พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

กรกฏาคม ๒๕๔๕




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          (ในเดือนนี้ทรงตรัสสอนเรื่อง อย่าเกาะงานให้มากนัก-ให้อยู่กับธรรมปัจจุบัน ให้มากๆ-อย่าฝืนกฎของธรรมดาคือ ไตรลักษณ์-อย่ากลัวตาย เพราะจิตไม่เคยตาย ผู้ตายคือร่างกาย-ให้อยู่ในอารมณ์สักแต่ว่ารู้-เห็น และสักแต่ว่าอาศัยอยู่ชั่วคราว-ซ้อมตายและพร้อมตายอยู่เสมอ-อย่าเกาะทุกข์ของร่างกาย-อย่าไปทุกข์กับพวกสมมติสงฆ์ และความสำคัญของศีล ๘)

          ๑. อย่าเกาะงานให้มากนัก จิตจักเครียด ทำใจให้สบายๆ จงอย่าลืมว่าไม่มีใครสามารถจะทำงานของโลกได้เสร็จสมบูรณ์ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์

          ๒. จงอย่าคิดว่าตนเองยังเอาดีไม่ได้ รับคำสอนจากพระไม่ได้ ที่พระยังไม่สอน เพราะรู้ว่าสุขภาพกายไม่ดี มีผลทำให้สุขภาพจิตไม่ดีด้วย หากสอนในขณะนั้น สติสัมปชัญญะไม่แจ่มใส สอนไปก็รับไม่ได้ดีเท่าที่ควร เมื่อไหร่สุขภาพกายดี-สุขภาพจิตดี จิตควรแก่งาน ไม่ง่วง-ไม่เพลีย พระก็จักสอนต่อให้เอง

          ๓. การเป็นผู้มีเรื่องไม่มากนั่นแหละดี ปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามเรื่องของมัน อย่าเอาเรื่องอื่นๆ มาใส่ใจของเรา จุดไหนเป็นปัญหาก็ตัดทิ้งไป ร่างกายไม่ดีก็จงอย่าทำงานให้เกินกำลัง ทุกข์กายห้ามฝืน เพราะมันหาใช่เรา-ใช่ของเราไม่

          ๔. จงอย่ามีความประมาทในชีวิต และคิดให้ลงธรรมดาเอาไว้เสมอ จิตจักได้ไม่ทุกข์ ไม่เป็นโทษให้เป็นที่สะเทือนใจและ จงอย่าคิดถึงปัญหาใดๆ ที่ยังมาไม่ถึง (อนาคตธรรม) อยู่กับปัจจุบันธรรมให้มาก จิตจักได้หมดกังวล

          ๕. ทำใจให้สบาย ทำงานเท่าที่จักทำได้ และจงอย่ามองใครว่าไม่ดี หรือชั่ว ให้มองเป็นกฎของกรรม แล้วจักไม่เดือดร้อนไปกับใครเลย

         ๖. อย่าห่วงอะไรทั้งหมด จงเห็นว่าทุกสิ่งเกิดขึ้น-ตั้งอยู่แล้วดับไป นับเป็นของธรรมดา อย่าฝืนกฎของธรรมดา อาทิ สุขภาพไม่ดีให้พักผ่อนให้มาก และจงพยายามระวังอย่าทำงานให้เกินกำลังไว้ด้วย หากลืมตัว จักทำความลำบากให้กับร่างกาย และจิตใจของตนเอง

         ๗. จงอย่าประมาทในความตาย ให้เอาท่านพระ......เป็นแบบอย่าง ท่านปรารภความตายอยู่เสมอ ด้วยความไม่ประมาทในชีวิต เห็นแล้วจงน้อมเข้ามาพิจารณาว่าร่างกายของตนเองจักต้องตายเหมือนกัน จงอย่าคิดว่าเราจักเป็นผู้ไม่ตาย ร่างกายนี้ไม่มีใครเหลือ ตายหมดทุกรูปทุกนาม แต่จงระลึกนึกเอาไว้เสมอว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดา จงพยายามฝึกฝนจิตใจให้อย่ากลัวความตาย ให้ยอมรับสภาพความตายว่าต้องตายแน่ตามความเป็นจริง พิจารณาให้สงบ ยอมรับธรรมดาให้ได้ อย่างไม่ดิ้นรน ฝึกจนเป็นผู้หมดอาลัยใยดีกับชีวิต จักอยู่ก็ได้ จักตายก็ได้ ไม่เสียดายอะไรทั้งหมด ใครเป็น ใครตาย ก็ไม่เสียดาย แม้แต่ที่สุดร่างกายของเรามันจักตายก็ไม่เสียดาย

         ๘. การเจ็บไข้ได้ป่วย มาจากกรรมปาณาติบาต ที่เคยทำเอาไว้เมื่ออดีตเข้ามาให้ผล จงทำใจให้ยอมรับในกฎของกรรม อย่ามีจิตไปดิ้นรนฝืนความจริง ร่างกายมันมีความป่วยนี่เป็นของจริง เป็นความจริงที่จิตใจของเราจักต้องยอมรับนับถือในสัจธรรม จุดนี้จึงจักไปพระนิพพานได้ ตัดตัวที่สำคัญที่สุดคือ มีสติตั้งมั่นรู้อยู่ตลอดเวลาว่า รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณนี้ไม่ใช่ตัวเรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ เราไม่มีในขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่มีในเรา การจักยอมรับในข้อนี้ให้ได้ จักต้องมีปัญญารู้เท่าทันขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง เห็นทุกข์-เห็นโทษอันเกิดแต่การมีขันธ์ ๕ แล้วจึงจักตัดขันธ์ ๕ และละเวทนาอันเกิดจากการเจ็บไข้ได้ป่วยไปได้ การละเวทนาหรือละขันธ์ ๕ ได้นั้น ไม่ใช่ไม่มีเวทนา-ไม่ใช่ไม่มีขันธ์ ๕ หากแต่ว่ามีอยู่เป็นปกติ เพียงแต่จิตเป็นผู้รู้อยู่-สักแต่ว่ารู้-สักแต่ว่าเป็นที่อาศัยเท่านั้น จิตไม่ข้องอยู่ด้วย อารมณ์ขุ่นข้องหมองใจไปกับรูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณนั้นไม่มีเลยแม้แต่นิดเดียว อารมณ์จักผ่องใสอยู่ตลอดเวลา อารมณ์หนักใจ-กังวลใจ ไม่มีแม้แต่นิดเดียว สบายใจทุกอย่าง ไม่ว่าขันธ์ ๕ จักตกอยู่ในสภาพใดๆ อย่างนี้เรียกว่า สังขารุเบกขาญาณ ให้พยายามซ้อมตาย และพร้อมตายเข้าไว้ เพราะสักขณะจิตหนึ่งก็ต้องพบกับความตายจริงๆ ไม่มีใครหนีความตายไปได้พ้น ซ้อมไม่กลัวตาย-ซ้อมความพร้อมที่จักตาย-ซ้อมความมั่นคงของจิต ให้เกาะติดพระนิพพานให้ได้ในทุกๆ ขณะจิตที่ร่างกายนี้มีความวิบัติเกิดขึ้นมา

          ๙. ทำใจให้สบาย สุขภาพไม่ดีก็เป็นเรื่องธรรมดาของร่างกาย จิตจงอย่าทุกข์ไปกับร่างกายด้วย ให้อยู่ในอารมณ์สักแต่ว่ารู้-สักแต่ว่าเป็นผู้อาศัย จิตไม่ข้องอยู่ด้วย ทุกข์ก็จักน้อยลงไป ผู้ไม่รู้ธรรมในจุดนี้ คือ มหาสติปัฏฐาน ๔ มีสติรู้ตลอดเวลาว่า กาย-เวทนา-จิต-ธรรม ๔ ตัวนี้เกิด-ดับๆ ไม่เที่ยงอยู่เป็นปกติธรรมดาของมันอยู่อย่างนั้น เราคือจิตผู้ที่ไปรู้ธรรมทั้ง ๔ ตัวนั้นว่า มันเกิด-ดับๆ อยู่เป็นธรรมดา จิตไม่ไปข้องอยู่ด้วย ผู้ไม่รู้เช่นนี้จิตก็จักไม่สามารถสลัดตนให้ออกจากทุกข์ได้เพราะจิตไปเกาะทุกข์เสีย เลยหมดปัญญา พิจารณาธรรมตามความเป็นจริง สรุปว่า หากทำใจให้สบายแล้วการทำงานก็จักดีไปด้วยการปฎิบัติธรรมก็ดีไปด้วย

          ๑๐. จงอย่าไหลไปตามโลก ให้เห็นอะไรเกิดขึ้นก็จงคิดว่านี่เป็นปกติของโลก โลกมันเป็นอย่างนี้อยู่ดี ไม่ใช่ธุระอะไรของจิตใจของเราที่จักไปเกี่ยวข้องด้วย ให้พยายามวางทุกอย่างลงที่เป็นธรรมดา ธรรมดามันต้องเป็นอย่างนี้อยู่ดี จงอย่าคิดว่าผิดธรรมดา

          ๑๑. จงอย่าห่วงอะไร ตัดกังวลเสียให้หมด ทำใจให้สงบเป็นปกติ แล้วค่อยคิดพิจารณาขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง แล้วปัญญาก็จักตัดได้ขึ้นมาก

          ๑๒. รักษากำลังใจให้เข็มแข็งเข้าไว้ อะไรจักเกิดก็ให้มันเกิดไป ให้เห็นธรรมดาเข้าไว้ว่า มันเป็นธรรมดาอยู่อย่างนั้นเอง ไม่ว่าจักเป็นสภาวะธรรม หรือสภาวะโลก

          ๑๓. ไม่มีใครไม่มีความทุกข์ ตราบใดที่ยังมีร่างกายอยู่ เป็นแต่ว่าพระอริยเจ้าท่านฉลาดรู้ทุกข์ แต่ก็ปล่อยวางทุกข์ ให้ดูตัวอย่างพระอริยเจ้าในพระสูตรต่างๆ จักเห็นว่าท่านปฏิบัติอย่างไร ท่านไม่ทิ้งอริยสัจ เพราะพระพุทธเจ้าได้ด้วยอริยสัจ และพระสาวกของพระองค์ท่านทุกๆ องค์ก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ด้วยอริยสัจด้วยกันทั้งสิ้น มีทางนี้ทางเดียว ทางอื่นไม่มี ในเมื่อพวกเราที่ปรารถนาจะไปพระนิพพานในชาตินี้ก็ต้องไม่ทิ้งอริยสัจเป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหา ทั้งทางโลกและทางธรรมจึงจะไปได้

          ๑๔. อย่าไปขวางกรรมของใคร น้ำกำลังเชี่ยวมากไปทำตัวขวางกระแสมีหวังจักได้ล่มกันแน่นอน จงทำตาไปนา หูไปไร่ ไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งหมด แล้วจักอยู่ได้อย่างปลอดภัย

          ๑๕. ทำอะไรอย่าให้ขาดทุน รักษากำลังใจไม่ทวนกระแสของกรรม ทำใจให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา แล้วจิตจักเป็นสุข

          ๑๖. จงอย่าลืมว่า ธรรมภายนอกนั้นแก้ไขอะไรไม่ได้ จงเห็นเป็นของธรรมดา ให้แก้แต่ธรรมภายใน คือ แก้ที่ใจเรา-กายเรา สะดวกและง่ายกว่ามาก หากไม่ทิ้งอริยสัจเป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหา

          ๑๗. เราจะต้องหยุดอารมณ์ของเราให้ได้ก่อน จึงจะเห็นความเคลื่อนไหวของกิเลสได้ตามความเป็นจริง เมื่อเห็นความชั่ว-อารมณ์ชั่วของเราด้วยตัวเราเอง เราจึงจะละกรรมชั่วนั้น ๆ ได้ หรือยอมแพ้ความชั่ว-ความเลวของผู้อื่น เพื่อที่จะชนะความชั่ว-ความเลวของตนเอง บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องให้อภัยจึงจะไปพระนิพพานได้

          ๑๘. ทรงตรัสว่า“ให้มีสติพิจารณาอายตนะกระทบจิตอย่างนี้แหละ รู้แนวทางปฏิบัติเข้าไว้ ต่อไปเมื่อสติดีขึ้นสัมปชัญญะสมบูรณ์ขึ้น จิตรับสัมผัสการกระทบของอายตนะทั้งหมด จักทราบแต่ไม่ซึม คือไม่ซึมเข้าไปสร้างกิเลสอันมีราคะ-โทสะ-โมหะให้เกิดกับจิตได้ กิเลสก็จักระงับไปจากจิต”

          ๑๙. ทรงตรัสว่า “อย่าเพิ่งย่ามใจ คิดว่าชนะกิเลสได้เรื่องหนึ่งแล้ว ยังไม่ชนะจริงหรอก จงตั้งใจรู้เมื่อถูกกระทบการกระทบเป็นครูสอบจิต-สอบกรรมฐาน ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็เป็นกรรมฐาน วัดกำลังใจทุกครั้ง อย่าย่ามใจ จักเสียท่าต่อกิเลส”

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่