พระธรรม

ในเดือน...พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๔




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          (ในเดือนนี้ทรงตรัสสอนวิธีปฏิบัติให้ใจเป็นพระอนาคามีด้วยอุบายในการละอารมณ์ปฏิฆะและราคะ ต้นเหตุใหญ่เพราะหลงยึดว่ากายและเวทนาเป็นเรา-เป็นของเรา ให้ใช้วิปัสสนาหาความจริง แล้ววางเสียจึงจักละได้ ให้พิจารณากายคตาและบารมี ๑๐ เป็นหลัก โดยเฉพาะวิริยะและขันติบารมี ให้โทษตนเอง อย่าโทษผู้อื่น สนใจจิตให้มากกว่ากาย และอย่ายึดอะไรกฎเป็นกฎตายตัว ให้ทำตามความเหมาะสม คืออย่ายึด-ติดสมมุติ จิตโง่ที่ไปยึดติดอายตนะสัมผัส ให้วางภาระทางโลกให้หมด จึงจักไปพระนิพพานได้)

          ๑. ฝึกดูอารมณ์ของจิตที่ใจร้อน แล้วพยายามเอาพรหมวิหาร ๔ มาคุมจิตเข้าไว้ นั่นแหละดี พยายามให้พรหมวิหาร ๔ อยู่ในจิตให้ครบทั้ง ๔ ตัว แล้วจิตจักมีความเยือกเย็นเป็นสุข การรักษากำลังใจ ต้องใช้อารมณ์เบา ๆ สบาย ๆ แต่มีคามเข้มแข็งตั้งมั่น รักษาอยู่ในอารมณ์ที่แจ่มใส ไม่ใช่รักษาอย่างกลุ้มใจ ไม่ถูก จิตไม่ผ่องใสพอ ดูจุดนี้เอาไว้แล้วแก้ไขกำลังใจให้ถูกด้วย แล้วการปฏิบัติธรรมจักไม่เป็นที่หนักใจเลย ในระหว่างแก้ไขอารมณ์หนัก ๆ คือ จิตหนัก ๆ ยังไม่ตก ก็จงอย่าหงุดหงิด และจงอย่าละความพยายามที่จักแก้ไขอารมณ์ด้วยตามความเป็นจริง

          ๒. พิจารณาขันธ์ ๕ ให้รู้ตามความเป็นจริงว่า ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา-เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่มีในเรา-เราไม่มีในขันธ์ ๕ อย่าให้จิตซ่านไปสู่ภายนอก ซึ่งเมื่อหลุดปากออกไปแล้วในเรื่องภายนอก รู้ว่าไม่ดีก็พยายามคุมสติสัมปชัญญะ ให้ระมัดระวังกรรมบถ ๑๐ ให้ดี กลับตัวกลับความประพฤติเสียใหม่ ที่แล้วก็แล้วกันไป ตั้งหน้าตั้งตาทำใหม่ พิจารณาย้อนหน้าย้อนหลัง ให้เห็นตามความเป็นจริง สิ่งใดเป็นคุณสิ่งใดเป็นโทษ แล้วจักเห็นจิตที่ตกเป็นทาสของกิเลส-ตัณหา-อุปาทาน-อกุศลกรรมของเราเอง การติคนอื่นก็จักไม่มี

          ๓. ย้อนดูอารมณ์ปฏิฆะที่เกิดขึ้นในอารมณ์ให้ดี เมื่อเห็นตามความเป็นจริง ก็จักเห็นความโง่ของจิตอย่างจริงจัง เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วจงอย่าโมโหจิต ให้เห็นธรรมดาที่ยังไม่ใช่พระอนาคามี ความขุ่นเคืองย่อมมีเป็นธรรมดา เมื่อเห็นอารมณ์แล้ว ก็จงสำรวมระวังจิตให้จริงจังต่อไป แต่อย่าเครียด ทำไปเรียบ ๆ สม่ำเสมอ รักษาอารมณ์เฉย ๆ ไม่เร่าร้อนเข้าไว้ ให้จิตมีอารมณ์เบา ๆ มีความสุขในการพิจารณาอย่างสบาย ๆ มีความโปร่งของจิต คำว่าหนักใจสักนิดจักไม่มี ไม่ว่าในกรณีใด ๆ

          ๔. ที่พิจารณาว่า จิตติดข้องอยู่ในทุกขเวทนาเป็นการติดข้องอยู่ในขันธ์ ๕ นั้น เป็นการพิจารณาถูกต้อง และพึงพิจารณาจิตที่ติดข้องอยู่ในส่วนอื่น ๆ ด้วย เป็นการไม่ประมาทในชีวิต ถ้าเผลอติดเข้าในขณะที่กำลังจักตาย ขันธ์ ๕ พังไปแล้ว ก็ต้องไปจุติตามจิตที่ติดข้องนั้น ๆ พึงสำรวมกาย-วาจา-ใจให้ดี ด้วยความไม่ประมาทเถิด ให้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง แล้วงปล่อยวางความติดข้องนั้นเสียด้วยปัญญา

          ๕. จงอย่าสนใจจริยาของผู้อื่น ที่จิตของเขายังปล่อยวางไม่ได้ เพราะกำลังวิปัสสนายังอ่อนอยู่ จักต้องพิจารณาเข้าหาความจริงให้มาก อย่าทิ้งกำลังวิปัสสนาญาณ แล้วต่อไปข้างหน้าจึงจักปล่อยวางจริยาของผู้อื่นได้จริงๆ จงอย่าละความพยายามในการปฏิบัติทำจิตให้สบาย เรื่องการวางอารมณ์จิต ผิดไปแล้วก็ให้แล้วกันไป ให้ตั้งอารมณ์ใหม่เป็นการยับยั้งกำลังใจไม่ให้หลงไปสู่ความชั่ว และจงอย่าเหนื่อยหน่ายให้มากจนเกินไป รักษากำลังไว้ให้เข้มแข็งเข้าไว้ อย่าท้อแท้ การไม่สบายของขันธ์ ๕ นี้เป็นเรื่องธรรมดา จุดนี้ต้องรักษากำลังใจ แต่อย่าเครียด ทำจิตให้โล่งใจ-ไม่กังวล-ไม่หนักใจ

          ๖. ให้จำไว้เสมอว่า ร่างกายนี่ไม่ใช่เราอยู่เสมอ คำว่าไม่มีในเรา หรือไม่ใช่เรา จำเป็นต้องพิจารณากายคตานุสสติเอาไว้เสมอ จุดนี้มีความจำเป็นมาก การทำได้บ้าง-ไม่ได้บ้างเป็นของธรรมดา ต้องฝืนทน-ข่มใจต่อสู้กับอารมณ์ที่มีกิเลส ที่ทำไม่ได้ หรือทำไปแล้วไม่ต่อเนื่องเป็นเพราะกำลังใจยังไม่เต็ม ให้ตรวจสอบบารมี ๑๐ บกพร่องข้อไหน ให้ปฏิบัติข้อนั้นให้เต็ม ตัววิริยะ-ขันติมีความสำคัญมาก อย่าให้บกพร่องแม้แต่หนึ่งนามี แล้วท้อ เพราะเหตุใด ก็ให้พิจารณาเหตุนั้น จิตจักเกิดปัญญาขึ้นมา อย่าให้เหตุที่ทำให้ท้อแท้ครอบงำจิต ต้องต่อสู้กับกำลังใจให้ถึงที่สุด ด้วยอริยสัจ กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ พระอริยเจ้าท่านไม่โทษผู้อื่น หากแต่โทษตนเอง ยอมรับนับถือกฎธรรมดาของร่างกายตามความเป็นจริงว่า การเกิดมามีร่างกาย ย่อมหนีความจริงทั้ง ๕ ประการไปไม่ได้ คือความแก่-ความเจ็บป่วย-ความตาย-การพลัดพรากจากของรักของชอบใจ-มีความปรารถนาไม่สมหวังเป็นธรรมดา สัทธรรม ๕ เหล่านี้เมื่อรู้แล้ว ต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ อย่าสักแต่เพียงท่องจำ จักต้องทำให้ได้เป็นปกติด้วย

          ๗. ร่างกายไม่ดี ก็จงทำกำลังใจให้ดี สุขภาพร่างกายไม่ดีหรือทรุดโทรมก็เป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีใครสามารถฝ่าฝืนกฎของธรรมดาไปได้ จงอย่าสนใจเหตุอื่นให้มากไปกว่าการละกิเลสในใจของตน และอย่าไปคิดว่าร่างกายมันดี ให้เตือนจิตเอาไว้เสมอว่าร่างกายนี้มีความไม่เที่ยงเป็นปกติ จงมองร่างกายตามความเป็นจริง เตือนใจให้ยอมรับกฎของธรรมดาเข้าไว้ อย่าดิ้นรนให้เดือดร้อนจนเกินไป จงอย่าประมาทในชีวิต นึกถึงความตายเอาไว้ให้ประจำใจ ทำทุกอย่างจงอย่าหวังผลตอบแทน ทำเพื่อพระนิพพานเอาไว้เสมอ

          ๘. อย่าสนใจเรื่องภายนอก ให้มากไปกว่าเรื่องภายใน เรื่องภายนอกเรียนรู้เท่าไหร่ก็ไม่จบ ให้เรียนรู้ภายในกายกับจิตของตน แล้วจักจบได้ ถ้าเรียนรู้แล้วยังไม่จบ ก็แสดงว่ารู้ไม่จริง จิตไม่ยอมรับปกติธรรมของร่างกาย เป็นอย่างนี้จึงไม่สามารถยังจิตเข้าถึงพระนิพพานได้ ให้เข้าใจตามนี้เอาไว้ด้วย ทำใจให้สบาย อย่าบังคับร่างกายให้มากจนเกินไป พักผ่อนเสียบ้างหากมีเวลา การดูแลสุขภาพของร่างกายไม่ใช่เป็นการห่วงร่างกาย หากแต่ให้รู้เท่าทันร่างกาย เป็นการไม่ประมาทในชีวิต ไม่ทำให้ร่างกายป่วยโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

          ๙. ทำอะไร อย่ายึดถือเป็นกฎตายตัว ให้ทำตามความเหมาะสม ตามเหตุที่สมควรที่จักดีกว่า แล้วจงอย่ากลุ้มใจ มีความสบายใจเป็นที่ตั้ง พิจารณาตามความเป็นจริง แล้วจึงตัดสินใจทำจึงจักดี

          ๑๐. อาการร่างกายที่เป็นอยู่ จงอย่าประมาทในชีวิต การคิดว่าอนาคตไม่มี อดีตไม่มี ในเวลานี้มีแต่ปัจจุบัน อันความตายจักมาเยือนในปัจจุบัน การคิดอย่างนี้เป็นของถูกต้อง แต่อย่าวางอารมณ์นี้ทิ้งไป ให้ระลึกเอาไว้เสมอ จิตจักไม่ประมาทในการสร้างความดี คิดทุกอย่างให้ลงกับขันธ์ ๕ นั่นแหละดี แล้วถ้าไม่ทิ้งวิปัสสนาญาณอย่างนี้ จักถึงที่สุดของความทุกข์ได้โดยง่าย

          ๑๑. อย่าไปวางใจร่างกาย หากคิดว่ามันดีขึ้นแล้ว ก็จักเป็นการประมาทในชีวิต ความจริงของร่างกายคือมันไม่เที่ยง เสื่อมตลอดเวลาและมีการสลายตัวไปในที่สุด ทำใจให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดาเข้าไว้ เพราะไม่มีใครที่มีร่างกายแล้ว จักเลี่ยงกรณีเหล่านี้ไปได้ ร่างกายไม่ดีให้ระวังจิตเอาไว้ให้ดี อย่าให้มีความหนักใจ หรือกังวลใจด้วยเหตุประการทั้งปวง ให้รักษาอารมณ์ของจิตให้ปลอดโปร่งเข้าไว้เสมอ ทำจิตให้ผ่องใส อย่าให้จิตติดข้องอยู่ในอารมณ์ที่เป็นกิเลสใด ๆ ทั้งหมด ให้พยายามเกาะนิพพานเข้าไว้ อย่าให้นิพพานคลาดไปจากจิต หากร่างกายกำลังจักตาย จงอย่าประมาทในชีวิต รักษากำลังใจเอาไว้ให้อยู่แต่กุศล พยายามปล่อยวางอารมณ์ชั่วเสียให้หมด

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่