ทำไมจึงต้องห้าม ใส่รองเท้าเข้าไปในโบสถ์และวิหาร




          บุคคลส่วนใหญ่ไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริง คนส่วนใหญ่ไม่ใส่รองเท้าเข้าไป เพราะเห็นว่าโบสถ์ - วิหารเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนเคารพบูชา จึงจัดเป็นธรรมเนียมและประเพณีนิยมที่ทำกันมานาน

          เรื่องนี้หลวงพ่อฤๅษีเมตตามาสอนให้รู้ความจริงไว้ดังนี้

          พระเจ้าพิมพิสาร หรือ ท้าวเวสสุวรรณ ท่านมาบอกว่าให้หลวงพ่อเตือนลูกหลานว่า อย่าใส่รองเท้าเข้าไปใน เขตพัทธสีมา เพราะกรรมอันนี้ท่านทำมาแล้ว จึงได้ถูกลูกชายของท่าน คือ พระเจ้าอชาติศัตรู เอามีดโกนกรีดฝ่าเท้าทั้ง ๒ ข้าง จนเดินไม่ได้

 

อย่าเหนื่อยใจ เหนื่อยกายช่างมัน

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนไว้ดังนี้

          ๑. อย่าเหนื่อยใจ เหนื่อยกายช่างมัน เพราะเป็นธรรมดาของการมีขันธ์ ๕ จักต้องเหนื่อยเช่นนี้ แต่การเหนื่อยใจ คืออารมณ์หดหู่ เป็นโมหะจริต จักต้องพยายามระงับ อย่าให้อารมณ์นี้กำเริบอยู่นาน

          ๒. จงหักล้างด้วย อานาปานุสสติกรรมฐาน ควบคู่กับวิปัสสนา ให้รู้เท่าทันความจริงของโลก ไม่ว่าโลกภายนอกหรือโลกภายใน (ขันธโลก) มันเป็นเช่นนั้นอยู่เป็นปกติ จักไปเหนื่อยใจทำไมกัน (ก็นึกในใจว่า เบื่อความขัดแย้ง)

          ๓. ทรงแย้มพระโอษฐ์ ตรัสว่า ธรรมยังไม่ไปในทางเดียวกัน ก็ย่อมมีความขัดแย้ง เป็นธรรมดา อย่าว่าแต่คนอื่นเขาขัดแย้งกับเจ้าเลย แม้แต่จิตของเจ้าเองในบางขณะยังขัดแย้งกันเองเลย

          ๔. ทั้ง ๆ ที่รับคำสอนอยู่อย่างนี้ ในบางขณะที่มีนิวรณ์เข้าแทรก เจ้าเองเชื่อฟังคำตรัสสอนอยู่ แต่พอนอกเหนือไปจากเวลานั้น อารมณ์สงสัยยังเข้ามาขัดแย้งว่าจริงหรือไม่จริง

          ๕. อย่าตำหนิว่าคนอื่นเขาไม่เข้าใจเรา เราเองก็ยังไม่เข้าใจตนเอง สร้างปัญหาให้กับตนเองให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ ๆ เพราะเหตุธรรมะยังไม่ไปทางเดียวกัน ฝึกฝนเข้าซิเจ้า คุณจิตคุณธรรมที่เกิดขึ้นให้ไปในทางเดียวกัน ไม่ต้องไปคุมคนอื่น

          ๖. คุมจิตตนเองให้ได้เสียก่อน แล้วเจ้าจักไม่ขัดแย้งในตัวของเจ้าเอง และเมื่อธรรมะไปในทางเดียวกันในจิตตนเองเกิด ก็จักไม่มีความขัดแย้งในบุคคลอื่นเลย เพราะมีความเข้าใจธรรมะนั้นนั่นเอง ทุกอย่างลงตัวธรรมดา เมื่อจิตเข้าถึงธรรมนั้น

 

คนหลงร่างกาย เพราะไม่รู้จักสันตติของร่างกาย

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. อย่าสนใจอาการของกายให้มากนัก ให้รักษาอารมณ์ สังขารุเบกขาญาณเข้าไว้ พยายามวางเฉยกับอารมณ์เหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลีย คิดว่าเราอาจจักตายวันนี้เดี๋ยวนี้ไว้เสมอ

          ๒. จงกำหนดรู้ทุกข์เยี่ยงนี้มีกับเราได้ เพราะการมีร่างกาย เราจักขอทนอยู่กับมันเป็นชาติสุดท้าย ต่อไปหากเมื่อไม่มีร่างกาย คำว่าเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียเยี่ยงนี้ จักไม่มีกับเราอีกต่อไป>

          ๓. อาการเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลีย เมื่อได้พักร่างกายเต็มที่แล้ว ก็ย่อมจักคลายหายเหนื่อยหายเพลียได้ แต่เจ้าก็จักเห็นว่ามันหายเหนื่อยหายเพลียไม่จริง พอเริ่มทำงานใหม่อีก มันก็เหนื่อยก็เพลียอีก ร่างกายมันไม่เที่ยงอยู่อย่างนี้ การมีร่างกายทำให้ต้องมีกิจการงานทำไป ไม่มีวันสิ้นสุด มันน่าเบื่อหรือไม่น่าเบื่อ (ก็รับว่าน่าเบื่อ)

          ๔. ทุกอย่างมันเป็นสันตติ ไม่รู้จักมีที่สิ้นสุด หากไม่กำหนดรู้เอาไว้เสมอ ๆ ก็เหมือนบุคคลที่หลงอยู่ในร่างกาย

          ๕. หลงคิดอยู่เสมอๆ ว่า ร่างกายนี้มันเที่ยง เคยชินอยู่กับการมีร่างกาย อยากจักมีร่างกายอยู่ร่ำไป ไม่คิดว่าสักวันหนึ่งมันกับเราก็จักต้องพรากจากกัน หากยังมีอารมณ์ผูกพันอยู่กับร่างกาย ว่านี่เป็นเรา มีในเรา ไม่อยากแก่ ไม่อยากเจ็บ ไม่อยากตาย ไม่อยากให้มันเหน็ดเหนื่อย อ่อนเพลีย หลงใหลใฝ่ฝันให้มันแข็งแรง ทรงตัวอยู่อย่างนี้แหละ มันจึงได้ชื่อว่าหลงอยู่ในสันตติที่ไม่มีวันสิ้นสุด ไม่ได้อยู่ในอารมณ์ตัดร่างกาย แต่อยู่ในอารมณ์เกาะติดร่างกาย

          ๖. วางอารมณ์จิตเสียใหม่ วัดอารมณ์ของการปลดร่างกายอยู่ตลอดเวลา นั่นแหละคือการปฏิบัติพระกรรมฐาน

          ๗. ทรงตรัสเน้นว่า การปฏิบัติไม่ต้องเลือกเวลา ไม่ต้องเลือกสถานที่ จิตอยู่ที่ไหน ไม่ทิ้งอารมณ์ที่นั่น นี่แหละคือพระกรรมฐาน

 

การรู้อารมณ์คนอื่นพ้นทุกข์ไม่ได้ การรู้อารมณ์ตนเองพ้นทุกข์ได้

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. การรู้อารมณ์คนอื่นพ้นทุกข์ไม่ได้ การรู้อารมณ์ตนเองพ้นทุกข์ได้ ให้พวกเจ้าศึกษาอารมณ์จิตของตนเองให้ดีๆ อย่าตำหนิอารมณ์จิตของใครว่าเลว ให้ตำหนิอารมณ์จิตของตนเอง ที่เลวเข้าไว้ก็แล้วกัน

          ๒. หากไม่ศึกษาอารมณ์จิตของตนเอง เจริญกรรมฐานไปอีก ๒๐ ปีก็ไม่มีผล เพราะไม่รู้จักใจของตนเอง ก็คือไม่รู้จักทุกข์นั่นเอง

          ๓. อารมณ์จิตนี่แหละ คือ ตัวรู้สึกถึงความสุข หรือความทุกข์ ไม่ใช่ที่ร่างกาย

          ๔. ร่างกายมีปกติ คือ ไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วก้าวไปสู่ความเสื่อมทุกขณะ นี่เป็นปกติของมัน ร่างกายจึงหาสาระไม่ได้

          ๕. สิ่งที่พึงศึกษา คือ อารมณ์ของจิต ศึกษาให้รู้จักทุกข์ และที่ว่าสุขนั้น สุขจริงหรือไม่ สุขใน โลกียวิสัย หรือสุข ในโลกุตรวิสัย หากเป็นสุขใน โลกียวิสัย ก็เป็นสุขหลอกๆ สุขไม่จริง ดูเข้าไว้ให้ดีๆ

          ๖. อย่าให้อารมณ์มันหลอกเรา คนอื่นหลอกเราไม่ร้ายแรงเท่ากับอารมณ์จิตของเราหลอกเราเอง พิจารณาให้ดีๆ แล้วใช้ปัญญาทำจิตให้หลุดพ้นจากอารมณ์ที่สร้างความทุกข์นั้นๆ

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่