พระธรรม

ในเดือน...เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๓




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. อย่าห่วงคนอื่นให้มากกว่าห่วงตนเอง ต้องหมั่นดูว่าจิตของเรานั้นพ้นทุกข์แล้วหรือยัง ยังมีความกังวลหน่วงเหนี่ยวสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จิตก็ได้ชื่อว่าเป็นทุกข์อยู่ แต่การวางทุกข์ก็มิใช่เป็นการวางไปหรือลืมไปเฉยๆ ถ้าทำเช่นนั้นก็ได้ชื่อว่ายังไม่ใช่ใช้ปัญญา เป็นการวางไม่จริง ถ้าจักวางจริงๆ ก็ต้องดูการวางได้อย่างสนิทใจ เป็นการวางด้วยการยอมรับนับถือกฎธรรมดา อย่าให้ความกังวล หรือห่วงใคร ห่วงงาน หรือแม้แต่ห่วงขันธ์ ๕ ของตนเอง มาเป็นที่ถ่วงความเจริญของจิตใจ ให้เอาความกังวลนั้นมาพิจารณาให้เป็นธรรม แล้วจักสุขใจมาก

          ๒. ให้ยอมรับนับถือในกฎของกรรม จิตจักได้ละเอียดขึ้น ไม่รุ่มร่ามในการกระทำของกาย วาจา ใจ ให้อยู่ในกุศลกรรมมากขึ้น วันนี้สอนสั้นๆ เท่านี้ ให้ไปตีความเอาเอง อย่าคิดว่าดีแล้ว จักมีความประมาทในธรรมเป็นอย่างยิ่ง (ดูทุกอย่างให้เป็นกฎของกรรม การปฏิบัติจักแคบเข้า)

          ๓. เห็นความไม่เทียง เห็นความเสื่อมในความเกิดของสรรพสิ่งทุกอย่าง ในคน สัตว์ วัตถุธาตุ เห็นความดับแล้วลงถึงจุดธรรมดานั้นถูกต้องแล้ว ให้ฝึกฝนจิตใจยอมรับนับถือกฎของธรรมดานั้น แล้วจิตจักเป็นสุข เข้าถึงสังขารุเบกขาญาณได้โดยง่าย เป็นอารมณ์ที่จักนำผู้ปฏิบัติให้เข้าถึงซึ่งพระนิพพานได้โดยง่าย เนื่องจากจิตวางธรรมทั้งภายนอกและภายใน เห็นเป็นเพียงสภาวะธรรมที่เกิดขึ้น แล้วตั้งอยู่กับความเสื่อม แล้วก็ดับไป จิตไม่ปรุงแต่งธรรม หากแต่พิจารณาธรรมเหล่านั้น ให้เห็นตามความเป็นจริงอยู่เนืองๆ จิตจักว่างจากกิเลส ไม่ใช่กิเลสว่างจากจิต

          ๔. จิตจักว่างจากกิเลส ไม่ใช่กิเลสว่างจากจิตธรรมจุดนี้ทำให้เกิดความสงสัย ทรงตรัสว่า กิเลสหายไปเฉยๆ นั้นไม่มี บางคนบอกว่า ถ้าไม่คิดกิเลสมันก็ไม่เกิดใช่ไหม แต่วิสัยของคนมันต้องคิด เพราะไม่ใช่คนตาย ขันธ์ ๕ ย่อมมีการเกิดดับเป็นของธรรมดา สังขารปรุงแต่งย่อมมีเป็นปกติธรรมของมัน ดังนั้นการคิดของพระอริยเจ้า จึงเป็นการคิดพิจารณาขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง เป็นการคิดเพื่อถึงความดับไม่มีเชื้อ ถึงความไม่ติดข้องอยู่ในธรรมนั้นๆ จิตจึงว่างจากกิเลส จัดเป็นนิพพานัง ปรมัง สูญญัง นิพพานเป็นธรรมว่างอย่างยิ่ง คือว่างจากกรรมใดๆ ทั้งปวง (ในทางโลก คนยังไม่หมดกิเลส จึงยังชอบเล่นหวยเป็นธรรมดา เพราะอยากจะรวย จึงถูกหวยกินเรียบเสียเป็นส่วนใหญ่ จัดเป็นอารมณ์ทะยานอยากหรือตัณหา) ทรงตรัสว่า อกุศลกรรมทั้งหมดมาจากความ โกรธ โลภ หลง อันทำให้เกิดตัณหา ๓ ถ้าละความโกรธ โลภ หลงได้ ก็คือละตัณหา ๓ ก็ถึงกรรมว่างอย่างยิ่ง

          ๕. อย่ากลัวจักเป็นมะเร็ง ถ้าจักมีกรรมเป็นมะเร็ง ก็เป็นมะเร็งได้อยู่ดี ความมีโดยย่อดังนี้ เพื่อนผมถึงวาระกรรมที่จะต้องป่วย ก็ต้องป่วยตามกรรม หมอบอกว่าเป็นโรคของมดลูกต้องถูกผ่าตัด จิตก็ฟุ้งซ่านไปเป็นธรรมดา ความว่าหากหมอเอามดลูกออก ควรเอารังไข่ออกเสียด้วยดีไหม ทรงตรัสว่า ถ้าเอารังไข่ไว้ตัดมดลูกออก แล้วเลือดที่เสียอันเกิดจากไข่สุก ที่ตกลงมาทางมดลูกมันหายไปไหน (เพราะคนที่ถูกตัดมดลูกทิ้งไปก็จะไม่มีประจำเดือนอีก แต่ธรรมชาติของร่างกายผู้หญิง จะมีเลือดเสียหรือเลือดประจำเดือน ถูกขับออกมาทุกเดือน คนธรรมดาจึงคิดว่าการไม่มีประจำเดือนเป็นของดี เพราะหมดภาระไปหนึ่งอย่าง สบายขึ้น) ทรงตรัสว่า การตัดมดลูกออกในวัยที่ยังไม่หมดประจำเดือน จะเรียกว่าหมดยังไม่ได้ ธรรมชาติวัยนี้ยังไม่หมดหรือใกล้หมด แต่ถ้าไปตัดมดลูกออก เรียกว่าบังคับไม่ให้มีประจำเดือน ด้วยหลักการของหมอ จักมีผลเสียมากมาย เลือดที่เคยต้องเสียเพราะถูกขับออกไป ถูกบังคับให้ไหลวนกลับเข้ามาในร่างกาย เพราะไม่มีมดลูก ตัวนี้จักทำให้เกิดโรคเลือดเป็นพิษได้ง่าย และเป็นมะเร็งได้ง่ายด้วย (หมอคิดว่าการตัดมดลูกทิ้งแล้วจะไม่เป็นมะเร็ง) ทรงตรัสว่า "หมดตามธรรมชาติ ร่างกายจักค่อยๆ ปรับตัวรับสภาพได้ ไม่ถึงกับผิดปกติมาก อาการ ๓๒ ของร่างกาย แม้กระทั่งเครื่องเพศ ต่างมีหน้าที่ทำประโยชน์ให้กับร่างกาย เพื่อให้มีร่างกายที่มีสุขภาพแข็งแรง ส่วนไดส่วนหนึ่งบกพร่องหรือขาดหายไป ก็จักทำให้ร่างกายทรุดโทรมลงไป ดังนั้นการมีประจำเดือนก็ควรจักปล่อยให้มีไปตามธรรมชาติ ฉะนั้น ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรจะตัดเอามดลูกหรือรังไข่ออก ให้ตัดแต่เนื้องอกออกเท่านั้น" "อย่าตามใจหมอที่แนะนำให้มากนัก ให้ตัดสินใจตามความเป็นจริง ทรงยืนยันว่าอย่ากลัวจักเป็นมะเร็ง ถ้าจักมีกรรมเป็นมะเร็ง ก็เป็นมะเร็งได้อยู่ดี ไม่เกี่ยวกับการตัดมดลูกและรังไข่ทิ้ง"

          ๖. กรรมฐานอยู่ที่ใจ ทำงานใดๆ ให้ทำใจไปด้วย เพราะกรรมฐานอยู่ที่ใจ ไม่ว่าจักประสบกับปัญหาใดๆ ให้เพียรทำใจปล่อยวางเข้าไว้ รักษาความผ่องใสของจิตใจเอาไว้ให้ได้ โดยใช้ปัญญามาพิจารณาสภาวะธรรมตามความเป็นจริง อย่าโกหกตนเอง คือความซื่อตรง ของนักปฏิบัติ ดูร่างกายแล้วดูจิตใจ ดูตรงไหน ให้ดูตรงมีอารมณ์เกาะเกี่ยวหน่วงเหนี่ยวร่างกายตรงไหนบ้าง ให้หมั่นทบทวนรูป คือธาตุ ๔ อาการ ๓๒ ไม่ทรงตัว มีความเกิดขึ้นก็พบกับความทุกข์ การอยู่ก็อยู่กับความเสื่อมไปในทุกๆ ขณะหลังจากนั้นก็มีความดับสลายไปในที่สุด ทบทวนตามนี้เข้าไว้ เพื่อให้จิตยอมรับนับถือว่า รูปนี้ไม่ใช่เรา ไม่มีในร่างกาย ทำใจให้ได้อย่างนี้อยู่เสมอ แล้วการไปพระนิพพานก็เป็นของไม่ยาก

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่