พระธรรม

ในเดือน...เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๓




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๗. กฎของกรรมทำให้เป็นไปตามกรรม ไม่มีใครสามารถห้ามปรามหรือยับยั้งในกฎของกรรมไปได้ ทุกอย่างย่อมเป็นไปตามกรรม ตามวาระ ตามสมัย ให้พยายามดูแลจิตใจให้มากๆ ดูแลสุขภาพร่างกาย ก็สักเพียงแต่ว่ายังอัตภาพให้เป็นไปเท่านั้น ทำจิตให้ได้ว่า สักเพียงแต่ว่าเป็นผู้อยู่ผู้อาศัย แต่ก็มีความจำเป็นที่จักต้องรักษาสุขภาพของร่างกาย เสมือนหนึ่งผู้อาศัยบ้านเรือนโรง จักต้องดูแลรักษาซ่อมแซมตลอดเวลาฉันนั้น (เพื่อนผมคิดว่า ร่างกายถ้ามันเป็นปกติสุขอยู่ก็คงไม่เสื่อม) ทรงตรัสว่า "ปกติสุขของร่างกายไม่มี อย่าไปคิด" แต่ในขณะที่ไม่ป่วย ไม่แก่ ร่างกายยังแข็งแรงเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ไม่เสื่อมนั้น นับว่าเป็นความหลงของจิตต่างหาก ความจริงแล้วขึ้นชื่อว่าร่างกายย่อมมีความเสื่อมเกิดขึ้นทุกเพศทุกวัย การกินการนอนที่ต้องมีมาตลอดชีวิตของร่างกาย ก็เนื่องมาจาก ธาตุ ๔ อาการ ๓๒ เสื่อม ถ้าไม่เสื่อมก็ไม่ต้องกิน ไม่ต้องนอน ร่างกายก็ทรงอยู่ได้ตลอดชีวิต นี่เป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่เน้นให้เห็นถึงความเป็นจริงของร่างกาย ให้พิจารณาไปตามนี้แล้วจิตจักเกิดปัญญา เห็นสภาพร่างกายตามความเป็นจริง

          ๘. เรื่องการให้ทานและการรับทาน ทรงตรัสให้หลักไว้ดังนี้

          ๘.๑ ผู้ให้เต็มใจให้ แลตั้งใจให้ แม้ของที่ให้นั้นจักน้อยนิด อานิสงส์ของผู้ให้ก็จักเต็มด้วย

          ๘.๒ ไม่จำเป็นที่จักต้องใช้ทรัพย์มากในการให้ทาน อยู่ที่บารมีหรือกำลังใจเต็ม ซึ่งในขณะเดียวกัน ผู้รับถ้าไม่เต็มใจรับ ก็ทำให้ผลของทานนั้นด้อยลงไป

          ๘.๓ การต้องการให้ผู้ที่ให้ทานถวาย หรือให้ทานเป็นทรัพย์จำนวนมากๆ จัดว่าเป็นความโลภของผู้รับ ผู้ให้ก็ได้บุญด้อยลงไป เพราะจิตของผู้รับไม่บริสุทธิ์

          ๘.๔ ให้ทำใจเช่นท่านฤๅษีที่รับการถวายทานจากญาติโยม พุทธบริษัทด้วยอาการดุษฎี ความยินดีหรือความโลภในทรัพย์ที่เขาถวายทานเข้ามานั้นไม่มี

          ๘.๕ การบอกปากอนุโมทนา เป็นการรักษาศรัทธาของญาติโยมพุทธบริษัท จิตพระอรหันต์ไม่ได้หวั่นไหวไปกับทรัพย์ ไมโลภ หรือไม่ไหลขึ้นไหลลงด้วยอามิสต่างๆ เพราะไม่มีอคติ ๔

          ๙. ต้องวัดอารมณ์หรือกำลังใจ ให้อยู่ในอุเบกขาตลอดเวลาขณะที่เพื่อนผมกำลังชงโอวัลตินดื่มอยู่ จิตก็พิจารณาว่าเรากินเพื่อยังอัตภาพให้เป็นไป พระท่านก็ตรัสสอนว่า

          - อย่าพอใจในรส หรืออย่ามีความไม่พอใจในรส วางใจให้เป็นอุเบกขา ไม่ปรุงแต่งรส

          - ให้ฝึกวางอุเบกขา คือละซึ่งความพอใจและความไม่พอใจ ซึ่งต้องวัดอารมณ์ในขณะที่กระทบกับธรรมารมณ์ทั้งปวง หมายถึงการรับอายตนะสัมผัสต่างๆ แล้วเกิดสภาวะธรรมขึ้น ให้จิตรับรู้ รู้แล้วก็วาง คือ เห็นการเกิดดับของธรรมนั้นๆ อยู่เป็นปกติธรรม จิตไม่ปรุงแต่งต่อ รู้เห็นอยู่ตลอดเวลาที่ขันธ์ ๕ หรือร่างกายยังมีชีวิตอยู่

          - ทรงเน้นว่า ต้องวัดอารมณ์หรือกำลังใจให้อยู่ในอุเบกขาตลอดเวลา อย่าให้จิตไหวไปด้วยอารมณ์โกรธ โลภ หลง

          - พระอรหันต์มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ท่านไม่หวั่นไหวด้วย อคติ ๔ อยู่ได้ตลอดเวลา

          ๑๐. อย่ากังวลเรื่องการผ่าตัด ทำจิตใจให้สบายๆ ถึงเวลาจักรู้ได้เองว่า ผลออกมาจักเป็นอย่างไร หากเจ้าต้องการให้พระองค์ไหนช่วย จงนึกถึงวงพักตร์ และพระรูปพระโฉมองค์นั้นเอาไว้ให้ดี แล้วอธิษฐานขอให้ท่านช่วย แล้วท่านก็จักมาช่วยได้ (จิตถึงจิต จิตไม่มีเวลา พอนึกก็ถึงทันที ขอจงอย่าสงสัยเท่านั้นเอง) เวลานี้ให้รู้จักใช้ปัญญา พึ่งอะไรไม่ดี ก็ต้องพึ่งพระ (ทรงหมายถึงพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ อันมีความดีเสมอกันหมด อาทิให้ย้อนดูอริยสัจ (พระธรรม) กล่าวคือ พิจารณา ร่างกายนี้เสื่อม เป็นทุกข์ เป็นธรรมดา เพราะเดิมร่างกายดีก็กวาดวัด พอร่างกายไม่ไหวก็หยุดกวาดวัด ตอนนี้ถ้าผ่าตัดไปแล้ว งานก็ต้องหยุดชะงักไปเป็นธรรมดา อย่าไปยึดถืออะไรกับงาน เพราะงานทางโลกเป็นไตรลักษณ์ไม่มีใครสามารถที่จะทำงานทางโลกเสร็จสมบูรณ์ได้ อย่าไปยึดถืออะไรกับงานจนเกินพอดี ทำได้แค่ไหนก็ให้พอใจเท่านั้น อย่าให้ขาดทุน ธรรมจุดนี้คืออริยสัจ พิจารณาให้รอบคอบแล้วจักเห็นเป็นธรรมดา เห็นโทษของการเกิด เห็นโทษการมีขันธ์ ๕ มาก

          ๑๑. คนส่วนใหญ่มักจักดูแลร่างกายมากกว่าดูแลจิตใจ จงดูแลสุขภาพจิตให้ดีแล้วสุขภาพกายก็จักดีขึ้นด้วย ร่างกายป่วยมีความจำเป็นจักต้องดูแลรักษา และในขณะเดียวกัน การรักษาจิตก็จำเป็นที่จักต้องมี สร้างความเยือกเย็นให้กับจิตด้วยการสร้างพรหมวิหาร ๔ ให้เป็นอาหารของจิต

          - ธรรมะทุกตัวไม่ใช่ตัวรู้แล้วเป็นธรรมะ จักต้องปฏิบัติให้ได้ทั้งทางกาย วาจา ใจด้วยจึงจักเป็นของแท้ แล้วจงอย่าเหลิงตนเอง คิดว่าทำได้ ให้ทำต่อเนื่องกันไปจนตลอดที่ร่างกายยังทรงชีวิตอยู่ พยายามอย่าให้คลาดไปจากจิต แม้แต่ชั่วขณะจิตหนึ่ง

          - พิจารณาร่างกายให้มาก ให้เห็นทุกข์ของการมีร่างกายให้มาก แล้วฝึกฝนให้จิตยอมรับกฎของธรรมดา อย่าฝืนความเป็นจริงของร่างกาย

          - ให้เห็นโทษของการเกิดมามีร่างกายให้มาก ดูเสียให้จิตเกิดความเบื่อ ไม่ตองการกลับมาเกิดอย่างนี้อีก

          - ทำใจให้สบาย อย่ากังวลด้วยกรณีใดๆ ทั้งปวง

          ๑๒. รักษาอารมณ์จิตด้วยการพิจารณา โดยการปุจฉา และวิสัชนา หรือถามตอบกับจิตให้จิตเกิดปัญญา เห็นธรรมตามความเป็นจริง

          - ห่วงกังวลไปทำไม จักได้ประโยชน์อะไร ถ้าหากกฎของกรรมบังคับให้เป็นอย่างนี้ ก็ไม่มีใครห้ามได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างย่อมตกอยู่ภายใต้อำนาจของกฎของกรรม

          - การดำริไปด้วยอำนาจของความห่วงกังวล ย่อมเป็นผลให้จิตเศร้าหมอง แก้ไขก็แก้ไขอะไรไม่ได้ ดังนั้นพึงถามจิตดูว่าควรจักห่วงกังวลร่างกายอยู่ หรือให้ปล่อยวางความกังวลลงเสีย

          - วางอารมณ์จิตให้สบาย อย่ากังวลถึงเรื่องอันใด

          - ให้รักษาจิตให้อยู่ในความดีอย่างเดียวก็พอ เรื่องอื่นๆ จงปล่อยวางให้หมด เป็นการไม่ประมาทในชีวิต

          - ความตายย่อมไม่มีนิมิตเครื่องหมาย อย่ากลัวกับความตายให้เห็นเป็นธรรมดา เพราะคนเกิดมาแล้วต้องตายกันทุกรูปทุกนาม ถ้าหากกลัวตายก็ไปพระนิพพานไม่ได้

          ๑๓. ยอมเสียอวัยวะบางส่วนเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ เพื่อนผมมีอารมณ์ฟุ้งซ่านในเรื่องจะต้องถูกผ่าตัดทุกวันเป็นธรรมดา เพราะหากหมดอารมณ์ฟุ้ง ก็จบกิจในพระพุทธศาสนา พระองค์จึงทรงเมตตาตรัสสอนเพื่อให้กำลังใจ โดยให้ถามตอบจิตตนเอง เพื่อให้เกิดปัญญาด้วยอุบายหลายวิธีมาตามลำดับ จนถึงวันผ่าตัดซึ่งเป็นวันจริงของจริงที่ทุกคนที่เกิดมามีร่างกายหนีไม่พ้น เมื่อวาระกรรมต้องป่วย ต้องถูกผ่าตัดมาถึง และธรรมะของพระองค์จะต้องถูกกระทบก่อน แล้วจิตไม่หวั่นไหวจึงจะเป็นของจริงของแท้ คือ จิตยอมรับกฎของกรรมที่ตนทำไว้ในอดีต ขออธิบายไว้ย่อๆ เพียงเท่านี้ พระพุทธองค์ย่อมทรงทราบอารมณ์จิตของทุกๆ คนในโลกได้เป็นอย่างดี เพราะทรงเป็นพระสัพพัญญู รู้ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทรงตรัสว่า "ตถาคตย่อมรู้อนาคตของร่างกายของเจ้าดี การสอนให้รู้การทำงานของร่างกาย เพื่อจักวัดอารมณ์เกาะในร่างกายของเจ้า ในขณะที่ชิ้นส่วนบางอย่างถูกผ่าตัดออกไปด้วยความจำเป็น ซึ่งข้อสอบนี้เป็นของจริง แล้วเจ้าก็ได้สอบผ่านได้จริงในวาระนั้น คือไม่มีความเสียใจ หรือเสียดายในอวัยวะส่วนนั้นแต่อย่างไร เป็นการยอมรับนับถือในกฎของกรรม"

          - อย่ามีความกังวลใดๆในขันธ์ ๕ ให้พยายามมองดูรูปที่ไม่เที่ยง เวทนาที่ไม่เที่ยง สัญญาที่ไม่เที่ยง สังขารที่ไม่เที่ยง วิญญาณที่ไม่เที่ยง เหล่านี้ไม่มีในเราไม่ใช่เรา จงอย่ายึดมั่นถือมั่นในสิ่งเหล่านี้ ปล่อยวางด้วยปัญญา

          - บริหารขันธ์ ๕ ไป อย่างรู้เท่าทันสภาวะธรรมของขันธ์ ๕ ธรรมดาของขันธ์ ๕ คือ เกิดขึ้นตั้งอยู่กับความเสื่อม แล้วก็ดับไปในที่สุด สิ่งเหล่านี้ถ้าจิตเจ้ายังผูกพันอาลัยใยดีต่อขันธ์ ๕ ก็จักเป็นสื่อดึงจิตให้กลับมาต้องจุติในวัฏสงสารต่อไป

          - จงรักษากำลังใจ คือบารมี ๑๐ ให้เต็มเป็น ๓๐ ทัศ รู้ซึ้งในศีล สมาธิ ปัญญา ให้เกิดกับกาย วาจา ใจ ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แล้ววันนั้นจิตเจ้าจักสมบูรณ์ด้วยบารมี ๓๐ ทัศ หนทางพระนิพพานจักไม่เป็นที่พลาดไปจากเจ้าได้เลย

          ๑๔. อย่ากังวลใจในเรื่องของอนาคต ให้ทำทุกอย่างให้ดีที่สุดในปัจจุบัน ไม่ว่าจักเป็นทางกาย วาจา ใจ ดำรงอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา ให้ตั้งมั่น แล้วเบื้องหน้าจักดีเอง

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่