(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือนกันยายน ๒๕๔๑)

พระธรรม




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ดูทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง แต่จงอย่าดูด้วยอารมณ์ที่เร่าร้อน ให้ดูด้วยจิตที่สงบเป็นธรรม จิตเป็นธรรมย่อมเห็นธรรมทุกอย่างตามความเป็นจริง จักพบหนทางพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง ดูจิตของตนเองเท่านั้น อย่าให้มีอารมณ์อันทำให้เกิดความเร่าร้อนขึ้นในจิต อย่าโทษธรรมภายนอก ให้ดูแต่ธรรมภายใน แก้ไขธรรมภายในอยู่นี้ ก็จักบรรลุมรรคผลได้ง่าย ทำให้จริงแล้วจักมีผลให้เห็นอย่างแท้จริง อย่าทำอย่าง เหลาะๆ แหละๆ จักตายเสียก่อนที่จักได้มรรคผลนิพพาน จงอย่าประมาทในชีวิตเป็นอันขาด

          ๒. สำหรับทางด้านปฏิบัติธรรม ให้นึกเอาไว้เสมอว่า ขันธ์ ๕ นี้ไม่ใช่เรา ไม่มีในเรา การทำงานเป็นเพียงหน้าที่ ที่จำเป็นต้องทำในสมัยที่ขันธ์ ๕ ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น ต่อไปเมื่อตายแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็หมดสิ้นไป ให้เตรียมใจปล่อยวางเพื่อหมดภาระของขันธ์ ๕ หรือเพื่อพระนิพพานให้พร้อมอยู่ตลอดเวลา

          ๓. รักษากำลังใจให้เข้มแข็งเข้าไว้ ไม่ว่าอุปสรรคใดๆ จักเข้ามาในชีวิต ขอให้อดทน ให้ตั้งใจว่าชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ทุกข์ยากลำบากอย่างไรก็ให้อดทน คุณหมอก็เช่นกัน ทุกข์ยากอย่างไรก็แค่ตาย แล้วก็เลิกกัน ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ อุปสรรคใดๆ จักเข้ามาก็ให้ถือว่าชดใช้กฎของกรรมไป

          ๔. พิจารณาร่างกายจักต้องทำให้สม่ำเสมอ จิตจึงจักสามารถเห็นร่างกายตามความเป็นจริงได้ อย่าทำเป็นคิดบ้าง ไม่คิดบ้าง ฉาบฉวยอยู่เรื่อยไปจักไม่ได้ผล ให้คิดให้เห็นความเป็นไปของร่างกาย ด้วยความยอมรับนับถือ จึงจักปล่อยวางได้ แต่การพิจารณาจักต้องใช้อนุโลม - ปฏิโลม พิจารณาร่างกายตนเองอย่างเดียว ก็จักทำให้มีอารมณ์เครียดและเบื่อหน่ายได้ จักต้องหันไปพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างในโลกด้วย อันทุกๆ สภาพคือธาตุ ๔ เข้ามาประชุมกัน ก็เกิดเป็นเบื้องต้น มีเสื่อมเป็นท่ามกลาง มีความสลายตัวไปในที่สุดเหมือนกัน เมื่อพิจารณาแล้วก็ให้ยอมรับกฎของธรรมดาเหล่านี้ จิตจักเยือกเย็นและเป็นสุข ไม่ดิ้นรนฝืนกฎของธรรมดาเช่นในปัจจุบันนี้

          ๕. อย่าสนใจในเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดเข้ามาในชีวิต ให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดาว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาล้วนแล้วแต่เป็นกฎของกรรม เกิดขึ้น - ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ให้จิตกำหนดรู้ว่าทุกอย่างเป็นกฎของธรรมดา แล้วอย่าพึงไปวิตกว่าเบื้องหน้าเหตุการณ์จักเป็นอย่างไร ให้ปล่อยวางเห็นเป็นกฎของธรรมดา และอยู่ในธรรมปัจจุบัน จิตจักมีอารมณ์สงบและเป็นสุขมากที่สุด

          ๖. ร่างกายของใครก็ไม่สำคัญเท่ากับร่างกายของตนเอง ให้มองหาความเป็นจริงของร่างกายให้พบอย่าคิดว่ารู้แล้วพบแล้ว จงรู้ว่านั่นตกเป็นทาสของกิเลสแล้ว เนื่องจากยังรู้หรือพบไม่จริง ถ้ารู้จริง - พบจริง ความเกาะติดในร่างกายนี้จักไม่มี จักมีความเบื่อหน่ายร่างกายนี้จนถึงที่สุด จึงจักวางเป็นสังขารุเบกขาญาณได้ คือ รู้เท่าทันความเป็นจริงของสังขารหรือร่างกายนี้ ให้รู้ว่าการปฏิบัติธรรมคือการวิ่งแข่งกับความตาย เวลาล่วงไปมากเท่าไหร่ ความตายก็ใกล้เข้ามาในชีวิตทุกที อย่าคิดว่าจักเป็นคนที่ไม่ตาย หรือประมาทในชีวิตยังมีเวลาเหลืออยู่มาก นั่นเป็นความโง่ของจิตที่ถูกกิเลสมันครอบงำแล้ว เร่งความเพียรเข้า จักได้มีความกระตือรือร้นในการปฏิบัติธรรม จำไว้ว่าปฏิปทาของนักปฏิบัติ คือจักต้องมีความไม่อิ่ม - ไม่เบื่อในการปฏิบัติธรรม อย่าท้อแท้ อย่าเบื่อหน่าย อาการของจิตเหล่านี้แทนที่จักก้าวไปข้างหน้า กลับทำให้ถอยมาข้างหลัง ไม่เป็นการสมควร

          ๗. ร่างกายของใครก็ไม่สำคัญ ให้พิจารณาร่างกายของตนเองเป็นสำคัญ การที่ได้พบกับเหตุการณ์วิกฤติที่อันจักเกิดขึ้นในภายหน้า ก็จักทำให้พบกับความทุกข์หนักยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากพิจารณาร่างกายเหล่านี้มิใช่เรา มิใช่ของเรา จนจิตยอมรับนับถือร่างกายตามความเป็นจริง เมื่อถึงเวลานั้น แม้ชีวิตร่างกายจักแตกดับไปตรงหน้า ก็จักไม่ดิ้นรน เห็นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะความจริงของชีวิตมีเกิดเป็นเบื้องต้น เบื้องปลายก็มีความตายไปในที่สุด ร่างกายของใครก็เช่นกัน ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกก็มีสภาพเหมือนกันหมด อย่าสักแต่ว่าฟังหรือคิดว่าเข้าใจแล้ว การพิจารณาจักต้องให้ถึงที่สุด จนจิตสงบไม่ดิ้นรน ยอมรับกฎธรรมดา จิตเยือกเย็น จิตเป็นสุข มีความปล่อยวางภาระของขันธ์ ๕ หรือรูป - เวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณ สักแต่ว่าเป็นเครื่องอยู่ เป็นเครื่องอาศัยชั่วคราว จิตไม่ติดอยู่ด้วยอาการใดๆ ทั้งหมด ให้พยายามพิจารณาวางให้ได้แบบนี้อยู่เสมอ วันนี้ไม่ได้ ทำบ่อย ๆ เข้าโดยนึกได้เมื่อไหร่พิจารณาเมื่อนั้น แล้วต่อไปวันข้างหน้าก็จักได้เอง

          ๘. อย่าห่วงอนาคตให้อยู่กับปัจจุบันให้มาก การตระเตรียมเป็นการไม่ประมาท แต่ไม่ควรจักมีอารมณ์กังวลหรือห่วงใย ให้ตระเตรียมแต่ไม่ห่วง ทุกสิ่งทุกอย่างทำเป็นที่สบายใจ อย่าได้เป็นกังวลแม้แต่ชีวิต จงนึกเอาไว้เสมอว่า กฎของกรรมเป็นของเที่ยง ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงกฎของกรรมได้ จึงไม่จำเป็นต้องฝืนกฎของกรรม ทำจิตให้สงบยอมรับกฎของกรรม จิตก็จักเป็นสุข แม้สภาพร่างกาย หรือเหตุการณ์ภายนอกจักสร้างความทุกข์ ก็เห็นเป็นเรื่องธรรมดา จิตจักปล่อยวางลงตรงธรรมดา เห็นความไม่เป็นสาระของร่างกายและเหตุการณ์ภายนอก ไม่ข้องติดด้วยประการใด ๆ ทั้งปวงมีอารมณ์หนึ่งเดียวคือไม่ปรุงแต่งธรรม จิตตั้งมั่นอยู่กับพระนิพพาน ความทะยานอยากในการมีร่างกาย หรือเกาะติดกับเหตุการณ์ภายนอกนั้น ไม่มีเลย ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นทำตามหน้าที่ ร่างกายตายแล้วก็แล้วกัน (คำว่าการพิจารณาจักต้องให้ถึงที่สุด แม้แต่ศีล - สมาธิ - ปัญญา, ทาน - ศีล - ภาวนา การรอบรู้ในกองสังขารแห่งกายและแห่งจิต เรียกว่าปัญญา ถ้าพิจารณาเรื่องทุกข์ ที่สุดแห่งทุกข์ก็คือหมดทุกข์ จะหมดทุกข์จริงๆ ก็ต้องพิจารณาเข้าหาอริยสัจ ๔ คือทุกข์ - สมุทัย - นิโรธ - มรรค เป็นต้น)

          ๙. เหน็ดเหนื่อยหน่อยก็ขอให้อดทน ไม่ว่าจากหน้าที่การงาน หรือจากการกระทบกระทั่งกับวาจาของคน ให้ถือเป็นกฎของธรรมดา ดูตัวอย่างพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ก็ถูกนินทามาก่อนทั้งสิ้น แม้กระทั่งพระอรหันต์ทุกๆ องค์ ก็ถูกนินทาเช่นกัน แล้วให้สังเกตปฏิปทาของท่านทั้งหลายเหล่านี้ จักสงบไม่ไปต่อเวรต่อกรรมกับใคร พวกเจ้าเองก็พึงทำตามปฏิปทาเช่นนี้ด้วย ดังนั้นสำหรับการปฏิบัติงานทั้งทางโลกและทางธรรม เมื่อทำไปแล้วใครจักติ ใครจักชม ก็ให้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาอีกเช่นกัน จงอย่าเล็งผลเลิศจากงานที่ทำ เพราะงานทุกอย่างย่อมมีการบกพร่องเป็นของธรรมดา แล้วจงอย่าโลภในงานว่าจักให้เสร็จเร็ว เนื่องด้วยการทำงานต้องอาศัยร่างกายและเวลาซึ่งมีขีดจำกัดสำหรับร่างกายของแต่ละคนซึ่งไม่เสมอกัน ให้ทำเท่าที่จักทำได้ การมุ่งหวังจักให้งานเสร็จเร็ว ก็ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นในจิต เป็นการทำงานที่ขาดทุนมากกว่ากำไร การทำงานอย่าฝืนร่างกาย แล้วก็อย่าฝืนอารมณ์ของจิต การทำงานจักต้องอาศัยอารมณ์สบายและร่างกายสบาย งานจึงจักออกมาได้ผลดี อนึ่งการทำกรรมฐานนั้นแตกต่างกันไปตรงที่ว่าจักต้องทำให้ได้ตลอดเวลา แต่ก็จักต้องไม่ทรมานร่างกายเช่นกัน และจักต้องอาศัยที่มีอารมณ์ตั้งมั่นสบายๆ อยู่ในมัชฌิมาปฏิปทาเช่นกัน จำหลักเหล่านี้เอาไว้ให้ดี จักได้ไม่ออกนอกลู่นอกทาง

          ๑๐. ร่างกายของใครก็ไม่สำคัญเท่ากับร่างกายของตนเอง พึงดูแลสุขภาพร่างกายของตนเองให้ดีด้วย อย่าให้เกิดทุกขเวทนาขึ้นมาเบียดเบียนจิตใจของตนเอง ตัวเมตตา - กรุณา จงมีให้กับกาย - วาจา - ใจของตนเองให้มาก การไม่ดูแลร่างกายของตนเองให้ดี เป็นการเบียดเบียนตนเอง อาหาร - เครื่องนุ่งห่ม - ที่อยู่อาศัย - ยารักษาโรค เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตของร่างกาย เหล่านี้จักต้องมีบริหารร่างกายอย่างครบถ้วน อาหารมีไว้กิน เครื่องนุ่งห่มมีไว้ปิดความอาย ยามีไว้รักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วย ที่อยู่อาศัยมีไว้เพื่อเป็นรังอยู่ - รังนอน ทุกอย่างเพื่อยังอัตภาพให้เป็นไป และเพื่อบรรเทาทุกขเวทนา ขาดอาหารก็หิว ขาดเครื่องนุ่งห่มก็ร้อนหนาว ขาดยาก็ป่วย ขาดที่อยู่อาศัยก็เบียดเบียนอย่างยิ่ง ต่อไปเบื้องหน้าปัจจัยเหล่านี้จักเป็นที่ขาดแคลนกับคนทั้งโลก พวกเจ้ายังโชคดีที่เกิดมาในเขตพระพุทธศาสนา เวลานี้ปัจจัย ๔ ยังอุดมสมบูรณ์ดีอยู่บ้าง แต่ต่อไปยังจักเกิดภาวะขาดแคลนขึ้นมา ก็พึงทำใจเนื่องด้วยเป็นกฎของกรรมของโลก ฝึกเมตตาพรหมวิหาร ๔ ให้ทรงตัวแต่ตอนนี้เป็นต้นไป จักได้มีจิตใจเยือกเย็นสงบลงได้ เมื่อเกิดเหตุไม่สงบขึ้นมากับโลก

          ๑๑. อย่ากังวลใจในเรื่องของบุคคลอื่น ขึ้นชื่อว่าความหวังดีจักต้องมีขอบเขต มิใช่ว่าดีจนพร่ำเพรื่อ ทำให้เสียกำลังใจของตนเองมากกว่า ทุกอย่างพึงวางใจให้เป็นกลาง เตือนแล้วก็พึงปล่อยวางไป อย่ามองจิตใจของคนอื่น ให้ดูจิตใจของตนเองเป็นสำคัญ อุเบกขาวางเฉยเป็นสุขดีที่สุด เกิด - แก่ - เจ็บ - ตายเป็นเรื่องธรรมดา นี่คือการรู้แจ้งเห็นจริงในกายสังขารนี้ อันเป็นเครื่องชี้นำให้จิตใจของผู้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา ให้เข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้าได้ ขอให้อดทนกับงานทั้งหมดที่เกี่ยวกับการประกาศพระพุทธศาสนา การทำงานชาตินี้ให้ถือว่าเป็นชาติสุดท้าย ทั้งหมดให้ถือว่าทำเพื่อพระนิพพานจุดเดียวเท่านั้น พึงรักษากำลังใจให้เข้มแข็งเข้าไว้ เพื่อต่อสู้กับอุปสรรคทั้งปวง ไม่ว่าจักเป็นร่างกายไม่ดี หรือการกระทบกระทั่งจิตใจจากเหตุการณ์ภายนอกทั่วไป ให้พิจารณาลงในกฎของธรรมดา

          ๑๒. ร่างกายที่แก่ได้ - ป่วยได้ - ตายได้ ก็เนื่องจากมีการเกิดในเบื้องต้น เมื่อต้องการจักไปเสียจากทุกข์เหล่านี้ ก็จักต้องไม่กลับมาเกิดอีกต่อไป ที่ตรัสเช่นนี้เหมือนกับเป็นของง่ายๆ แต่จริงๆ แล้วเป็นของยาก จักต้องตัดความทะยานอยากในรูป - รส - กลิ่น - เสียง - สัมผัส - ธรรมารมณ์ หรือตัดในตา - หู - จมูก - ลิ้น - กาย - ใจ เหล่านี้เป็นบ่อเกิดของความเกิดทั้งสิ้น ทั้งหมดนี้อยู่ที่การสำรวมกาย - วาจา - ใจ ให้อยู่ในศีล - สมาธิ - ปัญญาเท่านั้น จึงจักพ้นไปได้ ประการสำคัญ จักต้องฝึกสติ-สัมปชัญญะให้สมบูรณ์ รู้จักวางอายตนะภายนอก รู้จักวางอายตนะภายใน ให้ค่อยๆ ทำไปแล้วจักรู้จักคำว่าสุขของจิตใจขึ้นมาบ้าง

          ๑๓. เรื่องช่างโกงเวลาทำงาน ให้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ให้พิจารณาลงเป็นนิพพิทาญาณ เบื่อหน่ายในสภาวะของการเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็จักพบกับเรื่องเหล่านี้แหละ ถ้าคนไม่มีการโกงก็เป็นเรื่องผิดธรรมดา เพราะคนแปลว่ายุ่ง โดยมุ่งเอาแต่กิเลสส่วนตนเป็นสำคัญ การโกงเวลาหรือการอู้งานของช่าง ก็หวังจักให้งานเสร็จช้า ทำงานน้อยได้เงินมากก็เป็นเรื่องธรรมดา จงอย่าหนักใจให้ปล่อยวาง จี้ได้ก็จี้ แต่ถ้าไม่สามารถแก้ไขได้ คือ ไม่มีเวลามาควบคุมงาน ก็ให้พยายามปล่อยวาง บาปกรรมเป็นของช่าง โกงเวลาทำงานก็เท่ากับโกงเงินสงฆ์ นั่นแหละเป็นกรรมที่พวกช่างก่อขึ้นมาเอง จงอย่าหนักใจ จงอย่าเบื่อหน่าย แล้วลงตรงเป็นธรรมดา รักษากำลังใจของตนเองอย่าได้เศร้าหมอง เพื่อจักได้พ้นจากสภาวะอย่างนี้ คือพ้นไปเสีย จากวัฏฏสงสาร ไม่ต้องกลับมาทุกข์กับสภาวะอย่างนี้อีกต่อไป

          ๑๔. อย่าเครียดกับงาน จักทำให้อารมณ์หงุดหงิดได้โดยง่าย เป็นผลเสียของการปฏิบัติธรรมด้วย จักต้องรู้จักปล่อยวางอารมณ์ให้ลงตัวธรรมดาให้ได้ อารมณ์เครียดจึงจักคลายลงได้ ต้องใจเย็นๆ อย่าเครียดกับงานให้มากเกินไป เนื่องด้วยทุกอย่างเป็นธรรมดา จะให้ช่างทำงานได้เหมือนตั้งใจย่อมเป็นไปไม่ได้ อนึ่ง ร่างกายย่อมต้องการพักผ่อน จงอย่าตรากตรำให้มากจนเกินไป ทำงานแต่พอสมควร ให้มีเวลาให้ร่างกายได้พักบ้าง

          ๑๕. ฟังเรื่องท่านสิริมาแล้ว ให้พิจารณาอสุภกรรมฐานให้ดี พยายามทำให้ทรงตัว แล้วจักสามารถตัดราคะให้ง่าย การปฏิบัติธรรมให้ทำตามแบบ แล้วจักระงับหรือตัดกิเลสได้ง่าย แต่ถ้าทำนอกแบบก็ยากที่จักตัดกิเลสหรือสังโยชน์ ๑๐ ให้ขาดลงได้ยาก จดจำจุดนี้เอาไว้ให้ดี อย่าอ้างว่าทำไม่ได้ หรือไม่ถนัดในกรรมฐานกองนี้ อย่างเช่นแพทย์หรือพยาบาลชอบเปรยว่า เจริญ กายคตากับอสุภะ ไม่ได้ เพราะเห็นจนชิน จุดนั้นเป็นเพียงสัญญา ถ้าคิดว่าเจริญไม่ได้ ก็ไม่สามารถเข้าไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูงได้ ให้สอบจิตของตนเองดู ไม่ใช่เจริญไม่ได้ด้วยเหตุของความเป็นแพทย์หรือพยาบาลหรอก หากแต่เป็นที่กำลังใจไม่เต็ม หรือบารมี ๑๐ ไม่เต็มต่างหาก ไม่เชื่อให้ลองไล่เรียงดู

          ๑๖. จงจำไว้ว่า การทำงานพึงผ่อนสั้นผ่อนยาว อย่าเคร่งเครียดจนเกินไป จักเสียผลของการปฏิบัติธรรม ทุกอย่างให้ยึดทางสายกลาง คือ มัชฌิมาปฏิปทา ก็จักพบกับความพอดีทั้งงานภายนอกและภายใน อีกไม่กี่วันก็จักถึงวันออกพรรษา ให้เตรียมรับสถานการณ์ทั้งหลายที่เข้ามาอย่างมีสติ เหตุดีก็มีได้ เหตุร้ายก็มีได้ จงมีสติ-สัมปชัญญะรับในกฎของกรรมเข้าไว้เสมอ จิตจักได้เยือกเย็นเป็นสุขได้ แม้จักผจญอยู่ในเหตุเฉพาะหน้านั้นๆ ขอให้มั่นใจในพุทธคุณ ธัมมคุณ สังฆคุณ คำว่าอับจนย่อมไม่มี

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่