(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือน พฤษภาคม ๒๕๓๘)

สักกายทิฏฐิ ของพระอนาคามี




 

          หลวงปู่ขนมจีน(หลวงพ่อเล้ง) ท่านเมตตาสอนเพื่อนผมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. การที่เจ้ามีความท้อใจในการปฏิบัติเพื่อตัดราคะและปฏิฆะมานานแล้วยังตัดไม่ได้ ก็เพราะไปหลงติดเวทนาของกาย ในขณะที่มีสัมผัสระหว่างเพศ ยึดว่าเวทนาของกายนั้นมีในเรา จิตติดกามสัญญา จึงได้ชื่อว่าหลงติดอยู่ใน สักกายทิฎฐิ

          ๒. ความโกรธก็เช่นกัน เวลาถูกเขาด่า เราไปยึดคำด่าของเขา ก็เท่ากับยึดร่างกายที่ถูกด่าว่าเป็นเรามีในเรา อารมณ์พอใจในกามสัญญาก็ดี อารมณ์ไม่พอใจเมื่อถูกเขาด่าก็ดี นี่แหละ คือสักายทิฎฐิ ของพระอนาคามี

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ให้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. เรื่องกำลังใจต้องอาศัยบารมี ๑๐ ช่วย จักต้องตรวจสอบดูอารมณ์ของเราอย่าให้เครียด ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นชัด แล้วค่อยๆ ทำไปด้วยความไม่ประมาท ยก มรณานุสสติปรามจิตเอาไว้เสมอๆ ว่ามัวแต่คบกิเลส ความตายมันใกล้เข้ามาทุกที หากมัวแต่คบชั่วอยู่อย่างนี้ ตายแล้วจักไปไหน

          ๒. จำคำที่หลวงปู่ขนมจีนสอนเอาไว้ให้ดี ใคร่ครวญให้รอบคอบ พยายามทำจิตให้มีกำลังต่อสู้กับกิเลส แล้วสักวันหนึ่งข้างหน้าชัยชนะจักเป็นของเจ้า

          หลวงปู่ขนมจีน ท่านมากราบ สมเด็จองค์ปฐม แล้วสอนต่อดังนี้

          ๑. อย่าลืมที่บอกไว้เมื่อเช้านี้ เขาด่ามาเราจะห้ามหู ห้ามตาไม่ให้ได้ยิน ไม่ให้ได้เห็นนั้น มันเป็นไปไม่ได้ เพราะอายตนะสัมผัสมันทำงานเป็นปกติของมันอยู่อย่างนั้น ทางที่ถูกก็คือห้ามใจ เขาด่าเขาโกรธก็เรื่องของเขา ใจของเราไม่ต้องไปรับก็หมดเรื่อง ให้คิดเอาไว้เสมอ เขาด่าร่างกายของเรา ร่างกายนี้ไม่มีในเรา แล้วเราจะไปเดือดร้อนทำไมกัน

          ๒. เวทนาของกามสัมผัสก็เช่นกัน เวทนานั้นเป็นของกาย ซึ่งไม่ใช่เรา ไม่มีในเรา เราไม่ใช่ร่างกาย เรื่องอะไรจะไปยึดมันเข้าไว้ให้เป็นทุกข์ เมื่อรู้ว่าเป็นทุกข์ก็ต้องคอยละ ละที่ใจนี่แหละ คอยเอาสติสัมปชัญญะคุมใจเข้าไว้ อย่าให้หลงไปใน สักกายทิฎฐิ นั้น หลวงปู่ได้แต่บอกวิธีปฏิบัติให้ทำได้หรือไม่ได้ก็เรื่องของเอ็งละ

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสว่า การกำหนดรู้จักทรงตัวก็ด้วยอานาปานัสสติ บวกกับ มรณานุสสติ เพราะฉะนั้น เจ้าอย่าทิ้งกรรมฐาน ๒ กองนี้เป็นอันขาด รวมทั้ง กายคตานุสสติ อสุภกรรมฐานก็อย่าทิ้ง พิจารณาไปให้เห็นตามสภาพความเป็นจริงของร่างกายพิจารณาให้เห็นชัดและมีความต่อเนื่อง แล้วเจ้าจักวางอุปาทานขันธ์นี้ลงได้ในที่สุด

 

อารมณ์กลัวจะไม่มีกิน (กลัวอด)

          เพื่อนผมท่านมาอยู่วัด ทำงานให้วัดมาตลอด ต้องตื่นตั้งแต่ตี ๑ ตี ๒ ขึ้นมากวาดวัดเป็นปกติ ทำงานซ่อมโบสถ์ วิหาร เจดีย์เก่าของวัดมาหลายปี โดยไม่เคยได้รับเงินจากวัดเลย แต่สิ่งที่ท่านได้ คือ อริยทรัพย์ หรือ โลกุตรทรัพย์ ซึ่งสามารถเอาติดใจไปได้เมื่อกายตายแล้ว ทุกสิ่งที่ท่านทำนั้นล้วนเป็นวิหารทาน พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ถวายสังฆทาน ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังไม่ได้บุญเท่ากับถวายวิหารทาน ๑ ครั้ง ท่านอยู่มาได้ทุกวันนี้ก็เพราะคนอื่นช่วยสงเคราะห์ทั้งสิ้น และรู้ด้วยว่าการกระทำหรือกรรมที่ตนทำอยู่นี้ เป็นการลดละ สักกายทิฏฐิ ได้อย่างดี ส่วนการบ่นนั้นทำจิตตนเองให้เศร้าหมอง เป็นการเพิ่ม สักกายทิฎฐิกรรมนี้ขาดทุน ทั้งๆ ที่รู้ๆ ก็ยังอดบ่นในใจไม่ได้ เลยชักกลุ้มใจกลัวว่าจะไม่มีกิน

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. อารมณ์นั้นจักตัดได้จริงๆ ก็ต้องถึงความเป็นพระอรหันต์ ถ้าต่ำกว่านั้นตัดไม่ได้ เพียงแต่ระงับได้ชั่วคราวเท่านั้น ไม่มีความทรงตัว

          ๒. เพราะฉะนั้น การที่เจ้ากลัวอดตายจริงไม่ใช่ของแปลก เป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่ง ไม่ต้องคิดว่าอารมณ์ที่ติดอยู่นั้นเป็นของเลว จริงๆ แล้วมันเป็นของธรรมดา

          ๓. อย่าไปห่วงเรื่องขันธ์ ๕ จะอดให้มากนัก มาใช้ความเพียรตัดอารมณ์กามฉันทะและปฏิฆะให้สิ้นซากไปเสียดีกว่า

          ๔. ทรงตรัสว่า หมู่นี้เจ้าทบทวนหลักสูตรใหม่แล้วรู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง (ตอบว่า ดีขึ้นเล็กน้อย แต่ยังตัดอารมณ์ทางเพศไม่ได้)ทรงตรัส ก็เป็นธรรมดาอีก เพราะยังไม่ใช่พระอนาคามีผล น้ำอสุจิหรือระดูอันมาจากฮอร์โมนเพศยังไม่เหือดแห้งไป ร่างกายก็ต้องมีอาการกำหนัดเป็นธรรมดา

          ๕. อย่างที่เจ้าเพ่งร่างกายตนเองให้เหลือแต่โครงกระดูกเพื่อทำลายอาการกายกำหนัดนั้น ทำได้ถูกต้องแล้ว เพราะเนื้อไม่มี ระบบประสาทก็ไม่มี จักเอาอาการกำหนัดของกายมาจากไหน แต่พึงต้องเจริญอสุภะ นี้ให้ต่อเนื่องกันไป อย่าวางอารมณ์ของการปฏิบัติเป็นอันขาด

 

รอยพระพุทธบาทนั้นเป็นของสมเด็จองค์ปฐม

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ที่พวกเจ้ามีความรู้สึกของจิตว่า ตถาคตจักไปประทับรอยพระพุทธบาทนั้น ก็ขอให้เป็นเรื่องรู้กันเฉพาะเจ้ากับคุณหมอเท่านั้น กรณีเช่นนี้แม้จริงก็พูดไม่ได้ เพราะธรรมเป็น ปัจจัตตัง ขอเพียงตอบว่าองค์สมเด็จพระปฐม ทรงเป็นผู้รับสั่งให้หล่อรอยพระพุทธบาทนี้ขึ้นมา ขอให้ทุกคนถือว่าเป็นรอยพระพุทธบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

          ๒. องค์สมเด็จพระปฐมทรงเป็นแม่งาน พวกเราก็ได้ทำบุญกับพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ กล่าวแค่นี้พอ

          ๓. สำหรับพระพุทธบาทคราวนี้เป็น พุทโธอัปมาโณ เพราะจักอยู่กับวัดท่าซุงไปตลอด จนกว่าจักสิ้นพระพุทธศาสนานาในพุทธันดรนี้ เพราะฉะนั้น จึงถือว่าเป็นบุญใหญ่ของผู้ที่ได้ทำบุญกันคราวนี้

          ๔. เรื่องฝนตกหนักเมื่อคืนนี้ มิต้องกังวล เป็นการชำระดินในบริเวณนั้นมิให้มีฝุ่นมากจนเกินไป ไม่เป็นอุปสรรคของการเททองอย่างไร

          ๕. อย่าลืมอธิษฐานจิตให้ดีๆ รักษากำลังใจไว้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่พ้นธรรมดาไปได้ ธรรมดามี ๒ ธรรมดา คือ โลกุตรธรรมดา กับ โลกียวิสัยธรรมดา ให้เห็นธรรมดามากๆ แล้วจิตจักเป็นสุข

          ๖. ฤกษ์เททอง คือ ๑๒ พ.ค. ๒๕๓๘ เวลา ๐๙.๐๐ น. มีพระครูปลัดอนันต์ ฯ เจ้าอาวาส เป็นผู้เท มีพระครูสังฆรักษ์ สุรจิตฯ เป็นผู้ช่วย

          ธัมมวิจัย ในการเททองหล่อพระพุทธบาทครั้งนี้มีดังนี้

          ๑. เป็นรอยพระพุทธบาท ซึ่งมีสมเด็จองค์ปฐมเป็นองค์ประทับเอง เรื่องนี้เป็น พุทโธอัปมาโณ บุคคลที่มาในพิธีย่อมสามารถเห็นได้ด้วยจิตของตนเอง เฉพาะตน กรรมใครกรรมมัน

          ๒. ผู้ที่เห็น (ด้วยจิต) ซึ่งขณะนี้ยังมีชีวิตอยู่ ที่จำได้คือ คุณเหลี่ยม (สาวน้อยเมืองนนท์) และอีกหลายๆ คน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากเมืองสวรรค์ทั้งสิ้น เมืองสวรรค์นั้นหมายถึงมาจากนครสวรรค์ ซึ่งมากันมากกว่าชาวกรุงเทพฯ และจากจังหวัดอื่นๆ

          ๓. ทรงมีพุทธทำนายว่า พระพุทธบาทนี้เป็น พุทโธอัปมาโณ จักอยู่กับวัดท่าซุงตลอดไป จนสิ้นพระพุทธศาสนาในพุทธันดรนี้ คือ ครบ ๕,๐๐๐ ปี

          ๔. ทรงตรัสว่าเป็นบุญใหญ่ สำหรับผู้ที่ได้ทำบุญกันคราวนี้ เพราะสมเด็จองค์ปฐมเสด็จเป็นแม่งาน พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ก็เสด็จตาม พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ก็เสด็จตาม และพระอรหันต์สาวกทุกๆ พุทธันดรย่อมมาร่วมในพิธีนี้ด้วย ท่านลองนึกภาพดูเอาเองก็แล้วกันว่า จะยิ่งใหญ่ขนาดไหน บุญอันเกิดจากการทำบุญในครั้งนี้ จึงยิ่งใหญ่อย่างหาประมาณมิได้

          ๕. ท่านผู้ใดที่มิได้มาในพิธีนี้ก็ยังไม่สายเกินแก้ สามารถโมทนาบุญจากผู้ที่มาได้ หรือให้ไปกราบพระพุทธบาทนี้ได้ที่วัดท่าซุงเมื่อมีโอกาส อธิษฐานจิตเอาเองตามที่ตนปรารถนาแล้ว ก็ร่วมทำบุญได้ที่จุดนั้น โดยใช้ปัญญาขอทำบุญเพื่อพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้กันให้หมดทุกๆ คน

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่