(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือนสิงหาคม ๒๕๔๑)

พระธรรม




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. อย่ากังวลใจ ให้พยายามลงกฎของธรรมดาให้ได้หมดทุกเรื่อง จิตใจจึงจักสงบได้ ให้พยายามปลดสิ่งที่ติดอยู่ในใจ ด้วยการพิจารณาลงตัวธรรมดาให้หมด คำว่าอารมณ์เศร้าหมองหรือกิเลส ให้พยายามละ - ตัด - วางออกจากจิตให้ได้มากที่สุด จิตหมดจดได้เมื่อไหร่ มาพระนิพพานได้เมื่อนั้น และจำไว้ จงอย่าฝืนกรรมของใคร ปล่อยวางให้ได้มากเท่าไหร่ ยิ่งดีเท่านั้น ถือว่ามิใช่หน้าที่ ก็เป็นอันว่าใช้ได้

          ๒. พิจารณาร่างกายของใคร ก็ไม่สำคัญเท่ากับพิจารณาร่างกายของตนเอง เนื่องด้วย ความโกรธ - ความโลภ - ความหลงก็ดี มาจากร่างกายเป็นเหตุทิ้งสิ้น ถ้าหากมุ่งพิจารณาร่างกายตามความเป็นจริงแล้ว ก็จักสามารถบรรเทาความโกรธ - ความโลภ - ความหลงลงได้ จนกระทั่งจิตมีกำลังแรงกล้า ก็จักตัดเหตุทั้ง ๓ ประการนี้ลงได้ ขอเพียงแต่ว่าให้มีความตั้งใจในการปฏิบัติให้จริงเท่านั้น มรรค ผล นิพพานมีหวังได้แน่ในชาติปัจจุบันนี้

          ๓. อย่าสนใจในจริยาอาการของบุคคลอื่นให้มากนัก อนึ่งเมื่อรู้จริยาใคร ก็จงอย่ากล่าวตำหนิให้ซ้ำซาก เพราะจักไม่มีผลดีกับตัวเองเลย จักทำให้กลายเป็นนิสัยจู้จี้ขี้บ่นไปได้โดยไม่รู้ตัว จุดนี้จักต้องกลับนิสัยเสียใหม่ โดยตั้งสติให้มั่นคง เรื่องที่รู้แล้วก็ให้ผ่านไปเลย รู้จักทำเป็นลืมเสียบ้าง อย่าได้เก็บความเลวของผู้อื่นมาเพิ่มให้กับจิตของตนเอง ทั้งๆ ที่ตนเองก็ยังละความเลวของตนเองยังไม่ได้ จดจำจุดนี้เอาไว้ให้ดีๆ

          ๔. ให้ดูเวทนาของร่างกายเอาไว้ ไม่ว่าใครย่อมหนีเวทนาไม่พ้น สักเพียงแต่ว่า พระอรหันต์ท่านย่อมกำหนดรู้อยู่เนืองๆ ว่า เวทนานี้ไม่ใช่เรา ไม่มีในเรา เราไม่ใช่เวทนา จึงสักแต่ว่าเป็นเครื่องอยู่ เป็นเครื่องอาศัยชั่วคราวในขณะที่ยังมีร่างกายอยู่นี้ จักสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา หรือไม่สุขไม่ทุกข์ก็ตาม ให้พิจารณา ทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยการมีร่างกายเป็นเหตุ เพราะฉะนั้นการพิจารณานาม จักต้องน้อมนำเข้ามาสู่รูปอยู่เสมอ การพิจารณารูปก็ให้น้อมนำมาสู่นามอยู่เสมอเช่นเดียวกัน ทั้ง ๒ ประการคือรูปและนามนี้ก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา

          ๕. อย่าสงสัยในธรรมทั้งปวง กรรมกับธรรมนั้นเป็นประการเดียวกัน การไม่ปรุงแต่งธรรมคือธรรมที่แท้จริง เป็นธรรมล้วน ดูตัวอย่างเช่นร่างกาย จักปรุงแต่งอย่างไร มีฐานะขนาดไหน เมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายนี้เป็นธรรมล้วนๆ เป็นธรรมที่แท้จริงนอกเหนือจากรูปก็คือนามก็เช่นเดียวกัน มีความเป็นธรรมเช่นเดียวกับรูป ถ้าหากจิตใจรู้เท่าทันสภาวะรูปนามโดยแจ้งแทงตลอดแล้ว กิเลส - ตัณหา - อุปาทาน - อกุศลกรรม ก็ทำอะไรแก่จิตใจที่เข้าถึงวิมุติธรรมแล้วไม่ได้ ปฏิบัติไปตามนี้แล้ว จักถึงที่สุดของการพ้นทุกข์ได้อย่างแน่นอน

          ๖. ทั้งๆ ที่รู้ว่าร่างกายนี้ไม่มีแก่นสาร แต่จิตใจก็ยังห่วงหวงรักร่างกายของตนเองอย่างยิ่ง อย่าพึงคิดว่าตัดร่างกายได้แล้ว ให้ดูสังโยชน์ที่คั่งค้างอยู่ สังโยชน์เหลือเท่าไหร่ก็พึงชื่อว่า รักและห่วง - หวงร่างกายของตนเองมากเท่านั้น การปฏิบัติจักต้องเข้าหาสังโยชน์อยู่เสมอ ที่ใครเขาด่า เขานินทา เราเจ็บแสบร้อนก็เนื่องในการถือร่างกายนี้ว่าเป็นเรา เป็นของเราทั้งสิ้น หรือแม้กระทั่งใครชม ใครสรรเสริญ เรายินดีพอใจ ก็เนื่องด้วยถือร่างกายนี้ว่าเป็นเราเป็นของเราทั้งสิ้น เทียบเคียงสังโยชน์เอาไว้ให้ดี จักได้ไม่หลงผิดไป

          ๗. ร่างกายที่เห็นอยู่นี้ เกิดขึ้นแล้วตั้งอยู่ ก็ดับไปนี้เป็นของธรรมดา หมั่นพิจารณากายให้มาก แล้วจึงจักตัดการเกาะติดร่างกายนี้ลงไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจักต้องยึดหลักที่พระอนาคามี และพระอรหันต์ท่านทำกันมา คือ พิจารณา กายคตากับอสุภกรรมฐานเป็นหลักสำคัญ รู้แล้วแต่ไม่ทำหรือขยันไม่พอ ความเพียรก็ไม่เกิด มรรคผลก็จักเกิดขึ้นมาได้อย่างไร พิจารณาอาการ ๓๒ ธาตุ ๔ ให้จงหนัก วันหนึ่งๆ มี ๒๔ ชั่วโมง นึกได้ตรงไหนให้พิจารณาตรงนั้น ไม่จำเป็นต้องนึกทั้งวัน เพียงแต่นึกได้ก็พิจารณาด้วยอารมณ์เบาๆ สบายๆ ห้ามเครียด อาการ ๓๒ มาจากธาตุ ๔ ให้เห็นด้วยความชัดแจ้งเห็นจริง จึงจักวางทุกสิ่งทุกอย่างที่เกาะติดอยู่นี้ลงได้

          ๘. คำสอนใดๆ ที่เคยสอนแล้ว ให้ใคร่ครวญ - ไตร่ตรองคำสอนเหล่านั้นเอาไว้ให้ดี แล้วพยายามน้อมจิตด้วยปัญญาให้เข้าถึงคำสอนนั้นๆ อนึ่ง สุขภาพไม่ดีเท่าไหร่ พึงไม่ประมาทในชีวิตให้มากเท่านั้น เช่น ประมาทในเรื่องเสียดายเงินซื้อเครื่องกรองน้ำ ซึ่งจักทำให้พิษเบาบางลง น้ำก็จักสะอาดได้พอสมควร ในเบื้องหน้าเมื่อโรคระบาดหนัก หรือกรณีมีสงครามเกิดขึ้นแล้ว แม้น้ำจักผ่านเครื่อง กรองน้ำแล้ว ก็จักต้องต้มน้ำให้เดือด หยดน้ำมนต์ชาตรีลงไปอีกที จึงจักสมควรในกาลนั้น อย่าเสียดายค่าของเงิน ซึ่งต่อไปยิ่งจักน้อยค่าลงไปทุกวัน ให้เสียดายชีวิต ถ้าหากจักเดือดร้อนเพราะน้ำไม่สะอาดไปในเบื้องหน้า

          ๙. ให้พิจารณาร่างกายตามความเป็นจริง โดยยึดหลักร่างกายของตนเองเป็นสำคัญ อย่ามุ่งแต่ดูร่างกายของบุคคลอื่น เห็นร่างกายของตนเองก็จักเห็นร่างกายของบุคคลอื่นด้วย จิตจักเบื่อหน่ายคลายความเกาะติดในร่างกายของตนเองลงได้ ให้ดูสังโยชน์ทุกข้อ มีเหตุมาจากร่างกายหรือขันธ์ ๕ นี้ทั้งสิ้น

          ๑๐. จิตอย่ากังวล ทำอะไรให้ใคร่ครวญเสียก่อนให้รอบคอบจึงทำ เรื่องราวทั้งหลายต่างๆ ก็จักคลี่คลายไปในทางที่ดี ไม่ว่าสิ่งใดจักเข้ามากระทบ ให้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยกฎของกรรม ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปนี้เป็นกฎของธรรมดา อย่าไปฝืนกฎของธรรมดา ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีความเสื่อมในท่ามกลาง วัตถุธาตุก็เก่า ร่างกายคนก็ป่วยก็ตาย ไม่มีใครฝืนธรรมดานี้ไปได้

          ๑๑. อย่าสนใจในจริยาของบุคคลอื่น จักเป็นเหตุให้เกิดกิเลสขึ้นในจิตของตนเอง ใครจักเป็นอย่างไรให้ปล่อยวาง ดีหรือเลว ก็สุดแล้วแต่กฎของกรรม พิจารณาให้เป็นธรรมดาเสียอย่างเดียว อารมณ์ปล่อยวางก็จักเกิดขึ้นได้โดยง่าย เหตุการณ์ทั้งหลายในโลกก็จักตึงเครียดขึ้นตามลำดับ จงพยายามอย่าประมาทในชีวิต เนื่องด้วยความตายนั้นเข้ามาถึงได้โดยง่าย หมู่นี้คนตายถี่ ตายบ่อย ก็เนื่องด้วยกฎของกรรมทั้งสิ้น คนใกล้ก็ตาย คนไกลก็ตาย คนหนุ่มก็ตาย คนแก่ก็ตาย จงเห็นเป็นวาระกรรมแต่ละคน จงพิจารณาเอาไว้เสมอว่า ร่างกายนี้มีโอกาสตายได้เสมอ

          ๑๒. อย่าสนใจคำนินทาที่ได้ยิน เนื่องด้วยกรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ชาตินี้รู้อยู่ไม่ได้เป็นไปตามเขานินทา กรรมใหม่ไม่ได้ก่อ ให้ถือว่าเป็นกฎของกรรมแต่ก่อนเก่า ก็จงชดใช้ให้ไปโดยไม่ต้องต่อกรรม ให้พิจารณาให้มากว่า อายตนะเสียงที่ได้ยินทางหูไม่ใช่เรา จิตของเราหาได้เป็นไปตามคำนินทาก็หาไม่ ปล่อยวางไปให้ถึงที่สุด แล้วจักสบาย ประการสำคัญ จักต้องรักษากำลังใจของตนเอาไว้ให้ดี อย่าให้หวั่นไหวกับคำนินทา ให้มุ่งทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพานเป็นอารมณ์ และเพื่อพระพุทธศาสนาเป็นสำคัญ อย่างอื่นถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เนื่องด้วยนับว่าอุปสรรคของการปฏิบัติธรรมจักมีมากขึ้นตามลำดับ ขอให้อดทนต่อทุกสิ่งทุกอย่าง และปล่อยวางให้ได้ด้วยปัญญา ขอย้ำว่าจักต้องใช้ปัญญาพิจารณาตัวเดียวเท่านั้น จึงจักวางเรื่องที่เข้ามากระทบกาย - วาจา - ใจได้ โดยพิจารณาขันธ์ ๕ เป็นสำคัญ กายภายนอก - กายภายใน วาจาภายนอก - วาจาภายใน มีสภาพเหมือนกัน ขันธ์ ๕ นี้ไม่มีในใคร ไม่มีในเรา ไม่ใช่ของใคร ไม่ใช่ของเรา ที่ยุ่งยากทุกวันนี้ เนื่องด้วยอุปาทานขันธ์เป็นต้นเหตุทั้งสิ้น พิจารณาให้ดีแล้วปัญญาจักเกิดขึ้น ทำให้ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างลงไปได้

          ๑๓. ทำจิตให้สงบให้ยอมรับกฎของกรรมทั้งของตนเอง เป็นเรื่องของกฎของกรรมทั้งสิ้น รวมทั้งกฎของกรรมของบุคคลอื่น ก็เป็นเรื่องกฎของกรรมทั้งสิ้นไม่มีใครฝืนกฎของกรรมไปได้ อย่าลืม สัตว์ทั้งหมดมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ กรรมนั้นเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ จงอย่าฝืนกฎของกรรม ทำจิตให้สงบ ทำจิตให้สบาย มองทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นกฎของกรรม การมีขันธ์ ๕ ก็ต้องพบกับกฎของกรรมที่มีขันธ์ ๕ เป็นธรรมดา อย่าฝืนกฎของกรรมให้รักษาจิตใจของตนเองเป็นปกติ ด้วยการยอมรับในกฎของกรรม

          ๑๔. พิจารณาให้ดีๆ เรื่องกฎของกรรม กรรมใดถ้าไม่ได้ทำเอาไว้ กรรมนั้นจักไม่เข้ามาถึงเราเป็นอันขาด แม้ตถาคตเองก็ยังถูกด่า - ถูกนินทา นางมาคันธิยาจ้างคนด่าจนท่านพระอานนท์ทนไม่ไหว นิมนต์ให้ไปเมืองอื่น ตถาคตรู้ว่ากฎของกรรมยังไม่หมดวาระ แม้ย้ายไปเมืองอื่น นางมาคันธิยาก็ยังคงจ้างคนตามไปด่าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ก็ไม่ไปจากที่นั้น โดยตรัสกับพระอานนท์ว่า อธิกรณ์เกิดในที่นี้ ถ้าเรื่องยังไม่กระจ่าง ตถาคตก็จักไม่ไปจากที่นี้ แล้วแม้แต่หนีไปเมืองอื่นก็มีคนตามด่า - ตามนินทาไปทุกเมือง แล้วเราจักหนีไปไหน พวกเจ้าเองเมื่อเป็นลูกของตถาคตก็ย่อมต้องถูกด่า - ถูกนินทาเป็นของธรรมดา ตถาคตวางจิตอย่างไรให้ยึดหลักการปฏิบัติตามนั้น จำคำสอนเอาไว้ พิจารณากฎของกรรมเอาไว้ จักมีผลต่อการปฏิบัติมาก

          ๑๕. จิตนั้นย่อมมีอารมณ์เดียวในขณะจิตนั้นๆ ยกเว้นแต่ว่าบางขณะจิตนั้นมีอารมณ์อื่นมาแทรก ความเสียสมาธิของจิตจึงมีขึ้นนี้เป็นเรื่องธรรมดา การปฏิบัติธรรมก็เช่นเดียวกับการฟังธรรมต้องอาศัยจิตเป็นเอกัคคตารมณ์ เป็นสำคัญ จิตจึงจักมีสมาธิเป็นกำลังตัดกิเลสได้ อนึ่ง พึงระมัดระวังเกี่ยวกับอาหารบริโภคให้มาก ถ้าหากไม่จำเป็นก็จงอย่าซื้อของภายนอกอันไม่แน่ใจมาบริโภค เนื่องด้วยเวลานี้จักมีโรคระบาดเกิดขึ้นในจานอาหารหลายชนิด มีข่าวญี่ปุ่น - จีนคนตายจากอาหารมีสารพิษปนเปื้อนอยู่เสมอ ต่อไปยังจักมีเรื่องสารพิษอื่น ๆ ตามมาอีกมาก ขอให้ระมัดระวังกันบ้าง

          ๑๖. อันความห่วงใย และกังวลใจ ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้น ขบวนสงครามเริ่มขึ้นแล้ว ให้ติดตามข่าวต่างประเทศเอาไว้ให้ดี รวมทั้งข่าวภัยธรรมชาติจักเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ให้ทำความเบื่อหน่าย โลกเป็นเช่นนี้เนื่องด้วยความไม่เที่ยงเป็นเหตุ แล้วให้พิจารณาเห็นเป็นธรรมดาของโลก ให้ชำระจิตใจอย่ายึดเกาะสิ่งใดๆ ในโลก รวมทั้งขันธ์ ๕ ของตนเองและผู้อื่น ให้พิจารณาเข้าสู่ทุกข์แห่งอริยสัจให้มาก จิตจักเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง แล้วเกิดการปล่อยวางขึ้นอย่างจริงใจ

          ๑๗. อย่าไปคิดถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง และอย่าไปคิดถึงอดีตที่ล่วงผ่านมา พยายามประคองจิตใจให้อยู่กับธรรมปัจจุบันให้มาก อย่าลืมนักปฏิบัติธรรมจักต้องอยู่ในขณะจิตนี้อยู่เสมอ จึงจักมีความสุข อย่าคิดมากเพราะจักทำให้จิตใจมีแต่ความทุกข์ ร่างกายไม่ดี ก็จงอย่าประมาทในชีวิต พยายามกำหนดจิตจับพระนิพพานเอาไว้ให้สม่ำเสมอ

          ๑๘. ร่างกายไม่ดีจงอย่าห่วงใยใคร ให้ห่วงใยจิตของตนเองเป็นสำคัญ อย่าคิดว่าคนอื่นจักตาย ให้คิดเอาไว้เสมอว่า ตนเองนั้นก็มีสิทธิ์จักตายได้ตลอดเวลา ใครจักพร้อมหรือไม่พร้อมไม่สำคัญ อยู่ที่จิตใจของตนเอง จักพร้อมที่จักละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพระนิพพานหรือไม่ ละทิ้งในที่นี้หมายถึง ความโลภ - ความโกรธ - ความหลงแห่งจิตใจของตนเองเป็นสำคัญ อย่าไปมองผู้อื่น

          ๑๙. การพักผ่อนไม่พอก็เป็นเหตุให้ความจำเสื่อมได้ อย่าไปวางบรรทัดฐานว่าจักต้องพักเวลาเท่านั้น - เท่านี้ จักเป็นการเข้าใจพลาด ให้ดูความต้องการของร่างกายเป็นพื้นฐาน ยิ่งสุขภาพไม่ดี ร่างกายก็ยิ่งจักต้องการพักผ่อนมากกว่าในยามร่างกายเป็นปกติ พึงพิจารณาให้ดี ถ้าหากฝืนร่างกายมากเกินไป ก็จักกลายเป็นการเบียดเบียนร่างกายของตนเอง ยังจิตผู้อาศัยอยู่พลอยได้รับทุกขเวทนาไปด้วย อย่าให้ความสนใจในงานภายนอก เข้ามาทำลายผลของการปฏิบัติธรรมภายใน ให้พยายามหามัชฌิมาให้พบ จักได้ดำเนินไปได้ทั้งงานภายนอกและภายใน ทำงานทุกอย่างให้ทำใจให้สบายๆ จึงจักมีผลงานออกมาดี รวมทั้งการปฏิบัติธรรมด้วย จิตอย่าได้มีความกังวลไม่ว่าด้วยกรณีใดๆ ให้พยายามหาเหตุหาผล ปล่อยวางในทุกๆ เรื่องที่เข้ามาเป็นความกังวลของจิต

          ๒๐. อย่าทรมานร่างกายให้มากจนเกินไป การงานภายนอก บางอย่างผ่อนผันได้ก็ให้ผ่อนผันไป อย่าไปคิดว่ามีงานภายนอกประการใดที่ทำแล้วเสร็จสิ้นไปได้ ให้มองงานทุกอย่างตามความเป็นจริงจักเห็นได้ว่า ไม่มีงานอันใดเสร็จได้อย่างแท้จริง ทุกอย่างล้วนตกอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ เกิดขึ้น - ตั้งอยู่และดับไป โดยมองร่างกายของตนเองเป็นหลัก ไม่ว่าการกิน - การนอน - การอยู่ ยังอัตภาพให้เป็นไปอย่างไร การงานภายในก็เช่นกัน ร่างกายกินแล้วก็ต้องกินอีก นอนแล้วก็ต้องนอนอีก การอยู่ไม่ว่าจักเป็นการชำระล้างทำความสะอาด การขับถ่ายของเสีย การหาเสื้อผ้ามาใช้สอย ก็ทำแล้วทำอีก หาที่สิ้นสุดมิได้ การงานภายนอกก็เช่นกัน มีอันต้องทำก็ไม่สิ้นสุด เหมือนกิจที่ทำให้กับร่างกาย ข้อนี้ฉันใดก็ฉันนั้น แต่จำเป็นต้องทำจนกว่าร่างกายนี้จักพังลงไป ดูภาระเหล่านี้ของร่างกายมันหนักหนาสาหัสไหม ถ้ายังมาหลงอยู่กับกิจภาระเหล่านี้ ร่างกายนี้ตายแล้วก็ยังต้องกลับมาเกิดเพื่อการมีร่างกายอีกต่อไป กิจการงานภายนอกก็เช่นกัน อย่าไปหลงติดอยู่ ให้ทำตามหน้าที่ และรู้เท่าทันสภาวะของไตรลักษณ์ตามความเป็นจริง แล้วจงอย่าเกาะติดอยู่ตามนั้น เกาะงานภายนอกก็ดี เกาะร่างกายก็ดี ยังชื่อว่ายังเป็นความหลง จักต้องเกิดอีกต่อไป จงมีสติกำหนดรู้ ทำความเบื่อหน่ายไปด้วย ทำตามหน้าที่ไปด้วย จิตจักต้องเพียรหาทางพ้นทุกข์อยู่ตลอดเวลา ให้มุ่งพิจารณาเข้าหาอริยสัจ แล้วจักพ้นจากสภาวะที่ต้องเกิดอีกต่อไป

          ๒๑. ร่างกายที่เห็นอยู่นี้ ไม่ช้าไม่นานก็มีอันถึงแก่อนัตตาไปหมด ถ้าจักละกิเลสกองไหนก็ตาม ให้ไล่มาลงตรงร่างกายหรือขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง ให้จิตยอมรับตามความเป็นจริงว่า กิเลสทั้งหลายจักเกิดขึ้นมาได้ ก็อาศัยขันธ์ ๕ หรือร่างกายนี้แหละเป็นเหตุ อย่าไปมองธรรมภายนอก เพราะเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น สาเหตุใหญ่ก็คือขันธ์ ๕ หรือร่างกายของตนเองนี้แหละเป็นหลัก เป็นแกนนำแห่งกิเลสทั้งปวง อย่าไปโทษธรรมภายนอก ให้พิจารณาธรรมภายในนี่แหละเป็นหลัก พิจารณาให้ลึกซึ้ง อย่าเข้าข้างตนเอง แล้วจักปล่อยวาง หรือละกิเลสได้ด้วยปัญญาอันเป็น สัมมาทิฎฐิ นี้

          ๒๒. คิดถูกแล้วที่ว่า ความโกรธ ความโลภ ความหลงคือไฟกองใหญ่ที่เผาไหม้จิตใจของตนเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ถ้าหากเป็นอย่างนี้แล้ว จงอย่าเอาไฟเหล่านี้เข้ามาเผาไหม้จิตใจ หรือเห็นที่ไหนเขาไฟไหม้อยู่ ก็จงอย่าเข้าไปรับไฟจากเขามา สู้หลีกเลี่ยงให้ห่างไกลจักดีกว่า แม้แต่บางขณะไฟเหล่านี้สุมจิตใจ ก็จงทำความเพียรพิจารณาให้ไฟดับไป โดยยกพรหมวิหาร ๔ ขึ้นมาสู่กาย - วาจา - ใจของตนเอง การพิจารณาขันธ์ ๕ หรือร่างกายให้ถ่องแท้ จักต้องประกอบด้วยพรหมวิหาร ๔ ที่ครบทั้ง ๔ ตัว จิตจักสงบปราศจากไฟก็จักเห็นสภาพขันธ์ ๕ หรือร่างกายตามความเป็นจริง ให้เห็นขันธ์ ๕ ของตนเองเป็นสำคัญ แล้วจักปล่อยวางได้หมดทุกสิ่งทุกอย่างในโลก อย่าไปตัดภายนอก เพราะโลกย่อมวุ่นวายด้วยไฟทั้ง ๓ กองอยู่ตลอดกาลตลอดสมัย ปล่อยวางตัดภายในจิตของตนเองอยู่ตลอดเวลา กำหนดจิตให้ตั้งมั่น เรียนรู้ เพียรรู้ ตัดอายตนะ ตัดขันธ์ ๕ จนให้รู้ถึงที่สุดของความเป็นจริง แล้วจักพ้นทุกข์

          ๒๓. อย่าปรุงแต่งธรรม ใครไปอย่างไร ใครมาอย่างไร ให้ปล่อยไปตามนั้น อย่ายึดถือมาปรุงแต่งธรรมให้เกิดความเร่าร้อนขึ้นมาในใจ ปล่อยธรรมทั้งหลายให้เกิดให้ดับไปเป็นธรรมดาจงอย่าท้อถอย การทวนกระแสของจิตเดิมซึ่งเต็มไปด้วยกิเลส - ตัณหา - อุปาทานและอกุศลกรรม เปรียบเสมือนหนึ่งพายเรือทวนน้ำ ก็จักต้องพยายามสู้กับอารมณ์ของจิต ถ้าไม่ละความเพียร วันนี้แพ้ก็ให้รู้ว่าแพ้ไป วันต่อๆ ไปก็จักต้องสู้ใหม่ อย่าท้อถอย แล้วสักวันหนึ่งก็จักมีโอกาสชนะได้สมตามความตั้งใจ เวลานี้สติยังอ่อนไป รวมทั้งบารมี ๑๐ ยังไม่เข้มแข็งพอ ให้พิจารณาและปรับปรุงทั้ง ๒ ประการนี้ไปด้วยจิตที่เป็นธรรม เห็นความขาดตกบกพร่องตามความเป็นจริง แล้วจักปฏิบัติธรรมได้ผลสำเร็จทุกประการ

          ๒๔. ให้ดูร่างกายของตนเองเป็นสำคัญ รวมทั้งเอาจิตใจของตนเองเป็นที่ตั้งของการปฏิบัติธรรม การเห็นธรรมกายนอกแล้วเกิดอารมณ์เบื่อหน่ายยังไม่ใช่ของจริง จักต้องเบื่อหน่ายธรรมภายใน คือรูปและนามของตนเอง ซึ่งหาความเที่ยงไม่ได้ แล้วเพียรปล่อยวางรูปและนามของตนเองให้เห็นแต่เพียงสักแต่ว่า เป็นเครื่องรู้, เป็นเครื่องอยู่, เป็นเครื่องอาศัย จิตใจก็ไม่ได้ไปอยู่ด้วย จิตที่หน่ายแล้วและปล่อยวางจนเห็นเป็นธรรมดาแล้ว ก็จักเข้า ถึงสังขารุเบกขาญาณได้โดยง่าย

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่