(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือนสิงหาคม ๒๕๓๙)

กำลังใจไม่ดี ทำให้การเจริญพระกรรมฐานไม่ดีด้วย




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอนธรรมเล็กๆ น้อยๆ มีความสำคัญ ดังนี้

          ๑. เมื่อกำลังใจไม่ดี ก็ทำให้การเจริญพระกรรมฐานไม่ดีไปด้วย ให้ถือว่าเป็นของธรรมดา ภาระหน้าที่อันมีต่อร่างกายก็เป็นภาระหนักอยู่แล้ว (ภาราหะเวปัญจักขันธา) หากขาดปัญญาในจุดนี้ก็จักเพิ่มปัญหา หรือเพิ่มทุกข์ให้กับกายและจิตยิ่งขึ้น งานทางโลกอันเป็นภาระหน้าที่ที่จักต้องทำ เราสามารถวางได้ชั่วคราว หากจิตมีกังวลกับมันเกินพอดี จิตก็เป็นทุกข์ มีผลเสียทั้งทางโลกและทางธรรม ให้เอาเหตุการณ์ที่ประสบอยู่นี้ศึกษาให้ดี เหตุการณ์เหล่านี้จักเป็นครูสอนอารมณ์ของจิตได้อย่างดีที่สุด (สาเหตุเพราะเพื่อนของผม ท่านเอาจิตไปยึดติดกับการเจ็บป่วยของพระที่ท่านเคารพ และนับถือจนเกินพอดี ไปเกาะกายท่าน มิได้เกาะความดีหรือพระธรรมที่ท่านมีอยู่ เหมือนกับตอนขันธ์ ๕ ของหลวงพ่อฤๅษีท่านป่วย และที่สุดก็ทิ้งขันธ์ ๕ ไปสู่พระนิพพาน แต่จิตที่ยังมากอยู่ด้วยกิเลส - ตัณหา - อุปาทาน และอกุศลกรรม มันก็ย่อมวุ่นวายอยู่เป็นธรรมดา ขออธิบายสั้นๆ ว่า ล้วนเป็นอารมณ์ตัณหา ๓ หรือสมุทัยทั้งสิ้น)

          ๒. เรื่องเวทนาของปุถุชนกับเวทนาของ พระอริยเจ้าต่างกันมาก ปุถุชนยังคิดว่ากายเป็นเรา เป็นของเรา ดังนั้น เมื่อเวทนาเกิดก็ยึดเวทนานั้นเป็นของตน แต่พระอริยะท่านเห็นกายท่านเกิดดับๆ เป็นสันตติ เวทนาที่เกิดก็เกิด - ดับๆ ตามกายเป็นสันตติตามกาย หากจิตไปยึดเวทนาเข้า อัตตาตัวตนก็เกิด ทุกข์เกิดที่จุดนั้น เพราะสัญญาหรือความจำเป็นพิษเป็นภัย คือ จำไม่ยอมลืม จิตฝืนความจริงของกาย ซึ่งประกอบด้วยรูป ๑ นาม ๔ คือ เวทนา - สัญญา - สังขารและวิญญาณ ทั้ง ๕ อาการหรือ ขันธ์ ๕ นี้โดยปกติธรรมจะเกิดดับๆ อยู่ตลอดเวลา นาม ๔ อาศัยรูปอยู่ เมื่อรูปเกิดดับๆ เป็นสันตติ นาม ๔ ที่อาศัยรูปอยู่ย่อมเกิดดับ ๆ ตามรูปกายอยู่เป็นธรรมดา แต่จิตไปฝืนความจริง ไม่ยอมให้มันเกิด - ดับๆ ไปตามรูป เวทนาและสัญญาจึงเป็นพิษเป็นภัยกลับมาทำร้ายจิตตนเอง อุปาทานหรือสังขารหรืออารมณ์ปรุงแต่งธรรม ก็เป็นพิษตาม ผลทำให้เวทนาไม่ดับ เพราะสัญญาหรือความจำเป็นพิษ ยึดว่าเป็นเราเป็นของเรา ทุกๆ ครั้งที่เวทนาเกิดก็ยึดไว้หมดไม่ยอมให้ดับ เวทนาเก่าก็ยังอยู่ เวทนาใหม่ก็เพิ่มเข้ามา ทุกข์ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นทุกๆ ครั้งที่มีเวทนาเกิด เป็นเวทนาซ้อนเวทนา เป็นเวทนากำลัง ๒ - ๓ - ๔ ตามลำดับ เหตุจากความหลงของจิตที่ไม่ยอมวางสัญญาเดิม บุคคลใดที่เข้าใจพระธรรมในจุดนี้แล้ว เมื่อยกเอา กายคตาบวกอสุภกรรมฐานขึ้นมาพิจารณาใหม่ ก็จะเห็นความจริงว่าร่างกายนี้มันไม่เที่ยง เกิด - ดับๆ อยู่ตลอดเวลา เพราะความไม่เที่ยงนี่แหละจึงทำให้เกิดทุกข์ และเห็นความจริงว่ามันแสนสกปรก จิตที่หลงยึดกายว่าเป็นตัวเป็นตน จึงเท่ากับหลงอยู่ในดงของกิเลส มีผลทำให้จิตที่ยังหลงยึดเกาะกายไว้ ต้องเกิดมามีร่างกายวนเวียนอยู่ในวัฏสงสารอย่างไม่รู้จบ

          ๓. เมื่อเข้าใจเรื่องเวทนา ของพระอริยเจ้าแล้ว ก็จงอย่าไปกังวลกับร่างกายของพระอริยเจ้าท่าน ควรจักต้องหันมาสำรวจจิตและกำลังใจของตนเองเข้าไว้ ให้มีอินทรีย์สังวรณ์ คือ สำรวจอายตนะทั้ง ๖ ทั้งภายนอก ๖ และภายใน ๖ กระทบกันอยู่เป็นปกติธรรม ห้ามไม่ได้ กระทบแล้วให้อยู่ในอารมณ์สักเพียงแต่ว่า โดยเฉพาะโลกธรรม ๘ ซึ่งไม่มีใครหนีพ้น แล้วให้เห็นเป็นธรรมดาของโลก อะไรมันจักเกิดมันก็ต้องเกิดขึ้นด้วยกฎของกรรม อย่าไปกังวลใจให้มากนัก ดูแต่ความถูกต้องและความพอดี หรือทางสายกลางของจิตเข้าไว้ โดยอย่าทิ้งพรหมวิหาร ๔ เป็นหลักตัดสินปัญหาทุกชนิด ใครจักคิดอย่างไร พูดอย่างไร เราห้ามเขาไม่ได้หรอก มีแต่เราพึงสำรวมความคิด สำรวมวาจา พูดเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ไม่พึงปล่อยตัว อย่าตามใจกิเลสอีกต่อไป ให้มีสติ - สัมปชัญญะกำหนดรู้เข้าไว้ โดยให้ยึดหลักรักษาผลประโยชน์ของจิตให้มาก อย่าไปเห็นสิ่งอื่นสิ่งใดสำคัญกว่าจิต

          ๔. ให้รักษาจิตอย่าให้ตกเป็นทาสของกระแสเงินตรา เรื่องโลกธรรม ๘ นั้นไม่มีใครหนีพ้นอยู่แล้ว พึงระวังจิตให้ดีๆ เพราะการหลงติดอยู่ในเงินตรา หรือลาภสักการะฆ่าคนให้ต้องลงนรกมามากแล้ว จงอย่าประมาทในทุกกรณี โดยเฉพาะในความตาย ในความไม่เที่ยงของร่างกาย แต่ความตายเป็นของเที่ยง จุดนี้จักต้องเตือนจิตของตนเองเข้าไว้อยู่เสมอ อย่าไปเห็นกายผู้อื่นไม่เที่ยงเป็นสำคัญ ให้เห็นกายเราไม่เที่ยงเป็นสำคัญ เพราะความตายอาจเกิดขึ้นได้ทุกๆ ขณะจิต และจงอย่าไปยินดี-ยินร้ายกับความชั่วของผู้อื่น นับเป็นการวางอารมณ์ไม่ถูก เรื่องของเขาก็เป็นเรื่องของเขา จงอย่าไปเสียเวลาปฏิบัติธรรมของเรา เวลาทุก ๆ ขณะจิตมีค่ามากสำหรับนักปฏิบัติธรรม การที่จิตเราไปนึกตำหนิกรรมชั่วของผู้อื่น ทำให้เกิดอารมณ์ไม่พอใจ - รังเกียจเขา ทำให้เกิดปฏิฆะขึ้นกับจิตเรา เป็นการเบียดเบียนจิตตนเองก่อนทั้งสิ้น เพราะขาดพรหมวิหาร ๔ สู้มีจิตเมตตา - อ่อนโยน - สงสารเขาแทนจักมิดีกว่าหรือ เพราะบุคคลที่ไม่มีศีลเหล่านี้ ยังแสวงหาภพชาติในการเกิด ต้องเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสารอีกชั่วกาลนาน จักไปขุ่นข้องขัดเคืองกับเขา ก็ยังจักไปเกิดตายกับเขาอีกทำไมกัน สู้อยู่รักษาจิตสำรวมอารมณ์ให้สงบมิดีกว่าหรือ ให้กลับใจเสียใหม่นะ

          ๕. ให้ตรวจสอบสภาวะจิตของตนเองว่า ทำไมต้องไปทุกข์กับขันธ์ ๕ ของผู้อื่น ให้ศึกษาสัทธรรม ๕ ให้ละเอียด พิจารณาบ่อยๆ จะทำให้จิตยอมรับความจริงในสัทธรรมทั้ง ๕ นี้อย่างจริงใจ มิใช่รู้แค่สัญญาอันเป็นอนิจจาอยู่เสมอ ต้องพิจารณาเนืองๆ จนจิตเกิดปัญญายอมรับไม่ฝืนความจริงของกายว่าทุกคน - ทุกภพ - ทุกชาติที่เกิดมามีร่างกายก็จักต้องพบความจริงอันเป็นอริยสัจอยู่อย่างนี้ ไม่สามารถเป็นอย่างอื่นไปได้ คือ เกิดมาแล้วต้องแก่ - ต้องป่วย - ต้องตาย ระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องพบกับอารมณ์พอใจบ้าง - ไม่พอใจบ้าง มีความปรารถนาไม่สมหวังอยู่เป็นธรรมดา จักต้องพบกับการพลัดพรากจากของรักของชอบใจอยู่เป็นธรรมดา ธรรมทั้ง ๕ ประการนี้ล้วนทำให้จิตเป็นทุกข์ แม้เราไม่ต้องการมัน แต่ก็หนีมันไม่พ้นทุกคน จุดนี้จึงต้องอาศัยปัญญาพิจารณา ให้จิตยอมรับความจริง หรืออริยสัจทั้ง ๕ นี้ให้ได้อย่างจริงใจ จึงจักเป็นการรู้ด้วยปัญญาอย่างแท้จริง สัญญาก็หมดไปโดยอัตโนมัติ

          ๖. อุบายในการพิจารณาเพื่อละ - ปล่อย - วางขันธ์ ๕ หรือ สักกายทิฎฐิ ซึ่งแปลว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับร่างกายหรือขันธ์ ๕ มีอยู่มากมายหลายวิธี แต่ทุกอุบายก็หนีไม่พ้น กายคตานุสสติ ซึ่งเป็นมหาสมุทรแห่งธรรม ซึ่งทุกคนที่เกิดมาก็มีอยู่แล้วทุกคน เพราะ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ก็ทรงตรัสสอนอยู่แค่กายกับจิต หากเข้าใจแล้วก็จักไม่ต้องไปหาธรรมนอกตัวเรา ไม่ต้องไปยุ่งกับจริยาของผู้อื่นอีกต่อไป เสียเวลาไปโดยใช่เหตุ การส่งจิตออกนอกตัวเป็นการหาทุกข์ เพิ่มทุกข์ให้กับจิต การเอาจิตอยู่กับตัวเป็นการหาทางพ้นทุกข์ได้อย่างประเสริฐสุด เช่น พิจารณาว่าร่างกายที่เห็นกันอยู่นี้เป็นของใครก็ไม่ทราบ เพราะมันเป็นสมบัติของโลก ซึ่งไม่มีใครสามารถเอาไปได้ หรือร่างกายที่เห็นอยู่นี้ไม่ว่าของเราหรือของใคร ก็ประกอบขึ้นมาด้วยธาตุ ๔ มีอาการ ๓๒ มีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น มีความเสื่อมไปในท่ามกลาง มีความสลายตัวไปในที่สุด ให้มองและพิจารณาจุดนี้อยู่เสมอ เพื่อให้จิตทรงตัว จักได้คลายความเกาะติดร่างกายของตนเองและผู้อื่น รวมทั้งสัตว์และวัตถุธาตุด้วย แล้วให้พิจารณาจุดละเอียดลงไปอีกให้ยิ่งกว่านี้ คือ เรื่องอารมณ์ของจิต ให้ดูกรรมที่เกิดอกุศล - กุศล หรือไม่เป็นกุศล - ไม่เป็นอกุศล ใช้สติ - สัมปชัญญะกำหนดรู้อยู่อย่าให้ขาด พยายามรู้เข้าไว้แล้วสักวันหนึ่ง การตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานก็จักเป็นของพวกเจ้าได้ แล้วจงอย่าทิ้งอานาปานัสสติ เพราะจุดนี้เป็นตัวโยงให้เกิดสติ - สัมปชัญญะได้สมบูรณ์ ที่พวกเจ้ายังร้อนไปด้วยไฟปฏิฆะอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะขาดอานาปา

          ๗. อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ อย่ากังวลใจกับอนาคตให้มากนัก ให้จิตอยู่ในธรรมปัจจุบันให้มาก เรื่องที่ยังมาไม่ถึงก็ปล่อยให้เป็นไป เป็นเรื่องของเบื้องหน้า เรื่องของธรรมอนาคตนั้นไม่เที่ยง จักไปยึดถืออันใดเป็นแก่นสาร รังแต่จักทำให้จิตมีความทุกข์ไปล่วงหน้าเสียเปล่า พยายามทำทุกอย่างตามหน้าที่ให้ดีที่สุด ด้วยความใจเย็นๆ ไม่คิดจักต่อกรกับใครทั้งสิ้น โดยเฉพาะข่าวลือทั้งหลายอันเป็นโลกธรรม ๘ ซึ่งทุกคนในโลกหนีมันไม่พ้น ก็จงเห็นเป็นของธรรมดา โดยเฉพาะบุคคลที่ยังไม่มีศีล ไม่มีกรรมบถ ๑๐ หมวดวาจา ๔ ยิ่งต้องเห็นเป็นของธรรมดาของบุคคลผู้นั้น รักษาอารมณ์ของเรา อย่าให้มีโทสะกับเขา เอาการกระทำของเขานั่นแหละมาเป็นครูสอนเรา จักได้ประโยชน์มาก หากยังทำไม่ได้ สังโยชน์ข้อ ๔ และ ๕ ก็ผ่านไม่ได้ อธิจิตก็เกิดไม่ได้ พระนิพพานก็ไม่สามารถจักเข้าถึง ดังนั้นที่เจ้าคิดได้ว่า ควรให้อภัยทานกับพวกเขา ที่ชอบใส่ร้ายป้ายสี ก็เป็นของดีที่ไม่แสดงอาการโต้ตอบ ยอมแพ้ความชั่วของผู้อื่นเพื่อที่จักชนะความชั่วของใจเราเอง บุตรของตถาคตทุกคนจงจำได้ คนไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก ให้ยอมรับนับถือความเป็นจริงตามนี้ ให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดา

          ๘. อย่าฝืนธรรม จิตจักไม่ทุกข์ ขันธ์ ๕ มันจักตาย จิตจักฝืนให้มันอยู่ย่อมเป็นไปไม่ได้ เรื่องของขันธ์ ๕ เป็นเรื่องกฎของกรรม ซึ่งเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่มีผิดตัวด้วย ที่เจ้าไปเป็นทุกข์ เป็นกังวลเรื่องการเจ็บป่วยของพระที่เจ้าเคารพนับถือจนเกินพอดีในขณะนี้ เป็นการไม่ถูกต้อง เพราะไปเกาะเปลือกของท่าน ซึ่งไม่เที่ยง - สกปรก - หาสาระอันใดมิได้ แทนที่จะเกาะพระธรรมหรือความดีของท่านซึ่งเที่ยง นำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ตามลำดับ เรื่องนี้จักต้องเร่งการพิจารณา กายคตาและอสุภกรรมฐานให้มาก ก็จักพบความจริงเกี่ยวกับกายกับจิตได้ตามความเป็นจริงละเอียดขึ้นๆ ตามลำดับ และมีจุดหมายปลายทางที่แน่นอน คือ พระนิพพานเป็นที่ไป และจงอย่าทิ้งอานาปานัสสติ ซึ่งเป็นตัวโยงให้เกิดสติ - สัมปชัญญะให้สมบูรณ์ได้ รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพานก็จงอย่าลืม

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่