พระธรรม

ในเดือน...เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๒




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๙. ทำใจให้เป็นกลาง จึงจักเห็นกฎของกรรมที่ให้ผลแก่ตนอย่างชัดเจน แล้วจักวางจิตวางใจให้ยอมรับกฎของกรรมได้โดยง่าย ดูตัวอย่างกฎของกรรมดีและกฎของกรรมชั่วได้จากพระสูตรต่างๆ หรือแม้แต่ในพระวินัย ก็บ่งบอกกฎของกรรมอย่างชัดเจน อย่าฝืนกฎของกรรม เนื่องจากผู้ใดที่ยังไม่เข้าถึงซึ่งพระนิพพานแล้ว ผู้นั้นไม่อาจจักหนีกฎของกรรมไปได้ ให้พิจารณาตราบใดที่ยังมีขันธ์ ๕ อยู่ พระตถาคตเจ้าทุกๆ พระองค์ก็ดี พระอรหันต์ก็ดี ย่อมหนีกฎของกรรมไปไม่พ้น ถึงวาระความเจ็บมาถึงก็ต้องเจ็บ ถึงวาระความแก่มาถึงก็ต้องแก่ ถึงวาระความตายมาถึงก็ต้องตาย นี้เป็นกฎของธรรมดา หรือกฎของกรรมซึ่งเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่มีผิดตัวด้วย เพราะไม่มีใครทำให้เกิดกฎของกรรม มีแต่ตนเองเท่านั้นที่สร้างกรรมให้เกิดมาแล้วนับไม่ถ้วนในอดีต ชดใช้เวรกรรมเท่าไหร่ก็ไม่หมด รักษาอารมณ์ใจให้เป็นสุข กฎของกรรมอันไหนตามมาทัน ก็ใช้มันไป อย่าฝืนหลักของธรรมดา

          ๑๐. มีอะไรเกิดขึ้นก็ให้ใจเย็นๆ อย่าใช้ความใจร้อนด่วนตัดสินใจ เพราะจักทำความเสียหายให้เกิดขึ้นเป็นอันมาก การปฏิบัติธรรมก็เช่นกันอย่าใจร้อน อนึ่ง ทำอะไรอย่าหวังน้ำบ่อหน้า หมายถึงทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เรื่องข้างหน้าอย่าไปกังวล คนส่วนใหญ่ไม่ยอมแก้ไขในปัจจุบัน มองไปหวังแต่อนาคตจักดี ให้มีสติฝึกฝนจิตเรียนรู้ปัจจุบันให้มาก ทำปัจจุบันให้ดีเสียก่อน แล้วอนาคตที่มาถึงก็จักดีขึ้นมาได้ นักปฏิบัติจักต้องรู้จักปัจจุบันให้มาก อย่าหลงไนปัจจุบัน อย่าลืมในปัจจุบัน ชีวิตจริงๆ มีแต่ปัจจุบันเท่านั้น จักดี - จักชั่ว - จักเจ็บ - จักตายก็อยู่ในปัจจุบันนี่แหละ พิจารณาจุดนี้เอาไว้ให้ดี ทำให้มันถูกต้อง แล้วก็จักตัดกิเลสได้โดยง่าย

          ๑๑. เอาสภาวธรรมที่ประสบอยู่ในปัจจุบัน มาเป็นการปฏิบัติพระกรรมฐาน พิจารณาให้เป็นแล้วจักได้กำไรโดยง่าย กรรมอันใดแก้ไขได้ก็จงแก้ไขไป แต่กรรมอันใดแก้ไขไม่ได้ก็จงทำใจให้ยอมรับกรรมอันนั้น เรื่องการเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นกฎของกรรมที่ต่างคนต่างทำกันมาเองในอดีต ซึ่งไม่มีใครจักหนีพ้นไปได้ ให้พิจารณาเป็นธรรมะ คนเราแต่ละคนตั้งแต่เกิดมา แต่ละชีวิตจักต้องผจญกับความเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่ตลอดเวลา กว่าจักตายก็มีโรคจรเข้ามาถึงร่างกายอย่างนับครั้งไม่ถ้วน มาชาตินี้มีโอกาสพบพระพุทธศาสนา สอนให้รู้ตามความเป็นจริงของร่างกาย จงรู้และศึกษาให้จิตยอมรับความเป็นจริง ต่อไปข้างหน้าจึงจักปล่อยวางได้

          ๑๒. อย่ากังวลใจ ให้พยายามปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง อย่าคิดถึงคนอื่น ให้ดูจิตใจตนเองเป็นสำคัญ ทำจิตใจให้อยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด คิดถึงความตายให้มาก ถ้าปล่อยให้จิตเศร้าหมองอยู่แม้แต่นิดเดียว ตายไปในขณะนี้ย่อมไม่ถึงซึ่งพระนิพพานอย่างแน่นอน พึงคำนึงถึงข้อนี้เอาไว้ให้ดี จงช่วยตนเองให้ดีเสียก่อน อย่าเพิ่งคิดไปช่วยผู้อื่น แล้วให้เคารพในกฎของกรรมให้มากๆ ตัดใจให้ได้เสียอย่างเดียว โดยมองอริยสัจเป็นหลัก แล้วจิตจักสงบลงได้

          ๑๓. การรู้ทุกข์เป็นของดี แล้วให้พิจารณาว่าทุกข์อย่างนี้ เคยมีกับจิตใจของตนเองมาแล้วทุกชาติ แล้วการที่ปล่อยให้จิตใจของตนเองจมอยู่กับทุกข์เช่นนี้ ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นปัจจัยให้กลับมาแสวงหาภาพชาติอีก เนื่องจากเป็นทาสของกิเลส ทุกข์นั้นมีอยู่ตลอดกาลตลอดสมัย ในไตรภพที่ต้องจุติอยู่ร่ำไป ในเมื่อเจ้าปรารถนาจักไปพระนิพพาน จักต้องรู้จักดับทุกข์ ทุกข์นั้นเป็นผล ให้แสวงหาทางดับทุกข์ที่เหตุ เหตุจริง ๆ ที่ทำให้ทุกข์คือ สมุทัยหรือตัณหา ๓ ให้พิจารณาจุดนี้ไปให้กว้างๆ จักเห็นต้นเหตุของความทุกข์ อันที่จักระงับได้หรือตัดได้อย่างแท้จริง ประการสำคัญ จักต้องพิจารณาและยอมรับกฎของธรรมดาว่า โลกนี้ทั้งโลกไม่มีอะไรเหลือ แม้แต่ร่างกายของเจ้าเองก็พังหมด จุดนี้นักปฏิบัติพระกรรมฐานจักทิ้งไม่ได้ จักต้องเตือนตน พิจารณาจนจิตยอมรับกฎของธรรมดาอย่างไม่ดิ้นรนอีกต่อไป นั่นแหละจึงจักพอใช้ได้

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่