรือขันธ์ ๕ ว่ามันหาใช่เรา หาใช่ของเราไม่

            จิตเราชอบอุบายใดก็ให้เร่งรัดปฏิบัติตามอุบายนั้น ๆ โดยมีสังโยชน์ ๑๐ เป็นเครื่องวัด มีบารมี ๑๐ เป็นเครื่องช่วย และมีอานาปานัสสติเพื่อระงับนิวรณ์ทั้ง ๕ ทำจิตให้สงบเป็นสุข

            พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์สอนให้พ้นทุกข์ ด้วยการรู้จักตัวทุกข์ตามความเป็นจริง จึงจักพ้นทุกข์ มิใช่สอนให้หนีทุกข์ เพราะไม่รู้จักตัวทุกข์ก็พ้นทุกข์ไม่ได้

            อย่าไปเอาวิชา ความรู้ ศักดิ์ศรี ฐานะ ตระกูล มาเป็นเครื่องตัดกิเลส เพราะนั้นเป็นเพียงสิ่งภายนอก มิใช่ตัวจิตแท้ๆ ถ้าไปยึดถือก็เป็นมานะกิเลส

            วิชาความรู้นั้นเกิดจากสัญญาซึ่งไม่เที่ยง แต่วิชชาในพุทธศาสนา เกิดจากกรรมภายในอันมีศีล สมาธิ ปัญญา หรือ ทาน ศีล ภาวนา ซึ่งเป็นปฏิบัติบูชา เป็นกรรมหรือการกระทำของกาย วาจา ใจของตนเอง ไม่เกี่ยวกับวิชาความรู้ ศักดิ์ศรี ฐานะ หรือ ตระกูลแม้แต่อันใด

            อย่าไปแก้กรรมของใคร อย่าไปรับกรรมของใคร ให้ปล่อยวาง กรรมใครกรรมมัน เพราะทุกคนต่างก็มีกรรมหนักอยู่แล้ว ที่จักต้องเลี้ยงดูร่างกายตนเองและครอบครัวซึ่งหนักอยู่แล้ว

            อย่าเศร้าใจ อย่าเสียใจ เมื่อถูกกระทบด้วยอายตนะสัมผัส ให้เห็นทุกอย่างเป็นครู หรือบทเรียนสอนใจ ปักจิตให้เห็นธรรมดาในเรื่องของทุกเรื่องไป ให้เอามาเป็นพระกรรมฐานทั้งหมด

            หากคิดให้ดีๆ ร่างกายนี้ไม่มีเวลาสุขจริงเลย มีแต่ทุกข์มากกับทุกข์น้อย แสดงธรรมที่ไม่เที่ยงอยู่ตลอดเวลา

            อย่าไปแก้กรรมของใคร อย่าไปรับกรรมของใคร ให้ปล่อยวางกรรมใครกรรมมัน เพราะทุกคนต่างก็มีกรรมหนักอยู่แล้ว ที่จักต้องเลี้ยงดูร่างกายตนเองและครอบครัวซึ่งหนักอยู่แล้ว

            อย่าเศร้าใจ อย่าเสียใจเมื่อถูกกระทบด้วยอายตนะสัมผัส ให้เห็นทุกอย่างเป็นครู หรือบทเรียนสอนใจ ปรับจิตให้เห็นธรรมดาในเรื่องของทุกเรื่องไป ให้เอามาเป็นพระกรรมฐานทั้งหมด

            เกาะสุขก็เป็นทุกข์ เพราะสุขทางโลกก็ไม่เที่ยง หากไม่เข้าใจจุดนี้ จิตก็จักมีอุปาทาน หลงแสวงหาสุขที่ไม่เที่ยงนั้นๆ ซึ่งต่างกับสภาวะจิตที่เข้าถึงพระนิพพาน ไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่เกิด ไม่ดับ เป็นธรรมว่างอย่างยิ่ง

            ร่างกายไม่ดี ย่อมพาจิตให้ไม่ดีไปด้วย มีแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่ร่างกายไม่ดี จิตใจไม่เกี่ยวเกาะร่างกาย จิตของท่านดีอยู่เสมอ ดังนั้นผู้ที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ จึงยังมีอารมณ์ไหลขึ้นไหลลง ดีบ้างไม่ดีบ้าง ยิ่งวันไหนร่างแย่ จักเห็นอารมณ์ของจิตแย่ตามชัด ก็นับว่าเป็นปกติธรรมอยู่

            ร่างกายนี้เป็นสมบัติของโลก ไม่มีใครเอาไปได้ ไม่ชาเรา ไม่ใช่ของเรา จึงบังคับมันให้ทรงตัวไม่ได้ มันจักเป็นอย่างไรเป็นเรื่องธรรมดา ให้ใช้จิตพิจารณาคำว่าธรรมดาเข้าไว้ ดูแลมันตามหน้าที่ตามทางสายกลาง แล้วความสุขจักเกิดขึ้นกับจิต

            กายไม่เที่ยง อารมณ์จิตก็ไม่เที่ยง ใครไม่รู้ยึดเข้าก็เป็นทุกข์

            ต้นเหตุแห่งทุกข์ คือ ความทะยานอยากของจิต (สมุทัย หรือ ตัณหา) ให้ดับด้วยปัญญาอันเกิดจากสมาธิ ซึ่งตั้งมั่นอยู่บนศีลบริสุทธิ์เท่านั้น

            จักวางทุกข์ได้ต้องอาศัยปัญญาพิจารณาประกอบ มิฉะนั้นเห็นทุกข์ก็จักเกาะทุกข์ ก็ยิ่งทุกข์ใหญ่

            โลภ โกรธ หลง และสังโยชน์ทุกข้อ ล้วนมีต้นเหตุเกิดจากการมีร่างกายทั้งสิ้น การไม่เกิดจึงเป็นยอดของความสุข (พระนิพพาน)

            ทำจิตให้เหมือนดูหนัง ดูละครผ่านไปแล้วก็ผ่านเลย หรือทำจิตให้เหมือนกระจกเงา อะไรผ่านเข้ามาก็เห็นหมด แต่เมื่อเลยไปแล้วกระจกเงาก็มิได้ยึดภาพเหล่านั้นไว้เลย

            ให้ยอมรับนับถือกฎของกรรม อย่าไปตำหนิใครว่าเลวหรือชั่ว นั่นเป็นเพราะอกุศลเข้าครอบงำจิต จึงทำไปตามอำนาจของกรรมที่เป็นอกุศล

            อย่าลืม คนดีเขาไม่ด่าคน ไม่เสียดสีคน ไม่นินทาคน จิตเราไม่ดีเองที่ไปเก็บเอาคำสรรเสริญคำนินทา หรือกรรมของผู้อื่นมายึดถือว่าเป็นเราเป็นของเรา

            ร่างกายเป็นเครื่องผูกสัตว์ให้หลงยึดเป็นอัตตาตัวตน เป็นบ่วงล่อให้จิตของสัตว์โลกหลงติดอยู่ในรูปในนามนี้ แม้กระทั่งหลงอยู่ในกายพรหม เทวดา นางฟ้า ก็ยังเป็นอุปาทานขันธ์๕ อยู่ดี

            ให้ดูอารมณ์ที่เกิด - ดับ จักทุกข์ก็ดี จักสุขก็ดี มันไม่มีอะไรเที่ยง

            จำไว้โลกแก้ไม่ได้ ให้แก้ที่จิตของตนเอง เพื่อให้พ้นไปเสียจากโลก

            จิตมีสภาพเกาะติด จึงต้องใช้ปัญญาหาต้นเหตุให้พบ จึงจักแก้ได้(ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค)

            พิจารณาธรรมทั้งหลายที่เข้ามากระทบ คือ อายตนะทั้ง ๖ ทุกเรื่องล้วนทำให้เกิดทุกข์ หากเอามาเป็นกรรมฐาน จักได้ประโยชน์จากการกระทบนั้นอย่างมหาศาล

            การกระทบทุกครั้งจากอายตนะหก ล้วนเป็นพระธรรม สอบได้สอบตกก็อยู่ที่จุดนี้ นี่คือจริตหก

            การตำหนิ การนินทา เป็นความไม่ดี จงอย่าให้เกิดขึ้นแก่จิต เพราะผิดกรรมบถสิบ

            หากคิดให้ดีๆ ร่างกายนี้ไม่มีเวลาสุขจริงเลย มีแต่ทุกข์มากกับทุกข์น้อย แสดงธรรมที่ไม่เที่ยงอยู่ตลอดเวลา

            เกาะสุขก็เป็นทุกข์ เพราะสุขทางโลกก็ไม่เที่ยง หากไม่เข้าใจจุดนี้ จิตก็จักมีอุปาทานหลงแสวงหาสุขที่ไม่เที่ยงนั้นๆ ซึ่งต่างกับสภาวะจิตที่เข้าถึงพระนิพพาน ไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่เกิด ไม่ดับ เป็นธรรมว่างอย่างยิ่ง

            ร่างกายไม่ดี ย่อมพาจิตให้ไม่ดีไปด้วย มีแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่ร่างกายไม่ดี จิตใจไม่เกี่ยวเกาะร่างกาย จิตของท่านดีอยู่เสมอ ดังนั้นผู้ที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ จึงยังมีอารมณ์ไหลขึ้นไหลลง ดีบ้างไม่ดีบ้าง ยิ่งวันไหนร่างกายแย่ จักเห็นอารมณ์ของจิตแย่ตามชัด ก็นับว่าเป็นปกติธรรมอยู่

            ร่างกายนี้เป็นสมบัติของโลก ไม่มีใครเอาไปได้ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา จึงบังคับมันให้ทรงตัวไม่ได้ มันจักเป็นอย่างยิ่ง ก็เป็นเรื่องธรรมดา ให้ใช้จิตพิจารณาคำว่า ธรรมดา เข้าไว้ดูแลมันตามหน้าที่ ตามทางสายกลาง แล้วความสุขจักเกิดขึ้นกับจิต

            เรื่องอะไรจักเกิด ก็ย่อมเกิดตามกรรมตามวาระ ทุกเรื่องเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทั้งสิ้น เห็นทุกอย่างพังหมดเข้าไว้เสมอ แม้กระทั่งร่างกายของตนเอง

            ไม่มีใครเขาทิ้งพรหมวิหาร ๔ กัน เพราะเลี้ยงศีล สมาธิ ปัญญา เป็นกำลังใหญ่ให้เข้าถึงพระอรหัตผลได้ง่าย

            อย่าสนใจกับจริยา หรือปัญหา หรือกรรมของผู้อื่น เพราะปัญหาของตนเองก็มากพอแล้ว ให้มองลงตรงกฎธรรมดา กรรมใครกรรมมัน

            ที่ยังเอาดีไม่ได้ เพราะยังมีความอาลัยอาวรณ์ในขันธ์ ๕ เป็นเหตุ กลัวทุกข์ กลัวลำบาก กลัวอด ห่วงกายมากกว่าห่วงจิต ตัดตัวนี้ไม่ได้ก็ยังเอาดีไม่ได้

            ทุกๆ วันให้ตรวจสอบตนเองว่า มีอะไรดีขึ้นกว่าเก่าบ้างไหม ในการปฏิบัติธรรม จักเห็นว่าขันธ์ ๕ ทุกอย่างเสื่อมหมด ให้ถามจิต ให้จิตตอบ เพราะเหตุใด หากจิตยังไม่ยอมรับความจริงในสัทธรรม คือ ฝืนโลก ฝืนธรรม จัดเป็นวิภวตัณหา

            การปฏิบัติจักต้องไม่ฝืนความจริงของขันธ์ ๕ เพราะแม้ไม่ยึดตัวใดตัวหนึ่งในขันธ์ ๕ นี้ ก็สามารถจบกิจในพุทธศาสนาได้

            ผู้ใดปรารถนาพระนิพพานเป็นที่ไป จักถูกขันธมาร และกิเลสมารเล่นงานหนัก จึงต้องเตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้พร้อม เพื่อยอมรับสภาพกฎของกรรมในรูปแบบต่างๆ อย่างมีสติสัมปชัญญะ

            ทุกสิ่งในโลกไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา ทุกอย่างในโลกหนีกฎไตรลักษณญาณไปไม่พ้น จิตยอมรับกฎของธรรมดาก็จะมีความสุขมาก

            ร่างกายที่ยังคงอยู่ก็เพราะอาศัยสันตติ คือ การสืบเนื่องไม่ขาดสายของธาตุ ทั้ง ๔ (ดิน น้ำ ลม ไฟ) ให้กำหนดรู้สภาพของร่างกายตามความเป็นจริง อยู่เสมอ จิตจักปลดร่างกายได้ในที่สุด

            ให้มองจิตตนเอง จนรู้อารมณ์จิตตนเองในแต่ละขณะจิต จักเห็นความหวั่นไหวไปตามอายตนะสัมผัสต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ต้องใช้สติสัมปชัญญะ กำหนดรู้เป็นอย่างยิ่งและใจเย็นด้วย จึงจักได้ผล

            ขอให้อดทนต่ออุปสรรคทั้งปวง จักไปพระนิพพาน กฎของกรรมจักต้องทยอยเข้ามาเล่นงานอย่างหนัก ต้องฝึกจิตให้เข้มแข็ง บารมี ๑๐ อย่าทิ้ง อย่าลืมวางขันธ์ ๕ ได้อย่างเดียว ก็วางทุกสิ่งทุกอย่างได้หมด

            การนอนให้นอนอย่างนักปฏิบัติ คือ หลับในฌานหรือวิปัสสนาญาณ อย่านอนทิ้งนอนขว้าง จักตายเสียเปล่า

            อย่าทิ้งการพิจารณาทุกอย่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โดยเฉพาะมุ่งตัดขันธ์ ๕ ของตนเองเป็นสำคัญ

            สภาพของจิตมีอารมณ์ชอบยึด ชอบเกาะ จึงต้องรู้สภาวะจิต ซึ่งยึดทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้ามากระทบจิต

            อย่าฝืนร่างกาย ให้อนุโลมตามเหตุตามผลของความเป็นจริง ฝืนเท่าไหร่ทุกข์มากเท่านั้น

            ศีลและธรรมเท่านั้นที่จักชำระจิต ให้หลุดพ้นจากการถูกรบกวนด้วยอารมณ์ทั้งปวง

            ตั้งสัจจะอธิษฐานเข้าไว้ จิตของเราจักไม่ตั้งตนเป็นศัตรูกับใคร ทำให้ได้จริงๆ แล้ว จิตจักไม่สนใจจริยาของผู้อื่น จิตเป็นสุขสงบ

            ตัดกังวลภายในจิตลงให้ได้มากที่สุด ด้วยการใช้ปัญญาถามจิต ให้จิตตอบว่าจักกังวลกับชีวิตไปเพื่อประโยชน์อันใดกัน

            ร่างกายที่จิตเราอาศัยอยู่ชั่วคราวนี้ มันประกอบด้วยธาตุ ๔ มีอาการ ๓๒ ให้หมั่นกำหนดรู้พิจารณาว่ามันไม่ใช่เรา มันไม่มีในเราอยู่เสมอๆ

            อย่าทิ้งกรรมฐาน ๕ คือ พิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ให้เป็นสมถะและวิปัสสนาอยู่เสมอ

            อย่างทิ้งการพิจารณาอายตนะ ๖ จักเห็นเด่นชัดว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้นไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา

            บุคคลใดเห็นทุกข์จากการเกิดมามีขันธ์หรือร่างกายแล้ว จักเป็นผู้มีธุระน้อยทางโลกลงได้ตามลำดับ ความไม่ประมาทในชีวิตและความตาย จักมีมากขึ้นเพียงนั้น

            เห็นความไม่เที่ยงของร่างกายอยู่ตลอดเวลา จักเป็นเหตุให้จิตคลายความเกาะติดในร่างกายและเบื่อหน่ายในการมีร่างกายลงได้

            วิปัสสนาญาณ ๙ จงอย่าทิ้ง เพราะเป็นตัวปัญญาแท้ที่ใช้ตัดขันธ์ ๕ โดยตรง (ให้เห็นร่างกายเป็นไตรลักษณ์ แล้วเดินไปสู่ความพังอย่างเดียว เต็มไปด้วยความทุกข์จึงน่ากลัวจากความไม่เที่ยง เห็นโทษและภัยจากกฎของกรรมตามมาให้ผล มีอารมณ์เบื่อกาย - เบื่อเกิดเป็นผล พิจารณาให้จิตหลุดพ้นด้วยบารมี ๑๐ และสังโยชน์ ๑๐ พิจารณาให้จิตหลุดพ้นด้วยจริตหก ยอมรับความจริง ๗ ข้อแรกแล้ววางได้ เกิดสังขารุเบกขาญาณ ทบทวนธรรมทั้ง ๘ ข้อ กลับไปกลับมาให้ชำนาญ)

            ไม่มีใครมีร่างกายแล้วหนีการเจ็บป่วย ความแก่ ความตาย ไปได้ ผู้ใดไม่คิดถึงจุดนี้ ผู้นั้นประมาทอย่างยิ่ง

            ให้พิจารณาขันธ์ ๕ ให้จงหนัก จิตจึงจักตัดราคะกับปฏิฆะได้ ให้พิจารณาขันธ์ ๕ ปล่อยวางขันธ์ ๕ ให้เห็นทุกอย่างเป็นของธรรมดา

            ให้หมั่นพิจารณาร่างกายโดยอเนกปริยาย รวมไปถึงการกระทบ กับอารมณ์ที่ชอบใจและไม่ชอบใจ โดยอาศัยร่างกายนี้เป็นต้นเหตุ หากวางร่างกายได้ก็จบกิจ

            ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา จุดนี้ต้องย้ำและพิจารณาให้หนัก จักได้ไม่หวั่นไหวเมื่อมรณะภัยมาถึง

            คนเรียนมาก รู้มาก มิใช่ว่าจักตัดกิเลสได้มาก แค่เรียนรู้ยังเป็นสัญญา หรือความจำ ยังไม่ใช่ปัญญา การคิดพิจารณาเรื่องของร่างกายตามความเป็นจริง แล้วละปล่อยวางได้จึงจักเป็นปัญญาแท้ในพุทธศาสนา

            การมีร่างกายอยู่นี้เป็นการอยู่กับความตายทุกๆ ขณะจิต เพราะชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง และความตายไม่มีนิมิตเครื่องหมาย

            การจักปฏิบัติแก้กิเลสจุดไหน ให้ระวังกิเลสจุดนี้จักเล่นงานอย่างหนัก บารมี ๑๐ จึงทิ้งไม่ได้

            อดทนให้มากกับภัยจากภายนอกที่เข้ามากระทบจิตใจ (มีอินทรีย์สังวรหรือสำรวจอายตนะ) หากหลีกไม่พ้น ให้ถือว่าเป็นกฎของกรรม อย่าต่อกรรม อย่าไปแก้ปัญหาที่ผู้อื่น ให้แก้ที่ตนเองเสมอ

            ไม่มีใครเอาสมบัติของโลกไปได้ก็จริงอยู่ แต่ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ปัจจัย ๔ ก็เป็นสิ่งจำเป็นของชีวิต แต่จิตพร้อมที่จักละวางในสมบัติของโลกได้ทันที

            กายไม่เที่ยง อารมณ์จิตไม่เที่ยง ใครไม่รู้ ยึดเข้าก็เป็นทุกข์ ต้นเหตุแห่งทุกข์ คือความทะยานอยากของจิต (สมุทัย หรือตัณหา) ให้ดับด้วยปัญญาอันเกิดจากสมาธิ ซึ่งตั้งมั่นอยู่บนศีลบริสุทธิ์เท่านั้น

            จักวางทุกข์ได้ต้องอาศัยปัญญาพิจารณาประกอบ มิฉะนั้น เห็นทุกข์ก็จักเกาะทุกข์ ก็ยิ่งทุกข์ใหญ่

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่