(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือนกรกฎาคม ๒๕๓๙)

งานทางกายกับทางใจหรืองานทางโลกกับงานทางธรรม




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนพระธรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปกิณกะธรรม หรือพระธรรมเล็กๆ น้อยๆ ให้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          งานทางกายกับทางใจ หรืองานทางโลกกับงานทางธรรม

          ๑. งานอะไรก็ไม่สำคัญเท่างานทางใจ ให้รู้จักใช้ปัญญาพิจารณางานที่ทำอยู่ว่าเป็นงานทางไหนแน่ อย่าคิดว่ารู้แล้ว ให้ใช้ความละเอียดพิจารณาให้ลึกลงไปอีกที แล้วจักเห็นงานทางโลกและงานทางธรรมอย่างชัดเจน

          ๒. การทำงานแม้จักทำได้พร้อมกันก็จริง แต่พึงใช้ปัญญาแยกงานให้ถูกประเภทด้วย ทำควบคู่กันไป แต่ให้ความสำคัญแก่งานทางใจให้มาก ส่วนใหญ่มักจักให้ความสำคัญแก่งานทางโลกหรือทางกาย ไม่ดูอื่นไกล เช่น การหลงอยู่ในกามคุณ ๕ (ติดอยู่ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) ซึ่งเป็นงานทางกายทั้งสิ้น ถ้าหากไปหลงติดอยู่ตามนั้น ก็ได้ชื่อว่าติดอยู่ในงานของทางกายหรือทางโลก จุดนี้แม้แต่คุณหมอเองก็สมควรรู้จักแยกแยะให้ออกด้วย

          ๓. การปฏิบัติธรรมเวลานี้ ขึ้นอยู่กับความใจเย็นถึงที่สุด จึงจักเห็นอารมณ์ที่หวั่นไหวไปตามกิเลสได้ชัด ยิ่งเป็นฆราวาสถ้าชีวิตยังทรงอยู่ ยังเข้าไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด ก็พึงอย่าคิดว่าตนเองดีแล้วเป็นอันขาด ให้ใช้สังโยชน์ ๑๐ ประการเป็นหลักสำคัญในการวัดอารมณ์ของตน

          ๔. ให้ทบทวนกรรมฐานที่สอนมาก่อนเก่าให้ครบ จิตของพวกเจ้าเวลานี้ พอจักนำเอามาสรุปเหลือแค่กายกับจิตเท่านั้น (รู้กาย เวทนา จิต ธรรม อยู่ตลอดเวลาว่ามันเกิดดับๆ ไม่เที่ยง มันหาใช่เราหาใช่ของเรา ตัวเราจริงๆ คือจิตที่มาอาศัยกายอยู่ชั่วคราว แต่มีอุปาทานขันธ์ ๕ คอยเผลอคิดว่ามันเป็นเรา เป็นของเราอยู่เสมอ จึงต้องมีสติกำหนดรู้อารมณ์ของจิตตนเองไว้ตลอดเวลา คือ รู้เท่าทันเรื่องของกายและของจิตตามความเป็นจริง) เอามาทบทวนเพื่อการละวางกิเลส ส่วนใดที่จิตยังไปเกาะอยู่ให้พยายามละซึ่งกิเลสส่วนนั้น อย่าท้อใจเพราะความท้อใจคืออารมณ์ไม่พอใจ (ปฏิฆะ) เป็นความเศร้าหมองของจิต พึงชำระจิตให้มีความผ่องใสอยู่เสมอ อย่าใจร้อนเป็นอันขาด หากมุ่งเอาดีในพระพุทธศาสนาต้องมีความใจเย็น และมีการพิจารณาธรรมในธรรมอย่างถี่ถ้วนด้วยปัญญา จึงจักได้มรรคผลที่แท้จริง

          ๕. การพิจารณาร่างกายให้พิจารณาจนเหลือสักแต่ว่าร่างกาย อันเป็นธาตุ ๔ อาการ ๓๒ มีอสุภะ เป็นที่ตั้ง และจงอย่าคิดถึงความเน่าเปื่อยเฉพาะในส่วนที่ร่างกายตายแล้วเท่านั้น ความจริงของร่างกายที่ยังไม่ตายอยู่นี้ ก็มีอสุภะ ไม่สวยไม่งามแฝงอยู่ตลอดเวลา อย่างเหงื่อหรือไคล เป็นต้น (มีขี้ทั้งตัวตั้งแต่บนหัวลงไปถึงเท้า) ให้หาความจริงตามนี้ แล้วจักเบื่อหน่ายร่างกายด้วยประการทั้งปวง ถ้าหากไม่ดูอยู่ตามนี้ ก็จักเบื่อหน่ายไม่จริง อารมณ์นิพพิทาญาณกับสังขารุเบกขาญาณก็จักไม่เกิด

          ๖. การห่วงขันธ์ ๕ ของตนเองและของผู้อื่นมากเกินไป ก็เป็นโทษเป็นภัยกลับมาทำร้ายจิตตนเองอยู่เสมอ ขาดพรหมวิหาร ๔ ขาดเมตตากรุณาจิตตนเอง เลยไปเบียดเบียนผู้อื่น คือ ร่างกายที่จิตเรามาอาศัยเขาอยู่ชั่วคราว แต่นี่ก็เป็นเรื่องของธรรมดานะ เพราะพวกเจ้ายังไม่ใช่พระอรหันต์ มีแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่ท่านไม่ห่วงขันธ์ ๕ ของตนเองและของผู้อื่นอย่างจริงใจ ท่านเห็นเป็นของธรรมดาไปหมด เห็นขันธ์ ๕ มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นของธรรมดา แม้แต่ร่างกายจักตายก็เป็นของธรรมดา ในระดับจิตของพวกเจ้ายังปลดความกังวลไม่ได้ จึงเป็นเรื่องธรรมดา และก็จงอย่าละความพยายามที่จักพิจารณาและปลดหรือปล่อยวางร่างกายหรือขันธ์ ๕ ให้เหลือแต่แค่ธรรมดา อย่าท้อถอยเสียอย่างเดียว เหนื่อยก็พักจิตอยู่ในสมถะ กำหนดสกิณ พระนิพพานเข้าไว้ เมื่อจิตมีกำลังดีแล้ว ก็เริ่มต้นพิจารณาขันธ์ ๕ ใหม่ ทำอยู่อย่างนี้ไม่ขาดสาย สักวันหนึ่งความหวังที่จักจบกิจก็จักเข้ามาถึงพวกเจ้าได้เอง อย่าท้อใจ อย่าใจร้อนก็แล้วกัน

          ๗. ชีวิตที่อยู่ในโลกนี้มีแต่ทุกข์ ขึ้นชื่อว่าสุขจริงๆ ไม่มีสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ให้พิจารณาไปตามนี้โดยเห็นเป็นปกติธรรม คิดให้ลงตัวธรรมดา จิตจักได้ไม่เศร้าหมอง และให้เห็นคุณค่าของการไปพระนิพพาน ถ้าหากละจากโลกนี้เสียได้ขึ้นชื่อว่ามีความสุข เตสังวูปะสะโม สุขโข) คำว่าละจากโลกมิใช่ว่าตายจากโลกนี้แต่เพียงร่างกาย เพราะถ้าตายอย่างนั้น จิตก็ยังไม่หมดเชื้อของการติดโลก การไปพระนิพพานจักต้องอาศัยจิตที่ละได้จากโลกนี้จริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขันธโลก ที่จิตของเราอาศัยอยู่นี้ ดังนั้นจงอย่าห่วงร่างกายของตนเอง และจงอย่าห่วงร่างกายของคนอื่น มีหน้าที่ก็สักแต่ว่าทำหน้าที่เพียงเท่านั้น เพราะที่สุดร่างกายของเราก็ดี ร่างกายของคนอื่นก็ดี สัตว์ก็ดี วัตถุธาตุต่างๆ ในโลกก็ดี ต่างก็อนัตตาสลายตัวเหมือนกันหมด และการตายของท่านผู้ที่สมารถจักไปพระนิพพานได้ ก็พึงยินกับท่าน เพราะท่านมีความสุข

 

ให้เห็นทุกข์จากสัทธรรม ๕ ตามความเป็นจริง

          ๑. ให้พิจารณาขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริงว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ ให้ถามและตอบเองทั้ง ๔ อาการตามลำดับว่าทำไมถึงต้องทุกข์

          ๒. เมื่อยังไม่ตาย การพลัดพรากจากของรักของชอบใจ เกิดความเศร้าโศกเสียใจก็เป็นทุกข์ ให้ถามและตอบเองว่าทำไมถึงต้องทุกข์ ความปรารถนาไม่สมหวังก็เป็นทุกข์ ทำไมถึงต้องทุกข์ ให้พิจารณาไปตามนี้แล้ว ให้พึงถามจิตตนเองว่า สิ่งเหล่านี้แม้จิตของเราจักไม่ต้องการให้ได้พบกับมัน แล้วมันหลีกเลี่ยงกันได้หรือเปล่า

          ๓. และในเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็พึงจักพิจารณาว่าเราคือจิตนั้นพึงจักวางตัวอย่างไร จึงจักได้ไม่ทุกข์ไปตามสภาวะที่เป็นจริงของขันธ์ ๕ อย่างนี้ จุดนี้จักต้องใช้ปัญญาที่พิจารณาให้เห็นความจริงอย่างลึกซึ้งจริงๆ จึงจักวางจิตได้

 

ธรรมเล็กๆ น้อยๆ หรือปกิณกะธรรม

          ทรงตรัสสอนไว้มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ปัญหาทางโลกและทางธรรมทุกชนิด สามารถแก้ไขได้ทั้งสิ้น ถ้าใช้อริยสัจ (กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ) เป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหา ปัญหาก็คือทุกข์ ทุกขสัจ ต้นเหตุแห่งปัญหาก็คือสมุทัย (ตัณหา ๓) วิธีแก้ปัญหาก็คือมรรค ๘ (ศีล - สมาธิ - ปัญญา) ดังนั้นเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ก็ให้ใช้หลักอริยสัจแก้ไข เป็นกาลเฉพาะหน้าไปก่อน อย่ารั้งรอจักสายเกินแก้ ทำจิตให้มั่นคงอย่าหวั่นไหว แล้วจักเห็นหนทางที่แก้ไขและเป็นไปได้อย่างไม่ผิดพลาด แม้แต่การทำบุญในเขตพระพุทธศาสนา หากจักให้ได้บุญที่สมบูรณ์ที่สุด ก็ต้องทำแล้วไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น ในโลกทั้ง ๓ คือ มนุษยโลก - เทวโลก -พรหมโลก ซึ่งล้วนไม่เที่ยง ยังไม่พ้นทุกข์ไปได้จริง จิตจึงต้องมีปัญญา ทำเพื่อความหลุดพ้นทุกข์อย่างเดียว แดนที่พ้นทุกข์ได้ตลอดกาลก็คือ แดนพระนิพพาน ซึ่งเที่ยงแล้วจึงไม่มีทุกข์อีก ทุกอย่างต้องอาศัยกำลังใจที่สมบูรณ์หรือเต็มอยู่เสมอ (ทรงหมายถึงบารมี ๑๐ ต้องเต็มอยู่เสมอ)

          ๒. พระพุทธศาสนามีพฤติกรรมที่สามารถลบล้างกรรมดีและกรรมชั่วได้ชั่วคราว โดยการทำจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ เพื่อให้พ้นจากอำนาจของกิเลส - ตัณหา - อุปาทานและอกุศลกรรมทั้งมวล ด้วยอธิศีล - อธิจิต - อธิปัญญา หรือศีล - สมาธิ - ปัญญา ซึ่งย่อมาจากอริยมรรค ๘ นั่นเอง (วิธีปฏิบัติให้ถึงซึ่งความพ้นทุกอย่างถาวร) เมื่อปฏิบัติจนบรรลุมรรคผลนิพาน ก็จักพ้นกฎของกรรม พ้นอำนาจของไตรลักษณ์ พ้นจากโลกทั้ง ๓ อย่างถาวร คือ ยมโลก (อบายภูมิ ๔) มนุษยโลกและเทวโลกจุดนี้คือสิ่งเดียวที่ศาสนาอื่นๆ ไม่มี มีแต่พุทธศาสนาเท่านั้น (พ้นกฎของกรรมอย่างถาวร ทรงหมายถึงจิตพ้น ซึ่งจะพ้นจริงๆ ก็ต้องขันธ์ ๕ แตกดับไปแล้ว เพราะขันธ์ ๕ เป็นสมบัติของโลก ไม่มีใครสามารถจะเอาไปได้ พระอรหันต์ที่จบกิจในพุทธศาสนาแล้ว หมายถึงจิตของท่านเป็นพระอรหันต์ ส่วนกายมิใช่พระอรหันต์ ความเป็นพระอรหันต์อยู่ที่จิต ที่ทรงอธิศีล-อธิจิต-อธิปัญญา หรือตัดสังโยชน์ได้หมดทั้ง ๑๐ ประการ ส่วนกายก็ต้องเป็นไปตามกรรม คือ ต้องแก่-ต้องป่วย-ต้องตายไปตามวาระกรรมเป็นธรรมดา)

          ๓. พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งวิธีปฏิบัติให้ผู้ปฏิบัติรู้และเห็นความจริงว่า คน - สัตว์ - วัตถุธาตุใดๆ ในโลกเป็นไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง ยึดถืออะไรไม่ได้ จะเกิดเป็นทุกข์ หมายความว่าสิ่งที่เราเห็นอยู่ รู้อยู่ สัมผัสอยู่นั้น มันไม่ทรงตัว เป็นเพียงแค่ สภาวะธรรม เท่านั้น มันเคลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เป็นสันตติ คือ เกิดดับๆ ๆ ติดต่อกันไปไม่ทรงตัว แต่อุปาทานไปติด - ยึดว่าเป็นตัวเป็นตน เพราะในที่สุดมันก็วิ่งไปหาตัวอนัตตาหรือตายหรือสลายตัวไปในที่สุด เปลี่ยนสภาพหรือเปลี่ยนสภาวะจากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง เช่น บริโภคอาหารหลายชนิด เข้าทางปาก รุ่งขึ้นมันออกมาเป็นอุจจาระหรือขี้หมด แยกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร เป็นต้น ธรรมจุดนี้แหละที่เข้าใจได้ยากที่สุดในพุทธศาสนา เพราะไม่มีคน - ไม่มีสัตว์ - ไม่วัตถุธาตุใดๆ ทั้งสิ้น เป็นสมมุติธรรมเป็นเพียงแค่ สภาวะธรรม ที่เคลื่อนไปเป็นสันตติ เป็นไตรลักษณ์ ทำให้มีผู้สงสัยกันมากว่า ในเมื่อไม่มีคน - ไม่มีสัตว์แล้วทำไมจึงมีการเกิดการตายขึ้นได้เล่า ต้นเหตุก็อยู่ที่เขาไม่เข้าใจเรื่องกฎของกรรม ซึ่งเข้าใจยากและยากที่จะเข้าใจ แม้จะเริ่มเข้าใจแล้ว แต่จิตเขายังไม่ยอมรับอยู่ดี เพราะส่วนใหญ่เข้าใจว่าร่างกาย หรือขันธ์ ๕ เป็นเขา เป็นของเขา เขาไม่รู้ว่าตัวเราคือจิต ที่มาอาศัยร่างกายอยู่ชั่วคราวเท่านั้น ร่างกายย่อมไม่พ้นความตายเป็นธรรมดา แต่จิตมันไม่ตาย จะต้องเป็นไปตามกรรมที่จิตตนกระทำกรรมเอาไว้ เมื่อยังไม่รู้ก็ต้องเกิด-ตาย ๆ กันต่อไปเป็นธรรมดา

          ๔.ดูจิตของตนเองเข้าไว้เป็นสำคัญ ใครจักคิดอย่างไรก็เรื่องของเขา เจตนาของเราบริสุทธิ์มีแต่ความหวังดีเท่านั้น จิตก็เป็นสุข จำไว้ทุกอย่างทำเพื่อพระนิพพาน เพราะฉะนั้น โกรธ - โลภ - หลงหมั่นพึงละเข้าไว้ อย่าพึงหยุดทำความดี คิดว่าได้แค่นี้ก็พอแค่นี้ ให้เสริมความดีที่มีอยู่แล้วให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เพราะตราบใดที่สังโยชน์ ๑๐ ประการยังไม่ขาดหมด มันก็ยังดีไม่ได้แม้แต่คิด จัดว่าเป็นผู้ประมาทในธรรมแล้ว และจงอย่าไปห่วงสุขภาพกายของผู้อื่น ให้ห่วงจิตของตนเองเป็นหลักสำคัญ กายเป็นเรื่องของกาย จิตเป็นเรื่องของจิต ให้มีสติกำหนดรู้อยู่เสมอว่า กาย - เวทนา - จิต - ธรรม ล้วนไม่เที่ยง เกิดดับๆ อยู่เสมอ มันหาใช่เราใช่ของเราไม่ เราคือจิตที่ไปรู้ สภาวะธรรม ทั้ง ๔ นี้อยู่เป็นปกติธรรมดาอยู่อย่างนั้นเป็นธรรมดา จิตก็จักสงบเป็นสุข เป็นผู้ไม่ประมาทในความตาย ไม่ประมาทในชีวิต และไม่ประมาทในกรรม

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่