ปกิณกะธรรม เล่มที่ 1




            การพอใจในกาม คือการพอใจในซากศพ ฆ่ากันตายเพราะศึกชิงนางหรือชิงนาย แย่งซากผีมาเป็นคู่ครอง เพราะคิดว่าร่างกายนี้เป็นเราเป็นของเรา ศีลทั้ง ๕ ข้อขาดได้จากโทษของกามเป็นเหตุ

            เรื่องการเบียดเบียนจัดเป็นธรรมขั้นสูงในพรหมวิหาร ๔ เพราะปุถุชนหลงคิดว่ากายนี้เป็นเราเป็นของเรา จึงเอาใจกายซึ่งเป็นผู้อื่นมากกว่าจิต ซึ่งคือตัวเราซึ่งมาอาศัยกายอยู่ชั่วคราว จึงเป็นธรรมดาของปุถุชนที่เบียดเบียนผู้อื่นเห็นง่าย เบียดเบียนตนเองเห็นยาก ตรงข้ามกับการรู้ของ อริยชน ที่เห็นการเบียดเบียนตนเอง เพราะรู้ว่ากายนี้หาใช่เรา ใช่ของเราไม่ ตัวเราคือจิต รู้เรื่องกฎของกรรม รู้อารมณ์จิตของตนเองอยู่เสมอ

            ใครจักมีความเห็นในการปฏิบัติเป็นอย่างไร ก็เรื่องของเขา จงอย่าไปขัดคอใคร เพราะบารมีธรรมของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน คิดได้เท่านี้ ก็จักวางอารมณ์ให้ลงตัวธรรมดาได้

            รูปปั้น - รูปถ่าย - ภาพเขียนต่าง ๆ มิใช่ตถาคต ขันธ์ ๕ หรือร่างกายก็มิใช่ตถาคต มิใช่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าคือพระธรรม หรือจิตผู้ทรงธรรม

            จงอย่าคิดว่าตนดีแล้วเป็นอันขาด หากยังตัดสังโยชน์ยังไม่ได้ครบ ๑๐ ข้อ จะเป็นการประมาทเกินไป ประเดี๋ยวโดนท่านผู้มีฤทธิ์เหนือกว่าเราทดลองเอา เช่นเทวดา เป็นต้น

            การกำหนดรู้วาระจิตในทุก ๆ ขณะจิตนั้นแหละ คือจิตตานุสสติปัฎฐาน และการสอนให้ปฏิบัติตามนี้ ถ้าใช้ภาษาในอดีต คือต้นพุทธกาล พวกเจ้าก็จักเข้าใจยาก หรือยากที่จักเข้าใจ

            เจ้าจักเห็นได้ว่า ทุกชีวิตที่อยู่ในโลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ ทุกๆ ลมหายใจเข้า - ออก มันอยู่กับความทุกข์และความทุกข์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด มันสืบเนื่องมาจากการมีร่างกายทั้งสิ้น

            เมตตาคุ้มครองโลก อภัยทานจักเกิดแก่จิตของผู้ใด บุคคลนั้นจักต้องทรงพรหมวิหาร ๔ ได้ครบ ๔ ตัวอยู่ตามปกติ

            จริงๆ แล้วการปฏิบัติในศีลได้เป็นปกติ เพราะอำนาจหิริ โอตตัปปะ เพราะกลัวตกนรกและจัดว่าเป็นอำนาจของพรหมวิหาร ๒ ประการแรก คือ เมตตากับกรุณา ทำให้งดเว้นจากการกระทำกรรมชั่ว ๕ อย่างได้

            คนธรรมดาเห็นความตายแล้วลนลาน แต่พระอรหันต์เห็นความตาย แล้วจิตเป็นสุข เพราะยอมรับความจริงว่า ความตายมีคู่กับการเกิดมีร่างกาย, หมดกายก็หมดทุกข์,และการตายครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายสำหรับท่าน หากมี มรณา ควบอุปสมานุสสติ อยู่ทุกลมหายใจเข้า - ออก หรือรู้ลม รู้ตาย รู้นิพพานตลอดเวลา

            บุคคลส่วนใหญ่มักชอบอารมณ์เดือดร้อนใจ ซึ่งเป็นอารมณ์ทุกข์แต่ไม่รู้อารมณ์ของตนเอง จึงเกาะทุกข์ เกาะความเดือดร้อนใจอยู่ร่ำไป แต่ผู้รู้ก็จักพยายามละและปล่อยวางอารมณ์นั้นอยู่ตลอดเวลา ขอจงพยายามปฏิบัติให้ได้ตามนี้

            ภาราหะเว ปัญจักขันธา ทุกข์อันใดจักมาเกินกว่าภาระที่มีต่อขันธ์ ๕ นั้นไม่มี อยู่คนเดียวก็ทุกข์คนเดียว ยิ่งอยู่หลายคนยิ่งเพิ่มทุกข์มากขึ้นเท่านั้น

            โทษของกาม มิใช่กาเมเพียงสถานเดียว ตถาคตหมายถึงการติดรูป - รส - กลิ่น - เสียง สัมผัส - ธรรมารมณ์ ตัวสุดท้ายต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะอารมณ์ของจิตเป็นภัยร้ายแรงที่สุด ที่คอยทำร้ายจิตตนเองอยู่เสมอ การกำหนดรู้อารมณ์ของตนเอง จึงต้องมีอยู่ตลอดเวลา การพลั้งเผลอย่อมมีบ้างเป็นธรรมดา หากแก้ไขจุดนี้ไม่ได้ ก็ตัดสังโยชน์ ๔-๕ ไม่ได้

            ตราบใดที่ยังมีร่างกาย คำว่าปราศจากโรคนั้นย่อมไม่มี ผู้มีปัญญาย่อมรู้จักเห็นโรคอันเกิดจากธาตุ ๔ เสื่อมได้ตลอดเวลา แม้ความหิวก็นับว่าเป็นโรค ร่างกายจึงเป็นรังของโรค

            อโรคยาปรมาลาภา มีโรคก็เป็นทุกข์ ไม่มีโรคก็เป็นสุข แต่จริง ๆ แล้ว สำหรับนักปฏิบัติคำว่าไม่มีโรคนั้นไม่มี การมีขันธ์ ๕ จึงมีทุกข์อย่างยิ่ง ภาราหเวปัญจักขันธา ความโง่ทำให้ไม่เห็นทุกข์ คิดว่าการมีขันธ์ ๕ เป็นสุข เห็นกามตัณหาเป็นของดี ทั้งๆ ที่เป็นตัวทำให้เกิดขันธ์ ๕ ซึ่งเป็นบ่อเกิดของทุกข์ทั้งปวง

            ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก หนีไม่พ้นกฎธรรมดาไปได้ (กฎของกรรมอันเดียวกัน)

            ต้องแยกให้ออกระหว่าง โลกียธรรม กับโลกุตรธรรม เลือกให้เป็นจิตจักได้รับความสุขจากการปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง

            อย่าอยู่คนเดียว อย่าไปไหนคนเดียว ให้อยู่กับพระ ให้ไปกับพระ เพราะคุณของพระทั้ง ๓ คือพระรัตนตรัยนั้นหาประมาณมิได้

            ทำงานรอความตาย แต่อย่าตายเปล่า ขอตายเป็นครั้งสุดท้าย มี มรณาและอุปสมานุสสติอยู่เสมอ

            พวกปุถุชนจักมีความประมาทในชีวิตมากในเรื่องการเจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุ ซึ่งก็เป็นของธรรมดาถ้าหากจักถึงตายก็ตายเปล่า เพราะมิได้พร้อมตาย ซ้อมตายไว้เป็นปกติธรรม รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพานอยู่เสมอ

            ขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ พยายามตรวจดูศีล - สมาธิ - ปัญญา อย่าให้พร่องไปจากจิตเผลอก็เริ่มต้นใหม่ จิตจักชินอยู่กับความดีของหลักธรรมปฏิบัตินี้ จนอารมณ์ศีล - สมาธิ - ปัญญา ทรงตัว คำว่าคิดชั่วก็จักไม่ยอมคิดเลย

            ไม่ต้องไปห้ามใคร ให้ห้ามใจตนเอง เพราะธรรมภายนอกแก้ไขไม่ได้หรือได้ยาก ให้แก้ธรรมภายในคือที่ใจตนเอง ทุกอย่างหนีไม่พ้นกฎธรรมดา หรือกฎของกรรมไปได้

            จงอย่าฝืนกฎธรรมดา ไม่ต้องไปห้ามใคร ให้ห้ามใจตนเองดีกว่า นั่นแหละเป็นของจริงของแท้

            ให้ดูอารมณ์จิตตัวเดียว ดูแต่ความเลวของตนเอง เพราะจะละชั่วได้ ต้องเห็นความชั่วที่ตัวเราเองก่อนเสมอ

            พระตถาคตเจ้าทุก ๆ พระองค์ อนุญาตให้บริโภคเภสัชทั้ง ๕ ได้ในยามวิกาล รวมทั้งน้ำปานะด้วย (มีนมสด - นมเปรี้ยว - เนยแข็ง - เนยเหลวคือพวกน้ำมันจากพืชและสัตว์ - น้ำผึ้ง - น้ำอ้อย - น้ำผลไม้ จากผลไม้ที่ลูกเล็กกว่ากำปั้นมือคนโบราณ)

            อย่าฝืนโรคจนเกิดภัยเบียดเบียนตนเอง ในขณะที่กายยังมีชีวิตอยู่ ให้รักษาชีวิตไว้เพื่อการปฏิบัติธรรมตัดสังโยชน์ ๑๐ ให้หมดก่อนตาย ทุกอย่างให้เดินสายกลาง

            พวกเจ้ายังมีอารมณ์ขี้เก็บ ชอบเก็บทุกข์เอาไว้ไม่ยอมวาง จิตคนช่างจดจำอยู่กับความชั่ว คำด่า คำนินทา ต่างกับคำสอนของตถาคตเจ้า พวกเจ้าฟังแล้วไม่ใคร่จักทำ

            จงหมั่นเรียนรู้ประโยชน์ของอานาปานัสสติให้มาก และจงหมั่นทำหาความชำนาญ เพราะจักทำให้จิตมีกำลังเมื่อจิตถอนออกจากฌานแล้ว จักใช้กำลังมาทำวิปัสสนาญาณ จักมีปัญญาคมกล้ามาก

            ติดรูปให้แก้ที่รูป ติดนามให้แก้ที่นาม ติดกามสัญญาให้แก้ที่กามสัญญา นี่เป็นอริยสัจ

            อารมณ์สันโดษนั้นคือ วิเวกทั้งกาย วาจา ใจ มีศีลคุมกายให้วิเวก ไม่ทำร้ายตนเองและผู้อื่นทั้งในที่ลับและในที่แจ้ง วจีวิเวกหรือวาจาสันโดษ คือสงบทั้งทางปากและเสียงพูดทางใจด้วย ในวจีกรรม ๔ ในกรรมบถ ๑๐ ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ส่วนจิตสันโดษ คือไม่ต่อกรรมกับอารมณ์เลวร้ายที่เข้ามากระทบ เห็นเป็นธรรมดาในธรรมดาอยู่เป็นปกติ เห็นธรรมทั้ง ๓ ประการ กุศล อกุศล อัพยากฤตเป็นปกติธรรมจิตก็สงบ ไม่ฝืนกฎของธรรมดา เพราะจิตถึงพร้อมด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา

            คนติดฤทธิ์เพราะจิตของเขายังเข้าไม่ถึงพระอริยเจ้า ก็ย่อมจักติดฤทธิ์เป็นธรรมดา คนติดฤทธิ์ก็คือคนติดดี เพราะฤทธิ์เป็นของดีในพระพุทธศาสนา ควรจักกล่าวส่งเสริมเขาทำให้ถูกยิ่งๆ ขึ้นไปโดยให้เขารักษาศีลให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่