พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

สิงหาคม ๒๕๔๖




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. จงอย่าประมาทในความตาย ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง ให้ระวังสุขภาพให้ดี ความผันผวนของร่างกายจักนำทุกขเวทนามาให้กับจิต ให้พยายามตัดลัดตรงเพื่อพระนิพพานอยู่เสมอ และจุดสำคัญคือ ให้พยายามตัดอาลัยในชีวิต ตัดความห่วงในทุกสิ่งทุกอย่างในโลกด้วยให้ชำระจิตให้โปร่งใส-เบา-สบายที่สุด

          ๒. พระอรหันต์เป็นผู้ไม่ประมาทในความตายอย่างแท้จริง ขอยกตัวอย่างเป็นธรรมทานดังนี้

          ๒.๑ หลวงปู่บุดดา ถาวโร ตอนที่ท่านอายุ ๑๐๑-๑๐๒ ปี โรคชราทำให้ร่างกายป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลหมอเจาะคอท่านเพื่อใส่เครื่องช่วยหายใจ จมูกมีสายยางสอดลงไปสู่กระเพาะอาหารเพื่อให้อาหารเหลว แขนก็มีสายน้ำเกลือให้อยู่ กายป่วยกำลังจะหมดอายุขัยของกาย แต่จิตท่านมิได้ป่วยตามกาย พระอรหันต์จิตกับกายแยกออกจากกันเป็นอัตโนมัติ จิตท่านไม่เคยพลาดจากพระนิพพานทุกขณะจิต จิตท่านไม่เคยทิ้งพระพุทธเจ้า และท่านไม่เคยคิดว่ากายนี้คือท่าน เป็นของท่าน

          ๒.๒ หลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง เป็นอัมพาตตลอดชีวิต สติ-สัมปชัญญะสมบูรณ์ดี แต่พูดไม่ได้นอนอยู่กับที่กว่าสิบปี ผู้มีศรัทธาในท่าน ต่างมาเยี่ยมกันมากมาย คนที่มาเยี่ยมท่าน จิตละเอียด-หยาบแตกต่างกัน บางคนมาเพราะฟังเทปธรรมะซึ่งท่านสอนไว้แล้วเกิดศรัทธา แต่บางคนมาเพราะติดในขันธ์ ๕ ของท่าน มิได้ติดพระธรรมคำสอนที่ท่านเทศน์ พวกจิตละเอียดมีอยู่มากที่มากราบขันธ์ ๕ ของท่าน เพียงแค่สบตา ก็ใช้ภาษาจิตถึงจิตสอนพระธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้นของพระพุทธเจ้า ให้เขานำไปปฏิบัติแล้วบรรลุมรรคผลได้ ตามอัธยาศัยของคน ซึ่งประกอบด้วยสุกขวิปัสสโก-เตวิชโช(วิชชา๓)-ฉฬภิญโญ(อภิญญาหก) และปฏิสัมภิทัปปัตโต (ปฏิสัมภิทาญาณ) ตามประวัติของท่าน ท่านเดินทางไปต่างประเทศบ่อย และสอนธรรมะให้กับคนต่างชาติรู้เรื่องดี เพราะท่านก็รู้ และพูดภาษาต่างชาติได้ จุดนี้แหละที่ทำให้รู้ได้ว่าท่านเป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ (ลูกศิษย์หลวงพ่อฤาษีส่วนใหญ่รู้เพราะหลวงพ่อท่านสอนไว้ค่อนข้างละเอียด บางคนสงสัยว่าในเมื่อหลวงพ่อชาท่านพูดไม่ได้ แล้วท่านจะสอนศิษย์ของท่านได้อย่างไร ความเป็นจริงก็คือ ท่านใช้ภาษาจิต เอาจิตถึงจิต จิตเป็นภาษากลางเขามิได้เอาปากพูดกัน เขาใช้อาทิสมานกาย หรือกายของจิตคุยกันได้ เรื่องเหล่านี้เรารู้ได้ยาก หากหลวงพ่อท่านไม่สอนให้รู้ไว้ก่อน)

          ๓. อย่าทิ้งบารมี ๑๐ กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ อุปสรรคใดๆ เกิดขึ้น ก็จงทำการรักษากำลังใจ จงจำไว้ว่าอุเบกขาในบารมี ๑๐ คือช่างเรื่องของร่างกายมัน หรือช่างมัน เป็นการวางเฉยในขันธ์ ๕ - วางเฉยในกายและจิต หมดอุปาทานปรุงแต่งก็คือ อัพยากฤตธรรมนั่นเอง ใครไม่รู้ก็เข้าพระนิพพานไม่ถูก

          ๔. อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ทำใจให้สบาย รักษาอารมณ์จิตให้สบายเข้าไว้ จงอย่าทำความหนักใจให้เกิดขึ้นกับจิต ทำงานอันใดให้เป็นไปตามวาระ เป็นไปตามความเหมาะสม จงอย่าไปตั้งความหวังไว้ล่วงหน้าว่า งานจักต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

          ๕. ให้ปล่อยวางด้วยปัญญา ทำกำลังใจให้เต็ม เพื่อจักได้ทำงานให้ได้ดี ทั้งทางโลกและทางธรรม อย่าให้สิ่งที่มากระทบกับอายตนะมาทำลายบั่นทอนกำลังใจ จงระลึกเอาไว้เสมอว่าสิ่งที่เข้ามากระทบกับอายตนะก็ดี นั้นไม่ใช่เรา-ไม่มีในเรา จงระลึกขึ้นมาให้ได้ แล้วมีสติ-สัมปชัญญะพิจารณา แล้วปล่อยวางมันไป จงอย่าปล่อยวางโดยไม่พิจารณา การปล่อยวางโดยไม่พิจารณา จักทำให้อกุศลกรรมเหล่านั้นกำเริบได้อีก ต่างกับการพิจารณาก่อน แล้วปล่อยวาง จักทำให้เกิดปัญญา ธรรมทั้งหลายก็กำเริบได้ยาก

          ๖. ทุกข์กายเห็นยาก และวางได้ยาก ทำกำลังใจให้สบายที่สุด แม้จักผจญกับอาการทุกขเวทนาของร่างกาย เป็นการรักษาจิตให้ไม่มีกังวลกับทุกสิ่ง-ทุกอย่างในโลก และเป็นการทดสอบกำลังใจของจิตอยู่ตลอดเวลาด้วย คนโง่ชอบแบกอารมณ์ คนฉลาดเรียนรู้อารมณ์ ปรับอารมณ์ลงที่ตัวธรรมดาหมด ปกติของอารมณ์นั้นไม่เที่ยง เกิด-ดับๆ อยู่เป็นสันตติ

          ๗. จงอย่าติดโลกธรรม จิตใจจักเป็นอย่างไร จักต้องประคองให้พบกับความสงบให้มากที่สุด จงอย่าไปเพลิดเพลินอยู่กับโลกธรรมทั้ง ๘ ประการ เห็นโทษของโลกธรรมให้มาก กระทบสิ่งใดให้พิจารณาเปรียบเทียบกับโลกธรรมให้มาก และรู้จิตที่ถูกกระทบแล้วขาดความสงบให้มาก เมื่อเห็นจิตที่หวั่นไหวกับการกระทบแล้ว เมื่อนั้นแหละจักเห็นกิเลสขึ้นมาชัดมาก

          ๘. ทุกสิ่งในโลกตกอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ รักษากำลังใจให้ตั้งมั่น อะไรจักเกิดขึ้นก็ให้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา กฎของกรรมมันเป็นอย่างนี้เอง ถ้าอยู่เฉยไปสักระยะหนึ่งไม่มีจิตกังวล กรรมเหล่านี้ก็ดับไปเองอยู่ดี อุปมาเหมือนกับมรสุม คลื่นลมที่รุนแรงในมหาสมุทร คลื่นลมรุนแรงสักปานใดก็ตาม ย่อมตกอยู่ในกฎของไตรลักษณญาณ กรรมหรือธรรมทั้งหลายในโลกก็เช่นกัน เกิดแล้วก็ดับไป เป็นของธรรมดา จงอย่าลืมธรรมดาของกฎไตรลักษณญาณ ถ้าไม่ลืมมีสติระลึกได้อยู่ ก็จักเห็นธรรมดาตรงนี้ จิตปล่อยวางไม่ดิ้นรนมันเป็นของมันอย่างนั้น เกิดแล้วก็ดับไปอยู่ดี จิตมันก็ปล่อยวางตามความเป็นจริง ความกังวล-ความสงสัย หรือ ปลิโพธิ ถ้าไม่ตัด กรรมฐานไม่มีผล

          ๙. การรักษาอารมณ์ของจิตเป็นเรื่องสำคัญ จงทำจิตให้สบายอย่ากังวลในเรื่องอื่นใดทั้งปวง แล้วเห็นธรรมดาให้มากที่สุด จิตก็จักปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างลงเป็นธรรมดาหมด

          ๑๐. ตื่นทางธรรมดีกว่าตื่นทางโลก คนมักตื่นอยากเลว อยากรู้เรื่องของผู้อื่น ควรตื่นอยากรู้ทางธรรม-รู้เรื่องตนเองแทน ปุถุชนจึงติดข่าว สนใจอยากรู้เรื่องนอกตัว เป็นธรรมดาของผู้ประมาทในธรรม จงเตือนจิตตนไว้ว่า พระธรรมเที่ยง แต่โลกไม่เที่ยง

          ๑๑. อย่าไปโทษอะไรทั้งหมด ให้โทษกรรม กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ กรรมใดที่ไม่เคยก่อไว้ วิบากกรรมเหล่านั้นย่อมเกิดกับเราไม่ได้ การเจ็บไข้ไม่สบาย ทำให้ร่างกายป่วยก็เป็นเพราะกฎของกรรมเป็นตัวบันดาลให้ธาตุ ๔ ไม่เที่ยง ความแปรปรวนจึงเป็นเรื่องปกติธรรมของร่างกาย และเวลานี้เป็นการสมควรที่จักฝึกฝนจิตใจ ให้ปล่อยวางร่างกาย ร่างกายมีทุกขเวทนาก็เรื่องของร่างกาย เราคือจิต จงอย่าไปเวทนากับร่างกายด้วย รักษาความผ่องใสของจิตเข้าไว้เสมอ จักได้ไม่ทุกข์ไปกับร่างกาย

          ๑๒. ทำการไว้วางใจในกรรมทุกอย่างว่าเป็นของเที่ยง จงอย่าเคลือบแคลงสงสัยในกฎของกรรม ใครทำสิ่งใดเข้าไว้ย่อมได้สิ่งนั้นแน่นอน แม้แต่ของเล็กๆ น้อยๆ ก็เป็นกรม จงอย่าสงสัยกฎของกรรม ซึ่งตรงไปตรงมาเป็นที่สุด ไม่ว่ากรรมดีหรือกรรมชั่ว เมื่อศึกษาเรียนรู้แล้วว่า กรรมชั่วให้ผลสนองมากกว่าความดี เพราะปกติจิตของคนที่มีอารมณ์กิเลสเคลือบแฝงอยู่เป็นส่วนมาก แต่ปกติจิตของคนที่มีอารมณ์ในการกระทำความดีนั้น มีน้อยกว่าในการกระทำความชั่ว

          ๑๓. คนสี่เหล่าเกิดขึ้นมาได้นั้น เพราะกรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ คืออุคติตัญญู-วิปจิตัญญู-เนยยะ-ปทปรมะ ประเภท๑-๒-๓ รวมกันแล้ว ก็ยังน้อยกว่าคนประเภท ๔ คือปทปรมะ ทำไมตถาคตกล่าวเช่นนั้น จงหวนนึกถึงคำตรัสที่ว่าคนในโลกนี้ ที่ไปสวรรค์-พรหม-นิพพานมีแค่เขาโค แต่คนที่ไปอบายภูมิ ๔ มีเท่ากับขนโค จงดูด้วยปัญญาว่า คนเนยยะนั้น แม้จักเข้าถึงได้แค่ไตรสรณาคมณ์ เขาก็ยังมีโอกาสไปสวรรค์ได้ แต่จงรับรู้เอาไว้ว่า คนทั้งหมดล้วนแล้วแต่เคยเป็นคนประเภท ๔ มาก่อนทั้งหมด คนประเภท ๔ จักมีความคิดที่คิดเข้าข้างตนเองว่า เป็นคนฉลาดเป็นอย่างมาก ไม่เชื่อคำพูดของใคร และไม่ใคร่จักเชื่อเรื่องนรก-สวรรค์-พรหม-นิพพาน ไม่เชื่อในกฎของกรรม แต่เนื่องด้วยการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสารมีมาก การจุติในแต่ละครั้งยกเว้นจากขุมนรกแล้ว แม้แต่เปรตบางจำพวก ก็ยังมีโอกาสโมทนาบุญ การโมทนาบุญยังจัดได้ว่าเป็นกุศลกรรม ในเวลาเขาโมทนาบุญนั้น จิตเขาน้อมรับซึมซาบในกุศลผลบุญจิตในขณะนั้นแม้เป็นวาระที่สั้นๆ เขาก็มีความสุขบังเกิดขึ้นกับจิต จึงเรียกว่ากุศลกรรม นี่เป็นธรรมละเอียดอันจักพูดไปแล้ว ถ้าวันเทโวโรหนสูตร สัตว์นรกก็มีโอกาสสร้างกุศลได้เช่นกัน เพราะวันนั้นสัตว์นรกได้รับการปลดทุกข์ชั่วคราว จิตเบา-ชื่นบานกับการเห็นพระพุทธเจ้า และปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อตรัสถึงจุดนี้ก็ต้องตรัสว่าทุกชีวิตในทุกภพ-ทุกภูมิ ก็มีโอกาสสร้างกุศลกรรม จึงแทบจักไม่ต้องพูดไปถึงวงจรชีวิต ที่อยู่ภพภูมิเหนือไปจากนี้

          จากคนประเภทที่ ๔ ต่างก็บำเพ็ญบารมีกันขึ้นมา เข้าสู่ประเภทที่ ๓-๒ และ ๑ สุดแล้วแต่บุญกรรมของแต่ละคน นับวาระการจุติไม่ได้ จักเรียกว่าอสงไขยกัปก็ไม่ได้ ดังนั้นพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ เรียกวาระการจุติอย่างนี้ว่า อเนกชาติ คือนับไม่ได้ ดังนั้นเจ้าจงคิดดูซิว่า กว่าจักมาถึงจุดเหล่านี้นั้น การทำชั่วย่อมมีมากกว่าทำดี กรรมชั่วทั้งหลายส่วนใหญ่ หรือทั้งหมดก็ได้ เกิดจากสักกายทิฐิ หรือการยึดขันธ์ ๕ ทั้งนั้น ยึดอายตนะสัมผัส เกิดภพไหน-ภูมิไหน มีรูปหรือไม่มีรูป ก็ด้วยความยึดมั่น ถือมั่นอยู่อย่างนี้ แล้วให้พิจารณาดูเอาเถิด เอาอารมณ์ตัวเองเป็นครูสอนจิตตัวเอง ย้อนดูตั้งแต่เกิดเลย จักเห็นได้ว่า ที่แล้วมาพอจักทำความดียากแสนยาก คิดแล้วคิดอีก รักษาศีลดีไหม ทั้งๆ ที่ไม่เสียสตางค์สักบาทเดียวในการเสียสตางค์ สมาธิ-ปัญญาก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าต้องไปตัดผ้าขาว ห่มผ้าเหลืองแล้วจึงจะมีศีล ไม่ใช่นะ นั่นมันห่มขันธโลกต่างหาก ร่างกายมันเป้นผู้รักษาศีลเสียเมื่อไหร่ แต่ทำยากแสนยาก แล้วมาดูการทำชั่วทำโดยไม่ต้องคิดเลย อยากได้ปลามาทำอาหาร ฆ่าได้ก็ฆ่าเลย อยากได้เนื้อไก่-เป็ดมาเป็นอาหาร ไปชี้เอาให้เขาฆ่ามาเป็นอาหาร อยากได้ของสิ่งใด ขโมยก็เอาเลย สมัยนี้ยักยอก-คดโกงก็จัดเป็นอทินนาทานเช่นกัน มาข้อ ๓ ลูกใคร-ผัว-เมียใคร ชอบใจก็ละเมิดกาเมไปเลย ดื่มแล้วเพลิดเพลินใจคนกินเหล้ามีเยอะมาก ก็เห็นว่าความชั่วเป็นของดี ก็ทำโดยง่าย เรียกว่าไม่ต้องคิดให้นาน แล้วยังมาหนักเรื่องการปรามาสคำสอนของพระพุทธศาสนา ปรามาสไตรสรณคมณ์หรือพระรัตนตรัยอีกนะ เพราะคนเหล่านี้ไม่เชื่ออภิญญา ไม่เชื่อญาณทั้ง ๘ อย่าง หลักวิชชาในพระพุทธศาสนาเขาไม่เชื่อเสียทั้งหมด เมื่อเป็นเช่นนี้เจ้ายอมรับหรือยังว่า ในชีวิตของคน คนหนึ่งนั้น ในทุกๆ ชาติ-ในทุกภพ-ทุกภูมิ มีการทำชั่วมากกว่าทำดี เมื่อเป็นเช่นนี้ กุศลกรรมจึงให้ผลตอบแทนน้อยกว่าอกุศลกรรม อาทิเช่น คนทำดีแล้วจิตเกาะดี ร่างกายตายไป จิตก็ไปสวรรค์ ขั้นต่ำที่สุดคือ ชั้นจาตุม มีอายุ ๕๐ ปีทิพย์แต่ ๑ วันของจาตุมเท่ากับมนุษย์ ๕๐ ปี แต่ในขณะที่คนทำชั่วไปนรกขุมแรก โทษน้อยที่สุดคือ สัญชีนรก อยู่ ๕๐ ปีนรกเช่นกัน แต่ ๑ วันของนรกเทียบเท่ากับมนุษย์ ๙ ล้านปี ต่อ ๑ วัน แล้วกรรมเหล่านี้ใครทำให้เกิดเล่า ถ้าหากไม่ใช่ตนเองนั่นแหละเป็นผู้ก่อกรรม

          ๑๔. เมื่อกฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ แล้วมีทางแก้ไขไหม ทรงแนะให้ใช้วิปัสสนาญาณ ๙ อันเป็นตัวปัญญาแท้ในพุทธศาสนาเป็นแนวทางปฏิบัติ หรือใช้อริยสัจเข้าฟอกจิต เห็นทุกข์ของการเสวยผลของกรรม ไม่ว่าจักเป็นกุศลก็ดีหรืออกุศลก็ดี ยังเป็นทุกข์ ไม่มีการพ้นทุกข์ที่มั่งคงเที่ยงแท้แน่นอน กรรมดีที่เสวยผลก็ไม่นาน เดี๋ยวเดียวก็กลับลงมาทุกข์อีก การเวียนว่ายตายเกิดเป็นของไม่ดี ดังนั้นแล้วจงเบื่อหน่ายในกรรม ตัดกรรมคือ ไม่เป็นกรรมกับใคร ไม่ว่าทางมโนกรรม-วจีกรรม-กายกรรม ไม่เป็นกรรมแม้แต่กับจิตของตนเอง ถ้าทำได้อย่างนี้ก็เข้าถึงจุดที่ว่า "สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ" กรรมหรือธรรมทั้งหมด ถึงที่สุดของการวางกิเลส-ตัณหา-อุปาทานและอกุศลกรรม จึงจัดว่าจิตนี้ก็เข้าสู่กระแสพระนิพพาน และถึงฝั่งพระนิพพานได้อย่างสมบูรณ์

          ๑๕. เกร็ดความรู้เรื่องเห็ดต่างๆ ต้านเชื้อราได้ เชื้อราต่าง ๆ เมื่อเข้าสู่ร่างกายคนทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ พระองค์ทรงเมตตาตรัสสอนว่า เห็ดต่างๆ ต้านเชื้อราได้ เพราะเห็ดก็มาจากเชื้อราเช่นกัน ยาแก้ช้ำในของโบราณ จะเป็นคนหรือหมาก็ตาม หากเกิดมีอาการช้ำใน ให้เอาน้ำตาลทรายผสมเหล้าขาวให้กิน หรือจะใช้น้ำผึ้งผสมเหล้าขาวก็ได้ จะช่วยบรรเทาทุกขเวทนาลงได้

          ๑๖. ในที่สุดแล้ว โลกนี้ก็ไม่มีอะไรเหลือ เพราะโลกไม่เที่ยงยึดเข้าก็เป็นทุกข์ ที่สุดก็เป็นอนัตตาหมดอัตตาหรือตัวตนในโลกจึงไม่มี ธรรมที่ควรพิจารณาบ่อยๆ คือการบังสกุลตาย ๔ ประโยค อนิจจา วะตะสังขารา อุปาทาวะยะมะธัมมิโน อุปปัตชิตตะวา นิรุตฌัติ เตสังวู (โว) ปะสะโมสุโข ผู้ใดที่บังสกุลตายให้กับตนเองเสมอ จึงเป็นผู้ไม่ประมาทในความตาย แต่ข้อเท็จจริง เราคือจิต เป็นอมตะ ไม่เคยตาย ผู้ตายคือร่างกายหรือขันธ์ ๕ ที่จิตเรามาอาศัยอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น

          ๑๗. ให้ใคร่ครวญเสียก่อน แล้วจึงทำ ทำอะไรจงอย่าวู่วามและทำอะไรให้พิจารณาให้รอบคอบ จักได้ไม่มีคำว่าเสียใจในภายหลัง นักปฏิบัติธรรมต้องรู้อารมณ์ตนเองตลอดเวลา และปรับได้เสมอ

          ๑๘. รักษากำลังใจให้ดี จงอย่าได้คิดว่าทุกอย่างจักเที่ยงแท้แน่นอน ให้จิตคิดตามความเป็นจริง ทุกอย่างไม่เที่ยงทุกอย่างเป็นทุกข์ ทุกอย่างเป็นอนัตตา จงทำใจให้ปล่อยวางเอาไว้เสมอ เบาใจเอาไว้ได้เลยว่า โลกนี้ไม่มีอะไรเหลือ

          ๑๙. ผู้ไม่ประมาทในอานาปา คือผู้ไม่ประมาทในการไปพระนิพพาน เมื่อได้รับข่าวการตายของผู้รู้จักกัน ให้เห็นเป็นธรรมดาของร่างกาย การตายไม่มีอะไรผิดปกติ คนทุกคนเมื่อเกิดมามีร่างกายแล้ว ไม่ตายไม่มี ดังนั้นเมื่อทราบข่าวการตาย ก็ให้เห็นเป็นธรรมดา หากเป็นผู้ไม่ประมาทในธรรมซ้อมตายและพร้อมตายอยู่เสมอ โดยยึดอนุสติสุดท้ายมีมรณาและอุปสมานุสสติอยู่เป็นปกติ จนจิตชินเป็นฌาน เมื่อร่างกายมันตาย จิตเราก็จะไม่พลาดจากพระนิพพานอย่างแน่นอน กรรมฐานทางลัดเข้าสู่พระนิพพานก็คือรู้ลม (อานาปา)-รู้ตาย(มรณา)-รู้นิพพาน(อุปสมา)

          ๒๐. จงอย่าสนใจจริยาของผู้อื่น อายตนะสัมผัสจักเป็นพิษเป็นภัยกับจิตตนเอง ความจริงอายตนะสัมผัสทั้งหก มันก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราเหมือนกับรูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ หรือขันธ์ ๕ ยึดถือเมื่อไหร่เป็นทุกข์เมื่อนั้น และจงอย่าลืมว่าธรรมภายนอกนั้นแก้ไขอะไรไม่ได้ จิตเรารู้ แต่จงอย่าไปรับเอาเข้ามา ต้องรู้แล้ววาง จึงจะถูกต้อง และไม่ปรุงแต่งธรรมให้เป็นอุปาทานมาทำร้ายจิตตนเอง คือ อัพยากฤตธรรม ศัตรูของเราคือ อารมณ์จิตตนเอง วันหนึ่งๆ ไม่มีใครมาทำร้ายเราได้มากเท่าอารมณ์จิตของเราเอง ทำร้ายจิตตนเอง

          ๒๑. ธรรมของตถาคตต้องหยุดอารมณ์จิตตนเองให้ได้ ก่อนจึงจักเห็นการเคลื่อนไหวของกิเลสได้ตามความเป็นจริง เมื่อถูกกระทบผ่านอายตนะสัมผัส จงปล่อยวางเสียให้หมดแล้วจักเห็นอะไรได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จงเอาสิ่งเหล่านี้เป็นกรรมฐานวัดอารมณ์ของจิตใจ จงรักษาจิตใจของตนเองอย่าไปรักษาจริยาของคนอื่น ปล่อยวางมันลงไปเสียให้หมด เอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นครูสอนจิต จัดเป็นกรรมฐานกองใหญ่

          ๒๒. ความตายไม่มีนิมิตเครื่องหมาย ผู้ไม่ประมาทจึงพยายามซ้อมตาย และพร้อมตายอยู่เสมอ เพื่อให้จิตมันชินกลายเป็นฌาน โดยไม่ทิ้งอนุสติสุดท้าย คือมรณากับอุปสมานุสสติอยู่เสมอ หมั่นใช้กรรมฐานทางลัดเข้าสู่พระนิพพานที่สมเด็จองค์ปฐมตรัสสอนไว้สั้นๆ ว่า รู้ลม-รู้ตาย-รู้นิพพาน ทำใจเข้าไว้ให้จิตมันตื่น ยอมรับความจริงเข้าไว้ จำไว้ว่าความตายไม่มีนิมิตเครื่องหมาย และตายแน่ไม่มีเป็นอื่นไปได้ ขึ้นชื่อว่าร่างกายย่อมมีความเน่าเปื่อย-ผุพังไปในที่สุด แล้วหวังพระนิพพานเข้าไว้ หมั่นเจริญศีล-สมาธิ-ปัญญาเข้าไว้ให้ตั้งมั่น

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่