(พระธรรม ที่ทรงตรัสสอนในเดือนกันยายน ๒๕๔๐)

ปกิณกะธรรม




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. สถานการณ์บ้านเมืองก็เสื่อมลงทุกวัน แต่ให้พึงเห็นเป็นกฎของกรรมที่ไม่สามารถจักหลีกเลี่ยงได้ ให้เห็นทุกข์ของการเกิดมาในโลกมนุษย์นี้ กรรมทั้งหลายที่เกิดเนื่องด้วยความไม่รู้จักพอของมนุษยชาติ ด้วยจิตที่พร่องอยู่ในความโลภ-โกรธ-หลง มนุษย์จึงทำปัญหาให้เกิดขึ้นในทุกยุคทุกสมัย นี่เป็นกฎของธรรมดา อย่าไปโทษว่าใครดี ใครเลว ตราบใดที่จิตยังเข้าไม่ถึงความเป็นพระอรหันต์ ก็ยังนับว่ายังดีไม่พอ เพราะฉะนั้นจักตำหนิใคร ให้ดูจิตของตนเองเสียก่อน เพราะจิตของตนเองยังเอาดีไม่ได้ ก็ไม่พึงไปติคนอื่นเขา ให้พิจารณาลงตัวธรรมดาเสียให้ได้ แล้วอย่าไปแก้จิตของคนอื่น ให้แก้จิตของตนเองอยู่นี้ให้ดีให้พอ แค่นั้นจิตก็จักเป็นสุข และเป็นที่พอใจของตถาคตเจ้าแล้ว

          ๒. ในกรณีเรื่องอาหารอันเป็นคุณแก่ร่างกาย และเป็นโทษแก่ร่างกาย จิตละเอียดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเห็นชัดมากเท่านั้น พระอรหันต์ท่านไม่ฉัน เพราะอารมณ์โลภในรสของอาหาร หรือไม่ฉันเพราะเสียดายในอาหารที่จักเสียหรือเน่าแล้ว ท่านฉันเพื่อยังอัตภาพให้เป็นไป กล่าวคือ เพื่อร่างกายมีสุขภาพอนามัยดีไม่บังเกิดทุกขเวทนาขึ้นมาเบียดเบียนจิตผู้อาศัยอยู่ในกายนี้ เรื่องเหล่านี้คุณหมอน่าจักเข้าใจดี เพราะรู้หลักโภชนาในฐานะของความเป็นหมอ แต่จุดหนึ่งที่คุณหมอไม่รู้ก็คือ ร่างกายพร่องหรือขาดสิ่งใดบ้าง ต่างกับท่านพระ... ซึ่งจิตท่านละเอียดมาก เป็นผลจากการปฏิบัติของท่าน ทำให้ท่านไม่เบียดเบียนร่างกาย มิใช่ท่านเลือกฉัน กรณีนี้คุณหมอพึงต้องพิจารณาด้วย ร่างกายเมื่อบริโภคอาหารถูกกับสุขภาพมีอนามัยพร้อม ร่างกายนี้ไม่เป็นที่เวทนาของทุกข์อันเกิดจากโภชนาการเป็นโทษ จิตที่อาศัยกายอยู่ก็เป็นสุข พร้อมที่จักปฏิบัติธรรมได้ผลสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา จำไว้ว่าพระอรหันต์ท่านไม่เบียดเบียนจิตใจ และไม่เบียดเบียนร่างกายของท่านด้วย

          ๓. ให้ดูร่างกายเข้าไว้ อย่าวางใจว่ามันจักดีขึ้นมาเป็นอันขาด การกินยาหรืออาหารก็แค่ระงับทุกขเวทนา หรือยังอัตภาพให้เป็นไปเท่านั้น อย่าพึงคิดว่าจักสามารถช่วยให้พ้นเจ็บพ้นตายได้ จุดนี้จักต้องสำรวจใจทุกครั้งที่กินอาหารและกินยาดูว่าหลงในรสหรือไม่ จักพอใจหรือไม่พอใจก็ผิดทั้งคู่ เช่น หลงคิดว่ากินยาแล้วเราจักไม่ตาย หรือหลงจักหาอาหารรสอร่อยอย่างนี้กินอีกหรือไม่ จุดทั้งหลายต่าง ๆ เหล่านี้จักต้องสำรวจใจ จึงจักทำให้จิตมีความละเอียดขึ้น

          ๔. ร่างกายที่เห็นอยู่นี้ ไม่ช้าไม่นานก็มีวิญญาณไปปราศแล้วก็เสมือนหนึ่งท่อนไม้ถูกทิ้งให้ทับถมจมปฐพี สภาพของร่างกายของใครก็เหมือนกันหมด แม้แต่ร่างกายของเราเอง แล้วในที่สุดก็เน่าเปื่อยผุพังไป พิจารณาให้จิตยอมรับนับถือกฎของธรรมดาให้ได้ แล้วจิตจักพร้อมที่จักวางร่างกายในทุก ๆ ขณะจิต คำว่าทุก ๆ ขณะจิต ไม่ได้หมายความว่าใกล้จักตายถึงจักวาง หรือมีลางมรณภัยใกล้เข้ามาถึงจึงจักวาง อย่างนั้นไม่ใช่ของจริง ประมาทเกินไป จักต้องพึงวางร่างกายให้ได้ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ ปกติสุขอยู่นี้แล้ว พิจารณาให้เห็นความตายความไม่เที่ยงอยู่ทุก ๆ ขณะจิต ทำจิตให้พร้อมปล่อยวางร่างกายให้ได้ทุกเมื่อ นั่นแหละจึงจักเข้าถึงซึ่งพระนิพพานได้โดยง่าย

          ๕. ร่างกายมิใช่ของเราก็จริงอยู่ แต่พึงพิจารณาน้อมจิตให้เห็นร่างกายตามความเป็นจริง เท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็จัดว่าเห็นเช่นกัน แต่ยังไม่รู้แจ้งแทงตลอดในอาการ ๓๒ และธาตุ ๔ นั้น จึงเป็นเหตุให้ละ-ปล่อย-วางไม่ได้ หมั่นพิจารณาร่างกายให้มาก เพราะจุดนี้เป็นจุดใหญ่อันนำไปสู่ความพ้นทุกข์

          ๖. ร่างกายที่เห็นอยู่นี้มีความไม่เที่ยงอยู่เป็นนิจ แต่ตราบใดที่มันยังไม่ตาย ก็มีความจำเป็นจักต้องดูแลไปตามหน้าที่ แต่มิใช่ห่วงใยให้มากจนเกินไป ให้ทำจิตวางอารมณ์พอสบาย ๆ จักได้ไม่ทุกข์ ไม่กังวลจนเกินไป แล้วทำทุกอย่างไปตามหน้าที่ รักษาอารมณ์จิตให้เป็นสุขก็เป็นพอ ดูอนาคต ดูได้ เตรียมได้ แต่ไม่ควรกังวล รักษาจิตให้อยู่กับปัจจุบันเท่านั้นเป็นพอ พอหรือไม่พอให้ดูอารมณ์ดิ้นรนของจิต ผู้รู้ ผู้ไม่ประมาท จักพร้อมทั้ง อดีต ปัจจุบัน และอนาคต แต่เขาไม่ทุกข์อะไรเกิดก็พร้อมรับทั้งกาย-วาจา-ใจ ด้วยความรู้และความไม่ประมาทนั้น

          ๗. ร่างกายพังหรือจิตพังกันแน่ ให้สังเกตเวลารับทุกขเวทนา หรือแม้แต่สนทนา แยกอาการนี้ให้ถูก ถ้าหากความตายเข้ามาถึง ร่างกายพังแต่จิตไม่พัง แต่ในขณะยังมีชีวิตอยู่นี้เวลาได้รับความกระทบกระทั่งทางอายตนะ จิตนี้แหละทำท่าจะพังคือทนไม่ไหวไปทุกที เรียกว่าไม่รู้เท่าทันอารมณ์ของกิเลส ที่ปรุงไปตามกิเลสในขณะจิตนั้น ๆ ถ้าหากรู้เท่าทันเสียแล้ว ก็ปล่อยวาง กระทบแล้วก็ดับไป ไม่รู้สึกเศร้าเสียใจ ทุกข์ใจ หรือสุขใจแม้แต่ประการใด ปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามธรรมดา จิตก็ไม่พัง กำหนดรู้ความสงบสุขของจิตเอาไว้ให้ดี แล้วจักเห็นหนทางวางเฉยในปฏิฆะและราคะได้

          ๘. เหตุการณ์ทั้งหลายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ขอจงอย่าเบื่อหน่าย เพราะเป็นเรื่องธรรมดา เป็นวาระของกฎของกรรมจักให้ผล ซึ่งเลี่ยงอย่างไรก็ไม่พ้นไปได้ ให้พิจารณาให้ชัด แล้วจักได้ประโยชน์จากกฎของกรรมอันนี้เป็นอันมาก มองธรรมภายนอกแล้วน้อมเข้ามาเป็นธรรมภายใน พิจารณาให้ถี่ถ้วนแล้วจักได้ประโยชน์เป็นอันมาก อนึ่งให้เลี่ยงการตำหนิกรรมของบุคคลอื่นให้มาก ๆ เพราะไม่มีใครอยากเป็นคนเลว คนที่เขาได้กระทำการหลงผิดไป ก็ด้วยอกุศลกรรมเข้าครอบงำเห็นผิดเป็นชอบ จึงคิดว่าดีจึงทำไปตามนั้น บุคคลเหล่านี้เป็นที่น่าสงสารเป็นอย่างยิ่ง พิจารณาให้ลึกซึ้งแล้วจิตจักเป็นสุข วางกรรมภายนอกลงเสีย แล้วจักได้ระมัดระวังกรรมภายในให้ดีขึ้นด้วย อย่าละความเพียรในการปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพาน

          ๙. อย่าเอาความดีไปแลกกับความชั่ว ใครเขาอยากชั่วให้เขาชั่วไปแต่เพียงผู้เดียว ให้ดูตัวอย่างท่านพระ... เป็นหลัก ท่านอบรมจิตของท่านดีแล้ว จึงไม่เก็บความชั่ว และไม่โต้ตอบความชั่วด้วยอารมณ์จิตชั่วทั้งปวง พึงดูแล้วพึงปฏิบัติตามให้ได้ จิตจักได้เป็นสุข ใครดี-ใครเลว จิตที่อบรมดีแล้วไม่ยุ่งเกี่ยวกับกรรมของผู้ใด จึงเป็นสุขอย่างบรมสุข มองทุกอย่างตามความเป็นจริง พิจารณากฎของกรรมอันเป็น ปัจจัตตังให้ชัดเจน แล้วจักวางอารมณ์เป็นอุเบกขารมณ์ ได้มาก

          ๑๐. อย่าสนใจในจริยาของผู้อื่น แต่พึงให้เห็นธรรมดาของบุคคลผู้นั้น เพื่อประโยชน์ของการปล่อยวางให้เป็นไปในปกติธรรม กรรมใคร-กรรมมัน คนถ้ามีดีอยู่บ้างก็เกื้อหนุนส่งเสริม แต่ถ้าไม่ดี หรือดีน้อย แต่ชั่วมากก็ปล่อยวาง คนที่ไม่มีชั่วเลย มีแต่พระอรหันต์เท่านั้น จึงเป็นผู้มีดีหมดจดสมบูรณ์ นอกนั้นแม้กระทั่งพวกเจ้าเอง ก็จงอย่าพึงคิดเข้าข้างตนเองว่าดีแล้วเป็นอันขาด เพราะฉะนั้น จงเป็นผู้โจทย์ตนเองเอาไว้ดีกว่า อย่าไปตำหนิผู้อื่นอันหาประโยชน์ไม่ได้ ดูแต่ชั่ว แก้ความเลวของกาย-วาจา-ใจของตนเองนั่นแหละ ได้ประโยชน์มากกว่า แล้วจักพบหนทางพ้นทุกข์อย่างแท้จริง

          ๑๑. เห็นความไม่เที่ยง เห็นความเปลี่ยนแปลงให้มาก ไม่ว่าภายใน - ภายนอกก็เหมือนกัน ไม่ว่าทั้งร่างกายและจิตใจ หรืออารมณ์ก็ไม่เที่ยง (สัพเพสังขารา อนิจจา) เห็นอันใดจักให้ได้ดังใจนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ทุกอย่าง มีแต่เกิดขึ้น ตั้งอยู่กับความเสื่อมแล้วก็ดับไป เมื่อหาความเที่ยงไม่ดังนี้แล้ว จักหาความปรารถนาที่สมหวังมาจากไหน มองทุกอย่างให้เป็น สภาวะธรร ยอมรับตามความเป็นจริง แล้วปล่อยวางจิตก็จักเป็นสุข จิตที่ยอมรับทุกอย่างตามความเป็นจริง จิตนั้นย่อมจักไม่ดิ้นรน กล่าวคือ ไม่เดือดร้อนไปด้วยประการใด ๆ ทั้งปวง (สัพเพธัมมา อนัตตาติ)

          ๑๒. ให้เห็นความปรารถนาไม่สมหวังเป็นเรื่องธรรมดา จงอย่าผิดหวังหรือเสียใจ อันเป็นอารมณ์ความเศร้าหมองของจิต จุดนี้เมื่อกำหนดรู้แล้ว ให้พิจารณาลงตัวธรรมดา ความผิดหวังหรือเสียใจก็ไม่มีให้เห็น เป็นธรรมดาให้หมด ทุกสิ่งในโลกตั้งความหวังไว้ไม่ได้ ถ้าเราเอาจิตไปหวังผู้ใด นั้นเป็นการหาทุกข์ใส่จิตแล้ว ตั้งความหวังเมื่อไหร่ ทุกข์ก็เกิดขึ้นกับจิตเมื่อนั้น เพราะอาการของการผิดหวังย่อมมีตามมาเป็นธรรมดา

          ๑๓. เกิดอารมณ์สงสัยว่า เวลาพระองค์จะโปรดใคร ทรงตั้งความหวังไว้หรือเปล่า ทรงตรัสว่าพระตถาคต เจ้าทุกพระองค์ทรงเป็นสัพพัญญูวิสัย ย่อมรู้ด้วยพุทธญาณในการตรวจดูอุปนิสัยของสัตว์โลก รู้ล่วงหน้าว่า บุคคลใดจักบรรลุธรรมในวันนี้หรือวันหน้า โดยมิต้องตั้งความหวัง รู้โดยหน้าที่ กล่าวคือ เป็นหน้าที่ของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ จักต้องกระทำอย่างนี้ คำว่ารู้ผิดพลาดไม่มีในพระพุทธเจ้า ซึ่งกรณีนี้พุทธสาวกรู้ได้ไม่ครบ แม้แต่พุทธันดรนี้พระอัครสาวกฝ่ายขวา ท่านพระสารีบุตรยังให้ลูกชายนายช่างทองเจริญกรรมฐานผิดกอง กล่าวคือไม่ถูกจริตจึงไม่มีผล เรื่องนี้มิใช่ตำหนิกัน เพียงแต่ให้รู้ว่าสัพพัญญูวิสัยกับวิสัยของสาวกผิดกัน ให้ดูปฏิปทาพระอรหันต์ที่ท่านรู้จริง ท่านจักถ่อมตนเสมอ และคิดเสมอว่าความผิดอาจจักเกิดขึ้นได้ กรณีนี้พวกเจ้าพึงสังวรจิตเอาไว้ด้วย อย่าทะนงตนว่าทำอะไรจักไม่ผิดพลาดเลยนั้นหาสมควรไม่ ให้ดูท่านพระสารีบุตรเป็นตัวอย่าง จักได้ปรามจิต ไม่คิดหลงตนจนเกินไป

          ๑๔. อภัยจริงหรือไม่ ให้สังเกตตอนจิตถูกกระทบแล้วยังหวั่นไหวอยู่หรือไม่ หากจิตเกาะไม่ปล่อยวาง นั่นแหละคือการอภัยไม่จริง ถ้าจิตปล่อยวางไม่เอาเรื่องเหล่านี้มาคิด มาจำ หรือปรุงแต่ง ตรงนั่นแหละคืออภัยทานที่แท้จริง แต่อภัยทานจักเกิดขึ้นได้ก็ด้วยพิจารณากฎของกรรม คือ ทุกขสัจ หรือ อริยสัจตามความเป็นจริง เห็นการยึดคือการเกาะติดสัญญาแล้วปรุงแต่งเป็นความเศร้าหมอง คือทุกข์เกิดขึ้นแก่จิตแล้ว เห็นเหล่านี้ด้วยปัญญาที่รู้แจ้งแทงตลอดเกิดขึ้นแก่จิตของตนเอง นั่นแหละจึงจักปล่อยวางสัญญาต่าง ๆ ลงได้สนิท อภัยทานเกิดได้ด้วยอาศัยปัญญาตรงนี้ พิจารณาสิ่งที่เห็นด้วยอายตนะเกิดแล้วก็ดับ นั่นมิใช่ตัวตนของเรา และมิใช่ตัวตนของใคร มีเกิดขึ้น แล้วก็ตั้งอยู่ ดับไป เป็นธรรมดา ยึดถืออะไรไม่ได้ในอายตนะนี้ รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณไม่เที่ยง ยึดเมื่อไหร่ก็ทุกข์เมื่อนั้น ให้ปล่อยวางลงด้วยอำนาจของวิปัสสนาญาณ รู้แจ้งเห็นจริงตามธรรมด้วยปัญญา พิจารณาใคร่ครวญไตร่ตรองให้รอบคอบ ความปล่อยวางก็จักเกิดขึ้นแก่จิตของผู้รู้ของตนเอง อยู่ในจิตนี่แหละ ความสุขความสงบก็จักเกิดขึ้นมาก ภัยภายนอก ภัยภายใน คุกคามอย่างไรก็ไม่ถึงจิต เรื่องของเขาก็เรื่องของเขา เรื่องขันธ์ ๕ ก็เรื่องขันธ์ ๕ เรื่องของเราก็คือจิตเท่านั้น รักษาจิตของเราให้อยู่ในธรรมเพื่อพระนิพพาน มุ่งตัดกิเลสเพื่อหลุดพ้นจากบ่วงมารเท่านั้นเป็นพอ อย่าคิดไปแก้กรรมภายนอก แก้กรรมในจิตด้วยจิตของตนเองเท่านั้นเป็นพอ หมดกรรมเมื่อไหร่ก็ถึงซึ่งพระนิพพานเมื่อนั้น นิพพานัง ปรมังสูญญัง นิพพานเป็นธรรมว่างอย่างยิ่ง จิตพระอรหันต์ว่างจากกรรมที่เป็นกิเลสทั้งปวง จึงจักเข้าถึงซึ่งพระนิพพานได้

          ๑๕. ให้ทำใจให้สบาย ๆ อย่าห่วงกังวลถึงเหตุการณ์ภายหน้าว่าเป็นอย่างไร ทุกอย่างล้วนเป็นกฎของกรรมทั้งสิ้น จงดูแลตนเองให้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพของจิตใจ ไม่มีใครที่จักช่วยเราได้นอกจากตัวของตนเอง ฝึกฝนจิตเอาไว้ให้ดี ให้พร้อมรับกับสถานการณ์ทุกรูปแบบ อย่าคิดว่าในชีวิตจักไม่เจอกับสิ่งที่เลวร้าย เวลานี้ทั่วโลกต่างประสบกับภัยพิบัติต่าง ๆ นานา รวมทั้งข่าวมรณภัย ตายหมู่คราวละมาก ๆ ให้เห็นให้ฟังอยู่เป็นประจำ เพราะฉะนั้นไม่ควรที่จักประมาทเป็นอันขาด และให้นึกอยู่เสมอว่าความตายเป็นของจริง ซึ่งไม่มีใครที่มีร่างกายจักหนีได้พ้น พวกเจ้าเองก็เช่นกัน ทำอะไรก็ทำไป แต่ไม่ควรประมาทในกรรมเป็นอันขาด

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่