(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือนมิถุนายน ๒๕๓๙)

ของสงฆ์ถูกขโมย พระผู้รับผิดชอบต้องชำระหนี้สงฆ์ไหม




          พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือนมิถุนายน ๒๕๓๙ ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนเองทั้งสิ้น มีความสำคัญดังนี้

          ของสงฆ์ถูกขโมย พระผู้รับผิดชอบต้องชำระหนี้สงฆ์ไหม และปกิณกะธรรม

          ๑. ในปัจจุบันนี้มิจฉาชีพย่อมมีมาก ในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ การงัดแงะตัดช่องย่องเบาย่อมมีมาก ปุถุชนเมื่อไม่มีจักกิน หรือบริโภคปัจจัย ๔ ไม่สะดวกขึ้นมา จุดไหนที่มีหนทางอันจักนำทรัพย์มาได้ เขาก็จักพยายามทำจนได้ แม้จักเป็นหนทางทุจริตก็ตามเถิด ความอยากเข้ามาบังหน้าตัวเดียว ทำให้ทำชั่วได้หมดทุกอย่าง บาปเกิดขึ้นกับใจก่อน แม้จักยังเอาทรัพย์สินของสงฆ์ไปไม่ได้ ตั้งใจขโมยแล้ว แต่ไม่ได้ทรัพย์สินนั้นมา ก็บาปน้อยลงไปหน่อย

          ๒. ผู้ดูแลของสงฆ์ เกิดมีขโมยมาขโมยไป ในทางโลกก็ชื่อว่าผิด เพราะผู้ดูแลไม่ดีมีความบกพร่อง แต่ในทางธรรมกลับไปลงตัวธรรมดา กล่าวคือมีหน้าที่การงานและดูแลของสงฆ์ ทำอย่างดีที่สุด ไม่เคยคิดที่จักทุกจริต ไม่ว่าทางกาย - วาจา - ใจ อันนี้ถือว่าไม่ผิด ในเมื่อมีคนอื่นมาขโมยละเมิดของสงฆ์ กรรมนั้นเป็นกรรมของบุคคลผู้นั้น มิใช่กรรมของเรา แต่ส่วนใหญ่เป็นเพราะอารมณ์จิตที่เกาะว่าของสงฆ์ในความดูแลของเรา มีคนมาขโมยไปแล้วเราต้องรับผิดชอบ จุดนี้แหละทำให้จิตเศร้าหมอง ดังนั้นเพื่อความสบายใจ ก็ชำระหนี้สงฆ์ตามกำลังทรัพย์เท่าที่จักทำได้ เป็นการไม่เบียดเบียนจิตตนเอง แต่ถ้าหากผู้ดูแลของสงฆ์ไม่ติดใจ คือ ไม่มีอารมณ์เกาะในกรรมของผู้อื่น ก็ไม่จำเป็นที่จักต้องใช้หนี้สงฆ์

          ๓. เรื่องงานสงฆ์ ชำระหนี้สงฆ์ พึงคิดตามนี้ ทำทุกอย่างเพื่อความผ่องใสของจิต ขอเพียงไม่เกาะกรรมชั่ว อันเป็นอกุศลตามเหตุตามผลอันสมควรที่จักเป็นไป ก็เพียงพอแล้ว ให้ดูตัวอย่างท่านพระ...ท่านเห็นเงินสงฆ์เสียหาย จมน้ำอยู่ในตู้ของห้องอบยา เงินนั้นติดอยู่ในห้องนั้นตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ ที่เลิกอบยาไป มาปีกลายนี้น้ำท่วมวัด (ปี ๒๕๓๘) เงินในตู้เสียหาย เพราะไม่มีใครรู้ว่าในห้องอบยามีเงินสงฆ์หลงเหลืออยู่ หมายถึงเงินที่คนหยอดตู้ทำบุญมา เมื่อเข้าไปอบยาในวาระหนึ่งๆ มาไม่กี่วันนี้ท่านเผอิญไปเปิดตู้ดู พบเงินจำนวนนี้เสียหายใช้การไม่ได้บางส่วน เพื่อความสบายใจของท่าน ท่านคิดว่าสถานที่นี้เป็นเขตอยู่ในความดูแลของท่าน ก็พึงชำระหนี้สงฆ์ด้วยเงินจำนวนหนึ่ง เพื่อความสบายใจ เพื่อความไม่เกาะว่าเงินสงฆ์ในเขตความรับผิดชอบของท่านนั้น ท่านดูแลบกพร่อง ท่านคิดว่าทำดีกว่าไม่ทำ ค่าของเงินย่อมมีค่าน้อยกว่าอารมณ์ผ่องใสของจิต ให้พวกเจ้าสังเกตจริยาของท่านเอาไว้ให้ดี ไม่ว่ากรณีใดๆ อันเป็นกิเลสเศร้าหมอง ท่านจักปัดอารมณ์นั้นออกไป ด้วยเห็นความผ่องใสของอารมณ์จิตของตนเองเป็นสำคัญ ประการนี้ทำให้จิตของท่านไม่เศร้าหมอง มีความแจ่มใสสติ-สัมปชัญญะ และการกำหนดรู้ในธรรมทั้งหลายด้วยปัญญา จึงเกิดขึ้นได้ไม่ยาก โกรธนิด โลภหน่อยก็เป็นความเศร้าหมองของจิต จุดนี้พวกเจ้าต้องหมั่นกำหนดรู้ และหมั่นลดละอารมณ์เหล่านี้ให้ออกจากจิตไปให้ได้ด้วย

 

ปกิณกะธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. อย่ากังวลใจงานในที่สูง หากร่างกายยังไม่ปกติดี ก็ให้ทำงานที่อยู่เบื้องล่างไปก่อน ให้เห็นชีวิตไม่เที่ยงอยู่เสมอ พยายามอย่าเอาจิตไปเกาะอยู่กับสิ่งเหล่านี้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเป็นทุกข์ ในที่สุดเป็นอนัตตาหมด งานอะไรจึงไม่มีความสำคัญเท่ากับงานของจิต คิดกำหนดรู้ว่าถ้าในขณะจิตนี้มีความตายเข้ามาเยือนแล้ว เราจักไปมัวแต่ห่วงนั่นพะวงนี่เพื่อประโยชน์อะไร ถ้าตายในขณะจิตที่มีความกังวล ย่อมได้ชื่อว่าตายยังไม่พ้นจากความเกิดอยู่ดี พวกเจ้าตั้งความหวังว่าจักไปพระนิพพาน ก็จงหมั่นมีสติ - สัมปชัญญะกำหนดรู้ตามนั้นเอาไว้ด้วย อย่าห่วงหน้าพะวงหลัง เตรียมจิตให้พร้อมที่จักละขันธ์ ๕ ให้ได้ตลอดเวลา หมั่นถามใจตนเองอยู่เสมอว่าพร้อมหรือยัง หากยังมีห่วงกังวลหลงเหลืออยู่ แม้นิดเดียว ก็เข้าเขตพระนิพพานไม่ได้

          ๒. การกำหนดรู้รูป - เวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณ ว่ามันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราอยู่เสมอ ทำให้จิตไม่เกาะยึดร่างกาย เป็นหนทางนำไปสู่พระอนาคามี และความเป็นพระอรหันต์ พยายามทำตนให้เป็นผู้มีธุระน้อย เพื่อตัดโลภภายนอกออกเสียให้มาก แล้วจักได้มีเวลามาพิจารณาโลกภายในคือขันธ์ ๕ ของตนเองให้มาก ให้จิตมีสติรู้เท่าทันสภาวะของรูป - เวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณ ตามความเป็นจริง ถ้าจิตมีความหยาบมากก็รู้น้อย ถ้าจิตมีความละเอียดก็จักรู้มาก เรื่องนี้ไม่มีใครช่วยปฏิบัติแทนใครได้ มีแต่ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนเท่านั้น อันที่จักปฏิบัติได้ ขอให้มีความตั้งใจให้จริง อย่าสักเพียงแต่ว่าทำไปอย่างนั้น จักหวังผลได้ยาก และจักต้องกำหนดรู้ อย่าให้จิตตกเป็นทาสของนิวรณ์ ๕ ประการ หลงอายตนะ ติดหลงอยู่กับรส เป็นต้น แยกให้ถูกก็ไม่มีอะไรจักไม่ถูก ถ้าไม่ประมาทมัวเมาอยู่ในขันธ์ ๕ เสียอย่างเดียว การไปพระนิพพานก็เป็นของไม่ยาก

          ๓. อย่าไปกลัวคำใครเขาติฉินนินทา รักษาอารมณ์พระกรรมฐาน รักษาชีวิตไว้เพื่อการปฏิบัติธรรม คุณหมอเองก็เหมือนกัน ดูแลสุขภาพกายเข้าไว้ด้วย อย่าคิดว่าจักทำงานไหวเสมอ ผลได้จักไม่ดีเท่ากับผลเสีย ระวังร่างกายอย่าให้ทุพพลภาพ พยุงสังขารไว้ปฏิบัติธรรมดีกว่า มรรคผลนิพพานมิใช่ว่าจักได้ง่ายๆ อย่าประมาทในชีวิตก็แล้วกัน

          ๔. ให้คอยดูจิตของตนเองอยู่ตลอดเวลา ยิ่งขันธ์ ๕ ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ยิ่งพึงดูจิตให้มากขึ้นเท่านั้น อย่าได้หลงลืมประมาทในอายตนะสัมผัสทั้งปวงตรวจสอบจิตอยู่เสมอ พยายามให้ละรูป - รส - กลิ่น - เสียง - สัมผัส - ธรรมารมณ์ ที่เป็นอกุศล หรือแม้แต่กุศลก็ไม่พึงติด รักษาความสงบของจิตให้รู้สึกเพียงแต่ว่ารู้เท่านั้นเป็นพอ และให้พิจารณาธาตุ ๔ อาการ ๓๒ ให้ทรงตัว รวมทั้งอสุภกรรมฐานจงอย่าทิ้ง เพื่อประโยชน์ในการเข้าถึงพระอนาคามีและพระอรหันต์ กรรมฐานเหล่านี้ทำได้ทั้งทำให้เป็นสมถะและวิปัสสนา ทำให้คล่องตัวจักต้องเอาจริงกัน จึงจักผ่านความรักและความโกรธไปได้

          ๕. การกำหนดรู้ในทุกขเวทนาหรือสุขเวทนาอันเกิดขึ้นมาได้เนื่องด้วยขันธ์ ๕ นั้นพึงทำ จักได้รู้ไว้เสมอว่าเวทนาเหล่านี้เป็นของร่างกาย มิใช่เป็นของเรา แต่จักต้องมีจิตเข้มแข็ง พิจารณาไป วางเวทนาไปตลอดเวลา และในขณะที่ร่างกายยังทรงชีวิตอยู่นี้ ยังไม่ถึงที่ตาย ก็จักต้องจำหาเครื่องระงับทุกขเวทนาให้แก่มันตามหน้าที่ การพิจารณาก็พยายามรักษาอารมณ์โปร่ง - เบาเอาไว้ แม้จักมีทุกขเวทนาทางร่างกายมาก ก็จงอย่ากังวล กล่าวคืออย่าหนักใจ วางอารมณ์จิตให้เบาสบาย ๆ ร่างกายแก่ก็รู้-ป่วยก็รู้ จักตายก็รู้ รู้แบบเฉยๆ สบายๆ รักษาได้ก็รักษาไป รักษาไม่ได้ก็พร้อมจักไปพระนิพพาน และให้ถามตัวเองไว้เสมอว่ายังมีอะไรที่จักต้องเสียดายไหม ถ้ายังเสียดายอยู่ ไม่ว่ารูป - เสียง - กลิ่น - รส - สัมผัส - ธรรมารมณ์ ไม่ว่าในตา - หู - จมูก - ลิ้น - กาย - ใจ ก็ให้ถามใจหรือจิตของตนเองนั่นแหละ ยังเสียดายอะไรไหม ถ้าหากยังมีแม้อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เท่ากับยังตัดอาลัยยังไม่ได้ กล่าวคือจิตยังเกาะติดอยู่ ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนจึงจักตัดอาลัยได้ และถ้าจิตไม่ยึดหรือเกาะติดในสิ่งเหล่านี้ จิตก็จักคลายกังวล ไม่ห่วงหน้าไม่ห่วงหลังอันใดทั้งหมด การมีชีวิตอยู่ก็เท่ากับการมีเพียงหน้าที่เท่านั้น จิตมีความตัดอาลัยในชีวิตได้ก็ตรงนี้ กล่าวคือ ไม่เสียดาย - ไม่เกาะติดทั้งอายตนะภายนอกและภายใน พิจารณาให้รอบคอบ วางความเสียดายลงเสียให้ได้ แล้วจิตจักเป็นสุข

          ๖. อย่าสนใจกับจริยาของผู้อื่น อย่าไปห่วงบุคคลอื่น ให้ห่วงจิตของตนเป็นประการสำคัญ รักษาอารมณ์จิตให้สงบอยู่ในกาย พิจารณากายหรือธาตุ ๔ ที่แปรปรวนอยู่นี้ ให้จิตมันยอมรับนับถือกฎของธรรมดา จิตจักมีความสุข เมื่อเห็นทุกสิ่งตามความเป็นจริง ร่างกายมันจักมีทุกขเวทนาก็เรื่องของมัน จิตมีความสุข เมื่อนึกถึงความใกล้จักพัง หรือพังแล้วของร่างกาย ให้พิจารณาไปว่า วาระของการไปสู่พระนิพพานใกล้เข้ามาแล้ว จิตก็มีความสุขและไม่ดิ้นรน ฝืนสภาพความเป็นจริงของร่างกาย มันจักเจ็บ จักป่วย จักตาย เราก็ห้ามมันไม่ได้ พิจารณาไปถึงจุดนี้ จักต้องรักษากำลังใจให้จิตมีอารมณ์เบา ไม่วิตกหรือกังวลในอาการใดๆ ของร่างกายทั้งสิ้น จิตมีความยอมรับนับถือกฎธรรมดาอย่างจริงใจ นั่นแหละจึงจักเป็นของแท้

          ๗. การฟังเทปคำสอนของหลวงปู่วัย อย่าฟังเอาแต่เนื้อเรื่อง ให้ฟังแล้วพิจารณาไปด้วย ให้ฟังซ้ำแล้วพิจารณาซ้ำๆ ยิ่งๆ ขึ้นไป จักเห็นประโยชน์จากการฟังและพิจารณา หลังจากนั้นก็จงนำเอามาปฏิบัติกันต่อๆ ไป และขอยืนยันอีกว่า บุคคลใดไม่ผ่านการพิจารณา กายคตา, มรณา, อสุภกรรมฐาน บุคคลนั้นไม่สามารถจักเข้าถึงพระอนาคามี และพระอรหันต์ได้ เพราะฉะนั้นการศึกษาธาตุ ๔ ต้องมุ่งเข้าหาจุดนี้เป็นสำคัญ และจงอย่าคิดว่าเห็นแล้ว รู้แล้ว เข้าใจแล้วเพียงแค่นี้ก็พอ ถ้าหากคิดว่าพอให้ตรวจสอบดูกิเลสในใจว่า โมหะ-โทสะ-ราคะยังมีอยู่หรือไม่ ถ้ายังมีแม้แต่นิดเดียว แสดงว่ายังไม่พอในการเจริญพระกรรมฐานทั้ง ๓ บทนี้ การเจริญพระกรรมฐานทั้ง ๓ บทนี้ ให้เนื่องถึงกันในคราวเดียว คือ พิจารณาตั้งแต่ปฏิสนธิ - มา กายคตา -มา มรณา แล้วเข้าอสุภกรรมฐาน ทบทวนวนไปวนมาให้จิตทรงตัวสลับกับลมหายใจเข้าออก จิตก็หาอุบายไป มองธรรมภายนอก ซึ่งมีสภาพเดียวกัน ทำไปจงอย่าเครียด รักษาอารมณ์เบาๆ สบายๆ เข้าไว้ ค่อยๆ ทำไป

          ๘. อย่าทิ้งการกำหนดรู้สภาวะธาตุ ๔ ที่ไม่ทรงตัวอยู่นี้ ให้เห็นประโยชน์ของการป่วยให้ชัดเจน แล้วจักละขันธ์ ๕ ได้สนิทใจก็ที่ตรงนี้ ร่างกายป่วยเราห้ามป่วยไม่ได้ นี่แหละคือสภาวะที่แท้จริงของร่างกาย มันเป็นอย่างนี้อยู่เป็นของธรรมดา จิตอย่าไปกังวลกับมัน กำหนดรู้ความไม่เที่ยงของกายสังขาร ให้อารมณ์จิตเกิดนิพพิทาญาณอย่างจริงใจ อย่าสักแต่ว่าเบื่อ ด้วยอารมณ์หลอกๆ ไม่จริงใจ ให้สำรวจอารมณ์จิตอยู่เสมอ

          ๙. ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง และความตายไม่มีนิมิตเครื่องหมาย คิดอย่างนี้ดีแล้วที่ไม่ไว้ใจในชีวิต เพราะจักทำให้ มรณานุสสติทรงตัวมากยิ่งขึ้น จักทำให้ไม่ประมาทในชีวิต เพราะความจริงของร่างกายเป็นอย่างนั้น เป็นการให้จิตซ้อมตายและพร้อมที่จักตายอยู่ตลอดเวลา นอกจากนั้น พึงกำหนดรู้ภาพกสิณพระนิพพานเข้าไว้ เป็นการรักษาอารมณ์จิตให้ทรงตัวอยู่ในอุปสมานุสสติกรรมฐาน แม้เป็นทางลัดก็พึงทำ เพราะในสภาวะของร่างกายเป็นอย่างนี้ อย่าไว้ใจเป็นอันขาด ในการรักษาอารมณ์พึงปล่อยวางเรื่องที่เป็นไฟเข้ามาเผาผลาญจิต ไม่ว่าทางตา-หู-จมูก-ลิ้น-กาย-ใจ พึงสละออกไปเพื่อรักษาอารมณ์จิตให้ผู้มีธุระน้อย จิตจักได้มีอารมณ์สงบเป็นสุข ให้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสภาวะธรรมดา เกิดขึ้น-ตั้งอยู่ และดับไป ทุกอย่างไม่เที่ยงยึดถืออะไรในโลกนี้ไม่ได้ พิจารณาจุดนี้ให้จิตเกิดความเบื่อหน่าย ทั้งโลกภายนอกและโลกภายในคือ ขันธโลกนี้ กล่าวคือ อายตนะ ๑๒ นี้เป็นของร้อน พิจารณาเห็นความทุกข์อันเกิดจากความไม่เที่ยง ให้เห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง แล้วจิตจักวางภาระของขันธ์ ๕ ลงได้ในที่สุด

          ๑๐. การมีสติกำหนดรู้สภาวะของร่างกาย ตามความเป็นจริงนั้น พึงทำให้เจริญอยู่เนืองๆ อาการ ๓๒ หรือธาตุ ๔ นั้นไม่ทรงตัวอยู่เป็นปกติ มีเกิดเป็นเบื้องต้น มีเสื่อมไปในท่ามกลาง ซึ่งเปรียบได้กับร่างกายของพวกเจ้าในขณะนี้ แล้วในที่สุดร่างกายก็สลายตัวไป กฎธรรมดาอันนี้จงพยายามกำหนดรู้ เตือนจิตของตนเองเอาไว้เสมอ จุดนี้ต้องใช้ปัญญาพิจารณาอยู่เสมอ เพื่อให้จิตทรงตัว เหนื่อยนักก็พักในการู้ลมหายใจเข้า-ออก ควบคู่สลับกันไปด้วย และจงอย่าเอาจิตไปกังวลกับงานให้มากเกินไป คิดเอาไว้เสมอว่า ถ้าตายเสียตอนนี้ก็พร้อมที่จักปล่อยวางภาระทั้งหมด จิตอย่ามีกังวลกับงานที่คั่งค้างแม้แต่นิดเดียว มุ่งไปอย่างเดียวคือพระนิพพาน

 

อารมณ์ใดกระทบแล้วปลดไม่ได้ อารมณ์นั้นคือกิเลส

          ๑. อารมณ์ใดๆ มากระทบจิตแล้วปลดไม่ได้ ก็ถือว่าอารมณ์นั้นเป็นกิเลส เป็นเหตุให้เศร้าหมองทางอายตนะ ถือว่ายังมีอารมณ์ปลดไม่พอ จักต้องใช้ความเพียรมากกว่านี้ และมีสติให้มากขึ้นยิ่งกว่านี้ จุดนี้รวมไปถึงอารมณ์เกาะขันธ์ ๕ ของตนเอง และเกาะขันธ์ ๕ ของผู้อื่น เกาะงาน เกาะกังวลถึงความเป็นอยู่ของชีวิตด้วย ยิ่งประการสุดท้ายร่างกายที่ป่วย ๆ อยู่ในขณะนี้ นี่แหละเป็นเครื่องวัดอารมณ์ปลดได้เป็นอย่างดี

          ๒. ให้ใช้อารมณ์กระทบเป็นเครื่องวัดจิต ธรรมของตถาคตจักต้องถูกกระทบก่อน จึงจักเป็นของจริง ว่าสอบได้หรือสอบไม่ได้ ให้สังเกตดูกระแสอารมณ์ของจิตในแต่ละวันมีตั้ง ๑๐๐ ครั้ง ๑,๐๐๐ ครั้ง ที่สัมผัสได้จากการกระทบของอายตนะ ๑๒ นั่นแหละเป็นของจริง

          ๓. ไม่ว่าจักเป็นอารมณ์โกรธ - โลภ - หลง มีแต่ตนเองเท่านั้นที่จักแก้ไขอารมณ์กิเลสเหล่านี้ลงได้ อย่าไปหวังให้บุคคลอื่นช่วยแก้ไข แม้แต่ตถาคตเองก็เป็นเพียงผู้บอก แก้ไขได้ก็ไปพระนิพพานได้ แก้ไขไม่ได้ก็ไปพระนิพพานไม่ได้ วัดจิตกันที่ตรงนี้ ไม่มีใครช่วยวัดได้ นอกจากตนเองจักต้องมีกำลังใจวัดด้วยตนเอง ตัดละ สละให้ได้ด้วยตนเองเท่านั้น และยิ่งร่างกายป่วยมากเท่าไหร่ ให้เห็นเวลาของชีวิตเหลือน้อย ถ้าไม่แก้ไขเสียตอนนี้ ก็อาจจักสายเกินไป อย่าลืมความเป็นพระอรหันต์เขาตัดกันได้ก่อนตายนะ เพราะฉะนั้นจงอย่าประมาทเป็นอันขาด

          ๔. อย่ากังวลใจไปล่วงหน้า เพราะจักทำให้อุปาทานเกิด ให้เตรียมจิตพร้อมรับในปัจจุบันดีกว่า และเหตุการณ์ในอดีตเกี่ยวกับการเข้าใกล้มรณะภัย ก็ให้นำมาพิจารณาเตือนจิตของตนเองได้ แต่อย่าไปหวาดหวั่นพรั่นพรึงให้มากจนเกินไป แล้วเตรียมซ้อมจิต ตั้งสติคอยรับเหตุการณ์ในปัจจุบันให้พร้อมในธรรมปัจจุบัน จิตจักได้ไม่กังวลมาก ทำใจให้พร้อมในทุกขณะจิต แก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้อย่างรู้เท่าทัน สติเท่านั้นจักทำให้ทันต่อเหตุการณ์ อย่าตกใจให้มากจนเกินไป

          ๕. ให้คำนึงถึงความจริงของชีวิต ทุกๆ ขณะจิตมีความตายแฝงอยู่ในความทรงอยู่ของร่างกายนี้ ให้เห็นธาตุ ๔ กายคตา - อสุภกรรมฐานตามความเป็นจริง จิตจักได้คลายจากความเกาะติดร่างกายนี้ลงไปได้ ยิ่งเห็นความไม่เที่ยง เห็นความทุกของการมีร่างกายนี้มากเท่าไหร่ จิตจักคลายจากอารมณ์เกาะติดได้มากขึ้นเท่านั้น ความอาลัยในชีวิต อันเป็นความอยากที่จักให้ร่างกายทรงอยู่ ก็คลายลงไปได้มาก การอยากให้อายุยืนยาวก็ดี การอยากให้ร่างกายไม่ป่วย ไม่เจ็บ ไม่ไข้ก็ดี เป็นการฝืนธรรม ซึ่งส่วนใหญ่กระแสของจิต มักจักเป็นเยี่ยงนี้เสมอ จึงเป็นจิตที่มากไปด้วยกิเลส หากหวังการก้าวหน้าของจิต ให้วัดอารมณ์ของตนเองเข้าไว้เสมอ แล้วให้ย้อนดูอารมณ์เกาะกิเลสในอดีต พิจารณาเปรียบเทียบกับปัจจุบัน จะได้มากน้อยสักแค่ไหน หรือยังละไม่ได้เลย นี่จุดนี้จักต้องรู้เอาไว้ด้วย มิใช่ทำกันไปเรื่อย แต่อารมณ์ไปถึงไหนไม่รู้ ก็ใช้ไม่ได้เหมือนกัน การรู้อารมณ์ก้าวหน้าหรือเสื่อมลง จุดนั้นจักทำให้มีกำลังใจในการปฏิบัติ บางคนท้อแท้เพราะมัวแต่ย่ำเท้าอยู่ในปัจจุบัน มองไม่เห็นความก้าวหน้าหรือถอยหลังของจิต แต่ถ้าพิจารณาย้อนไปย้อนมา ก้าวหน้าก็จักได้มีกำลังใจ ถ้าถอยหลังก็ได้รู้จุดบกพร่องอยู่ตรงไหน ก็จักได้แก้ไขอารมณ์ของจิตได้ และก้าวหน้าอย่างไร ก็เอาจุดนั้นแหละมาเป็นหนทางปฏิบัติให้ก้าวหน้าต่อๆ ไป

          ๖. อย่าห่วงใครให้มากกว่าห่วงใจตนเอง มรรคผลนิพานเป็นเรื่องส่วนตัวแท้ๆ เป็นกิจภายในที่ไม่มีใครทำแทนกันได้ การชี้แนะการบอกแนวทางนั้นบอกได้ แต่มรรคผลอันพึงเกิดขึ้นได้จริงๆ ก็ต่อเมื่อผู้ฟังนำไปคิดพิจารณา แล้วหาทางปฏิบัติเอาเองเท่านั้น จึงจักเป็นของจริง หมั่นพิจารณาร่างกายให้มากขึ้น ค่อยๆ พิจารณาให้เห็นชัดขึ้นๆ ก็จักวางภาระร่างกายนี้ลงได้

          ๗. การปฏิบัติมาถึงขั้นนี้แล้ว ให้สำรวจใจดูว่าจริงจังกับกรรมฐานเต็มที่หรือยัง ลองสำรวจใจให้ลึกๆ ซิว่า กรรมฐานกองไหนที่ตนยังมีความบกพร่องอยู่ให้รีบแก้ไขกองนั้น อย่าคิดว่าทำไม่ได้ ต้องตั้งใจว่าทำได้ เพราะถ้าหากทำไม่ได้ก็ไปพระนิพพานไม่ได้ การไปพระนิพพานจักต้องเอาจริงกัน มิใช่สักแต่ว่าทำอะไรเล่น ๆ หรือทำบ้างไม่ทำบ้าง หรือมัวแต่คิดว่า เวลายังเหลืออยู่มากก็ใช้ไม่ได้ จัดว่าเป็นการประมาทอย่างยิ่ง สำรวจใจดูให้ดี อย่าเข้าข้างตนเอง จักเห็นว่ายังมีจุดบกพร่องอีกเยอะ และตราบใดที่ยังไม่เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน สำรวจแล้วกิเลสโลภ - โกรธ - หลงยังอยู่ในจิต ก็แสดงว่ายังดีไม่พอ อย่าหลงคิดว่าตนเองดีแล้วเป็นอันขาด

          ๘. เวทนาของร่างกาย ให้สักเพียงแต่ว่าเป็นของร่างกาย และจงพยายามอย่าเอาจิตไปยึดเกาะในเวทนานั้นๆ รู้จำเป็นต้องรู้เพื่อให้จิตเห็นความไม่เที่ยงของกายสังขาร หรืออุปาทานขันธ์ ๕ ก็จักกำเริบได้น้อย อนึ่งถ้าหากจุดนี้ทำได้ จิตจักสงบมาก ไม่เดือดร้อนใจไปกับทุกขเวทนา หรือสุขเวทนาของกายสังขาร พิจารณาให้รอบคอบ แล้วจักเห็นหนทางให้จิตเป็นไป

 

ปกิณกะธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. เรื่องของกรรม เป็นเรื่องวิสัยของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นเรื่องกรรมใครกรรมมันอย่างแท้จริง จุดนี้ให้พวกเจ้าได้ดู ได้เห็น ได้ศึกษากันไว้เป็นบทเรียน ผู้ปฏิบัติธรรมย่อมมีอุปสรรคเข้ามาทดสอบกำลังใจของจิตอยู่เสมอ สอบได้ สอบไม่ได้ ผ่านไม่ผ่านก็อยู่ตรงนี้ อย่างเจ้าเวลานี้ถูกทอสอบด้วยอาการเจ็บไข้ได้ป่วย วางเวทนาได้หรือไม่ได้ก็ดูกันที่ตรงนี้ อย่างคุณหมอก็เช่นกัน ปัญหาครอบครัวทางบ้านก็เป็นข้อสอบ ละวางได้แค่ไหน นั่นแหละเป็นของจริง สิ่งเหล่านี้จักเป็นครูวัดผลของการปฏิบัติในแต่ละบุคคล ว่าจักสามารถปล่อยวางจากภาระของโลกได้แค่ไหน จักไปพระนิพพานมีกำลังใจตัดวางได้สักแค่ไหน ให้มีสติกำหนดรู้รักษากำลังใจอย่าให้ท้อถอยกับครูผู้เข้ามาทดสอบ หรือเหตุการณ์ที่เข้ามาทดสอบ ตั้งจิตแน่วแน่ลงไปว่าจักมีเหตุการณ์ร้ายแรง มีความเป็นความตายเข้ามาถึงชีวิตและร่างกายขนาดไหน เราก็จักปักหลักแน่วแน่อยู่จุดเดียว คือ มุ่งตัด ลด ละ กิเลสเพื่อไปพระนิพพาน จุดนั้นแหละจึงจักชนะได้

          ๒. ดีแล้วที่รู้สึกว่าความตายกับชีวิตใกล้กันมาก เพียงแค่หายใจเข้าแล้วหายใจออกไม่ได้ ความตายก็เข้ามาถึง หรือหายใจออกแล้วหายใจเข้าไม่ได้ ความตายก็เข้ามาถึง ในความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้น อย่าคิดว่าชีวิตของตนเองจักอยู่ต่อไปถึงเบื้องหน้าอยู่จนแก่มันมีอะไรดี แต่อารมณ์จิตลึกๆ ให้สังเกตดูว่า จิตมันอยากอยู่ต่อไปนานๆ โดยไม่คิดว่าความจริงชีวิตของร่างกายมันอาจจักตายลงเดี๋ยวนี้ แม้จักคิดถึงจุดนี้ได้ทั้งเช้าและเย็น ความคิดนี้ก็ยังไม่ใช่อารมณ์จริง ให้สอบจิตดูว่า ละได้แล้ว ละได้จริงหรือไม่ อย่าลำเอียงเข้าข้างตนเองก็แล้วกัน ก็จักเห็นได้ไม่ยาก

          ๓. อย่าลืมสติเป็นใหญ่ของการปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงมรรคผลนิพพาน เพราะสติ สัมปชัญญะ จักกำหนดรู้ถึงตัวปัญญา สามารถแยกแยะมรรคผลของการปฏิบัติได้ชัดเจน อะไรคือสารประโยชน์ของธรรมะที่พึงนำมาปฏิบัติ ตัวนี้มีใช่สักเพียงแต่ว่ารู้อย่างผิวเผินเท่านั้น ตัวรู้ตัวนี้เป็นปัญญาที่แท้จริงของพุทธศาสนา มิใช่ตัวรู้ที่เกิดขึ้นมาด้วยสัญญา เป็นตัวรู้ที่เกิดขึ้นจากจิตมีสติ สัมปชัญญะ รู้ด้วยปัญญา เห็นธรรมในธรรมได้ถูกต้องตามความเป็นจริง ธรรมในที่นี้กล่าวคือ รู้กายกับจิต หรือรู้รูปกับรู้นามอย่างเดียวกันนั่นแหละ พระพุทธศาสนาของตถาคตเจ้ามุ่งสอนให้รู้กายกับจิต หรือรูปกับนาม เพื่อให้เห็นตามความเป็นจริง รู้จนกระทั่งจิตหลุดจากสมมุติถึงธรรมวิมุติล้วนๆ นั่นแหละถึงซึ่งพระนิพพานได้อย่างแท้จริง

          ๔. อย่ากังวลใจถึงอนาคตของชีวิต ให้รักษาอารมณ์ของจิตให้ผ่องใสอยู่ในธรรมปัจจุบันเท่านั้นเป็นพอ ให้เห็นทุกอย่างไม่เที่ยง ทุกอย่างเป็นทุกข์ ทุกอย่างเป็นอนัตตา มีความสลายตัวไปในที่สุด เห็นกฎธรรมดาเป็นอย่างนี้ แม้ชีวิตกายสังขารนี้ก็เช่นกัน ย่อมหนีกฎธรรมดาไปไม่ได้ ให้เตรียมจิตยอมรับกฎธรรมดาไว้ให้พร้อม แล้วรักษาอารมณ์ของจิต ไม่ต้องห่วงใคร ไม่เป็นกังวลใดๆ ในโลกทั้งหมด ไม่เป็นกังวลแม้แต่ร่างกายของตนเอง มันจักเป็นอย่าไรก็ยกให้เป็นกฎของธรรมดาว่า เมื่อมีร่างกายเกิดขึ้นมาแล้ว ย่อมมีแก่ มีเจ็บ มีตาย มีความพลัดพรากจากของรักของชอบใจ มีความปรารถนาไม่สมหวังนี้มันเป็นธรรมดา พิจารณาไปตามนี้ให้จิตยอมรับกฎของธรรมดาตามความเป็นจริง แล้วจิตจักเป็นสุขไม่ดิ้นรน ไม่ฝืนธรรมให้เป็นที่เดือดร้อนใจ พระธรรมในพระพุทธศาสนานี้มุ่งสอนคนให้พ้นทุกข์ ด้วยการเอาจิตยอมรับสภาพธรรมตามความเป็นจริง

          ๕. น้ำใจที่ให้อภัยได้นั้น ต้องกอปรไปด้วยเมตตา พรหมวิหาร ๔ เป็นประการสำคัญ และมีจิตยอมรับนับถือ เคารพในกฎของกรรมประการหนึ่ง กล่าวคือมีจิตเห็นกฎของธรรมดาว่า บุคคลใดทำดีย่อมได้ดี บุคคลใดทำชั่วย่อมได้ชั่ว เป็นผลตอบสนองแน่นอน จุดนี้พวกเจ้าจักเห็นได้ว่า การศึกษาพระสูตรก็ดี ในปฏิปทาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันก็ดี ในปฏิปทาของพระอรหันต์สาวกก็ดี ทุกท่านไม่มีการฝืนกฎของธรรม และทุกท่านก็เต็มเปี่ยมไปด้วยอภัยทาน ใครดีใครชั่วก็เห็นเป็นกฎธรรมดา จิตของท่านไม่ได้ไปดีไปชั่วกับเขาด้วย จิตของท่านมีแต่เมตตาสงเคราะห์ ถ้าหากไม่เกินวิสัยกฎของกรรมอันพอจักแนะนำให้กลับตัวกลับใจได้ ท่านก็จักเมตตาแนะนำให้เขากลับตัวกลับใจ แต่ถ้าหากเกินวิสัยกฎของกรรม บุคคลผู้นั้นดื้อด้านเกินไป ท่านก็จักอุเบกขา มีความวางเฉย ไม่ซ้ำเติม ไม่ส่งเสริม หรือยับยั้งการกระทำของเขา ยกเว้นเขาผู้นั้นเป็นภัยแก่พระพุทธศาสนาอย่างร้ายแรง ก็จักคอยควบคุมดูแลพฤติกรรมของบุคคลผู้นั้นไป แต่พระพุทธเจ้าก็ดี พระอรหันต์ก็ดี ส่วนใหญ่จักมีพระญาณหรือญาณอันเป็นเครื่องรู้ว่า บุคคลผู้มุ่งร้ายทำลายพระพุทธศาสนากระทำการไปก็ไม่สำเร็จ ผลสุดท้ายผลกรรมอันเลวร้ายก็จักเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้นั้นเอง เมื่อทราบกฎของกรรมดังนี้ จิตของพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์สาวกจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยอภัยทาน ไม่โกรธ แต่กับสงสารบุคคลเหล่านั้น ต้องหมกไหม้อยู่ในไฟนรกสิ้นกาลนาน แต่ในการประกาศพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าก็ดี พระอรหันต์สาวกก็ดี ถือว่าเป็นหน้าที่ที่จักต้องปฏิบัติไปจนกว่าชีวิตจักหาไม่ ก็ด้วยเมตตาพรหมวิหาร ๔ อีกเช่นกัน กล่าวคือมีเมตตากรุณา ประสงค์ให้บุคคลอันพึงที่จักสงเคราะห์ได้ ให้ล่วงทุกข์ไปได้ด้วยพระธรรมคำสั่งสอนใน ๔ ระดับ คือ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ ทุกองค์ทำหน้าที่เหล่านี้ด้วยกำลังใจเต็มเสมอ เพราะฉะนั้น พึงรักษาพรหมวิหาร ๔ ให้ครบทั้ง ๔ ประการเข้าไว้ เพื่อจิตจักได้เยือกเย็น มีอภัยทานเกิดขึ้นได้และพรหมวิหาร ๔ เลี้ยงทั้งศีล สมาธิ ปัญญา ให้เข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูงได้ง่าย

          ๖. การเจริญพระกรรมฐานขั้นสุดท้าย ที่จักนำจิตให้เข้าสู่ความเป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูง คือ อย่าทิ้ง กายคตา มรณา และอสุภกรรมฐาน เพราะเป็นกรรมฐานที่เกี่ยวเนื่องด้วยกาย จุดสุดท้ายที่จิตเราทุกคนต้องการจักไปพระนิพพาน ก็จักต้องตัดร่างกาย ไม่ มีความอาลัยและเยื่อใยกับร่างกาย กรรมฐานจุดนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จักต้องเจริญเพื่อให้ถึงจุดละได้ ปล่อยวางได้ เรื่องนี้มิใช่จักทำกันเล่นๆ ทำบ้างไม่ทำบ้างก็ละไม่ได้ จักต้องทำกันจริงๆ ให้จิตเห็นความจริงในความเสื่อม ในความไม่เที่ยงของร่างกาย จิตจักยอมรับความจริงของร่างกายด้วยปัญญา มิใช่ยอมรับด้วยสัญญา อย่าลืมสัญญากับปัญญาเกิดขึ้นกับผู้ใดในจิตแล้ว จักเห็นว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน เพราะสัญญานั้นจำได้ประเดี๋ยวก็ลืม แต่ปัญญาที่เกิดขึ้นจากการพิจารณาจนจิตยอมรับจุดนั้น จิตไม่มีคำว่าลืม ทำให้ได้จริง ๆ แล้วเจ้าจักรู้ตัวปัญญาในพุทธศาสนาจริง ๆ และจงอย่าประมาทในชีวิต ความตายจักมาเยือนร่างนี้เมื่อไหร่ก็ได้ เพราะฉะนั้นจงใช้เวลาให้มีค่ามากที่สุดในการเจริญพระกรรมฐาน เพื่อตัดกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปหาน

          ๗. เวลาร่างกายไม่ดี ก็ให้รู้ว่าจุดนี้เป็นการทดสอบจิตได้ดีที่สุดว่า จิตยังติดอุปาทานขันธ์ ๕ เพียงใด ให้พิจารณาถึงจุดที่เกาะติดนั้นเป็นโทษ เพราะเป็นการหน่วงเหนี่ยวจิตให้เกาะติดกับขันธ์ ๕ เป็นเหตุให้มีอันต้องไปจุติอีก คนที่ต้องการไปพระนิพพานจักต้องกวดขันถึงอารมณ์จุดนี้ให้มาก ๆ ให้สังเกตอารมณ์ของเราไว้ให้ดีว่าจุดไหนบ้างที่จิตไปเกาะติดอยู่ในอารมณ์นั้น

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่