(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือน พฤษภาคม ๒๕๓๘)

ปฏิปทาของหลวงปู่เขียน จ.พิจิตร




 

          หลวงพ่อฤๅษี ท่านเคยเล่าถึงหลวงปู่เขียน จ.พิจิตร มีความว่า

          ๑. ท่านเคยไปกราบหลวงปู่เขียน จ.พิจิตร

          หลวงพ่อถามว่า หลวงปู่รู้ได้อย่างไรว่า หวยมันจะออกเลขอะไร

          หลวงปู่ตอบ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ท่านเขียนเลขรางวัลที่ ๑ ๑๐ งวดที่จะออกในครั้งต่อๆ ไปให้กับหลวงพ่อฤๅษีไว้ บอกว่าอย่าเพิ่งเปิดดู ฉลากออกเมื่อใดจึงค่อยเปิดดู

          หลวงพ่อ บอกว่า ถูกตรงรางวัลที่ ๑ ทุกงวดไม่มีผิดพลาดเลย

          ๒. ความดังของหลวงปู่เขียน จึงดังในเรื่องให้หวยเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นเรื่องของทางโลกทั้งสิ้น ส่วนทางธรรมซึ่งจะนำไปสู่ความหลุดพ้นไม่ค่อยมีคนจะสนใจ ทั้งๆ ที่ท่านมีให้อย่างสมบูรณ์

          ลูกศิษย์ของท่านคนหนึ่งมาเล่าให้ฟัง ตอนที่เพื่อนผมท่านไปงานศพแม่หลวงพี่โอ ที่ จ.พิจิตร ความว่า หลวงปู่เขียนเป็นศิษย์ของหลวงปู่โต วัดระฆัง ตอนมรณะอายุได้ ๑๘๔ ปี ท่านให้หวยแม่นมาก ท่านเลี้ยงสัตว์ไว้ในวัดหลายอย่าง ท่านรู้ภาษาสัตว์ เรียกสัตว์ที่อยู่ไกลๆ ให้กลับวัดได้ ท่านธุดงค์โดยสัตว์ป่าไม่เคยทำร้ายท่าน ส่วนใหญ่เน้นทางโลก ทางธรรมไม่ค่อยจะเอากัน

 

          หลวงปู่ ท่านเมตตามาสอนเพื่อนผม ซึ่งปรารถนาทางธรรม เป็นหลักสำคัญไว้ดังนี้

          ๑. ไอ้หนู เลี้ยงวัว ด่าวัว ตีวัว เป็นกรรมบ่ (ตอบว่า เป็น) นั่นแหละ กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา เราไม่ทำ ก็ไม่มีทางได้เจอ

          ๒. พระอรหันต์ไฉนจึงเป็นผู้บ่มีกรรม กายนี้ถูกคุม วาจาถูกคุม ใจถูกคุมให้อยู่ในความสงบจนชิน ท่านระมัดระวังบ่ให้ กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา เกิดขึ้นในจิต พระอรหันต์มีอารมณ์เฉยๆ อยู่อารมณ์เดียว (หมายถึง สังขารุเบกขาญาณ,อุเบกขาญาณ)

          ๓. (ถามท่านว่า ร้อนก็ไม่รู้ หนาวก็ไม่รู้หรือ) ท่านตอบว่า รู้ซิไม่รู้ได้รึ ถ้าอายตนะรับสัมผัสยังมี แต่รู้ก็สักเพียงแต่ว่ารู้ ร้อน หนาวมันเป็นเรื่องของกาย จิตบ่ได้ร้อนหนาวไปกับกายด้วย

          ๔. คนเขาจะด่า จะชม จะทำร้ายร่างกายเรา นั่นมันก็เป็นกรรมที่เราเคยทำเอาไว้แต่อดีต ช่างมันใช้มันไป อย่าไปดิ้นรนแล้วจิตสบาย

          ๕. อะไรจะมาแรงเท่าลม อะไรจะมาคมเท่าน้ำ อะไรจะมาร้อนเท่าไฟ อะไรจะมาทนเท่าดิน โลกทั้งโลกก็เป็นธาตุ ๔ ร่างกายของ เฮา ก็ธาตุ ๔ ถ้ามันมีกำลังเสมอกันก็ ดีน่อ แต่หลักความจริงแล้ว ธาตุลมมันกำเริบทุกวัน แล้วก็เสื่อมทุกวัน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุดินก็เหมือนกัน มันไม่เที่ยง มันมีแต่ทุกข์

          ๖. ผู้ใดกำหนดรู้ กำลังของธาตุเอาไว้เสมอๆ ก็บ่มีความประมาทในชีวิต แค่รู้ธาตุลมตัวเดียวก็เห็นความไม่เที่ยงชัด เมื่อเห็นชีวิตใกล้กับความตายทุกๆ เวลาที่หายใจเข้า แล้วบ่หายใจออกก็ตาย หายใจออกแล้วบ่หายใจเข้าก็ตาย พระอรหันต์จึงบ่ประมาทในชีวิต

          ๗. ไม่ประมาทก็ต้องมีสติ สติจะมีได้ก็ต้องกำหนดรู้ลมหายใจเข้า ออกน่อ เมื่อมีสติก็มีสัมปชัญญะ กำหนดรู้ไปถึงกรรมที่จะเกิดขึ้นทางกาย วาจา ใจ

          ๘. นี่ต้องรู้อยู่ตลอดเวลาว่า กรรมที่กายทำอยู่นี้เป็นคุณหรือเป็นโทษ เป็นกุศลหรืออกุศล กรรมที่คิดอยู่นี้เป็นคุณหรือเป็นโทษ เป็นกุศลหรืออกุศล นี่ต้องรู้ก่อนที่จะทำ จะพูด จะคิด มิใช่ทำแล้ว พูดแล้ว หรือคิดแล้วจึงค่อยรู้ อย่างนั้นก็ใช้บ่ ได้น่อ นี่ก็ตรงกับบาลีที่ว่า นิสัมมะกรณังเสยโย พระพุทธองค์ทรงตรัสยืนยัน ไว้น่อ

          ๙. พระอรหันต์กว่าท่านจะหมดกรรมได้ ก็ต้องทำอย่าง นี้น่อ ระวังกรรมที่เป็นอกุศลไม่ให้เกิดขึ้นทางกาย วาจา ใจ แต่ร่างกายหรือขันธ์ ๕ ของท่านยังอยู่ จึงทำงานกุศลไปตามหน้าที่ ตามกำลังของร่างกายที่มีอยู่ แต่ทว่าจิตใจบ่ได้ไปเกาะติดกรรมที่เป็นกุศลนั้นๆ

          ๑๐. นี่แหละไอ้หนู ที่เขาว่า พระอรหันต์ทำดีอย่างไร ก็บ่มีกรรมปรากฏ ก็ตรงนี้ แหละน่อ

          ๑๑. ในบุคคลที่ต้องการก้าวหน้าในผลของการปฏิบัติ เขาจักต้องทำกันอย่างนี้ กำหนดรู้อารมณ์ให้ได้ แต่ไม่ใช่เครียด น่อ ถ้าทำเครียดก็ไม่ใช่ตัวจริง ต้องทำได้รู้ได้แบบอารมณ์เบาๆ นั่นน่อ ตั้งใจทำให้ดีเน้อ หลวงปู่ไปล่ะ

          จากนั้น สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนว่า

          ๑. ให้สนใจในปฏิปทาที่หลวงปู่เขียนสอนให้มากๆ เพราะนั่นเป็นธรรมปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์แท้ๆ จดบันทึกเก็บไว้ให้ดี และนำมาพิจารณาและใคร่ครวญปฏิบัติด้วย

          ๒. นี่แหละเจ้า แม้จักไปในที่ไหนๆ ให้รู้จักหาประโยชน์จากพระธรรม ซึ่งมีอยู่ในทุกๆ สถานที่ ทุกๆ โอกาส

          ๓. ส่วนเรื่องที่ผู้ปฏิบัติบางราย ออกนอกลู่นอกทาง ก็จงอย่าไปขัดขวาง หรือแสดงความคิดเห็นคัดค้านเขาให้มองเป็นธรรมดา ปล่อยเขาไปตามกฎของกรรม

 

คนปฏิบัติพระกรรมฐาน

แล้วทำไมจึงบ้าหรือเพี้ยนได้

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. ต้นเหตุ เพราะผู้เจริญกรรมฐานเหล่านี้ฝืนอารมณ์ของจิต คือ มุ่งแต่บังคับจิตให้อยู่ในเฉพาะกรรมฐานจุดใดจุดหนึ่ง เพราะโดยปกติของจิต จึงมีอารมณ์พัก และมีอารมณ์คิดสลับกัน แต่บุคคลเหล่านี้ไปบังคับ

          ๒.อย่างต้องการให้จิตรู้อานาปา ก็บังคับให้รู้ลมแต่ความจริงฝืนรู้ ไปบังคับลมให้ทรงตัวอยู่อย่างเดียว จึงเกิดความเครียดขึ้น ไม่ใช่ตามรู้เพียงอย่างเดียว หรือในบางบุคคลที่บังคับจิตให้คิด ให้จิตทำวิปัสสนาอย่างเดียว แต่คิดมากจนเกินพอดี เลยกลายเป็นฟุ้งซ่านหรือวิตกจริตไป

          ๓. บุคคลเหล่านี้ ไม่รู้จักสลับอารมณ์ให้เกิดความพอดี ไม่รู้จักหลักสัจจานุโลมิกญาณ หรือหามัชฌิมาไม่พบ การเจริญพระกรรมฐานจึงกลายเป็น อัตกิลมถานุโยค ถ้าไม่เข้าใจถึงจุดนี้ ก็ยากที่จักเอาดีได้ (ไม่ตึงไป - ไม่หย่อนไป - ต้องเดินสายกลางจึงจะบรรลุได้)

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่