พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

มิถุนายน ๒๕๔๕




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          (เดือนนี้ทรงตรัสสอนเรื่องปัญญาบารมีที่แท้จริงเป็นอย่างไร อย่าบังคับ จิตให้เจริญกรรมฐานบทเดียว-การไม่ปรุงแต่งธรรมมิใช่ของง่าย-ชาติปัจจุบัน คืออะไร ความตายเกิดกับคนได้ทุกวัย เมื่อไหร่ก็ได้เท่ากัน-ให้อยู่กับธรรมปัจจุบัน ให้มาก-การแก้ปัญหาจงอย่าทิ้งพระและให้เคารพกฎของธรรมดา)

          ๑. ดูปัญญาบารมีนั้นเขาดูกันอย่างไร จักต้องรู้จักดู จงอย่าคิดว่าสักแต่เพียงเข้าใจในขันธ์ ๕แล้วเป็นปัญญาบารมี ตรงนั้นยังไม่ใช่ตัวปัญญาบารมี ตัวจริงๆ จักต้องรู้จักในขันธ์ ๕ ด้วย เข้าใจในขันธ์ ๕ ด้วย แล้วรู้จักปล่อยวางภาระของขันธ์ ๕ ออกจากจิตใจด้วย การบริการขันธ์ ๕ เป็นเพียงสักแต่ว่าทำไปตามหน้าที่เท่านั้น จิตมีความเบื่อหน่าย แล้วก็เฉยๆ ทำหน้าที่ให้ร่างกายหรือขันธ์ ๕ เท่านั้น แต่จิตใจไม่มีกังวล ไม่มีการเกาะขันธ์ ๕ ว่าเป็นเรา เป็นของเรา ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด แต่จิตใจมิได้ไปเกาะติดอยู่ด้วยเลย อย่างนี้จึงเรียกว่ารู้จักใช้ตัวปัญญาอย่างแท้จริง

          ๒. อย่าบังคับจิตให้เจริญพระกรรมฐานอยู่ในบทเดียว จิตจักเครียด จงหมั่นหากรรมฐานบทอื่นมาสลับพิจารณาด้วยปัญญา ความเครียดของจิตจักไม่เกิดขึ้น ด้วยมีความเคารพในกฎของธรรมดา กล่าวคือ รู้เท่าทันสภาวะเกิดและดับของธรรมารมณ์ในกระแสของจิตนั่นเอง ในทำนองเดียวกัน ในทางโลก หากร่างกายทำงานซ้ำซากอยู่ในงานอย่างเดียว จิตก็จักเครียดเช่นกัน (มีการทดลองบังคับคนงานให้ทำงานติดต่อกันเป็นเวลา ๓ ชั่วโมง โดยไม่ให้หยุดพักเลย กับคนงานให้ทำงานครึ่งชั่วโมง แล้วพักครึ่งชั่วโมง เป็นเวลา ๓ ชั่วโมงเท่ากัน ผลของงานกลับได้มากกว่ากลุ่มแรกถึง ๓ เท่า)

          ๓. รักษากำลังใจให้เป็นสุข ด้วยการสงบอารมณ์ให้มากที่สุดเท่าที่จักมากได้ อย่าไปวุ่นวายกับธรรมภายนอก และพยายามอย่าให้จิตปรุงแต่งธรรม จุดนี้อย่าคิดว่าจักทำได้ง่าย เพราะอารมณ์เดิมนั้นชินกับความวุ่นวายไม่สงบ-ไม่สุขด้วยการปรุงแต่งธรรมไปด้วยเหตุนานับประการมาแล้ว แต่ก็จงอย่าคิดว่าทำไม่ได้ จักต้องเข้าใจในการรักษากำลังใจว่าต้องทำได้ เนื่องจากเพื่อการตัดกิเลสให้ได้ในชาติปัจจุบัน

          ๔. ชาติปัจจุบันคือ ขณะจิตนี้-เดี๋ยวนี้-ปัจจุบันธรรมนี้เท่านั้น ไม่เห็นชีวิตเป็นของยาวนาน คนไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ เด็ก-หนุ่ม-สาว-วัยกลางคน-วัยชรา ก็มีความตายอยู่เฉพาะหน้าเท่ากัน ไม่ใช่ว่าคนแก่แล้วจะตายก่อน คนอ่อนกว่าจะตายทีหลัง ทุกคนมีสิทธิที่จะตายเมื่อไหร่ก็ได้เท่ากันทั้งสิ้น ทรงให้คิดอย่างท่านปฏาจาราเถรี ที่เห็นว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมตายไปตั้งแต่ปฐมวัยก็มี มัชฌิมาวัยก็มี ปัจฉิมวัยก็มี คิดอย่างนี้ ทำให้มรณานุสสติทรงตัวอยู่ในจิต ความประมาทก็จักน้อยลง คนลงคิดว่าจักต้องตาย ก็ย่อมมุ่งทำเอาแต่ความดีเพื่อรองรับปัจจุบันธรรมนั้นๆ จิตจักได้เป็นสุข เป็นความสงบไม่ว้าวุ่นใจ เนื่องจากเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง นี่เรียกว่าเข้าสู่อริยสัจ เป็นเหตุเข้าถึงพระนิพพานได้โดยง่าย

          ๕. ทำงานอะไรก็ตามให้ทำใจไปด้วย ทำใจคือพร้อมที่จักทิ้งงานทั้งหมด ไม่ให้คั่งค้างคาใจ ถ้าหากร่างกายนี้พังลงไป แล้วจงอย่างทำงานให้เหนื่อยเกินไป ร่างกายก็จักสามารถมีสุขภาพที่พอจักเป็นไปอย่างไม่ถูกเบียดเบียนได้

         ๖. จงอย่าสนใจ หรืออย่าไปยุ่งกับจริยาของผู้อื่น ใครจักไปไหนหรือมาไหน ก็จงอย่าตำหนิ ให้ทำใจปล่อยวาง ถือว่าเป็นกฎของกรรม ทุกอย่างให้เห็นเป็นธรรมดาหมด แล้วจิตจักสบาย

         ๗. ทำใจให้สบาย อย่ากังวล ให้อยู่กับธรรมปัจจุบันให้มากๆ เรื่องอนาคตให้เป็นเรื่องข้างหน้า เวลานี้ทำใจให้อยู่ในปัจจุบันธรรมเสมอ แล้วก็จงปล่อยวางความกังวลลงเสีย โดยการเคารพในกฎของกรรม

         ๘. ทำกำลังใจให้เต็มในเรื่องของการเห็นเป็นธรรมดาให้มากๆ ทำได้มากเท่าไหร่ ยิ่งมีความสุขเกิดขึ้นกับจิตมากขึ้นเท่านั้น ด้วยเมื่อเห็นเป็นธรรมดาเสียแล้ว ก็ไม่มีอะไรผิดธรรมดา

          ๙. ในเวลาแก้ปัญหา จงอย่าทิ้งพระเป็นอันขาด อย่าแก้ไขปัญหาหรือเหตุการณ์ด้วยตนเอง เพราะปัญญายังน้อยเกินไป จักไม่มีผล คนตั้งแต่สองคนอยู่ด้วยกันจะไม่ให้มีเรื่องกระทบกันย่อมเป็นไปไม่ได้เป็นธรรมดา รักษากำลังใจให้อยู่ในธรรมปัจจุบันให้มาก อย่าวิตกกังวลอะไรทั้งปวง ให้ทุกอย่างมาถึงก่อนแล้วแก้ไขตามความเป็นจริง (จงอย่าตีตนไปก่อนไข้)

          ๑๐. จงอย่าทำตัวเป็นผู้รู้ดี และจงอย่าทำตัวเป็นศัตรูกับใคร ปล่อยวางมันลงไปเสียทั้งหมดจิตใจจักได้เป็นสุข การไปรู้สิ่งที่อยู่นอกตัวเรา แล้วไม่ยอมวางเป็นกิเลส หรือรู้เรื่องภายนอกเป็นกิเลส รู้เรื่องภายในที่ตัวเรา คือจิตรู้อารมณ์ของจิตเราและร่างกาย หรือขันธ์ ๕ ที่จิตเราอาศัยอยู่ชั่วคราวเป็นพระธรรม เรื่องภายนอกให้รู้สักแต่ว่ารู้ แล้วจิตจักเป็นสุข อย่าไปฝืนกฎของกรรม่

          ๑๑. ทำใจให้สบาย อย่าไปพะวงกับอะไรทั้งหมด วางภาระในใจเสีย ทำจิตให้ว่างจากนิวรณ์ ๕ ชำระกิเลสให้คลายไปจากจิตเสียชั่วขณะจิตเสียชั่วขณะหนึ่งๆ โดยเห็นตามความเป็นจริงว่า โลกนี้ไม่มีอะไรเหลือ พยายามปล่อยวางอารมณ์ให้สบายที่สุด อย่าวิตกกังวลใดๆ ทั้งหมด

          ๑๒. อย่าสนใจกับร่างกาย หรือธรรมภายนอกให้มากจนเกินไป ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างโดยเคารพนับถือกฎของธรรมดา ทำใจให้สบาย อีกร่างกายจักเป็นอย่างไรก็ช่างมัน ทำใจให้สบายเข้าไว้ก็แล้วกัน การทำงานก็จงอย่าหักโหมค่อยๆ ทำไปและอย่าใจร้อน งานทำได้แค่ไหนก็จงพอใจแค่นั้น

          ๑๓. ทำใจให้สบาย ทำจิตให้เป็นสุข โดยยอมรับนับถือกฎของธรรมดาเข้าไว้ อย่าไปเศร้าใจกับสภาวะธรรมใดๆ ทั้งปวง อะไรจักเกิดขึ้นให้ลงกฎของธรรมดาทั้งหมด จิตจักได้เป็นสุข และพยายามตัดกังวลในเรื่องทั้งหมดให้มาก โดยอาศัยมองทุกอย่างตามความเป็นจริงเป็นหลักใหญ่ ให้เข้าสู่อริยสัจทั้งหมด เห็นทุกข์อย่างแท้จริง จิตก็จักปล่อยวาง

          ๑๔. ทำกำลังใจให้เต็ม อย่าท้อถอยกับร่างกาย ทำงานตามสบาย อย่าเครียดจนเกินไป เสร็จหรือไม่เสร็จ งานออกมามีค่าเสมอกัน อย่าไปคิดว่าจักต้องเสร็จหมดทุกอย่าง เรื่องภายในย่อมสำคัญกว่าเป็นไหนๆ ให้คิดถึงเรื่องนี้ให้มากๆ (งานภายนอกล้วนเป็นไตรลักษณ์ ไม่มีใครทำเสร็จถาวรสมบูรณ์ได้)

          ๑๕. ทำอะไรก็จงทำด้วยความตั้งใจ-จริงใจและสบายใจ อันไหนทำแล้วสร้างความไม่สบายใจ-ทุกข์ใจ จงมองหาสาเหตุที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจ-ทุกข์ใจ พิจารณาให้เกิดปัญญา แล้วเมื่อเห็นว่าแก้ไขอะไรไม่ได้ ก็จงวางงานนั้นไปเสีย อย่าไปสนใจ

          ๑๖. ทำจิตให้สงบ เห็นทุกอย่างเป็นกฎของธรรมดา อย่าห่วงใยภายนอกให้มากกว่าห่วงใจของตนเอง รักษาใจให้เป็นสุข ทำใจให้สบายไปถึงที่สุด สุขที่สุดก็คืออารมณ์เกาะพระนิพพาน ซึ่งเที่ยงไม่มีเปลี่ยนแปลงลงอีก

          ๑๗. ทำใจให้สบาย อย่าไปตั้งกำหนดกฎเกณฑ์ให้กับการทำงาน เพราะจักเสียคำพูดได้ง่าย เนื่องจากสุขภาพของร่างกายมันไม่เที่ยง หากฝืนกฎของธรรมดาของร่างกาย จิตก็ยิ่งทุกข์ เพราะร่างกายนี้ มันหาใช่เรา-หาใช่ของเราไม่ ในเมื่อเห็นความไม่เที่ยงของร่างกายอยู่อย่างนี้ ก็จงอย่าตั้งความหวังในการทำงานให้มากเกินไป หรือวางแผนทำงานในระยะยาว อาทิ ตั้งใจในการทำงานไว้ล่วงหน้า ให้วางไว้แต่เฉพาะหน้า ทำงานเฉพาะหน้าเท่านั้น อยู่ในปัจจุบันธรรม แม้กระทั่งการทำงานแล้ว ก็จักไม่ทุกข์-ไม่กังวล

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่