พระธรรมที่สมเด็จองค์ปฐม ประทานให้ก่อนจะเดินทางไป USA




 

          เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๓๗ สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตา ตรัสสอน เรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. คุณหมออยากปลอดภัยในการเดินทาง ทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับ ให้บนท่านแม่พระทั้ง ๕ ขอความสะดวกปลอดภัยจากท่าน และท่านท้าวจาตุมหาราช อีกทั้งท่านมเหสักขาด้วย

          ๒. คุณหมออย่าเพิ่งคิดว่า ตายก็ช่างมัน เพราะการทรงชีวิตอยู่ของร่างกายคุณหมอ ยังมีค่าต่อเขตพระพุทธศาสนามากให้ถวายสังฆทานให้ท่านทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ในขากลับเมื่อถึงเมืองไทยแล้ว ท่านละชุด ชุดละ ๑๐๐ บาท คงจักไม่หนักเกินไปสำหรับฐานะคุณหมอในขณะนี้ อธิษฐานจิตให้ท่านโมทนาล่วงหน้า และขอความคุ้มครองให้ทุกคนในคณะเดินทางโดยปลอดภัย และให้ท่านทั้งหลายได้โมทนาบุญธรรมทาน ที่คุณหมอจักไปปฏิบัติตามหน้าที่ในครั้งนี้ด้วย ขอให้ทำตามนี้ จักปล่อยปลา-ปล่อยนกก่อนไปได้ก็ดี เอาตามสะดวก ตามอัธยาศัย

          ๓. อย่าลืมว่า ทุกคนในคณะที่ร่วมเดินทาง และเป็นคณะพระของพระพุทธเจ้า อันจักไปปฏิบัติธรรม เผยแพร่สืบทอดเจตนารมณ์ของท่านฤๅษี ภาระนี้ถ้าหากตา ดี ๆ จักเห็นท่านฤๅษีเดินทางไปด้วยตลอดเวลา ตถาคตก็ไปด้วย จักทำให้หน้าที่ของทุกคนที่ไปคราวนี้มีผล มีศรัทธาเลื่อมใสในพุทธศาสนายิ่ง ๆ ขึ้นไป (เพื่อนผู้ร่วมปฏิบัติธรรมกับผมซึ่งท่านมิได้ร่วมเดินทางไปด้วย ก็คิดในใจว่า ในเมื่อสมเด็จองค์ปฐม และพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ก็เสด็จไปด้วย หลวงพ่อก็ไปด้วย ทุก ๆ คนก็ไปด้วย วัดท่าซุงคงเงียบเหงาน่าดู)

          สมเด็จองค์ปฐม และพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงแย้มพระโอษฐ์ รวมทั้งหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค หลวงพ่อฤๅษี และพระท่านก็ยิ้มกันเกือบทั้งหมด

          ๔. ทรงตรัสว่าที่เจ้าคิดมาทั้งหมดนี่ ไม่มีใครมีกายเนื้ออยู่แล้ว จิตหรืออาทิสมานกายของทุกๆ ท่านที่เจ้าคิดถึง สามารถแยก เป็นอัปมัญญา ได้ทั้งสิ้น ต่อให้คนทั้งหมื่นโลกจักรวาล คิดถึงพระพุทธเจ้า หรือพระอริยเจ้า เหล่านี้พร้อมๆ กัน พระพุทธเจ้าก็ดี พระอริยเจ้า พระองค์ใดองค์หนึ่ง หรือพระอริยสาวกองค์ใดองค์หนึ่ง ก็จักสามารถไปปรากฏอาทิสมานกายให้ผู้ที่คิดถึง เหล่านั้นได้เห็นโดยพร้อมๆ กันได้ในคราวเดียว

          ๕. ถ้าหากบุคคลเหล่านั้นได้ทิพจักขุญาณ ก็จักเห็นได้ในอิริยาบถต่างๆ กัน อย่าลืมซิเจ้า พระพุทโธ พระธัมโม พระสังโฆ อัปปมาโณ อย่างนี้แล้ว วัดท่าซุงจักเงียบเหงาได้อย่างไร (เพื่อนของผมก็ยอมรับว่าโง่เพราะไม่เข้าใจ)

          ๖. ก็ต้องโง่เป็นธรรมดา ถ้าหากเจ้าหมดโง่ ก็คือหมดอวิชชา ก็มาพระนิพพานได้นานแล้วซิ ให้คุณหมอทำตามนี้นะ ส่วนเจ้าอยู่วัดก็จงรักษาอารมณ์จิตให้สงบ หมู่นี้ดูฟุ้งซ่านเรื่องงานที่ทำมาก อย่าลืมการคิดไปล่วงหน้าว่างานจักดำเนินไปโดยสะดวกนั้น ยังไม่ใช่ของจริง ทุกอย่างที่อยู่ข้างหน้านั้น ไม่มีอะไรเที่ยง ที่เที่ยงที่สุดคือความตายของร่างกาย อย่าลืมจุดนี้

          ๗. ต้องรู้งานที่ทำอยู่ในปัจจุบัน มรรคผลก็ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน ทุกอย่างอยู่ในตัวเสร็จสรรพ นั่นแหละคือของจริง อยู่ในความพอดีหรือมัชฌิมาปฏิปทา อย่าเอาอนาคตและอดีตมาปนอยู่ในปัจจุบัน มรรคผลอยู่ในปัจจุบัน คือ ขณะจิตเดียวนั้น ๆ เป็นสำคัญ

          ๘. ทำให้ได้แล้วจักถึง จุดอกาลิโก รู้ปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้เป็นมรรคเป็นผล ทดสอบอารมณ์จิตให้รู้อยู่ตลอดเวลา หากพวกเจ้าไม่เผลอ ศีล-สมาธิ-ปัญญา ก็จักทรงตัวอยู่ในกาย-วาจา-ใจที่เป็นปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา

          ๙. พิจารณาตามนี้ให้ดีๆ อย่าลืมอานาปานัสสติ ทำจิตให้ทรงตัว มีสติ - สัมปชัญญะสมบูรณ์ ถ้าผู้ใดทิ้งอานาปานัสสติ ผู้นั้นจักเป็นผู้หลงลืมตลอดกาล คำว่าพลั้งเผลอในการประกอบกรรมชั่วก็จักมีเป็นอันมาก

 

จิตหมอง ภาพนิพพานก็หมอง

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตา ตรัสสอนไว้ดังนี้

          ๑. อย่าลืม จิตหมองสภาพพระนิพพานก็หมองไปด้วย จิตผ่องใสเท่าใด มโนมยิทธิจักแจ่มใสขึ้นเท่านั้น เพราะอารมณ์เศร้าหมองนั้นเป็นกิเลส เพียงแค่จิตมีกังวลเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ความแจ่มใสที่สัมผัสด้วยใจก็พลอยเศร้าหมองไปด้วย นี่เป็นธรรมดาของการปฏิบัติธรรมในหมวดนี้นะเจ้า

          ๒. อย่าลืม อารมณ์ที่กังวล ก็คือวิตกจริต ที่ทำปัญญาให้ถอยหลัง ดังนั้นเมื่อปัญหาผ่านไป จิตที่โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง

          ๓. การสร้างทานบารมีในชาติสุดท้ายของเจ้าต้องทำกำลังใจให้เต็ม อย่าหวังผลตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากทำเพื่อพระนิพพานจุดเดียว

          ๔. คุณหมอก็เหมือนกัน ทำกำลังใจให้เต็มไว้เสมอในการให้ธรรมทาน ผู้รับจักเต็มกำลังใจรับหรือไม่ ทำได้หรือไม่ได้ก็เรื่องของเขา แต่ผู้ให้สมควรรักษากำลังใจให้เต็มไว้เสมอ ๆ อย่างน้อย เพื่อรักษาความเลื่อมใสศรัทธาของท่านผู้ฟังเข้าไว้ เขาจักได้มากหรือน้อยก็ตาม สิ่งที่แน่ ๆ คือให้เขามีความศรัทธาในพระธรรม

          ๕. การจักสอนให้ตรงตามจริต-นิสัยและกรรมของผู้ฟังนั้น มีพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้นที่ทำได้ ดังนั้น จักต้องใช้หลัก พุทโธ - ธัมโม - สังโฆอัปปมาโณก่อนจักพูด จักสอนให้ขอบารมีของพระรัตนตรัย ครอบคลุมกาย - วาจา - ใจเสียก่อนทุกครั้งและอย่าลืมอักขา ตาโร ตถาคตด้วย ตถาคตเป็นเพียงผู้ชี้แนะ การปฏิบัติผู้รับฟังจักต้องใช้ความเพียรเร่งรัดให้เกิดมรรคผลด้วยตนเอง จึงจักเป็นของจริง

          ๖.ปัญญาทางโลกไม่มีใครไขได้หมดสิ้นหรอก พยายามคิดให้ลงตัวธรรมดาเข้าไว้ จิตจักได้เป็นสุข

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่