พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

สิงหาคม ๒๕๔๗




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

             (ในเดือนนี้ทรงเน้นเรื่องความเพียร-พยายามทำจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ-บุคคลตัวอย่างที่ไปพระนิพพานได้ด้วยทานบารมี-ทุกข์กายห้ามฝืน-ให้เคารพกฎของกรรม-ทำกำลังใจให้เป็นเอก-งานทุกอย่างย่อมมีอุปสรรคเป็นธรรมดา-ใครไม่ศรัทธาจงอย่าสอน พระพุทธเจ้าท่านยังไม่สอน-ธรรมที่บริสุทธิ์ ต้องไม่มีอารมณ์ปรุงแต่ง)

          ๑. จำไว้ภาระของกาย และเวทนาฝืนไม่ได้ ต้องปล่อยตามกรรม เพราะมันไม่เที่ยง เป็นธรรมดาของมัน แต่จิตเราต้องเที่ยง ไม่ไหวตามมัน ใหม่ ๆ ย่อมเผลอเป็นธรรมดา คอยระวังแก้ไขด้วยความเพียรชอบ (อาศัยบารมี ๑๐ เป็นหลัก)

          ๒. ทำอะไรให้ใจเย็น ๆ อย่าเร่งรีบ จักเสียผลของจิตที่สงบเยือกเย็น เพราะคนใจร้อนทำงานสิ่งใด ย่อมไม่ได้ผลตามเป้าหมาย หรือไม่ดีเท่าที่ควร คนที่ทำอะไรด้วยความกังวล-ความสงสัย จิตย่อมร้อนด้วยไฟภายใน ถ้าไม่ตัด กรรมฐานหรือการงานไม่มีผลเท่าที่ควรจะเป็น ทั้งทางโลกและทางธรรม

          ๓. ไม่มีใครที่จักไม่มีปัญหาในชีวิต ตราบใดที่ผู้นั้นยังไม่ใช่พระอรหันต์ ฉะนั้นพึงพิจารณาให้เป็นธรรมดาในปัญหานั้น ๆ วางได้หรือไม่วางก็สุดแล้วแต่ กรณีใดที่ทำให้จิตเดือดร้อนใจขึ้นมา ก็ไม่พึงกระทำในกรณีนั้นๆ จงมุ่งหวังเอาความสงบของใจมาเป็นที่ตั้ง การช่วยเหลือคนโดยไม่หวังผลตอบแทนของท่านฤๅษี เป็นการช่วยไปตามหน้าที่จิตของพระอรหันต์ ท่านไม่เดือดร้อนอยู่เป็นธรรมดา เพราะพระอรหันต์จิตของท่านพ้นภัยตนเองแล้ว จึงหมดอารมณ์ที่จะเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น หรือมีพรหมวิหาร ๔ เต็ม หมดความหลงละเอียดขั้นอนุสัยแล้ว คือหมดมานะ-หมดฟุ้งเลว-หมดอวิชชา ไม่ติดสุขในรูปฌาน และอรูปฌาน (หมดกิเลส-ตัณหา-อุปาทานและอกุศลกรรม พ้นจากสมมติจากมนุษยโลก-เทวโลก และพรหมโลกซึ่งไม่เที่ยงเด็ดขาด)

          ๔. บุคคลตัวอย่างที่ไปพระนิพพานได้ด้วยทานบารมี คือโยมเอี่ยม ท่านอยู่วัดท่าซุงมาตั้งแต่เป็นเด็ก โยมแม่ของท่านก็อยู่วัดมาจนแก่ตาย ท่านได้มรดกเป็นเงิน-ทองจากโยมแม่ก็เก็บไว้มิให้ญาติ ๆ

                   สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสว่า โยมเอี่ยมไปพระนิพพานได้ง่ายด้วยทานบารมี เธอตั้งใจเอาทองทั้งหมดที่ได้จากบุพการี หรือจากบรรพบุรุษหรือองค์แทนของตถาคตในสมัยที่ท่านฤๅษียังมีชีวิตอยู่ ด้วยตั้งใจว่าทองเหล่านี้ไม่ปรารถนาที่จักให้ใคร เพราะไม่มีลูก มีแต่หลานก็ไม่อยากให้ สมควรที่จักตัดใจอุทิศถวายเป็นพุทธบูชา ด้วยอานิสงส์อันนี้จึงทำให้ถึงซึ่งการจบกิจได้โดยง่าย ก่อนที่จิตจะออกจากร่างกาย สมเด็จองค์ปฐมก็เสด็จมารับเอง ทรงตรัสว่า การป่วยหนัก ๕ วัน แต่โยมเอี่ยมเตรียมใจมาเป็นปีด้วยความไม่ประมาทในความตาย มีมรณาและอุปสมานุสสติอยู่กับจิตเกือบตลอดเวลา จัดเป็นตัวอย่างของผู้ไม่ประมาทในชีวิต เป็นการยอมรับนับถือกฎธรรมดาของร่างกาย จึงควรนำไปประพฤติ และปฏิบัติเป็นแบบอย่างที่ดีเป็นอย่างยิ่ง โยมเอี่ยมมีสติอยู่ตลอดเวลา รู้ว่ากายและเวทนาของขันธ์ ๕ นี้มันเป็นไปอย่างนั้นเอง บังคับไม่ได้ เช่นกับที่ท่านฤๅษีเทศน์ไว้ความว่า พระผู้ใหญ่ในเมืองกรุงเทพฯ จบกิจ ๔ องค์ มีหนึ่งในจำนวนนั้นมรณภาพ โดยดิ้นจนตกเตียงและตาย หรือมรณภาพในสภาพเช่นนั้น ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเป็นเวทนาของกาย จิตบังคับเวทนาไม่ได้ จิตเป็นเพียงแต่ผู้รู้ ไม่หวั่นไหวไปกับร่างกายเท่านั้น ไม่ใช่ทนกับเวทนา หากแต่ปล่อยวางทุกขเวทนาของขันธ์ ๕ ก็แสดงไปเอง (จิตดูการแสดงของเวทนาของร่างกาย) แสดงไปจนจบนั่นแหละ ร่างกายดิ้นจนตกเตียงตาย แต่จิตไม่ดิ้นรนและจิตไม่ได้ตายไปด้วย จิตไม่ได้เวทนาด้วย เพียงแต่รู้แล้วก็ปล่อยวางไป

                   ทรงเมตตายกตัวอย่างอีกท่านหนึ่งคือ หลวงพ่อฤๅษีท่านเคยเทศน์ให้ฟังความว่า ในชีวิตของท่านไม่เคยร้องไห้-น้ำตาไหล ที่ท่านเล่าก็เพราะคราวที่ร่างกายป่วย มีทุกขเวทนาหนัก จนน้ำตามันไหลออกมาเอง นี่คือการบังคับไม่ได้ของทุกขเวทนาของร่างกาย ให้ดูเอาไว้เป็นแบบอย่างของการรับมือกับทุกขเวทนาของร่างกาย จักได้รู้ว่าปล่อยวางทุกขเวทนาของร่างกายเป็นอย่างไร โดยจิตไม่ได้เกิดทุกขเวทนาไปกับร่างกายด้วย

          ๕. ทำกำลังใจให้ดี ร่างกายไม่ดีก็ไม่สำคัญเท่ากับจิตใจดีก็แล้วกัน ถ้าหากมีจิตเป็นธรรม ก็จักไม่มองว่าคนอื่นเขาเลวเลย เนื่องจากเพราะเข้าใจในกฎของกรรม ทุกคนไม่อยากเป็นคนเลว แต่เพราะกฎของกรรมบังคับ ทำให้เขาต้องทำเลว การมองกรรมในสายตาของพระอริยเจ้าก็จักมีการสงสารในการหลงผิดของผู้กระทำเลวอยู่เสมอ เพราะนั่นหมายความว่า ผู้ทำเลวเป็นผู้ทำกรรมให้เกิดแก่ตน ต่อไปอย่างไม่รู้สิ้นสุดในสังสารวัฏนี้

          ๖. ให้เคารพนับถือในกฎของกรรม อย่าไปคิดว่าอะไรจักต้องเป็นไปตามความปรารถนาของเราเสมอไป ทุกอย่างเป็นไปตามกฎของกรรม ขณะนี้สุขภาพไม่ดี ก็จงอย่าไว้วางใจกับชีวิต คิดเอาไว้เสมอ ๆ ว่า จักอยู่อย่างไร-อยู่ที่ไหน-เมื่อไหร่ก็สามารถตายได้ทุก ๆ ขณะจิต ดังนั้นไม่ควรที่จักประมาท

          ๗. กำลังใจเป็นเอก ในการทำงานใด ๆ ก็ตาม ถ้าปราศจากกำลังใจแล้ว งานเหล่านั้นจักสำเร็จได้ยาก ดังนั้นจึงพึงรักษากำลังใจ ในการละซึ่งกิเลสเอาไว้ให้ตั้งมั่น

          ๘. อย่ากังวลใจ เอางานเฉพาะหน้าไว้ก่อน งานอื่นยังทำไม่ได้ก็ต้องวางใจไปก่อน เพราะงานทางโลกนี้ไม่มีคำว่าเสร็จ แล้วจงยอมรับสภาพของงานทางโลกตามความเป็นจริง อย่าไปกลุ้มใจ-อย่าไปผูกพัน ให้ทำทุกอย่างเป็นไปแต่เพียงหน้าที่เท่านั้น

          ๙. ทำการสิ่งใดให้พิจารณาให้รอบคอบเสียก่อน แล้วจึงทำงานใดที่ไม่มีอุปสรรคย่อมจักไม่มีเลย อะไรคืออุปสรรค ให้พิจารณาหาเหตุ-หาผล แล้วจักแก้ไขอุปสรรคของงานนั้น ๆ ให้ลุล่วงไปได้ ไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม

          ๑๐. อย่าพยายามฝืนใจคน การแจงธรรมให้ได้ผล จักต้องน้อมใจคนให้เขามารับกับธรรมอย่างจริงใจ การพูดไม่จำเป็นต้องจ้ำจี้จ้ำไช เพราะคนฟังจักเบื่อหน่าย สุดท้ายก็ไม่ได้อะไร คนพูดเองก็จักเหนื่อยเปล่า ๆ

          ๑๑. อย่าใส่ใจกับจริยาของผู้อื่น กิจของเขาเราสงเคราะห์แล้ว เขาจักทำตามหรือไม่ก็เรื่องของเขา จงอย่าไปสนใจ จงอย่าคิดว่าทุกคนจักทำตามเรา หรือเราสามารถที่จักทำให้ทุกคนทำตามใจเรา นั่นคือการหลงผิดไปได้โดยแท้จริงทุกคนต่างคนต่างมีความคิด-มีความเชื่อไปตามอุปาทานของแต่ละคน ทิฐิใคร-ทิฐิมัน ไม่มีใครสามารถที่จักโน้มน้าวจิตใจ-ความคิดคำนึงของคนต่าง ๆ ให้ไปในทางเดียวกันได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ก็ทำไม่ได้ แล้วก็ไม่ทำด้วย เพราะทุก ๆ พระองค์ทรงเห็นกฎของกรรม หรือธรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ จิตของสัตว์มีความแตกต่างกัน แบ่งไปตามบารมีของตน ๆ ที่บำเพ็ญกันมา จำแนกแล้วก็ได้ ๔ อย่าง บัวสี่เหล่าก็คือ ระดับจิตของสัตว์ ดังนั้นกรรมจึงไม่เท่ากัน จิตจึงไม่สามารถโน้มน้าวไปได้ในทางเดียวกัน พระตถาคตทั้งหลายรู้ดังนี้ จึงช่วยสงเคราะห์ได้เท่าที่จักสงเคราะห์ได้ ในระดับจิตที่สงเคราะห์ไม่ได้ ก็ต้องปล่อยวางไม่เป็นธุระเสียทุกเรื่อง

          ๑๒. กำลังใจเท่านั้นสำคัญที่สุด ในเวลาที่ขันธ์ ๕ ไม่ดี อาทิเช่น ปวดหลัง เพราะกล้ามเนื้อหลังอักเสบ สาเหตุเพราะธาตุ ๔ อันเป็นองค์ประกอบของรูปมันไม่ดี-ไม่เที่ยงมีความไม่เสมอภาคกัน จึงสร้างเวทนาให้เกิดแก่ขันธ์ ๕ เมื่อรูปไม่ดี ก็ทำให้เวทนาขันธ์ไม่ดีด้วย สัญญาก็ไปจำว่า นี่เป็นอาการของการเจ็บไข้ได้ป่วย สัญญาจึงไม่ดีด้วย แต่ความจริงสัญญามันดี ดีตรงที่สัญญาไม่เสีย มันจำได้ว่านี่มันเจ็บนะ ถ้าอย่างคนตาย สัญญาเสีย ไปสับ-ไปแทงอย่างไรก็ไม่จำแล้วว่าเจ็บ เพราะตายแล้วนี่ ถ้าจักพิจารณารูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณให้จิตยอมรับนับถือตามความเป็นจริง คำว่าจริงคืออริยสัจ เป็นจริงก็คือบริสุทธิ์ ไม่ต้องปรุงแต่งธรรมเหล่านี้ ความปกติธรรมของขันธ์ ๕ มันเป็นอย่างนี้ ตั้งกำลังใจไว้ในการยอมรับ ทุก ๆ สภาพอันเกิดแก่รูปขันธ์ ๕ อย่างไม่ปรุงแต่งธรรม ความดิ้นรนของจิตอันก่อให้เกิดเป็นกิเลสก็ไม่มี การพิจารณาขันธ์ ๕ จักต้องอิงตามความเป็นจริงไว้เสมอ ความหลงผิดในธรรมปฏิบัติก็จักไม่มี ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรเหลือ ใด ๆ ในโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นสาระ-เป็นแก่นสาร หาที่พึ่งไม่ได้อย่างแท้จริง จิตผู้ปฏิบัติมุ่งหวังอย่างเดียวคือพระนิพพาน ความปรารถนาอื่นใดก็จักไม่มี

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่