(พระธรรม ที่ทรงตรัสสอนในเดือนตุลาคม ๒๕๓๖)




หลัก ๑๐ ประการ

ในการปฏิบัติธรรมให้เร็ว ๆ ไว ๆ

          พระพุทธองค์ทรงพระเมตตาตรัสสอนเมื่อพฤหัสบดีที่ ๘ ต.ค.๒๕๓๕ ที่วัดท่าซุง มีความสำคัญว่า การปฏิบัติธรรมของตถาคตต้องเร็ว ๆ ไว ๆ ไม่เนิ่นช้า ไม่ประมาท โดยพยายามใช้เวลาให้เกิดประโยชน์มากที่สุดหรือเสียเวลาน้อยที่สุด ผมขอสรุปเป็นข้อ ๆ เพื่อสะดวกในการจดจำ แล้วนำไปปฏิบัติให้เกิดมรรคผล มีหลัก ๑๐ ประการ ดังนี้

          ๑. เจ้าจงหมั่นพิจารณาสรีระให้เน่าเปื่อยสกปรก (ให้พิจารณากายคตาและอสุภะ)

          ๒. เจ้าจงหมั่นพิจารณาถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก (ให้พิจารณามรณาและอานาปา)

          ๓. เจ้าจงหมั่นพิจารณากฎของกรรม โทษของกามให้เกิดจนจิตยอมรับ

          ๔. หมั่นขึ้นไปดูวิมานของตนที่พระนิพพานเพื่อยังอารมณ์จิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ

          ๕. หมั่นนึกถึงตถาคต และพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์, พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์, พระอรหันต์สาวกเจ้าทั้งปวงที่จบกิจในพุทธศาสนาแล้วว่า ท่านมาแดนพระนิพพานได้อย่างไร หมั่นจดจำ และทำมรรคผลนั้น ๆ ให้เกิด

          ๖. ระลึกเสมอว่ามนุษโลก-เทวโลก-พรหมโลกมิได้สุขจริง แค่เพียงอาศัยพักทุกข์ชั่วคราว ไม่ช้าก็ต้องไปเกิดใหม่ แต่ส่วนใหญ่ต้องลงอเวจีมหานรก เราจักไม่ต้องการมันอีก (ให้ตัดอวิชชาหรือสังโยชน์ข้อ ๑๐ หรืออุปสมานุสสตินั่นเอง)

          ๗. เมื่อเจ้าเห็นครบวงจรแล้ว จิตก็จงหมั่นพิจารณาตามนั้นจนเกิดความเบื่อหน่าย เพราะเห็นทุกข์ เห็นโทษ เห็นภัยได้อย่างชัดเจน (เห็นกฎของกรรม โทษของกาม)

          ๘. กฎของกรรมใด ๆ ที่เกิดขึ้นกับเจ้า เจ้าต้องยอมรับกรรมนั้น กำหนดจิตคิดอย่างผู้มีสติรู้สึกว่า ผลของกรรมนี้มีเหตุเนื่องมาจากเราเป็นผู้ก่อเอาไว้ในชาติก่อน เพราะละเมิดศีล ๕ มาก่อนทั้งสิ้น ขอยอมรับกรรมนี้โดยสงบ และขอรับเป็นครั้งสุดท้าย ชาติต่อไปขึ้นชื่อว่าการเกิดมีร่างกายอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์จักไม่มีกับเราอีก ขอมีพระนิพพานเป็นที่ไป (ให้เคารพและยอมรับกฎของกรรม)

          ๙. จริยาใดที่ขัดต่อศีล ธรรม ขอยกเลิกการกระทำนั้น ๆ ด้วยการเอาชีวิตเป็นเดิมพัน คือ ยอมตายดีกว่ากระทำผิดศีลและธรรมนั้น ๆ (ให้ทรงอธิศีล)

          ๑๐. เราจักประพฤติปฏิบัติศีลและธรรมนั้นด้วยชีวิต แม้จะตายก็ช่าง หากตายเราก็ขอไปพระนิพพานจุดเดียว

 

กรรมของหลวงพ่อฤๅษีหลังลาพุทธภูมิ

          ผมขอสรุปเป็นข้อ ๆ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ท่านเหนื่อยมาตลอดตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มอยู่ สมัยตอนบวชใหม่ ๆ ท่านก็ต้องทำงานหนักด้านก่อสร้างร่วมกับเพื่อนสนิทของท่าน ๒ องค์ (ท่านฤๅษีองค์เล็กและท่านฤๅษีองค์ขาว) มาโดยตลอด แต่ท่านใช้วิธีเอากายทำงานทางโลก เอาจิตทำงานทางธรรมเป็นพระกรรมฐาน ท่านสามารถทำได้พร้อมกัน โดยใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด (ข้อนี้ฟังท่านพูดสอนแล้วรู้สึกอายท่าน เพราะส่วนมากพวกเราใช้เวลาไปในการท่องเที่ยงกินและนอนเสียเป็นส่วนใหญ่ หากเกิดตายไปในระหว่างนั้นมีหวังเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เพราะตายในอารมณ์หลงหรือโมหะจริต)

          ๒. ท่านว่า พุทธภูมิต้องเหนื่อย ยิ่งลาแล้วยิ่งเหนื่อยกว่าเดิม เพราะเจ้ากรรมนายเวรเขาตามทวงหนัก (ในข้อนี้มีความจริงอยู่ว่า ท่านบำเพ็ญพุทธภูมิวิริยาธิกะ ซึ่งต้องใช้เวลานานถึง ๑๖ อสงไขย กำไรแสนกัป ท่านบำเพ็ญมาเหลืออีก ๗ ชาติสุดท้ายแล้ว เข้าขั้นปรมัตถบารมี เพราะเหลืออีก ๑๐ ชาติสุดท้าย จัดเป็นปรมัตถบารมี แต่ท่านตัดสินใจลาพุทธภูมิในชาติปัจจุบันนี้ ดังนั้น กรรมชั่วต่าง ๆ ที่ท่านทำเอาไว้ในอดีตก็จะรวมตัวกันตามทวงท่านในชาติสุดท้าย กรรมจึงหนักเป็น ๗ เท่า พวกเราซึ่งอธิษฐานขอเป็นสาวกของท่าน ก็ขอลาตามท่าน ผลของกรรมชั่วที่พวกเราทำไว้ก็รวมตัว ทวงพวกเราหนักเป็น ๗ เท่าเช่นกัน ไม่มีใครได้รับยกเว้น คิดถึงจุดนี้แล้วรู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ แต่ก็ต้องทนให้ได้แบบท่าน ซึ่งเป็นผู้นำ เพราะเป็นชาติสุดท้ายแล้ว กรุณากลับไปอ่านคำสอนของสมเด็จองค์ปฐม ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น เล่มที่ ๓ เรื่องอุบายการละสักกายทิฎฐิความไม่ประมาทและความตายกับความเจ็บไข้ โดยเฉพาะในหน้าที่ ๒๖ ข้อที่ ๙ แล้วท่านจะเข้าใจได้ดี

          ๓. การเจริญกรรมฐานก็หนัก เพราะต้องเร่งรัดตนเองมากกว่าสาวกปกติ (ในข้อนี้จะเห็นได้จากหลักฐาน คำสอนของท่าน ซึ่งมีอยู่ในเทปธรรมะของท่านเป็นพัน ๆ ม้วน บรรดาศิษย์ของท่าน ก็เมตตาถ่ายทอดออกเป็นหนังสือธรรมะของหลวงพ่อแจกพวกเรามาตลอด ๑๕ ปีที่ผ่านมาก็หลายสิบเล่มแล้วก็ยังไม่หมด)

          ๔. พวกพุทธจริต ก็คือพวกที่ลาพุทธภูมิ นั่นเอง ดังนั้นการจบกิจก็ต้องเรียนรู้หมดตามจริตของตนจึงจะผ่านได้ เพราะฉะนั้นเอ็งและหมอห้ามบ่นเรื่องเหนื่อยและหนักในการปฏิบัติ เพราะเสือกเลือกกันมาเองทั้งนั้น อยากไปทางลัดก็ต้องเร่งรัดกันอย่างนี้แหละ (ในข้อนี้ พวกเราเกือบทุกคนล้วนเคยปรารถนาพุทธภูมิมาก่อนทั้งสิ้น เมื่อลาพุทธภูมิจึงมีพุทธจริต จัดเป็นพวกฉลาด มีปัญญา จึงไม่มีใครอยากจะเกิดมามีร่างกายให้พบกับทุกข์ โทษและภัยของการเกิดอีกหลักสูตรมีอยู่พร้อมแล้ว อยู่ที่ความเพียรของแต่ละคน ใครเพียรมากพักน้อยก็จบเร็ว ใครเพียรน้อยพักมากก็จบช้า ขอย้ำอีกครั้ง ให้อ่านคำสอนของสมเด็จองค์ปฐมที่เขียนไว้ในข้อที่ ๒ ในเรื่องนี้ แล้วนำไปปฏิบัติให้เกิดมรรคผล)

          ๕. ทั้งหมดล้วนเป็นกฎของกรรม ซึ่งเราทำเอาไว้เอง ถ้าเราไม่ยอมรับผลกรรมตามนี้ ก็ยากที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้ (ข้อนี้ชัดเจนอยู่แล้ว)

          ๖. พุทธภูมิมีงาน ๓ ลำดับ คือ งานศึกษา, งานโยธา และก่อสร้าง, งานสอนพระกรรมฐานซึ่งหนักที่สุด เพราะบริวารมีมาก เป็นกรรมที่ทำร่วมกันมา ศิษย์จึงมากตอนเร่งรัดบารมีต้องเหนื่อย และหนักด้านโยธาจนกว่าจะตาย (ในข้อนี้ท่านเน้นงานสอนกรรมฐาน ซึ่งหนักที่สุด ก่อนท่านจะทิ้งเปลือกหรือขันธ์ ๕ ที่ท่านอาศัยอยู่ชั่วคราวไปพระนิพพาน ท่านได้มอบหมายหน้าที่ตอบปัญหาธรรมให้กับผมไว้ ให้ผมทำหน้าที่แทนท่านเมื่อท่านไม่อยู่ ท่านเคยเล่าให้ผมฟังเป็นการส่วนตัวว่า พอท่านกลับจากซอยสายลมมาถึงวัด วันแรกท่านหมดแรง นอนแผ่หลาทุกที กรรมนี้ขณะนี้มาอยู่กับผมแล้ว ซึ่งก็ต้องอดทนและต้องทนให้ได้ เพราะเป็นชาติสุดท้ายแล้ว แต่ที่สำคัญกว่านั้น ก็คือเป็นการตอบแทนพระคุณของพระพุทธองค์และของหลวงพ่อท่าน อันหาค่ามิได้ ผมไม่ขอเขียนรายละเอียด ผู้ใดสงสัยกรุณากลับไปอ่านเรื่องอารมณ์อีโก้ ซึ่งสมเด็จองค์ปัจจุบันตรัสสอนไว้อีกครั้ง แล้วท่านจะเข้าใจดี)

          ๗. ขนาดจบกิจพระศาสนาแล้ว งานยิ่งหนักขึ้น เพราะท่านมีลูกหลานบริวารมาก การถวายเงินก็มีเข้ามามาก ทำให้การก่อสร้างยิ่งมาก เพื่อเป็นวิหารทาน อันเป็นบันไดให้เขาไปสู่สรรค์ (ทานัง สักกะโส ปานัง ทานเป็นบันไดให้ไปสู่สวรรค์) เป็นกำลังใจขั้นต้นของการปฏิบัติบูชาในพุทธศาสนา ขั้นต่อไปก็รักษาศีลและเจริญภาวนาตามลำดับ ตามกำลังใจของแต่ละคนเพื่อก้าวเข้าสู่พระนิพพาน (ในข้อนี้ยังมีผู้ไม่เข้าใจอยู่มาก ทำให้สงสัยว่าหลวงพ่อก็อายุมากแล้ว กิจที่จะต้องทำเพื่อตัดกิเลส - ตัณหา - อุปาทานและอกุศลกรรมก็ไม่มีแล้ว ทำไมท่านถึงยังเหนื่อยเรื่องก่อสร้างวัดอยู่อีก ผมขออธิบายว่าเงินที่ถวายเข้ามา บางคนเน้นเฉพาะเจาะจงว่าเพื่อสร้างโน่นสร้างนี่ แต่บางคนก็ไม่เน้น หลวงพ่อท่านฉลาดจึงเอาเงินที่ถวายท่านส่วนใหญ่ไปสร้างเป็นวิหารทาน เพราะเป็นบุญสูงสุด ในวัตถุทานให้พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ ขออธิบายย่อ ๆ ว่าพระองค์ตรัสว่า อานิสงส์ผลบุญจากการถวายสังฆทาน ๑๐๐ ครั้ง ยังสู้ถวายวิหารทานครั้งเดียวไม่ได้ วิหารทานจึงเป็นบุญสูงสุดในวัตถุทาน อันเป็นอริยทรัพย์ที่พวกเราเอาติดตัว (ติดใจ) ไปได้ พวกเราจึงโชคดี มีวิมานที่สวยงาม ผิดธรรมดา มิใช่มีวิมานงดงาม ซึ่งแปลว่าไม่สวย ไม่งาม ไม่ได้เรื่อง ไม่น่าดู วิมานพวกเราทุกคนจึงประดับ หรือสร้างด้วยเพชร ๗ ประการบ้าง ๙ ประการบ้าง มิใช่สร้างด้วยทองคำหรืออย่างอื่น รายละเอียดยังมีอีกมาก ขอเขียนย่อ ๆ เพียงแค่นี้

          จึงขอสรุปว่าหลวงพ่อท่านเหนื่อยเพื่อพวกเราโดยตรง ขอให้เข้าใจไว้ด้วย เพราะบุญทั้งหลายเต็มแล้วสำหรับท่าน จะทำบุญอีกเท่าไหร่ก็ไม่เพิ่มยิ่งไปกว่านั้น และประการสำคัญ พระอรหันต์ทุกท่าน เป็นผู้ที่พร้อมอยู่ในความไม่ประมาท แม้ท่านจะจบกิจแล้ว บุญเต็มแล้ว ท่านก็ไม่ประมาท ตราบใดที่ชีวิตหรือร่างกายยังทรงอยู่ ท่านก็ไม่เว้นจากการทำบุญ ทำทาน ทำความดีตลอดเวลา ขอให้พวกเราซึ่งเป็นศิษย์ของท่าน จงเอาท่านเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติธรรมเพื่อไปสู่ความหลุดพ้น องค์สมเด็จท่านก็ตรัสไว้ชัดเจนตามเอกสารที่แจกให้ท่านไปแล้ว)

 

อย่าคบคนเลว คบแต่คนดี

          สมเด็จองค์ปัจจุบัน ทรงพระเมตตาสอนไว้ มื่อวันพฤหัสบดีที่ ๘ ต.ค. ๒๕๓๕ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ในโลกนี้ย่อมมีธรรมอยู่เป็นคู่เสมอ ดีคู่กับเลว คนดีอยู่ปนกับคนเลว แม้นักบวชที่เลวก็ปนกับนักบวชที่ดี ดังนั้นจงจำจริยาของตถาคตไว้ เลือกเอาแต่คนดี เก็บความดีของเขาไว้ในใจ ดูการปฏิบัติธรรมของพระอริยเจ้าทั้งหลายว่าเขาทำกันอย่างไรจึงได้ดี แล้วจำไปเพื่อเอาไปปฏิบัติให้เกิดผล

          ๒. สำหรับคนเลวจงอย่าคบ อย่าไปเก็บความเลวของเขามาไว้ในใจเรา ดูว่าความเลวเขาทำกันอย่างไร เราจักไม่ทำความเลวตามนั้นเป็นอันขาด เขาจะเลวอย่างไรก็ช่าง เรารู้ เราเห็น เราก็วางเฉย ใช้อารมณ์สังขารุเบกขาญาณ ไม่เก็บความเลวของเขามา เพราะเรารู้เห็นผลกรรมอันพึงจักได้รับมาแล้วอย่างครบวงจร จักได้เบื่อเกิด เบื่อกาย ไม่ต้องมารับทุกข์ รับโทษอีก ตั้งใจไว้นะ ต่อไปนี้เราจักคบแต่คนดี คบแต่ความดี เลิกคบคนชั่วคนเลว เลิกคบความชั่วความเลว เลิกให้ได้ เลิกที่จิตของเรานี่แหละ เลิกที่คนอื่นไม่สำเร็จหรอก ตั้งใจเอาไว้ให้ดี ๆ

          ๓. อันบุคคลผู้เข้าถึงความดีในพุทธศาสนา จักต้องเข้าถึงที่จิต มิใช่เข้าถึงแค่กาย ถ้าทรงความดีไว้แค่เปลือกเพื่อหลอกชาวบ้านนั้น ตถาคตไม่นับถือหรือยอมรับว่าเป็นคนดี

          ๔. ตั้งแต่นี้ต่อไป เจ้าจักทำกิจการงานใดก็ตาม จงทำตามแต่เพียงหน้าที่ อย่าหวังผลตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น

          ๕. จงหมั่นตั้งอารมณ์ไว้จุดเดียว คือ ต้องการพระนิพพาน ดูธรรมทั้งหลายในโลกนี้มีแต่ความทุกข์ หาความสุขที่เที่ยงแท้ไม่ได้

          ๖. ความต้องการใด ๆ ในโลกนี้ไม่มี แม้แต่ร่างกาย มันอยู่ได้ก็อยู่ ถ้ามันจักตายก็ปล่อยให้มันตายไม่ดิ้นรน ทุกอย่างทำตามหน้าที่ให้กับกายเหมือนบิดา มารดาเลี้ยงดูบุตร แต่ให้จิตรู้ว่ากายนี้ไม่ใช่เรา มันมีความเกิดขึ้นเป็นที่ตั้ง มีความเสื่อมในท่ามกลาง และมีความตายในที่สุด

          ๗. กฎของกรรมใด ๆ ที่เกิดขึ้นกับกาย ก็จงยอมรับ อย่าฝืน เพราะยิ่งฝืนก็ยิ่งทุกข์ ตั้งใจยอมรับกฎของกรรมด้วยความสงบ จักมีกรรมอะไรเกิดขึ้นกับเรา ก็ขอยอมรับเป็นชาติสุดท้าย ตั้งใจเอาไว้ว่าเราจักไม่ต่อกรรมไปในบุคคลผู้ใดอีก เพราะเห็นโทษของกายกรรม วจีกรรม อย่างชัดแจ้งแล้ว

          ๘. ถ้าจิตของเราไม่เลวเสียอย่างเดียว มโนกรรมก็จักเกิดไม่ได้ อกุศลกรรมก็ทำอะไรเราไม่ได้ เมื่อมโนกรรมไม่เกิด วจีกรรม กายกรรมก็เกิดขึ้นไม่ได้ การต่อกรรมก็จักไม่มีไปในอนาคตอีก เจ้าจงหมั่นคิด ใคร่ครวญ พิจารณาเรื่องกฎของกรรม โทษของกาม จนจิตทรงตัว การพลั้งบ้างเผลอบ้างในขั้นต้นก็เป็นของธรรมดา

          ๙. การทรงจิตให้ตั้งอยู่ในความดีของพุทธศาสนา อาศัยศีล สมาธิ ปัญญา เป็นพื้นฐานของการเจริญสมถะวิปัสสนา

          ๑๐. จงอย่าละความเพียร นิสัมมะ กะระณัง เสยโย ให้มาก ๆ

          ๑๑. กิจใดที่เจ้าทำทั้งปวง จงมุ่งหวังความต้องการอย่างเดียวคือพระนิพพาน

          ๑๒. ธรรมใดที่เป็นธรรมพ้นโลก จงทำด้วยความตั้งใจ กิจการงานโลกก็ทำไปตามภาระหน้าที่ ทำด้วยความต้องการให้เป็นอริยทรัพย์

          ทรงตรัสถามว่า เจ้าก็มีความเข้าใจแล้วมิใช่หรือ ตอบว่า เข้าใจแล้วพระพุทธเจ้าข้า

          ที่เจ้าว่าเข้าใจนั้น เข้าใจอย่างไร ตอบว่า เข้าใจว่าการทำงานทางโลกนั้นเป็นหน้าที่ของกาย ส่วนการทำงานทางธรรมนั้นเป็นหน้าที่ของจิต ซึ่งสามารถทำไปได้พร้อม ๆ กัน พระพุทธเจ้าข้า

          ทรงเมตตาตรัสสอนต่อไปว่า

          ๑๓. ถูกต้อง แต่ยังมีความพลั้งเผลอและประมาทอยู่มาก ขอให้เจ้าหมั่นใช้เวลาของการทำงานของจิตให้เป็นประโยชน์มากกว่านี้ พยายามอย่าเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่เป็นสาระภายนอกให้มากนัก เพราะขึ้นชื่อว่าโลกแล้วนั้น มันก็จักมีอำนาจดึงดูดทุกสิ่งทุกอย่างให้ติดอยู่กับมัน เราต้องการจักพ้นโลก ก็ต้องพยายามชำระจิตให้คลายความติดในโลกนั้น

          ๑๔. โลกภายนอกยังไม่สำคัญเท่าโลกภายใน ขันธโลกนี้ฉุดจิตให้คนหลงใหลติดตรึงมาแล้วนับไม่ถ้วน ทำให้ยืดเป็นอัตตาการเกิดสันตติสืบเนื่องต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

          ๑๕. การจักได้พ้นจากขันธโลก ต้องหมั่นมองหาความจริงให้พบว่า โรคะ นิทธัง ปะภังคุณัง ขันธโลกอันมีอาการ ๓๒ นี้ เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ และต้องเน่าเปื่อย ผุพังไปในที่สุด

          หมายเหตุ ขณะที่พระองค์ทรงพระเมตตาสอนนั้น พยายามพิจารณาตามไปด้วยปัญญา จนเห็นกายที่ตนอาศัยอยู่มันเน่าเปื่อยผุพัง จนในที่สุดไม่มีอะไรเหลือ แต่เห็นกายในหรืออทิสสมานกายสดใสเป็นแก้ว ขึ้นไปกราบพระบนพระนิพพาน ผู้ใดทำได้จิตก็จะเบาสบายและสุขอย่างยิ่ง แต่พอนำไปปฏิบัติ ปรากฏว่ามันง่ายนิดเดียว

 

เรื่องตัดน้อยเกินไป

          หลวงพ่อฤๅษี ท่านเมตตาสอนลูกสาวในอดีตของท่าน เป็นปริศนาธรรม เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๐ ต.ค. ๒๕๓๕ มีความสำคัญโดยย่อดังนี้

          ลูกสาวในอดีตชาติของท่านมีจิตวุ่นวาย (ฟุ้งซ่าน) โดยหาสาเหตุไม่พบอยู่ ๒ - ๓ วัน ท่านจึงเมตตาสอนว่า ตัดน้อยเกินไป ซึ่งหมายความว่า พิจารณาตัดขันธ์ ๕ น้อยไป ยังเอาจิตไปเกาะหรือ วุ่นวายกับกายมากไป

          ๑. ให้ใช้สมาธิจิตพิจารณาตัดร่างกายออกเป็นท่อน ๆ แบบการพิจารณาอสุภะ ๑๐ คือ พิจารณาศพที่ไม่มีแขน ขา ศีรษะ หรือมีแต่ลำตัว หรือมันกระจัดกระจายออกไปคนละทิศทาง หรือซอยออกให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จนไม่รู้ว่าเป็นส่วนใดบ้าง ให้ทำบ่อย ๆ จิตจะเบาไม่เกาะร่างกาย

          ๒. ที่มืดอยู่ ๒ - ๓ วันนี้ เพราะอารมณ์จิตมันยึดเวทนาของขันธ์ ๕ มากเกินไป สมองตื้อเป็นเวทนาของกาย ต่อไปหากเกิดอาการสมองตื้อมึนอีก จงอย่าเอาจิตไปเกาะเวทนาของกายให้เกาะพระพุทธเจ้า อาศัยบารมีของพระองค์ช่วยตัดขันธ์ ๕ ให้หลุดจากกันเป็นท่อน ๆ เลย

          การอยู่วัดย่อมต้องมีเพื่อนที่มาปฏิบัติธรรม และสนทนาธรรมกันถึงปัญหา ต่าง ๆ ที่ตนเองประสบมา บางครั้งก็แก้ไขได้ บางครั้งก็แก้ไขไม่ได้ เพื่อนรายนี้ท่านเล่าให้ลูกสาวในอดีตชาติของหลวงพ่อฤๅษีฟัง มีใจความสำคัญว่า

          ปกติเธอเกลียดขี้มากที่สุด เธอเล่าว่าคืนหนึ่งเธอฝันเห็นขี้ลอยมา ก็เอามือคว้าขี้ไว้ ขี้ก็กระจายออกเคลือบติดนิ้วและฝ่ามือแน่น ล้างเท่าใดก็ไม่ออก เมื่อนำมาคิดเป็นธรรม (ดึงโลกมาหาธรรม) ก็คิดไม่ค่อยจะออก สมเด็จองค์ปัจจุบันก็ทรงเมตตามาสอนว่า

          ๑. บุคคลที่มีปัญญาดี หรือปัญญาทรามก็ตาม ย่อมมีความรังเกียจขี้ทุกคน เพราะเหม็นและสกปรก แต่ในนิมิต ตถาคตหมายถึงขี้ในอาการ ๓๒ ในธาตุ ๔ ในตัวเธอเอง (ขี้ในตัวเธอเอง) ซึ่งเป็นสักกายทิฎฐิของเธอ ที่ยึดเอาไว้แน่นหนา

          ๒. นิมิตนี้เตือนถึงการละขี้ภายใน คือ ขันธโลกของเธอ ซึ่งน้ำธรรมดาย่อม ล้างไม่ออก ต้องอาศัยน้ำพระธรรม, รสพระธรรม, ธรรมโอสเท่านั้น จึงจะล้างออกได้

          ๓. ควรพึงบอกเธอว่า อาการ ๓๒ ของเธอนั้นเต็มไปด้วยขี้มากกว่าจักพูดเรื่องธาตุ ๔ ให้ผู้ไม่ยอมรับสับสน อย่างที่คุณหมออุปมาอุปไมยให้ฟังว่า เล็บ ก็เต็มไปด้วยขี้เล็บ คาบไคลที่ถูออกก็คือขี้ไคลนั่นแหละเหมาะสม ให้ไล่ไปในอาการ ๓๒ เธอจักเข้าใจได้ง่ายกว่า

          ๔. บุคคลผู้นี้หนักไปในราคะจริต ควบคู่กับโทสะจริต ถ้าจักสงเคราะห์ก็ต้องยกกายคตา กับอสุภะ ๑๐, พรหมวิหาร ๔ กับกสิณ ๔ มาสงเคราะห์ในยามที่เธอมีกำลังใจ มีศรัทธาที่จะเข้ามาร่วมสนทนาเท่านั้น กรรมฐานข้ออื่นอย่าพึงแนะนำ เพราะไม่ตรงเป้า มรรคผลได้น้อย

          ๕. อนึ่ง การพูดสนทนาธรรมเพื่อสงเคราะห์คนทุกครั้ง อย่าลืมย้ำอานาปานุสสติ มรณานุสสติ และอุปสมานุสสติ เตือนทุกคนอย่าลืมลมหายใจให้มาก ๆ แม้เจ้าเองก็จงอย่าลืมลมด้วย กรรมฐานทุกกอง ขึ้นกับอานาปาและขึ้นกับศีลบริสุทธิ์ในขณะที่เจริญกรรมฐานอยู่นั้น ๆ

          ๖. บุคคลผู้สบายอย่างแท้จริงนั้น คือ บุคคลผู้ละขันธ์ได้แล้ว ยังจิตให้อยู่บนพระนิพพานได้แล้วอย่างถาวรนั้นแหละ จึงจักนับได้ว่าเป็นผู้สบายอย่างแท้จริง

          หมายเหตุ

          ก) พระองค์ทรงหมายถึง พระอรหันต์ที่นิพพาน ดับขันธ์แล้วเท่านั้น จึงจะใช้คำว่าสบายได้ เพราะขันธ์ ๕ เป็นทุกข์อย่างยิ่ง ใครยังมีขันธ์ ๕ อยู่ จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดได้ว่าสบาย

          ข) เรื่องคำสบายนี้ มีผู้ถามผมบ่อย ๆ ว่า คุณหมอสบายดีหรือ ในอดีตผมก็ตอบด้วยความโง่ หรือความหลงว่าสบายดี หรือ บางครั้งหลงมากก็ตอบว่าสบายมาก ซึ่งเป็นการตอบแบบคนโง่หรืออวิชชา คือ รู้ไม่จริง, รู้ไม่หมด, รู้ไม่ตรงกับที่พระพุทธเจ้าท่านรู้ หรือยังไม่เห็นอริยสัจนั้นเอง

          ค) ผมจึงต้องขอรับผิดด้วยความสงบว่า ในอดีตนั้นผมเป็นจอมโง่ หรือหลงเอามาก ๆ เกี่ยวกับเรื่องกายกับจิต ภาษาตลาดว่าหน้าแตกจริง ๆ ในตอนนั้น เมื่อได้รับคำสอนของพระองค์แล้ว ก็ต้องเอาจิตขึ้นไปกราบแทบพระบาทของพระองค์ที่ทรงเมตตาตักเตือน มิฉะนั้นก็คงยังโง่ต่อไปอีกนาน ในเรื่องคำว่า สบายดีหรือ

          ง) ในเรื่องนี้ กรุณาอ่านคิริมานนทสูตร ซึ่งสมเด็จองค์ปัจจุบันตรัสสอนไว้ละเอียดมาก เกี่ยวกับนิพพานดิบกับนิพพานสุก เพราะวิธีปฏิบัติเพื่อตัดกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรม ให้เบาบางลงได้ตามลำดับอย่างง่าย ๆ จนถึงพระนิพพาน ให้อ่าน ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น เล่มที่ ๓ หน้า ๔๒ - ๘๒ แล้วปฏิบัติตามนั้น ท่านก็จะเป็นผู้โชคดีมีชื่อติดอยู่ในบัญชีของผู้ได้เข้าสู่พระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้กับเขาด้วย

 

ปัญญาทางโลกกับปัญญาทางธรรม

ในพุทธศาสนาต่างกันอย่างไร

          ปัญญาทางโลก ไม่มีศีลเป็นตัวคุม จึงเป็นปัญญาแบบมือใครยาว สาวได้สาวเอา หรือปัญญาแบบตัวใครตัวมัน ไม่ต้องคำนึงหรือนึกถึงศีลธรรม แบบคนฉลาดที่ขาดศีลธรรมเอาเปรียบคนที่โง่กว่าตน จึงเป็นการกระทำที่เบียดเบียนผู้อื่นอยู่เสมอ ทำให้โลกวุ่นวาย มีปัญหาอยู่เสมอ ส่วนปัญญาทางธรรมในพระพุทธศาสนามีข้อบังคับ หรือข้อบ่งชี้ชัดเจนว่า จะต้องเป็นปัญญาที่เกิดจากสมาธิ อันมีศีลเป็นเครื่องควบคุม จึงจะเป็นสัมมาปัญญา หรือปัญญาที่ถูกต้องทางพุทธ หรือจะพูดว่าปัญญาทางโลกเป็นเพียงแค่สัญญาหรือความจำก็ได้

          คำสอนของพระองค์ที่รวบรวมไว้มีอยู่ ๘๔,๐๐๐ บท (วิธี) แยกเป็นหมวดใหญ่ ๆ ๓ หมวด คือ

          ๑. กล่าวถึงพระวินัย หรือกฎข้อบังคับต่าง ๆ ๒๑,๐๐๐ บท ซึ่งพระองค์ก็เริ่มต้นด้วยศีล

          ๒. กล่าวถึงพระสูตรต่าง ๆ ๒๑,๐๐๐ พระสูตร ซึ่งพระองค์ก็เริ่มต้นด้วยศีล

          ๓. กล่าวถึงพระอภิธรรมต่าง ๆ ๔๒,๐๐๐ บท ซึ่งพระองค์ก็เริ่มต้นด้วยศีล

          ฉะนั้น ทางพุทธศาสนา จึงยกเอาศีลเป็นแม่ของพระธรรม หรือเป็นมารดาของพุทธศาสนา

          ดังนั้น หากใครจะเอาดี, รู้ดี, เข้าใจดี,ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ทางพุทธศาสนาแล้วก็ต้องเริ่มต้นจากการรักษาศีล, มีศีลคุมใจไว้ก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อกันไม่ให้มันคิดชั่ว-พูดชั่ว และทำชั่ว เปรียบเหมือนจับเสือ ซึ่งเป็นสัตว์ดุร้าย ไว้ใจอะไรไม่ได้ หากจะฝึกมันอบรมมันให้เชื่อง ก็จำเป็นต้องจับมันใส่กรงให้ได้ก่อน กันมันออกไปอาละวาดทำร้ายผู้อื่นเขา เมื่อจับเสือใส่กรงได้ แต่เสือไม่ตาย ยังดุร้ายอยู่ก็ตาม แต่ก็หมดสิทธิ์จะออกไปทำร้ายผู้อื่นเขา ใจคนที่ยังไม่ได้อบรมก็เหมือนกัน ต้องคุมไว้ด้วยศีล แม้จะคิดชั่วโดยเจตนาหรือไม่เจตนา (เผลอ) ก็ตาม มันก็ชั่วอยู่แค่ความคิด แต่ไม่ยอมให้ความชั่วล้นออกไปนอกใจ ไหลไปสู่วาจาชั่ว และทำชั่วทางกายได้ การปฏิบัติเขาทำกันเป็นขั้นเป็นตอนแบบนี้ เมื่อสามารถควบคุมกายและวาจาได้ดีแล้ว อาการเผลอใจที่คิดชั่ว ก็จะน้อยลง ๆ ตามลำดับ จนที่สุดอาการเผลอก็ไม่มี หรือมีก็ดับอารมณ์นั้น ๆ ได้ไม่ยาก ดับได้โดยฉับพลัน ที่เขาใช้ศัพท์ว่า เกิด-ดับ ๆ เกิดอะไรก็เกิดอารมณ์ชั่วที่ใจนั่นเอง ดับอะไร ก็คืออารมณ์ชั่วของตนนั่นเอง เกิดที่ไหนก็เกิดที่ใจเรา ไม่ใช่เกิดที่ใจผู้อื่น เพราะฉะนั้น ท่านจึงสอนให้เราดับที่ใจของเราเช่นกัน ห้ามไม่ให้ไปดับที่ใจผู้อื่นเขา หรือเกิดที่ไหนให้ดับที่นั่น เกิดที่ใจเราก็ดับที่ใจของเรา พระพุทธเจ้าทานสอนไว้อย่างนี้ แต่พวกที่ยังไม่เข้าใจ แต่พยายามสอนชาวบ้านหรือผู้อื่นเขาให้ดับไฟที่อยู่ภายนอกตน หรือแก้ไขปัญหาที่ผู้อื่น ซึ่งเป็นการกระทำที่ตรงข้ามกับพระพุทธเจ้าสอน เขาเหล่านั้นจึงทำไม่สำเร็จ เหตุผลก็เพราะเขาค้านพระพุทธเจ้า เดินสวนทางกับพระองค์ ยิ่งทำจึงยิ่งยุ่ง ยิ่งมีปัญหา เมื่อไม่มีผลเขาก็โทษชาวบ้าน โทษผู้อื่นว่าเลว ไม่ดี โง่ พูดไม่รู้เรื่อง แต่โดยธรรมแล้ว ท่านลองคิดดูดี ๆ ท่านก็จะพบความจริงเองว่าใครเป็นคนโง่กันแน่ (ตัวอย่างปัจจุบันก็คือ พวกที่กำลังประท้วงฝ่ายตรงข้ามที่มีความคิดเห็น (ทิฎฐิ) ไม่เหมือนกับตนด้วยวิธีการต่าง ๆ เป็นการทำตนเองให้เดือดร้อนก่อน แล้วจึงทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน หากเขาเกิดตายในขณะนั้น ก็ไปสู่อบายภูมิ ๔ ทุกคน)

          ฉะนั้น การดูทีวี การฟังวิทยุ การอ่านหนังสือธรรมะ จึงมีผลได้ ๒ อย่าง คือ

          ๑. ได้ประโยชน์ ได้ความสุข ได้พระธรรม หรือได้ขนมหวาน ไปบริโภค ถ้าผู้แสดง ผู้พูด รู้จักพระธรรมตามความเป็นจริง หรือเป็นสัมมาทิฎฐิ หรือมีความคิดเห็นตรงตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ สอนไว้

          ๒. ไม่ได้ประโยชน์ ได้แต่ความทุกข์ ได้แต่ธรรมที่เป็นอกุศล หรือของปลอม หรือได้ยาพิษไปบริโภค เพิ่มทุกข์ เพิ่มโทษให้กับตนทุกครั้งที่ดู ที่ฟัง ที่อ่าน เพราะเขาแสดงแต่สิ่งที่ไร้สาระ ให้ยาพิษแก่ผู้ดู ผู้ฟัง ผู้อ่านตลอด แสดงแต่สิ่งที่ไร้สาระ ให้ยาพิษแก่ผู้ดู ผู้ฟัง ผู้อ่านตลอดเวลา เนื่องจากเขาเป็นมิจฉาทิฎฐิ มีความเห็นตรงข้ามกับที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ และยังค้านคำสอนของพระองค์ด้วย โดยใช้คำพูดที่เต็มไปด้วยโวหาร ใช้สำรวน ใช้คารมฝีปากกล้า ขาดความละอาย น้อมใจให้ผู้ดู ผู้ฟัง ผู้อ่านเชื่อตามเขา เพราะเขารู้ดีว่าในโลกนี้มีคนโง่มากกว่าคนฉลาด ต้นเหตุก็เพราะเขาคิดผิด หลงผิด หรือเป็นมิจฉาทิฎฐิ จึงยังผลให้ความชั่ว ความหลงผิดอีก ๗ อย่างเกิดขึ้นกับใจของเขา คือ มีความดำริไปในทางที่ผิด มีวาจาที่ผิด มีการงานหรือแนะนำให้ผู้อื่นกระทำในทางที่ผิด หาเลี้ยงชีพในทางที่ผิด ทำความเพียรไปในทางที่ผิด มีสติระลึกแต่สิ่งที่ผิด และจิตเขาก็ตั้งมั่น ยึดมั่นอยู่กับสิ่งที่ผิด เพราะหลงผิดตั้งแต่ต้นว่าเขาทำถูก

          หมายเหตุ ที่ว่าผิดนั้น หมายความว่า ผิดไปจากที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ เพราะโดยปกตินั้น พวกเราทุกคนที่เกิดมานี้เป็นคนโง่ ยังไม่หมดโง่ จึงต้องมาเกิดอยู่ ตราบใดที่เรายังไม่หมดโง่ เราก็ยังต้องเวียนมาเกิดอยู่อย่างนี้ เพื่อพิสูจน์ความโง่ของตนเอง จนกว่าจะหมดโง่ สันดานของคนโง่นั้น ๑๐๐% ย่อมต้องอวดดี อวดฉลาดอยู่เป็นธรรมดา เพราะใจเรายังตกอยู่ในอำนาจของกิเลส จึงถูกกิเลสมันบังคับให้คิด ให้พูด ให้ทำ ตามคำสั่งของมัน พระพุทธเจ้าท่านได้บำเพ็ญบารมีมานานแสนนาน จนถึงชาติสุดท้ายเมื่อบารมีเต็มแล้ว จึงได้ลงมาเกิดเป็นชาติสุดท้ายเพื่อพิสูจน์ความโง่เป็นครั้งสุดท้าย พระองค์ได้พิสูจน์โดยการปฏิบัติด้วยพระองค์เองอยู่ ๖ ปี จึงได้พบทางที่จะแก้ไขใจตนเองให้หมดโง่ หายโง่ก่อนผู้อื่นทุก ๆ คนในโลก เมื่อพบวิธีแก้โง่ได้ด้วยพระองค์เองแล้ว จึงได้รวบรวมวิธีแก้โง่ หรือพระธรรม หรือโมกขธรรม หรือธรรมปฏิบัติเพื่อนำไปสู่ความพ้นทุกข์ (พ้นโง่) แล้วได้พิสูจน์พระธรรมคำสอนของพระองค์ ซึ่งแสดงไว้ในปฐมเทศนา โดยสอนท่านปัญจวัคคีย์ (ฤๅษีทั้ง ๕) ให้บรรลุเป็นพระอริยเจ้าได้ (ให้หายโง่ได้) เมื่อพิสูจน์ได้แล้วจึงได้ประกาศพระศาสนาของพระองค์ ในวันมาฆบูชา ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ (ธรรมที่เป็นทางนำไปสู่ความหลุดพ้น หรือหายโง่) ซึ่งจัดเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา มีความย่อ ๆ จำง่าย ๆ แค่ ๓ ข้อ คือ

          ๑. จงละความชั่วทั้งหมด (แม้ความชั่วในอดีตก็จงอย่านำมาคิด เพราะจะทำให้จิตเศร้าหมอง

          ๒. จงกระทำแต่ความดี (อะไรที่เป็นความดี สิ่งนั้นเป็นบุญ คือ ต้องไม่ขัดต่อศีลธรรม ความดีหรือชั่ว บุญหรือบาป อยู่ที่ความคิดของตนเองทั้งสิ้น)

          ๓. จงทำจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ (เพื่อให้พ้นจากอำนาจของกิเลส)

          หรือจำสั้น ๆ ว่า ละชั่ว - ทำดี - ทำจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ แค่นี้ก็พอ

 

ขอชี้แจงเพิ่มเติมในการปฏิบัติ

          พระองค์ทรงเน้นหัวใจของการปฏิบัติในคำสอนของพระองค์ ก็คืออริยมรรค ๘ เพราะใน ๓ เดือนสุดท้ายที่พระองค์จะปรินิพพาน (อายุครบ ๘๐) พระองค์ก็ปลงอายุสังขารของพระองค์ในวันมาฆบูชา มีความว่า นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปอีก ๓ เดือนข้างหน้า (วันเพ็ญเดือนหก หรือวันวิสาขบูชา) พระองค์จะเข้าสู่ปรินิพพาน (ตายหรือดับสังขาร) ใน ๓ เดือนสุดท้ายนี้ พระองค์หยุดสอน-หยุดแนะนำเรื่องพระวินัย-พระสูตร และพระอภิธรรม คงสอนแต่เพียงศีล - สมาธิ - ปัญญา ๓ ข้อนี้เท่านั้น (ซึ่งย่อมาจากอริยมรรค ๘ นั่นเอง) ซึ่งหากพิจารณาแล้ว ก็เหมือนกับปฏิบัติบูชา ซึ่งพระองค์ทรงต้องการให้พวกชาวบ้าน (ฆราวาส) ปฏิบัติกันมี ๓ ข้อเช่นกัน คือ ทาน-ศีล-ภาวนา ตัวภาวนาแยกออกเป็น ๒ ส่วน คือ สมถะภาวนา ซึ่งก็คือสมาธินั่นเอง และวิปัสสนาภาวนา ก็คือตัวปัญญานั่นเอง

ข้อพิจารณา

          เมื่อเราเอาหัวใจพระพุทธศาสนา ๓ ข้อ คือ จงละชั่ว จงทำดี จงทำจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ กับหัวใจในการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา ๓ ข้อ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา (อริยมรรค ๘) หรือปฏิบัติบูชา ๓ ข้อ คือ ทาน ศีล ภาวนา มาพิจารณาโดยธรรม เราก็จะเห็นได้ด้วยปัญญาชัดว่า ธรรมทั้งหลายนี้เข้ากันได้อย่างเหมาะสม

          ๑. จงละความชั่วทั้งหมด ในการปฏิบัติ ฝ่ายสมมุติสงฆ์ ก็คือต้องมีศีล ฝ่ายฆราวาส ก็ต้องมีทานกับศีล ถ้าเราไปหาพระที่ดีทุกองค์ ท่านจะให้เรารับศีล มีศีลก่อนทุกครั้ง, ก่อนจะเริ่มปฏิบัติ, จะเริ่มพิธีอะไรก็ตามทางพุทธศาสนาแล้ว พระที่ดีท่านจะต้องเริ่มด้วยการให้เราทำจิตใจเราให้นึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ก่อนเป็นอันดับแรก แล้วจึงให้เรารับศีล, ให้เราตั้งใจตั้งเจตนาของเราในปัจจุบันนั้นว่า ข้าพเจ้าขอตั้งเจตนาที่จะงดเว้นที่จะไม่กระทำความชั่ว ๕ ประการ หากผู้ใดไม่เข้าใจพิธีทางพุทธศาสนาก็จะคุยกัน, ไม่สนใจที่จะน้อมจิตใจให้เข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ และตั้งเจตนาที่จะงดเว้นไม่กระทำชั่ว ๕ ประการ (รับศีล ๕) หากใครเข้าใจ เขาจะได้บุญ ๑๐๐% เต็ม เพราะจริยาหรือการตั้งจิตให้เข้าถึงพระรัตนตรัย และศีล ๕ ข้อนั้น หากใจไม่ตั้งเจตนางดเว้นแล้ว มันก็ไม่เป็นศีล บุญก็ไม่เกิดกับใจ เพราะบุญ บาป อยู่ที่ใจ เกิดที่ใจ มิได้อยู่หรือเกิดนอกใจ ผู้ใดทำตามที่ข้าพเจ้าเขียนมานี้ได้ ผู้นั้นมีโอกาสพ้นนรกได้ตลอดกาล เพราะทั้งหมดที่กล่าวมานี้คือปฏิปทาหรือจริยาวัตรประจำจิตของผู้เป็นพระโสดาบันโดยตรง ผู้ไม่เข้าใจก็จะทิ้งประโยชน์ที่ตนควรได้ไปเปล่า ๆ เพราะความไม่รู้ไม่เข้าใจ (ความโง่) จัดว่าเป็นผู้ประมาทในความตาย เพราะเวลาย่อมไม่คอยใคร แต่ผมเองขอดัดแปลงว่า ความตายและเวลาไม่คอยใคร ในพุทธศาสนา พระองค์สอนอุบายในการปฏิบัติไว้ ๘๔,๐๐๐ วิธี เพื่อให้เหมาะกับจริตและนิสัย และกรรมของคนแต่ละคนที่มีอยู่ แต่ละคนได้สร้างกรรมหรือการกระทำไว้ในอดีตไม่เหมือนกัน ไม่เสมอกัน พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า ย่อมรู้จริต รู้นิสัย รู้กรรมในอดีตของแต่ละคน แต่ละหมู่เหล่าได้อย่างดี และรู้วิธีว่าจะสอน จะแนะนำเขาอย่างไรจึงจะได้ผล และรู้ผลล่วงหน้าด้วยว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร และก็ได้ผลตามนั้นทุกครั้ง ทุกราย คุณธรรมพิเศษนี้จึงมีแต่เฉพาะพระองค์ผู้เดียวเท่านั้น แต่ในปัจจุบันมีผู้ที่ไม่เข้าใจพระองค์ จึงไปคัดค้านคำสอนของพระองค์โดยตรงก็มี โดยอ้อมก็มี เช่น

               ก) สอน - แนะ - พูด - เขียน ความว่า เทวดาไม่มี, พรหมไม่มี, นรกไม่มี, สวรรค์ไม่มี, นิพพานไม่มี และคนตายแล้วสูญ เป็นต้น

               ข) พระพุทธเจ้าไม่มีฤทธิ์อะไรหรอก ที่เขียนไว้ในพระไตรปิฎกนั้น เป็นธรรมาธิษฐาน คือตีความหมายเป็นธรรมว่า อย่างนั้นอย่างนี้ ด้วยธรรมะของตน อันเป็นธรรมทีเกิดจากจิตของคนที่ยังมีกิเลส-ตัณหา-อุปาทาน และอกุศลกรรม (อวิชชา หรือความโง่) ซึ่งล้วนเป็นธรรมที่เป็นอกุศลทั้งสิ้น เพราะจิตเขาเป็นมิจฉาทิฎฐิตั้งแต่ต้น ความคิด วาจา (คำพูด) และการกระทำของเจาจึงผิดหมด ตรงข้ามกับพระพุทธเจ้าทั้งหมด หากใครเชื่อเขาก็ต้องรับกรรมหรือโง่ตามเขาไปด้วย ความจริงคิดง่าย ๆ เพียงตั้งคำถามตนเองว่า ระหว่างพระพุทธเจ้า กับผู้พูดนั้น ๆ ซึ่งยังไม่ใช่พระพุทธเจ้า เราควรจะเชื่อใคร หรือผู้ที่คัดค้านพระพุทธเจ้านั้น เขาก็เท่ากับคัดค้านพระธรรม ซึ่งเท่ากับเขาไม่เคารพในพระพุทธเจ้า เขาไม่ได้เคารพพระพุทธเจ้า เท่ากับเขาเป็นคนนอกศาสนาพุทธโดยแท้ เพราะสิ่งที่เรากำลังพูด กำลังปฏิบัติกันนี้ เราพูดกันถึงพุทธศาสนา (คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า จึงต้องยึดเอาคำสอน คำพูดของพระองค์เป็นหลักประพฤติและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้น ผลหรือมรรคผลย่อมไม่เกิด)

          ขอสรุปว่า ทานเป็นสิ่งที่เราทำได้ง่ายที่สุด เพราะใช้กำลังใจหรือบารมีเล็กน้อยก็ทำทานได้ ทานมีผลให้เราตัดความโลภจากใจของเรา (ละความชั่ว) ได้โดยตรง ศีล ใช้กำลังใจสูงขึ้นกว่าทาน แต่หากเข้าใจหรือมีปัญญาก็สามารถทำได้ไม่ยาก โดยตั้งใจที่จะงดเว้นไม่กระทำความชั่วในขณะนั้น ในขณะที่พระท่านให้ศีล เราจะชั่วหรือไม่มีศีลมาก่อนในอดีต ก็เป็นเรื่องของอดีต แต่พระองค์ให้ตั้งใจไว้ในปัจจุบันธรรม ตั้งใจจะมีศีลครบ ๕ ข้อในปัจจุบัน ในขณะนั้นผลของบุญเกิดทันที่ที่เราตั้งเจตนาที่ใจเรา เราเอาบุญกันเต็ม ๑๐๐% ในขณะนั้น ส่วนในอนาคตจงอย่าไปตามนึกถึง เพราะเหตุการณ์นั้นยังไม่มาถึง เพียงแค่มีศีลบริสุทธิ์ชั่วขณะหนึ่งเพียง ๕ นาที ๑๐ นาที หรือ ๓๐ นาที ก็ต้องนับว่าเป็นบุญใหญ่แล้ว และอย่าลืมว่าบุญจากใจเราน้อมถึง พระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ อีกในขณะนั้น ก็เท่ากับบุญของพระโสดาบันหรือใกล้เคียง (ในชั่วขณะนั้น)

          ประการสุดท้าย เรารู้ได้อย่างไรว่า เมื่อเราทำบุญเสร็จแล้วเราจะไม่ตาย เพราะความตายไม่มีนิมิต ไม่มีเครื่องหมายบอกเราให้รู้ล่วงหน้า เราอาจถูกงูกัดตายเมื่อเดินไปยังไม่พ้นวัด, อาจหัวใจวายตาย, อาจมีอุบัติเหตุตาย คือตายได้ทุกเวลา แต่หากตายในขณะที่จิตเราบริสุทธิ์ ใกล้เคียงกับพระโสดาบัน หรือเท่ากับพระโสดาบัน เราก็ไม่มีทางตกนรก ผลใหญ่อยู่ที่จุดนี้ แต่หากมันไม่ตายก็ดี เราจะได้บำเพ็ญบารมีต่อไปจนกว่ามันจะหายโง่ พอออกจากวัดศีลมันจะพร่องไปก็ไม่เป็นไร เวลาเราไปไหว้พระสวดมนต์ก่อนนอนก็ดี ตอนตื่นเช้าก็ดี ก็ใช้อุบายอย่างนี้แหละ คือ อย่าลืม พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ และเอาจิตตั้งเจตนาที่จะงดเว้นไม่กระทำความชั่ว ๕ อย่าง โดยไม่จำเป็นต้องอาราธนาศีล แค่จิตตั้งเจตนาต่อหน้าพระ หรือต่อพระในจิต หรือนิมิตพระในจิต ก็เป็นศีลทันที (การรับศีล หรือสมาทานศีลสัก ๑๐๐ ครั้ง ๑,๐๐๐ ครั้ง หากจิตไม่มีเจตนาที่จะงดเว้นตามแล้ว รับศีลกี่ครั้งก็ไม่เป็นศีล แต่การตั้งเจตนาที่ใจเรา ที่พระในใจเรา ตั้งใจที่ไหน เมื่อใด ก็เป็นศีลทันที) ผู้ฉลาดมีปัญญา เวลาไหว้พระที่บ้านทุกครั้ง เขาก็น้อมเอาพระรัตนตรัยเข้าไปไว้ในใจเขา น้อมเอาพระภายนอกให้เข้าไปเป็นพระภายใน ทำศีลให้บริสุทธิ์ในช่วงนั้น การกระทำของเขา หากทำบ่อย ๆ ทุกวัน จิตเขาก็จะชินต่อความดี ชินต่อจริยาของพระโสดาบัน หรือจิตเป็นฌาน (ฌานก็คือชินนั่นเอง) ในที่สุดจิตดวงนั้นเลยกลายเป็นพระโสดาบันไปเองโดยอัตโนมัติ ผลใหญ่รางวัลอยู่ที่ตรงนี้ (ถ้าเข้าใจ) ศีลเป็นตัวระงับความโกรธได้ในเบื้องต้น และ สุดท้ายก็จะตัดความโกรธได้ในบั้นปลาย

          ๒. จงกระทำแต่ความดี ข้อเท็จจริงในการปฏิบัติ พระองค์ตรัสไว้ชัดเจน ความว่า ธรรมหรือกรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐสุด (มีใจเป็นใหญ่) ทุกสิ่งสำเร็จได้ที่ใจ ทุกอย่างอยู่ที่เจตนาของใจทั้งสิ้น หรือ บุญ บาป, ดี ชั่ว อยู่ที่ความคิดของเราเองทั้งสิ้น พระธรรมหรือธรรมะเป็นของเย็น เป็นของสงบ หากจิตไม่สงบ พระธรรมก็ไม่เกิดหรือไม่มีทางเห็นธรรม พระองค์จึงอบรมพวกเราให้มีสติ เพราะขาดสติ จิตใจก็ไม่สงบ สมาธิก็ไม่เกิด ปัญญาก็ไม่มี

         ดังนั้น สติ - สมาธิ - ปัญญา จึงแยกจากกันไม่ได้ ขาดตัวต้น ๒ ตัวท้ายก็ไม่มี คำสอนของพระองค์ ทั้งหมดจึงเป็นอุบายให้เรามีสติก่อนทั้งสิ้น และเมื่อรวมคำสอนทั้ง ๘๔,๐๐๐ บทแล้ว พระองค์ก็ทรงย่อเหลือประโยคเดียว คือ จงอย่าประมาท หรือ จงมีสติตลอดเวลา นั่นเอง รายละเอียดจึงของดไว้ สรุปว่า ข้อนี้ในทางปฏิบัติก็คือ

          ก) ให้เรามีสติตลอดเวลา หรือมีสมาธินั่นเอง เพราะถ้าจิตดี จิตเป็นสมาธิอยู่ ความชั่วมันก็เกิดไม่ได้

          ข) เมื่อเราละความชั่วของเราได้ ๑ ครั้ง เท่ากับเราทำความดี ๑ ครั้งเช่นกัน ถ้าละชั่วได้ ๑๐๐ ครั้งก็เท่ากับทำดี ๑๐๐ หนเช่นกัน

          ๓. จงทำจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ เพราะพระองค์ทราบดีว่าสมาธิหรือฌาน หรือเจริญแต่สตินั้นยังไม่สามารถจะฆ่ากิเลสให้ตายสนิทได้ จะต้องใช้ปัญญาพิจารณาหาเหตุผล คือ ต้องรู้ต้นเหตุของมันเสียก่อน แล้วแก้ที่เหตุ หรือดับเหตุนั้นให้ได้ จิตจึงจะผ่องใสอยู่เสมอ ตัวสติ-สมาธิเป็นแค่การยังยั้งกิเลสไว้ชั่วคราว ต้องใช้ปัญญาหรือวิปัสสนา หรือวิปัสสนาภาวนา เป็นตัวตัด จึงจะทำให้กิเลสตายได้ และพระองค์เป็นองค์แรกที่พบอริยสัจสี่ ซึ่งพระองค์ประกาศว่าเป็นปัญญาสูงสุดในพุทธศาสนา และมีแต่ในเฉพาะศาสนาของพระองค์เท่านั้น

          เราจะเห็นได้ชัดว่า ศาสนาทุกศาสนาในโลก มีแนวการสอนคล้ายกันหมด คือ ให้ละความชั่ว ให้กระทำแต่ความดี แต่อุบายต่างกัน และมีทิฐิหรือความเห็นไม่เหมือนกัน แต่ในพุทธศาสนามีข้อที่ ๓ คือ ให้ทำจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ เพื่อให้พ้นจากอำนาจของกิเลส หมายความว่าใช้หลักแค่ ๒ ข้อ ยังฆ่ากิเลสไม่ได้ ได้แค่ระงับไว้เท่านั้นเอง ระงับชั่วคราว จึงยังไม่พ้นโง่ (อวิชชา)

          รายละเอียดแห่งการเจริญปัญญามีอยู่มาก ของดไว้ จึงขอสรุปว่า

          ๑. จงละความชั่วทั้งหมด ด้วยการให้ทาน รักษาศีล

          ๒. จงกระทำแต่ความดี ด้วยการเจริญสติ - สมาธิ เพื่อให้เกิดปัญญา

          ๓. จงทำจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ ด้วยการเจริญภาวนา ทั้งสมถะและวิปัสสนาภาวนา ซึ่งต้องอาศัยกันและกัน เพื่อให้เกิดปัญญา ให้เห็นอริยสัจตามความเป็นจริง

          และในการปฏิบัติกันจริง ๆ แล้ว เราปฏิบัติข้อ ๑ ข้อเดียว คือ ละความชั่ว ก็เท่ากับการกระทำความดีนั่นเอง เมื่อเราทำความดีอยู่เสมอ เพราะไม่ยอมทำชั่ว หรือโดยการละความชั่วตลอดเวลา ทำไปนาน ๆ จิตก็ชินแต่ความดี จิตก็เลยผ่องใส หรือจะพูดว่า การละความชั่วเป็นมรรค ส่วนความดีและจิตผ่องใสนั้นเป็นผล ใครไม่ละความชั่วที่ตน ผล ๒ ข้อหลังก็ไม่เกิด เหมือนกับคำสอนของพระองค์ทั้งหมดนั้น คือ มรรค ส่วนการกระทำ การปฏิบัติของเรานั้น เป็นตัวนำมาให้เกิดผล ถ้าเกิดผลเต็มที่เราก็พ้นทุกข์ พ้นโง่ พ้นอวิชชา พ้นวัฏฏะ ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก คือ นิพพานนั่นเอง ไม่ได้สูญไปไหน หรือจะว่าสูญก็ได้ คือ สูญจากความชั่ว ความเลวทั้งหมด แต่ความดียังอยู่ครบบริบูรณ์ทุกประการ เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่มีมรรคอยู่ในใจของตน แล้วได้ปฏิบัติมรรคอย่างจริงจัง ผู้นั้นย่อมเกิดผล และมีนิพพานเป็นที่สุด หรือมรรคผลนิพพานนั้นเป็นของคู่กัน แยกกันไม่ออก เหมือนกับศีล - สมาธิ - ปัญญา, สติ - สมาธิ - ปัญญา ของจริงทางพุทธศาสนาก็มีโดยย่อแค่นี้

          หมายเหตุ ส่งท้าย ท่านผู้ใดที่อ่านบทความนี้แล้ว นำไปปฏิบัติตามให้เกิดผล ท่านผู้นั้นก็มีสิทธิ์จะได้ขึ้นรถไฟเที่ยวสุดท้าย ๑๐๐% เต็ม

          ในที่สุดนี้ ผมขออธิษฐานจิตต่อพระพุทธองค์ว่า ในปัจจุบันนี้ ข้าพระพุทธเจ้าได้มอบกายถวายชีวิตให้แก่พระพุทธองค์ และพระพุทธศาสนาของพระองค์แล้ว ๑๐๐% โดยสัจจะวาจาของข้าพระพุทธเจ้านี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านผู้อ่านบทความนี้ (แล้วนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง) ด้วยกันทุกท่าน เทอญ

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่