พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

กันยายน ๒๕๔๗




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

             (ในเดือนกันยายนนี้ ทรงตรัสเรื่องอย่าดีแต่พูดสอนผู้อื่น ตนเองก็ยังทำไม่ได้-การรักษาความดีให้ทรงตัว ทำได้ยาก-การเจ็บป่วยเป็นของธรรมดา-วิริยะบารมีเต็ม จะทนต่ออุปสรรคทั้งปวงได้-ตัวธรรมล้วน ๆ ไม่มีการปรุงแต่ง-ไม่มีอะไรได้ง่าย ๆ ในพุทธศาสนา-อาหารของกายและของใจ-บารมี ๑๐ ทิ้งไม่ได้ตลอดชีวิต)

          ๑. อย่าดีแต่พูดสอนผู้อื่น ตนเองก็ยังทำไม่ได้ อาทิ พูดให้คนอื่นเขาทำใจให้สงบ-เย็น แต่ตัวเองกลับทำไม่ได้ จักต้องหมั่นทำใจตนเองให้สงบ-เย็นเข้าไว้ด้วย โดยทำกำลังใจให้เข้มแข็ง แม้จักมีงานเข้ามามากแค่ไหน หรืออย่างไรก็ให้มีกำลังใจที่เย็นใจ และใจเย็น แล้วให้เข้มแข็งเข้าไว้ ทุกอย่างสำเร็จลงได้ด้วยความเพียร

          ๒. ความเพียรชอบที่ทรงตรัสสอนไว้คือ โพธิปักขิยธรรม ๗ หมวด คือ สติปัฎฐาน ๔, อิทธิบาท ๔, สัมมัปปทาน ๔, อินทรีย์ ๕, พละ ๕, โพชฌงค์ ๗ และอริยมรรค ๘ จิตชอบทางใดก็ให้ปฏิบัติทางนั้น ก็สามารถจบกิจได้ มิใช่ต้องทำหมดทุก ๆ หมวด

          ๓. การรักษาจิตให้อยู่ในความสงบ ได้ชื่อว่าเป็นสุขอย่างแท้จริง (สุขอื่นเสมอด้วยความสงบไม่มี) พยายามรักษาจิตให้อยู่ในอารมณ์สงบให้มาก และหมั่นยอมรับนับถือความเป็นจริงให้มากขึ้นด้วย

          ๔. การป้องกันคุณไสย อยู่ที่กำลังใจ รักษากำลังใจไว้ให้ดีอย่าได้มีโทสจริตขึ้น เมื่อรู้อยู่ว่าหมู่นี้ถูกคุณไสยเข้าครอบงำก็จงพยายามตั้งสติเอาไว้ อย่าได้มีอารมณ์ให้บังเกิดขึ้น จักบังเกิดความวิบัติได้โดยโดยง่าย การปฏิบัติมิใช่ของง่าย หากไม่หมั่นเจริญสติให้ทรงตัว และต่อเนื่อง อานาปาหรือการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและออก จักต้องหมั่นทำให้อยู่เสมอ เผลอบ้างลืมบ้างก็เป็นธรรมดา เพราะเรายังไม่ใช่พระอรหันต์ ท่านเป็นผู้มีสติ-สัมปชัญญะสมบูรณ์

          ๕. การอนุรักษ์ รักษาความดีที่มีอยู่แล้วให้ทรงตัว เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ถ้าทำได้ง่าย ทุกคนก็เป็นพระอริยเจ้ากันหมด ทุกอย่างจักต้องมีสติตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ธรรมของพระตถาคตตรัสสอนไว้ทั้งสิ้น ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ย่อแล้วเหลือประโยคเดียวคือ ให้ทุกคนพร้อมอยู่ในความไม่ประมาทเถิด

          ๖. การเจ็บป่วยเป็นของธรรมดาของผู้มีร่างกาย การป่วยต้องรักษาตามหน้าที่ ทุกร่างกายมาตามกรรม และไปตามกรรม ร่างกายเป็นของไม่เที่ยง แต่จิตคือตัวเราต้องเที่ยงไม่ไหวตามมัน ใหม่ ๆ ย่อมเผลอเป็นธรรมดา ให้คอยระวังแก้ไขด้วยความเพียรชอบ

          ๗. ความเข้มแข็งของจิตคือ ความอดทนต่อความชั่ว มีความเพียรประกอบความดี อย่าไปย่อท้อต่ออุปสรรคใด ๆ อุปสรรคภายนอกไม่สำคัญ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ อุปสรรคภายในคือ ร่างกายกับจิตใจของตนเองนั่นแหละเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญที่สุด รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณนี่แหละคือเรื่องใหญ่ ให้พยายามเห็นนามให้มาก ๆ เพราะเป็นเรื่องของอารมณ์ปรุงแต่งจิตให้หลงไป จิตล้วน ๆ ธรรมล้วน ๆ ไม่มีการปรุงแต่ง อะไรกันแน่ที่เข้ามาทำให้จิตไปยึดมั่น ถือมั่นว่าเป็นเรา-เป็นของเรา มีเรา-มีในเรา รูปนั้นเป็นของหยาบ ตายไปก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าหมดสิ้นอยู่กับปฐพี เป็นผีเป็นซากอยู่ และในที่สุดก็ย่อมสลายอนัตตา แต่เวทนาความรู้สึกเป็นใคร สัญญาความจำเป็นใคร สังขารความปรุงแต่งเป็นใคร วิญญาณระบบประสาททั่วร่างกาย ที่ให้กระทบแล้วรับรู้ไปทั่วร่างกายนั้นเป็นใคร เที่ยงหรือไม่เที่ยง เป็นใครกันแน่ แยกแยะให้ถูก แล้วจักรู้ว่ารูปและนาม ขันธ์ ๕ เหล่านี้ไม่ใช่เรา-ไม่มีในเรา ไม่ใช่เพียงแต่ยอมรับนับถือในตัวที่คิดได้เท่านั้นนะ แต่จักเกิดความยอมรับนับถือในห้วงแห่งปัญญาอย่างแท้จริงเชียวละ นั่นแหละจึงจักถึงกระแสใจ-กระแสจิตของพระอรหันต์

          ๘. จงอย่าประมาทในชีวิต กฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอและให้ผลไม่ผิดตัวด้วย เมื่อกรรมปาณาติบาตตามมาถึง ร่างกายก็ต้องเจ็บป่วยเป็นธรรมดา ระหว่างที่ชีวิตร่างกายยังอยู่ ก็ต้องระมัดระวังสุขภาพให้ดีเข้าไว้ เจ็บป่วยก็ต้องรักษาไปตามหน้าที่ พยายามรักษาจิตใจ อย่าให้ป่วยตามกาย และให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดาด้วย

          ๙. รักษากำลังใจให้ตั้งมั่น ที่สุดโลกนี้ไม่มีอะไรเหลือ ให้พยายามชำระสะสางจิตใจ อย่าให้มีความกังวลหน่วงเหนี่ยวในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่สุดแม้แต่ร่างกาย หรือขันธ์ ๕ ของตนเองก็จักต้องปล่อยวาง-ละวางให้ได้เช่นกัน อย่าคิดว่าจักทำได้ง่าย ๆ จักต้องใช้ความเพียร พิจารณาตามความเป็นจริง คือใช้ปัญญาเข้าถึงอริยสัจแห่งขันธ์ ๕ ให้ได้อยู่เนือง ๆ หรือเป็นนิจอยู่ในจิต การจักก้าวพ้นห้วงวัฎฎสงสารมิใช่เรื่องเล็กน้อย เป็นเรื่องที่จักต้องใช้ความพยายามอย่างมากเลยทีเดียว จงอย่าประมาทก็แล้วกัน ในเมื่อรู้ว่าขณะนี้สุขภาพไม่ค่อยจะดีอยู่อย่างนี้

          ๑๐. เหนื่อยกาย กับเหนื่อยใจ กายเหนื่อยต้องพักจึงจักหาย แต่พอทำงานใหม่ก็เหนื่อยอีกเป็นธรรมดา เป็นสันตติของกาย-เป็นธรรมดาของผู้มีร่างกาย ไม่มีวันสิ้นสุด หากยังไม่เห็นธรรมจุดนี้ว่าเป็นทุกข์ของกาย (ทุกขสัจ) แล้วจิตยอมรับนับถือกฎธรรมดาของร่างกายว่า ธรรมดาของมันก็เป็นอย่างนี้แหละ ไม่มีใครสามารถจะทำให้เป็นอย่างอื่นไปได้ จิตก็ไม่ดิ้นรนไปกับทุกข์ของกาย กายส่วนกาย จิตส่วนจิตเห็นเป็นธรรมดาหมด ซึ่งก็คืออุเบกขาบารมีในบารมี ๑๐ นั่นเอง อะไรจักเกิดขึ้นกับกาย ก็เป็นเรื่องของกายมัน หรือช่างมัน-ช่างเรื่องของร่างกายมัน

                   จำไว้กาย-เวทนาห้ามฝืน ลงธรรมดาหมดด้วยปัญญา เพราะมันไม่เที่ยง ยิ่งฝืนก็ยิ่งทุกข์ ห้ามปรุงแต่งเด็ดขาด แต่จิตเราต้องเที่ยงไม่ไหวตามมัน ใหม่ ๆ ย่อมเผลอเป็นธรรมดา

                   ส่วนเหนื่อยใจ เป็นอารมณ์หลง หลงคิดว่ากายนี้เป็นเรา-เป็นของเรา สุข-ทุกข์เกิดจากอารมณ์หลง คิดว่ากายเป็นเรา-เป็นของเราเป็นเหตุทั้งสิ้น จิตนี่แหละเป็นเรา-เป็นของเรา จึงต้องฝึกจิตให้มีสติ-สัมปชัญญะ กำหนดรู้อารมณ์ของจิต ซึ่งเกิด-ดับ ๆ ตลอดเวลา รู้อะไรคือปัญหา รู้ต้นเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา และรู้วิธีที่จะดับปัญหาได้ตลอดเวลา ทุกอิริยาบถเป็นอกาลิโก

          ๑๑. เหนื่อยใจจากไฟภายในคือ ไฟราคะ-โทสะ-โมหะ ไฟเหล่านี้เราเป็นผู้จุดขึ้นเอง แล้วเผาใจตนเองทั้งสิ้น นักปฏิบัติธรรมจึงต้องรู้อารมณ์ของตนเองตลอดเวลา และปรับได้เสมอ การปฏิบัติคือ สำรวม-ระวัง-สังวรอายตนะสัมผัสทั้ง ๖ ทวารหรือประตูทั้งหก อันมีตา-หู-จมูก-ลิ้น-กายและใจ ผู้มีปัญญาท่านสำรวมที่ทวารใจจุดเดียว ขอเขียนสั้น ๆ ไว้แค่นี้

          ๑๒. สุขอื่นเสมอด้วยความสงบไม่มี จงอย่าหาความสงบนอกตัว เพราะหากจิตไม่สงบ จะไปอยู่ที่ไหนก็ไม่สงบ พวกชอบเอาจิตออกนอกตัว ทรงจัดอยู่ในพวกวิตกจริตและโมหะจริต การปฏิบัติให้ใช้อานาปานุสสติกองเดียว ที่ทำให้จิตสงบลงได้ อานาปาจึงมีได้หลายระดับ จากหยาบ ๆ ไปหาละเอียด อานาปาขั้นสูง คือการกำหนดรู้ลมเข้า-ออกได้ตลอดเวลา แม้ขณะพูดอยู่ ขาดแต่คำภาวนาเท่านั้น เพราะท่านมีสติ-สัมปชัญญะสมบูรณ์ หมดการเพ้อเจ้อเหลวไหล ไม่มีเหตุ-ไม่มีผล พระอรหันต์จึงเห็นอะไรที่เกิดขึ้นในโลกนี้เป็นเรื่องธรรมดาหมด ทำอานาปากองเดียวก็ถึงพระอรหันต์ แต่จักต้องทรงอานาปาให้ได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ตราบใดที่จิตนี้ยังตื่นอยู่ แม้กายหลับแต่จิตยังตื่นอยู่ ก็ใช้อภิญญาสมาบัติหรือมโนมยิทธิเอาจิตขึ้นไปอยู่บนพระนิพพานได้ อานาปาจึงเป็นกำลังให้จิตมีสติ-สัมปชัญญะสมบูรณ์ได้ แต่ต้องใช้ความเพียรสูง มีบารมี ๑๐ เต็ม

          ๑๓. อานาปาทำให้จิตเป็นฌานสมาบัติได้ เมื่อกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและออก มีสติรู้อยู่กับลมหายใจ จิตก็มาเพ่งอยู่ที่ลมหายใจ ไม่สนใจเรื่องเวทนาของกาย จิตก็เริ่มเป็นสมาธิ หรือเป็นฌาน จากหยาบไปหาละเอียด ๑-๒-๓-๔ ตามลำดับ หรือจากขณิกเป็นอุปจาระ เป็นอัปนาสมาธิ (ฌาน ๑-๔ จัดเป็นอัปมาสมาธิ) เพียงแค่ปฐมฌานหรือฌานที่ ๑ จิตกับกายแยกจากกันชัด เวทนาทางกายก็หายไปเกือบหมด หรือหมดไป การปฏิบัติจึงต้องเริ่มจากอานาปาก่อนเสมอ

          ๑๔. กลัวตายคือ ตัวหลงที่แท้จริง เพราะจิตซึ่งเป็นเราไม่เคยตาย-เป็นอมตะ ผู้ตายคือร่างกาย หรือขันธ์ ๕ ที่จิตอาศัยอยู่ชั่วคราวไม่เที่ยง-เป็นทุกข์-เป็นอนัตตา (ตาย) ตายแล้วตายอีกนับชาติไม่ถ้วน หากจิตยังหลงยึดว่ากายนี้เป็นเรา-เป็นของเราอยู่

          ๑๕. พุทธศาสนาเป็นศาสนาเดียวในโลก ที่พิสูจน์ได้ว่ากายนี้มิใช่เรา เราคือจิตเป็นอมตะ ไม่เคยตาย ชาวพุทธจึงมีพิธีเผาศพ-เผากายไม่เก็บกายไว้ แต่ศาสนาอื่น ๆ ยังคิดว่ากายนี้คือเขา เป็นของเขา จึงฝังศพ ฝังกายที่ตายแล้วอยู่กับโลกเป็นธรรมดา

          ๑๖. ธรรมะคือ ธรรมดาหรือธรรมชาติ พยายามหาธรรมดาให้พบที่กายเรา-จิตเรา แล้วยอมรับนับถือในกฎของธรรมดานั้น ๆ ตามความเป็นจริง

          ๑๗. ธรรมารมณ์อันเกิดจากอายตนะสัมผัสคือ ภัยร้ายแรงที่สุดของจิต เพราะเผาจิตตนเองตั้งแต่ตื่นยันหลับ ดังนั้นวันหนึ่ง ๆ จึงไม่มีใครมาทำร้ายเรา ได้มากเท่ากับอารมณ์จิตของเรา ทำร้ายจิตเราเอง หรือทุกข์ใดที่ยิ่งไปกว่าอารมณ์จิตตนเอง ทำร้ายตนเองนั้นไม่มี

          ๑๘. การให้ธรรมเป็นทาน ชนะทานทั้งปวง เรื่องธรรมทานนี้บางคนมีอยู่ในตน แต่พูดไม่เก่ง ไม่สามารถจะแสดงออกมาเองได้ จึงให้ผู้อื่นแสดงแทน หรือพูดแทน หรือถามเป็นคำถามกับผู้รู้ เพราะยังไม่มั่นใจตนเอง เพื่อให้ผู้รู้ท่านพูดหรือแสดง เมื่อผู้รับฟังได้ฟังแล้วเข้าใจ ผู้ถามก็ได้บุญเป็นธรรมทานด้วย

          ๑๙. เจตนาคือตัวบุญ และ/หรือบาป ผู้ที่รู้จริง จิตต้องไม่หวั่นไหว เมื่อถูกกระทบด้วยอายตนะสัมผัส เพราะมีศีล ๕ มั่นคงอยู่กับจิต ความดีใด ๆ ที่ตั้งมั่นอยู่บนศีลอันบริสุทธิ์แล้วย่อมไม่เสื่อม เช่นพระโสดาบัน ซึ่งมีอธิศีลอยู่กับจิตเป็นต้น หมายความว่า ไม่หลงตนเอง-ไม่หลอกตนเอง-ไม่เข้าข้างตนเอง เพราะมีเทวธรรมอยู่กับจิต จัดได้ว่าท่านหมดวิจิกิจฉา (ความสงสัยในธรรมที่ท่านปฏิบัติได้แล้ว) วิจิกิจฉาจึงมีหลายระดับ จากขั้นต้น-ขั้นกลาง-ขั้นละเอียด

          ๒๐. ธรรมในพระพุทธศาสนามี ๓ ระดับ เช่น หิริ-โอตตัปปะ (เทวธรรม)

                   ระดับต้น ยังเผลอคิดชั่วอยู่ แต่ไม่ได้ทำตามที่คิด เพราะรู้สึกอายแก่ใจตนเอง

                   ระดับกลาง ยังเผลอคิดชั่วอยู่ พอรู้สึกก็วาง ไม่มีอารมณ์ปรุงแต่ธรรม หรืออุปาทาน

                   ระดับละเอียด ไม่เผลอแม้แต่จะคิดชั่ว

          ๒๑. หลักที่ใช้แยกว่าสิ่งใดเป็นสัตว์ หรือไม่เป็นสัตว์ พระองค์ให้ถือหลักว่า เขามีจิตวิญญาณหรือไม่ ต้นไม้ก็ดี สัตว์ตัวเล็ก ๆ ก็ดี เช่น แบคทีเรีย ซึ่งมีรูป-มีนาม แต่ไม่มีจิตวิญญาณ (จุติวิญญาณ) จึงไม่ถือว่าเป็นสัตว์ บาปซึ่งแปลว่าชั่ว จึงอยู่ที่เจตนาของจิต หากจิตคิดประทุษร้ายผู้อื่น ก็จัดว่าเป็นบาปแล้ว ในมโนกรรม เจตนาจึงเป็นตัวบุญ หรือบาป ผู้อื่นไม่รู้ แต่ตัวเรา (จิต) รู้ ปัญหาในการปฏิบัติก็คือ มีหลายคนที่เอาจุติวิญญาณไปปนกับวิญญาณของขันธ์ ๕ เข้า ขออธิบายไว้สั้น ๆ แค่นี้

          ๒๒. การทำบุญ แต่ไม่ได้บุญ เช่น ทำบุญด้วยการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ของที่เอามาทำบุญ ได้มาโดยการขโมยผู้อื่นมา ในงานก็มีการเลี้ยงสุรา-ยาเมา มีการเล่นการพนัน เป็นต้น เมื่อเริ่มต้นเป็นมิจฉาทิฎฐิ หรือเริ่มต้นผิด ผลที่ได้ก็ออกมาผิดตลอด ดังนั้นพระองค์จึงเริ่มต้นวิธีปฏิบัติให้ถึงซึ่งการพ้นทุกข์ หรือมรรค ๘ ด้วยสัมมาทิฎฐิ แล้วสัมมาอีก ๗ ตัว ก็จะเกิดตามมาตามลำดับ ย่อแล้วเหลือ ๓ คือ ศีล-สมาธิ-ปัญญา นั่นเอง ปัญญาทางพุทธจึงเริ่มด้วยศีลบริสุทธิ์ จากอธิศีล-อธิจิต-อธิปัญญาตามลำดับ ขออธิบายไว้สั้น ๆ แค่นี้

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่