อายตนะ ๑๒ ทำจิตให้หมดราคะและปฏิฆะได้



 

          วันอังคารที่ ๑๗ ส.ค. ๒๕๓๖ หลวงพ่อฤๅษี ท่านเมตตามาสอนธรรมเรื่องนี้ให้ ดังนี้

          ๑. "การเข้าถึงธรรมด้วยสัญญา มันจึงเป็นอันตรายแก่เพศสมณะอย่างนี้ จะโกนหัวหรือไม่โกนหัว การถือบวชก็ต้องจัดว่าเพื่อเป็นพระ หากเจ้าถึงธรรมด้วยปัญญาจริง ๆ แล้ว ไม่มีผู้หญิงหรือผู้ชายคนไหนที่จะมาสึกพระ ให้หลุดจากสมณะวิสัยได้"

          (เรื่องเดิมมีความโดยย่อ ๆ ดังนี้ หลวงตาองค์หนึ่งอายุ ๗๐ กว่าปีแล้ว ท่านสวดมนต์เก่งมาก จัดเป็นอันดับหนึ่งของวัดท่าซุง พอท่านย้ายออกจากวัดไปเป็นเจ้าอาวาสอีกวันหนึ่งได้ไม่นาน ก็สึกออกไปมีเมียอายุ ๔๐ ปีเศษ อยู่ได้พักเดียวก็เลิกกัน เพราะกฎของกรรม จะบวชนานเท่าไหร่ หากราคะและปฏิฆะไม่หมด ผู้หญิงก็สึกเอาไปทำผัวได้)

 

          ๒. "พวกเอ็งดู ๆ เอาไว้ อย่าได้ประมาทในธรรมของการเสพกามนี้ อายุเป็นเพียงแค่ตัวเลขเท่านั้น ๗๐ กว่ายังมีสิทธิ์ถูกควายเขาอ่อนขวิด จนหลุดออกจากเพศพระ เพราะกฎของกรรมมันเข้ามาตัดความดี พวกเอ็งก็เหมือนกัน ต่างคนต่างก็ไม่รู้กฎของกรรมมันจะเข้ามาเล่นงานเอาวันไหน เวลาใด ต้องเร่งพิจารณากายคตา, มรณา, อสุภะ เข้าไว้ ตราบใดที่จิตยังไม่หมดอารมณ์ และร่างกายมันยังไม่หมดปฏิกิริยาของกายกำหนัด ประมาทธรรมนี้ไม่ได้เป็นอันขาด"

          ๓. "อายตนะ ๑๒ ที่ท่านพระอานนท์ให้พวกเอ็งทำนั้น หากทำได้ดีพอสมควร จิตก็จะตัดกามคุณ ๕ ได้อย่างเด็ดขาด เพราะธรรมภายใน คือ ตา-หู-จมูก-ลิ้น-กาย-ใจ ธรรมภายนอก คือ รูป-เสียง-กลิ่น-รส-สัมผัส-ธรรมารมณ์ หมวดนี้แก้อารมณ์ราคะ และปฏิฆะได้โดยตรง จงพิจารณาให้ดี ๆ ให้ถึงที่สุดของความดับ เห็นสภาพที่แท้จริงของความดับในอายตนะ ๑๒ นี้ ถ้าหากทำได้ ก็จะเป็นพระอนาคามีได้ไม่ยาก ถ้าหากทำดีได้ถึงที่สุด ก็มีสิทธิ์เข้าถึงพระอรหัตผลได้แน่นอน"

          ๔. "ขอบอกย่อ ๆ ไว้เป็นตัวอย่าง อย่างตานี่ เป็นธรรมภายใน มีความเสื่อมอย่างที่ท่านพระอานนท์บอก มันเคลื่อนไปทุกขณะจิต และสภาพของตามันไม่คงที่ อายุสัก ๔๐ ปี ก็ต้องหาแว่นมาใส่ให้มัน เพราะเลนส์มันเสื่อม บางรายมีกรรมหนัก ตาบอดเสียตั้งแต่ยังไม่ตาย และในที่สุดอนัตตาใหญ่มาถึง คือ ร่างกายมันตาย ประสาทตามันก็ต้องดับ และตาก็เน่าเฟะ ตาเป็นอาหารของหมู่หนอนไปในที่สุด สำคัญรูปซึ่งเป็นธรรมภายนอกคู่กับตา มองไปก็รูปเคลื่อนไปทุกขณะจิต ไม่ว่าคน สัตว์ วัตถุและรูปทุกชนิด ทุกรูปมาจากธาตุ ๔ มีความเกิดเป็นเบื้องต้น มีความเสื่อมไปในท่ามกลาง และมีความตายไปในที่สุด ตายแล้วก็เน่าเปื่อยผุพัง เป็นอนัตตาเหมือนกัน นี่คิดให้เป็นต้องคิดให้ถึงที่สุด คิดทุกคู่เพราะเกี่ยวข้องกับกามคุณ ๕ เกี่ยวข้องกับอารมณ์ราคะ และปฏิฆะโดยตรง ถ้าหากคิดด้วยปัญญา ไม่ใช่จำด้วยสัญญา คิดบ่อยๆ จนจิตยอมรับสภาพของความเป็นจริงคือ อริยสัจของอายตนะ ๑๒ นี้ จิตมันก็หมดอารมณ์ราคะ-ปฏิฆะได้ อย่าว่าแต่หนุ่มสาวที่ไหนจะมาสึกพระด้วยตนเองเลย แถมเอาช้างมาลากฉุดดึงอีก ๑๐๐ เชือก จิตของพระมันก็ไม่ไป เตลิดไม่ได้แล้ว หมดอยากรัก-อยากโกรธ แต่ยังไม่หมดหลงหรอกนะ พระอนาคามีนี่ยังมีหลงอยู่อีก ก็ต้องหมดหลงเอา เมื่อเป็นพระอรหันต์โน่นแน่ะ"

 

ทุกคนในโลกไม่มีทุกข์นั้นไม่มี

          เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๙ ส.ค. ๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตาตรัสสอน

          ๑. "จงมองคนทุกคนในโลก จักเห็นว่าไม่มีทุกข์นั้นไม่มี ทุกข์ของการมีร่างกาย ทุกข์ของการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ทุกข์ด้วยอารมณ์ของจิตที่เบียดเบียนตนเอง การมีชีวิตทรงอยู่ในโลก จึงเต็มไปด้วยความทุกข์"

          ๒. "เมื่อเจ้าเห็นเป็นประการนี้ ก็จงดูชาวโลกุตรชน จักเห็นความเป็นผู้รู้-ผู้ตื่น-ผู้เบิกบาน อยู่ในจิตที่สงบของทุกท่านในที่นี้ อย่าว่าแต่เพียงตถาคตหรือพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์หรือพระอรหันต์สาวกเลย แม้พรหม-เทวดา-นางฟ้า ผู้ล่วงเข้าสู่ โลกุตรชน ก็ทำการตัดกิเลสให้จิตได้สุข สงบตามลำดับแห่งบารมีธรรมของตนเองนั้น ๆ"

          ๓. "เพราะฉะนั้นพวกเจ้าก็เช่นกัน วันทั้งวัน คืนทั้งคืน จงหมั่นตัดกิเลสตามกำลังของตน เพื่อทำให้จิตสุขสงบขึ้นมาตามลำดับเถิด หากกรรมใดทำแล้ว จิตเศร้าหมอง ปราศจากความสุขสงบ จงหมั่นหนีเลี่ยงการกระทำธรรมนั้น ทุกอย่างต้องใช้ปัญญาอันเป็น สัมมาทิฎฐิ เข้าพิจารณา และใคร่ครวญ อย่าคิดอย่าทำอะไรที่ขาดสติ และนำมาซึ่งการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นเป็นอันขาด"

          ๔. "อยากมานิพพาน จงทำกิจเพื่อพระนิพพานให้เข้มแข็งจริงจังด้วย ทำกันที่จิตนี่แหละเป็นประการสำคัญ เพราะการมาพระนิพพานเขาใช้จิตมา มิใช่ใช้ร่างกายมา ร่างกายเป็นสมบัติของโลก ในที่สุดก็ต้องคืนสู่โลกไป"

          ๕. "อย่าห่วงร่างกายให้มาก เพียงแต่ทำให้มันตามหน้าที่ ที่มีร่างกายตามความจำเป็นเท่านั้น เห็นทุกข์เห็นโทษของการมีร่างกายให้ชัดเจน เพื่อความเป็นประโยชน์อันจักนำมาซึ่งการตัดร่างกายทิ้งไปได้ในที่สุด เมื่อถึงวาระของการดับแห่งร่างกายนั้นได้เกิดขึ้น"

          ๖. "การทรงอารมณ์ สังขารุเบกขาญาณ ต้องใช้ปัญญารอบรู้ตามความเป็นจริง รู้ปกติธรรมของร่างกาย ทำทุกอย่างตามปกติธรรมนั้น ร่างกายมีโรคะ เบียดเบียนตัวมันเองอยู่ตลอดเวลา จิตของพวกเจ้าต้องไม่เบียดเบียนตนเองตามอาการของร่างกายนั้น ๆ หิวก็รู้ว่าหิว หาให้กินตามหน้าที่ ร้อนหรือหนาวก็รู้อยู่ ป่วยก็รู้อยู่ หาหยูกหายารักษา แต่รู้ด้วยความไม่กังวล เห็นปกติธรรมของร่างกายว่ามันเป็นอย่างนี้เอง รักษาอารมณ์ใจเข้าไว้ ให้ยอมรับกฎของธรรมดา จิตก็จักไม่ดิ้นรน ฝืนสภาวะของร่างกาย จิตก็จักสุขสงบได้ไม่ยากเย็น"

 

คนหลงขันธ์ ๕ อยากให้ขันธ์ ๕ อยู่นาน ๆ

          ในวันเดียวกันนั้น หลวงปู่บุดดา ท่านก็เมตตามาสอนเรื่องนี้ไว้ว่า

          ๑. "คนหลงขันธ์ ๕ ก็อยากให้ขันธ์ ๕ ทรงอยู่นานๆ แต่คนใดหมดความหลงในขันธ์ ๕ แล้ว ก็หมดอยากที่จะให้ขันธ์ ๕ อยู่นานๆ ยอมรับสภาพตาม ความเป็นจริงของขันธ์ ๕ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เห็นปกติธรรมที่เกิดดับของขันธ์ ๕ นั้นเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีใครจะฝืนกฎของกรรมได้"

          ๒. "เอ็งก็จงดูความทุกข์ของขันธ์ ๕ เข้าไว้ มันหาความปกติสุขไม่ได้เลย ไม่ว่าขันธ์ ๕ ของใครหรือขันธ์ ๕ ของเรา อย่าคิดแสวงหาความสุขของร่างกายเลย เพราะมันไม่จีรังยั่งยืน พยายามแสวงหาความสุขทางใจเข้าไว้ ขันธ์ ๕ มันจะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน เอาพระธรรมเข้ามาทำให้จิตเป็นสุขสงบเยือกเย็นดีกว่า จิตจักพ้นทุกข์เพราะเข้าถึงธรรมนี้แหละ"

          ๓. "อย่าห่วงขันธ์ ๕ ของใคร และอย่าห่วงใจของใครให้มากไปกว่าห่วงใจของเรา ดูอารมณ์ใจเอาไว้ให้ดีๆ ว่ามันเบียดเบียนขันธ์ ๕ ตัวเองและผู้อื่นหรือเปล่า"

          ๔. "การเบียดเบียนนั้นต้องไม่มีทางกาย-วาจาและใจไม่เบียดเบียนทั้งธรรมภายในและภายนอก จึงจัดว่าเป็นสุขอย่างแท้จริง" (เพื่อนของผมฟังท่านสอนแล้ว ก็เข้าใจว่าธรรมภายนอก หมายถึงไม่ใช้กาย-วาจา-ใจไปเบียดเบียนผู้อื่น และธรรมภายใน หมายถึงไม่ใช้กาย-วาจา-ใจมาเบียดเบียนตนเอง)

          ๕. "หลวงปู่ท่านก็บอกว่า ใช่ แต่ยังคิดไม่ลึกซึ้งพอ มีเวลาก็คิดให้เป็น คิดให้ถูกอย่างนี้ก็แล้วกันนะ หลวงปู่ไปละ"

 

ปกิณกะธรรมที่ควรรู้

          ๑. จงอย่าละเมิดอาบัติ แม้เพียงเล็กๆ น้อยๆ และอย่าคิดว่าแสดงอาบัติแล้วก็จบไป เหมือนกับการทำชั่ว เหมือนมีบาดแผล แม้แผลจะหายแต่แผลเป็นยังอยู่กับจิต ดังนั้นจึงไม่ควรมีอาบัติเป็นดีที่สุด

          ๒. คำว่าอุกฤษฏ์หมายถึง การปฏิบัติศีล-สมาธิ-ปัญญา ไม่ให้หลุดไปจากจิต และคำว่า สุขอย่างอุกฤษฏ์ หมายถึงพระอรหันต์ท่านมีความสุขอย่างอุกฤษฏ์ คือ สุขทางใจ สุขอย่างยิ่งในศีล-สมาธิ-ปัญญา หรือท่านหมดอารมณ์เบียดเบียนตนเองแล้ว (ใจตนเอง) จึงเท่ากับท่านพ้นภัยตนเองแล้ว เพราะพระพุทธองค์ทรงตรัสว่า "วันหนึ่ง ๆ ไม่มีใครมาทำร้ายเธอได้มากเท่ากับอารมณ์จิตของเธอเองทำร้ายจิตเธอเอง" หรือ "ภัยที่ร้ายแรงที่สุดในโลกนี้ก็คือ ภัยจากอารมณ์จิตของเราเองทำร้ายจิตตนเอง

          ๓. ให้ยกธรรมในบทส่งท้ายของมหาสติปัฏฐานมาพิจารณาใคร่ครวญบ่อยๆ ที่ทรงตรัสว่า ธรรมนี้มีอยู่เฉพาะหน้าสักเพียงแต่ว่ารู้ สักเพียงแต่ว่าอาศัย เราย่อมไม่สนใจในร่างกายของเราด้วย ไม่สนใจในร่างกายของผู้อื่นด้วย และไม่สนใจทุกสิ่งทุกอย่างในโลก หมายความว่า ไม่ติด-ไม่ยึด-ไม่เกาะ-ไม่เอาจิตเข้าไปผูกพันอะไรทั้งหมด

          ๔. อายตนะ๑๒ มีภายใน ๖ และภายนอก ๖ เป็นธรรมที่นำไปสู่ความหมดราคะและปฏิฆะได้โดยตรง ใครทำได้ทรงตัว พระอนาคามีผลย่อมเกิด หากทำได้ดีถึงที่สุด ก็เป็นพระอรหัตผล

          ๕. หลวงพ่อท่านให้ใช้ อารมณ์ช่างมัน คือ บอดเสียบ้าง ใบ้เสียบ้าง หนวกเสียบ้าง แล้วจิตจะเป็นสุข

          ๖. ท่านให้ใช้ธรรมะ ๒ ประโยค ให้เกิดประโยชน์สูงสุด คือ สัพเพสังขารา อนิจจา กับ สัพเพธัมมา อนัตตาติ ธรรม ๒ ประโยคนี้จะเข้าใจได้ดี ต้องเข้าใจเรื่อง อายตนะ ๑๒ ดีก่อน โดยให้ศึกษาเรื่องอายตนะภายใน กับภายนอก และธรรมสมมุติไปสู่ธรรมวิมุติ ที่พระอานนท์ท่านสอนให้เข้าใจก่อน แล้วปฏิบัติให้ได้ตามนั้น

 

คนฉลาดไม่ฝืนอารมณ์แต่คอยแก้ไขอารมณ์

          ในวันศุกร์ที่ ๒๐ ส.ค. ๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐมทรงพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ว่า

          ๑. "การที่จักไม่ติดใจในธรรมของโลกทั้ง ๓ นี้ (ทรงหมายถึง สัพเพสังขารา อนิจจา และสัพเพธัมมา อนัตตาติ) เจ้าก็จักต้องทำความเบื่อหน่ายในธรรมอันไม่เที่ยงเหล่านี้เสีย หมั่นชำระจิต เมื่อธรรมทั้งปวงเหล่านี้ผ่านเข้ามาสู่อายตนะสัมผัส โดยการกำหนดรู้ปล่อยวางอย่างรู้เท่าทันในความเป็นจริงแห่งธรรมนั้น ๆ"

          ๒. "เห็นทุกข์อันเกิดจากความสนใจในธรรมนั้นๆพิจารณาจนถึงที่สุดแห่งธรรมที่เข้ามากระทบอายตนะสัมผัสในแต่ละครั้ง"

          ๓. "คนฉลาดย่อมจักไม่ฝืนอารมณ์ เขาจักแก้ไขอารมณ์ที่เข้ามากระทบแต่ละครั้ง ตามจริต ๖ที่ตถาคตและพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ทรงกำหนดแนวทางเอาไว้ให้แก้ไข"

          ๔. "คนขลาดย่อมวิ่งหนีอารมณ์ คนเขลาตกเป็นทาสของอารมณ์ แต่คนฉลาดปักหลักสู้กับอารมณ์ตลอด ๒๔ ชั่วโมง รู้ศึกษาอารมณ์ตลอดเวลา สู้รบกับอารมณ์ตลอดเวลา สัประยุทธ์ชิงชัยอยู่ภายในเสร็จสรรพ ด้วยกองกำลังของตนเอง คือ โจทย์ตนเองเอาไว้ ให้คอยระวังข้าศึก คือ กิเลสที่เข้ามารบกวนอารมณ์อยู่ตลอดเวลา ไม่โทษธรรมที่เข้ามากระทบทางอายตนะสัมผัส คนเหล่านี้โทษจิตของตนเองที่หวั่นไหวไปตามธรรมนั้น ๆ"

          ๕. "โทษจิตแล้วหมั่นแก้ไขอารมณ์ ที่ชอบปรุงแต่งให้เกิดอุปาทาน อกุศลกรรมนั้น ๆ ด้วยความเพียรไม่ย่อท้อ คนเหล่านี้เห็นทุกข์อันเกิดจากจิตเสวยอารมณ์ กิเลส-ตัณหาอย่างชัดเจน รักรู้-โลภรู้-โกรธรู้-หลงรู้ ก็คอยตามแก้อารมณ์นั้น ๆ อยู่ร่ำไป จักแพ้หรือจักชนะอารมณ์ในคราวใดก็รู้ มีจิตกำหนดรู้อยู่เสมอ คำว่าไม่รู้ จึงจัดว่าเป็นผู้ประมาท จักไม่มีในจิตของคนเหล่านี้ เขาเผลอกันน้อยเต็มที นี่เป็นหนทางของการนำไปสู่ความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นำไปสู่ความไม่ประมาทในธรรมทั้งปวงอย่างแท้จริง ขอให้พวกเจ้าหมั่นปฏิบัติตามนี้เอาไว้ให้ดี ๆ"

          ๖.       “คำว่า ผู้รู้ คือ ผู้แจ้งโลก รู้วาระจิตของตน ไม่ติดอยู่ในธรรมอันไม่เที่ยงของโลกนั้นๆ จิตตื่นแล้วจากความข้องติด หลับใหลอยู่ในธรรมของโลกทั้งปวง โลกที่จองจำจิตเราได้มากที่สุด คือ ขันธโลก จักหลงเกิดในมนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก ก็เป็นผู้หลับใหลมองไม่เห็นสภาวธรรมนั้น ๆ ต่อเมื่อใช้ความเพียรโจทย์จิตตน จนเป็นผู้รู้ ผู้ตื่นในขันธโลก ไปตลอดจนพรหมโลก เทวโลก ตัดสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ประการ ที่รัดรึงจิตลงได้แล้ว ก็ย่อมเป็นผู้เบิกบานอย่างแท้จริง จิตบุคคลเหล่านี้ก็ถึงธรรมวิมุติ หลุดจากความเศร้าหมองด้วยประการทั้งปวง"

          ๗. "อย่าฟังคำตรัสของตถาคตแต่เพียงไพเราะรื่นหู ขอให้พวกเจ้านำไปคิดพิจารณาใคร่ครวญและปฏิบัติตามด้วย จักเป็นผลให้พ้นทุกข์ได้"


 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่