ทุกข์ทั้งหลายเกิด เพราะขาดการสำรวมอายตนะ



 

          เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๑ ส.ค. ๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตาตรัสสอน เรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. "ทุกข์ของจิตพ้นได้ หากเจ้าจักกำหนดรู้อาการของการเสวยอารมณ์ที่เป็นทุกข์นั้นๆ ด้วยความเพียรในการเจริญพระกรรมฐานแก้จริตอย่างจริงจัง"

          ๒. "จงกำหนดรู้ว่าทุกข์ทั้งหลายนั้นเกิดขึ้น เพราะเจ้าขาดการสำรวมอายตนะ"

          ๓. "หากระวังอารมณ์จิตให้ดีแล้ว ก็จักเกิดอารมณ์ไปตำหนิดีเลวของบุคคลอื่นได้ยาก จักเห็นทุกอย่างล้วนเป็นกฎของกรรมทั้งสิ้น เป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่น่าจักเก็บเอามาให้เกิดอารมณ์สุข-ทุกข์ตามโลกียวิสัยนั้น ๆ"

          ๔. "อย่าท้อใจ แพ้ได้แพ้ไป สอบตกก็ให้รู้เอาไว้ก็แล้วกันว่าตกเพราะอะไร อย่างกรณีเช้ามืดวันนี้ เจ้าสอบตกเพราะยึด สักกายทิฏฐิ ว่ามีอำนาจอะไร จักมาใช้ให้เจ้าดันประตูแค่ไขกุญแจให้ก็เพียงพอแล้ว อารมณ์ที่ไม่พอใจเกิด จากทิฏฐิ ตัวนี้ จัดว่าเป็นการถือตัวถือตนใช่หรือไม่" (ก็ยอมรับว่าใช่)

          ๕. "แต่เมื่อเหตุการณ์นี้ผ่านไป จิตมันยังมีอุปาทานว่าพวกนี้ดูถูกดูแคลนเจ้า จิตมันจึงไม่ยอมลบเหตุการณ์นี้ให้หลุดออกจากอารมณ์ กว่าจักระงับได้ นี่มิใช่ตัดแค่ระงับด้วยกำลังของสมาธิและปัญญาเล็กน้อยเท่านั้นยังใช้ไม่ได้ ใช้เวลานานเกินไป อย่าลืมแค่ชั่วขณะจิตเดียว หากเจ้าตายไปในขณะนั้น จิตเศร้าหมองไปด้วยอารมณ์ปฏิฆะ ก็มีสิทธิ์ที่จักตกนรกได้"

          ๖. "อย่าประมาทคิดว่าตัดสังโยชน์ ๓ ได้แล้ว ไม่ต้องตกนรกแน่ แต่อย่าลืมการทำจิตให้ร้อนด้วยไฟ โมหะ โทสะ ราคะก็ดี ก็ไม่ต่างกับจิตที่เสวยความร้อนของเปลวไฟแห่งนรก มีแต่ความรุ่มร้อนทุรนทุรายอยู่อย่างนั้น มันจักดีกว่ากันที่ตรงไหน จิตหาความเป็นพระไม่ได้ เพราะขาดความสงบอันเป็นปกติวิสัยของผู้ใฝ่ดี เพื่อจะละซึ่งอารมณ์อันเป็นกิเลส ตัณหาอุปาทาน อกุศลกรรมเข้าครอบงำ จำบทเรียนวันนี้ไว้ให้ดีๆ พยายามใช้เวลาระงับ หรือตัดราคะและปฏิฆะให้สั้นเข้า จักได้ประมาทน้อยลง"

 

นิสสัคคีย์ ปาจิตตีย์

          เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๒ ส.ค. ๒๕๓๖ ตอน ๑๖.๐๐ น. ฟังเสียงตามสาย หลวงพ่อท่าน สอนพระวินัยพระ เรื่อง นิสสัคคีย์ ปาจิตตีย์ มีความสำคัญว่า

          ๑. สัคคีย์ ปาจิตตีย์ แปลว่า ของเลว ของที่ไม่คู่ควรกับสมณะวิสัย หรือของเลวได้มาก็ต้องทุบทิ้ง ทำลายไป เช่น ท่านปิณโฑ ได้บาตรปุ่มแก่นจันทร์มา พระพุทธเจ้าก็สั่งให้ทำลายจนสิ้นซาก เป็นต้น

          ๒. คำว่ารูปิยะ(เงิน ทอง หรือสิ่งสมมุติที่ใช้แทนเงิน ทอง) หลวงพ่อท่านอธิบายว่า ในปัจจุบัน พระมีความจำเป็นต้องจับเงิน เพราะพระต้องเสียค่ารถ ค่าหมอ ค่ายา ค่าอาหาร ค่าสิ่งจำเป็นต่าง ๆ ในการดำรงชีพอยู่ ไม่มีใครยกโทษให้พระในเรื่องนี้ ดังนั้นอาบัติข้อนี้ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ เพราะอาบัติอยู่ที่จิตมิใช่อยู่ที่กาย จะให้คนอื่นรับก็ดี จะรับเองก็ดี ล้วนเป็นอาบัติทั้งสิ้น เมื่อเลี่ยงไม่ได้ ก็รับเสียเลยก็สิ้นเรื่อง

          ๓. แต่รับแล้วให้นำมาทำเป็นสาธารณะประโยชน์เช่น ซ่อมโบสถ์ วิหาร ผู้ให้เขาก็ได้บุญทางวิหารทานอีกต่อหนึ่ง หรือ เอามาเป็นสังฆทานก็ได้

          ๔. อย่าสะสมเป็นสมบัติส่วนตัวเรื่องเอาของที่เขาถวายไปขายเป็นเงินก็ดี หรือเอาของมาแลกกันก็ดี ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ควรทั้งสิ้น

 

          เมื่อฟังหลวงพ่อสอนแล้วก็อดเอามาใคร่ครวญพิจารณาไม่ได้ เพราะความเป็นพระมีค่าเพียงบาทเดียว หรือ ๕ รูปิยะ เท่ากับ ๑ บาท ท่านสอนว่าพระเดินไป เห็นของมีค่าเกินกว่า ๑ บาทตกอยู่ เมื่อตาเห็นรูป จิตนึกอยากได้ ก็อาบัติเล็ก ๆ น้อย ๆ เกิดแล้ว พอเอามือจับของนั้น ยังมิได้ยกขึ้นหรือขยับของนั้น อาบัติปาจิตตีย์ก็เกิดแล้ว เพราะจิตเป็นบาปแล้ว หากยกของนั้นขึ้นมาก็อาบัติปาราชิกแล้วเป็น อัตโนมัติ เพราะไปเอาของ ๆ ผู้อื่นที่มีค่าเกินกว่า ๕ รูปิยะ หรือ ๑ บาท มาเป็นของส่วนตัว ทำไมถึงละเอียดอย่างนี้ การเป็นพระนี่ช่างแสนยาก ก็คิดต่อไปว่าที่เราต้องกราบไหว้บูชาพระก็เพราะเหตุนี้แหละ จิตท่านต้องบริสุทธิ์จริง ๆ

          จิตยังฟุ้งต่อไปว่า พระที่ท่านขึ้นรถเมล์ เขาก็เก็บเงินค่ารถ หากกระเป๋ารถเดินมาแล้วพระแกล้งหลับโดยเจตนาเพื่อจะหลบเลี่ยงการเสียค่ารถ หากค่ารถเกินกว่า ๑ บาท แล้วกระเป๋าเห็นพระหลับก็ผ่านไปไม่เก็บ ผลก็คืออาบัติปาราชิกเกิดขึ้นเป็นอัตโนมัติเช่นกัน เพราะอาบัติเกิดที่จิต เจตนาของจิตเป็นตัวบุญและบาป การเป็นพระที่สมบูรณ์จึงยากด้วยเหตุเหล่านี้

          จิตยังฟุ้งต่อไปว่า มีพระระดับสมเด็จท่านตาย มรณะภาพ ท่านเป็นพระใหญ่ที่ไม่จับเงิน จับทอง แต่พอตายท่านมีสมบัติเป็นเงินสดหลายสิบล้าน ไม่มีหลักฐานบอกว่าเป็นของสงฆ์แต่อย่างใด พวกญาติโยมของท่านก็ได้รับมรดกจากเงินส่วนนี้กันคนละหลายล้าน เพื่อนผมท่านหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า เพื่อนของท่านก็ได้รับเงินมรดกนี้ด้วย ได้แล้วก็ซื้อรถอเมริกันคันใหญ่นั่ง (เมื่อประมาณ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว) เพื่อนผมได้นั่งรถคันใหญ่นั้น แต่พอรู้ว่าเขาซื้อมันด้วยเงินอันไม่บริสุทธิ์ของพระใหญ่องค์นั้น เพื่อนผมก็บอกให้รถหยุด เธอมีธุระจะต้องลง เพราะเธอกลัวว่าหากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นในระหว่างนั่งรถคันนั้น เธออาจจะต้องไปสู่ทุคติ นับว่าเพื่อนของผมมีหิริโอตตัปปะและฉลาดมาก

          หลวงพ่อฤๅษีท่านเล่าให้ผมฟังว่า มีพระระดับสมเด็จท่านตาย (มรณภาพ) จำได้ว่าเป็นวัดสระเกศ ท่านเป็นสมเด็จพระสังฆราช วัดนี้ท่านจับเงินจับทอง เมื่อคณะสงฆ์มาตรวจพบว่ามีหีบ ๑ ใบ ใส่กุญแจอยู่ พอเปิดหีบมีเงินอยู่เต็ม นับได้ถ้าจำไม่ผิด ก็กว่า ๒๕ ล้านบาท (ในสมัยที่เงินมีคุณค่าสูง) แต่มีหนังสือเขียนด้วยลายมือของท่านเองว่า เงินทั้งหมดนี้เป็นเงินของสงฆ์ มิใช่เงินส่วนตัวท่าน ผมก็ฟุ้งมาพอสมควรแล้ว เห็นจะต้องขอจบอารมณ์ฟุ้งไว้เพียงเท่านี้

 

อาการเสื่อมไปของอิริยาบถก็เป็นทุกข์

          เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๓ ส.ค. ๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตาสอนไว้ดังนี้

          ๑. "กาลเวลาที่ล่วงไป อย่าลืมความตายยิ่งใกล้เข้ามา เวลานี้พวกเจ้าโจทย์จิตเรื่องอารมณ์เข้าไว้ให้เต็มที่ กำหนดรู้สภาวะธรรม ที่เข้ามากระทบจิตให้ชัดเจนแจ่มใส จักได้ไม่หลงใหลไปในสภาวะของธรรมนั้น ๆ หาความจริงของต้นเหตุแห่งทุกข์ในธรรมนั้น ๆ ให้พบ แล้วพิจารณาละสังโยชน์อันเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ในธรรมนั้น ๆ" (ขณะนั้นก็เกิดอาการปวดท้องขึ้นมา)

          ๒. "ทรงตรัสว่า เจ้าจักเห็นได้ว่าทุกข์อันเกิดจากโรคะของร่างกาย ที่เข้ามาเบียดเบียนอารมณ์จิตนี้นั้นมีอยู่ตราบใดที่ยังมีร่างกาย อันเต็มไปด้วยรังของโรคนี้ เวทนาอันเกิดจากความเบียดเบียนก็ไม่เที่ยง บัดเดี๋ยวเกิด บัดเดี๋ยวดับ ร่างกายนี้ไม่ได้สร้างความสุขที่แท้จริงให้กับจิตเลย"

          ๓. "ในเมื่อร่างกายเบียดเบียนอารมณ์ของจิตอยู่เยี่ยงนี้ พวกเจ้าก็จงทำความเบื่อหน่ายในการอยากมีร่างกายเยี่ยงนี้ลงเสีย ด้วยการพิจารณาทุกข์อันเกิดขึ้นตลอดเวลาไม่ว่าทุกข์อันเป็น นิพัทธทุกข์ ทุกข์เนืองนิตย์ เช่น อาการหิวกระหาย ร้อน หนาว ปวดปัสสาวะและอุจจาระ เป็นต้น และทุกข์อันเกิดจากการเสวยอารมณ์แห่งอายตนะ ๑๒ นอกกับใน กระทบกันให้รู้อยู่ตลอดเวลา"

          ๔. "อาการเสื่อมไปของอิริยาบถก็เป็นทุกข์ที่พึงกำหนดรู้ ให้เห็นว่า นี่ก็เป็นโรคะนิธัง อย่างหนึ่งของร่างกายเช่นกัน ตลอดอาการ ๓๒ ของร่างกายเป็นโรคทั้งสิ้น พิจารณาไป อย่าให้จิตออกนอกทาง ดูอารมณ์เอาไว้ให้ดี ๆ"

          ๕. "จงยอมรับกฎธรรมดาทำความเบื่อหน่ายร่างกายที่เต็มไปด้วยโรคนี้เสีย และเห็นความไม่เที่ยง ซึ่งมีแต่การเกิด-เสื่อม-ดับของธรรมแห่งการมีร่างกายนี้ เห็นธรรมใด ๆ ในโลกที่เข้ามากระทบอารมณ์ตามสภาพความเป็นจริง ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยง ตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ทั้งสิ้น ยึดถือเข้ามาในอารมณ์เมื่อไหร่ ก็ทุกข์บังเกิดเมื่อนั้น"

          ๖. "จงหมั่นกำหนดรู้ และวางอารมณ์ให้หลุดพ้นจากการเกาะติดในธรรมแห่งโลกนั้นๆ ตั้งจิตไว้มั่นคง จับจุดหมายปลายทางแห่งความต้องการที่จักพ้นทุกข์เข้าไว้ ทำกำลังใจให้เต็ม ใช้ความเพียรรักษาอารมณ์ของจิต ที่จักทำเพื่อพระนิพพานเข้าไว้"

          ๗. "การละสังโยชน์เป็นของไม่ยาก หากทำกำลังใจในบารมี ๑๐ ให้เต็มอยู่เสมอ พร้อมที่จักทำจริงอยู่เสมอ ก้าวเข้าไปใกล้พระนิพพานแล้ว รักษาอารมณ์อย่าให้บังเกิดความท้อแท้เป็นอันขาด อย่าหมดกำลังใจ การหมดกำลังใจคืออารมณ์หลง จัดเป็นนิวรณ์ คือ ถีนมิทธะ จำเอาไว้ให้ดี อารมณ์ใดเป็นนิวรณ์ ให้พยายามระงับตัดทิ้งไปเสียจากจิต"

          ๘. "พวกเจ้าจักต้องรู้อารมณ์เข้าไว้ทุกๆ ขณะจิต ต้องหมั่นใช้สติตามกำหนดรู้เข้าไว้ อย่าให้คลาดสายตาของจิต การทรงอานาปานัสสติกรรมฐาน แม้เพียงปฐมฌานก็จักทำให้มีสติมั่นคงได้ ทุกอย่างต้องมีขั้นตอน ต้องทำตามขั้นตอนนั้น จิตจึงจักทรงตัวอยู่ได้ในการกำหนดรู้อารมณ์นั้น ๆ"

          ๙. "การมีศีล-สมาธิ-ปัญญา จึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักปฏิบัติ เพื่อละอารมณ์แห่งทุกข์นั้นๆ พวกเจ้าจงหมั่นตรวจตรา อย่าให้ข้อวัตรปฏิบัติเล่านี้ ขาดตกบกพร่องไปจากจิตของตนเป็นอันขาด จึงจักสามารถเป็นกำลังตัดสังโยชน์ให้หมดจดลงได้"

 

สมเด็จฯ โต โปรด ร.๔

          เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๙ ส.ค. ๒๕๓๖ สมเด็จท่าน เมตตาสอนเพื่อนของผมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. "เพื่อนของผม ท่านยกเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาว่า ขณะนั้น ร.๔ กำลังมีความกังวลเรื่องพระชายากำลังจะคลอดบุตร ก็ให้มหาดเล็กไปนิมนต์สมเด็จฯ โต ท่านมาเทศน์โปรด การเทศน์ของท่านในวันนั้น ท่านเทศน์ไม่ยอมจบ ร.๔ กระสับกระส่าย จนกระทั่งมหาดเล็กเข้ามารายงานว่าพระองค์ได้บุตรชาย ทั้งแม่และลูกสบายดี จิตของ ร.๔ ก็สงบ การเทศน์ก็จบลงเช่นกัน จำได้ว่าหลวงพ่อฤๅษีท่านนำมาเล่าให้ฟัง ในขณะนั้นก็หัวเราะชอบใจอย่างเดียว แต่ไม่ทราบเหตุผลของการเทศน์"

          ๒. "สมเด็จฯ โต ท่านก็เมตตามาโปรดสอนเพื่อนผม มีความสำคัญว่า การเทศน์นั้นมุ่งทำให้คนฟังเป็นสุขและสงบ เพราะพระธรรมเป็นยารักษาจิตให้สงบเป็นสุขได้"

          ๓. "ท่านสอนว่า เอ็งคิดว่า พระอรหันต์ท่านทำอะไร ไม่มีเหตุผลหรอกหรือ การเพ้อเจ้อ เหลวไหล มีในจิตของพระอรหันต์หรือ" (ก็ตอบว่า ย่อมไม่มี)

          ๔. "นั่นแหละคือบารมีของคนที่ยังไม่ถึงธรรมนั้น ๆ จึงคิดไม่ตรงเป้าหมาย แถมตีความหมายของธรรมไปในอุบายของอารมณ์จิตต่างๆ ไปอีก เอาอารมณ์จิตของตนเอง ตีความหมายของธรรมผิดไปจากความจริง"

          ๕. "เอ็งจะเห็นได้ว่า ธรรมนั้น กว่าจิตจะเข้าถึงได้ในแต่ละระดับไม่ใช่ของง่าย จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะใช้อารมณ์จิตของตนเองคิดไปในธรรมที่ยังเข้าไม่ถึงนั้น ๆ ดังนั้น จึงควรเดินมรรคผลตามบารมีของจิตของตนเข้าไว้เป็นสำคัญ ค่อย ๆ ทำความเข้าใจในธรรมนั้นไปเรื่อย ๆ อย่าออกนอกทางพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าก็แล้วกัน จิตมันก็จะมีอารมณ์ละเอียดขึ้นตามลำดับ ในที่สุดก็สามารถเข้าใจในธรรมนั้น ๆ ได้ละเอียดขึ้นตามลำดับเช่นกัน"

          ๖. "เมื่อมาเจอของจริงเข้าอย่างนี้ เอ็งคงจะเข้าใจแล้วซินะ ถ้าระดับจิตยังไม่ถึงอย่างหนึ่ง หรือถ้าพระท่านไม่สงเคราะห์อย่างหนึ่ง เอ็งก็ไม่สามารถจะรู้ได้มาถึงเพียงนี้ เพราะฉะนั้นจงอย่าประมาทในธรรม คิดว่าเรารู้ดีแล้ว"

          ๗. "จำไว้ เสมอว่า ถ้ายังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด คำว่ารู้ดีในธรรมจงอย่าได้ปรากฏแก่จิตของเอ็ง มันจะโง่ตื้นเขินในธรรมอย่างแท้จริง"

          ๘. "จำไว้ พระอริยะเบื้องสูง ท่านทำกิริยาอะไร ย่อมมีเหตุผลทั้งสิ้น คำว่าทำเพื่อเล่น ๆ ไม่มี"


 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่