(พระธรรม ที่ทรงตรัสสอนในเดือนกันยายน ๒๕๓๖)




ธรรมชาติแสดงธรรมะ

เป็นไตรลักษณ์อยู่ตลอดเวลา

          เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒ ก.ย. ๒๕๓๖ เพื่อนผู้ร่วมปฏิบัติธรรมของผม ท่านได้ยินเสียงหญิงที่อยู่ข้างห้องพักของท่านบ่นว่า อากาศวันนี้มันร้อนมาก แต่ฝนก็ไม่ยอมตก เมื่อนำคำพูดของเขา มาพิจารณาเป็นธรรม โดยอาศัยคำสอนของ หลวงปู่หลุย ที่ว่า ความจริงธรรมชาติเขาแสดงธรรมะ เป็นไตรลักษณ์อยู่ทั้งวันทั้งคืน ไม่เคยหยุดพัก แต่คนไม่เห็น เมื่อจิตเรานึกถึงท่าน ท่านก็เมตตามาปรากฏให้จิตเราเห็นและสอนว่า

          ๑. ใช่ ธรรมะท่านแสดงอยู่ตลอดเวลา แต่คนที่เห็นธรรม และเข้าใจในธรรมตามความเป็นจริงสักกี่คน

          ๒. ยิ่งอารมณ์จิตไม่เที่ยง ก็ยิ่งทุกข์ไปตามสิ่งที่ไม่เที่ยงนั้น ๆ ใครจะเห็นธรรมหรือไม่เห็นธรรม ก็ไม่สำคัญเท่ากับตัวเราจะต้องเห็นธรรมนั้น และเข้าใจธรรมนั้นด้วยตนเอง เพราะหากจิตเราไม่เที่ยงเท่าไหร่ ทุกข์ย่อมเกิดขึ้นกับจิตเราเท่านั้น จิตมันหวั่นไหวไปกับความไม่เที่ยงด้วยไฟ ๓ กอง คือ ไฟโลภ - โกรธ - หลง เป็นการทำร้ายตนเอง เบียดเบียนตนเอง เพิ่มทุกข์ให้กับตนเองโดยตรง

          ๓. อารมณ์ของใครก็ไม่สำคัญ เท่ากับอารมณ์จิตของเราเอง ที่ยังหวั่นไหวอยู่ด้วยไฟภายใน ๓ กอง ดังนั้น จงพยายามแก้ไขอารมณ์ที่จิตของเราเป็นสำคัญ อย่าไปพยายามแก้ไขอารมณ์ที่จิตของผู้อื่น

          ๔. การดับไฟที่มีเชื้อ ต้องดับที่ต้นเหตุ อย่าไปดับที่ปลายเหตุ เรื่องอื่น ๆ อย่าไปสนใจ ให้รีบแก้ไขอารมณ์ร้ายของจิตเราเองก่อน เช่น เรื่องความวิตกเกี่ยวกับเรื่องท่านพระมหาวีระ จะกลับหรือไม่นั้น เอ็งอย่าเพิ่งเอาจิตไปจับ ปล่อยวางทิ้งไปก่อน ลืมมันเสีย คิดไปก็ทำให้จิตเศร้าหมอง เป็นการบั่นทอนกำลังของจิตให้คลอนแคลน ไม่มีแรงจะต่อสู้กิเลสได้

          ๕. เอ็งต้องระงับตัดอารมณ์นี้ทิ้งไป ไม่เช่นนั้นการปฏิบัติธรรมก็จะไม่มีผล มาพูดถึงแนวการละอารมณ์โกรธ - โลภ - หลงที่เจ้ามาสิงอยู่ในจิตดีกว่า เอ็งมันเป็นคนเกิดนาน เรียกว่ามีญาติมาก และเวลานี้ พระท่านตั้งแต่สมเด็จองค์ปฐมลงมาจนถึงพระอริยสาวก ท่านตามสงเคราะห์เอ็ง เพราะความเป็นญาติอันนี้

          ๖. แต่ยังก่อน เอ็งต้องคิดถึงหลักของความเป็นจริง การเกิดการตายทุกครั้ง คนเราไม่ได้สร้างกรรมดีเสมอไป อารมณ์ที่เป็นอกุศลมักจะเข้าสิงจิต ให้ทำกรรมชั่วเสียมากกว่ากรรมดีหลายร้อยหลายพันเท่านัก เพราะจิตที่ยังต้องจุติอยู่นั้น ต่างก็ยังมีอารมณ์ของไฟโมหะ - โทสะ - ราคะ เข้าครอบงำ ให้ทำกรรมอันเนื่องจากอารมณ์ทั้ง ๓ นั้น สร้างกรรมชั่วสืบต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

          ๗. เพราะฉะนั้นจงคิดไว้เสมอว่า การมีญาติมากยังไม่สำคัญเท่ากับการมีศัตรูมาก ศัตรูมาจากไหน ก็มาจากการสร้างเวรต่อกรรมของตัวเราเองในชาติก่อน ๆ เพราะฉะนั้น เมื่อมีกรรมอันเป็นอกุศลมากระทบจิต ไม่ทางกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมก็ดี ก็จงรู้ไว้เถิดว่า นั่นเป็นกฎของกรรมที่ตัวเราทำเอาไว้ในอดีตเข้ามาตอบสนอง

          ๘. ดังนั้น การแก้ไขอารมณ์ถูกกระทบ ก็ต้องสำรวมมโนกรรม วจีกรรม กายกรรม ให้สงบเข้าไว้ อย่าไปต่อกรรมกับบุคคลผู้อื่นที่เข้ามากระทบเป็นอันขาด ใหม่ ๆ อาจจะเผลอบ้าง แต่ต้องเพียรเอาสติคุมอารมณ์ของจิตเข้าไว้ เราจะไม่มีศัตรูกับใครอีก ทั้งกาย วาจา ใจ และพยายามจะสงบอารมณ์ไม่เป็นศัตรูกับจิตของตนเอง ไม่ทำร้ายจิตของตนเอง ตั้งใจมีอภัยทานเข้าไว้ ให้กับอารมณ์จิตของตนเองอยู่เสมอ โดยการปล่อยวาง ระงับ หรือตัดอารมณ์ร้ายที่เป็นไฟโมหะ-โทสะ-ราคะ ไปเสียจากจิต โดยความตั้งใจจริง

          ๙. ศัตรูภายนอกมาทวงหนี้คืน ก็ชดใช้เขาไป จิตเรามีแต่อภัยทาน ประกาศความเป็นมิตรอยู่ในจิตตลอดเวลา ศัตรูภายในคืออารมณ์ใจร้ายที่ร้อนไปด้วยไฟภายใน ๓ กองนี้ เราก็พยายามเลิกถอนความเป็นศัตรูนี้ให้ออกไปเสียจากจิต ประกาศอิสรภาพของจิตให้เป็นไทมากขึ้นตามลำดับ อารมณ์เกิดก็พยายามระงับตัดทิ้งไป เพื่อเป็นชัยชนะแก่จิตตนเอง หาความเที่ยงที่หมดทุกข์ให้แก่จิตของตนเอง

          ๑๐. พยายามเข้านะลูก หนีศัตรูไปอยู่กับญาติที่พระนิพพานดีกว่า เคารพในกฎของกรรมเข้าไว้ จิตจะไม่ต่อกรรมไป ตำหนิกรรมนอกตัวให้เป็นโทษ ให้เป็นทุกข์อีก หยุดโทษภายนอกหันมาโทษจิตของตนเอง แก้ไขตรงจิตของตนเอง มันชั่วมาก ร้ายมาก แก้ไขให้ได้ เพียงจิตสงบและเที่ยงที่อารมณ์จะไม่เกิดอีก ด้วยไฟ ๓ กองเท่านี้ เองก็สามารถไปนิพพานได้ พบญาติอยู่กับญาติอย่างเป็นสุข ดีกว่าพบศัตรูอยู่กับศัตรูมีแต่เป็นทุกข์

          ๑๑. อ้อ อย่าลืมศัตรูภายนอกมี ศัตรูภายในคืออารมณ์จิตร้อนไปด้วยไฟมี แต่อย่าลืมศัตรูตัวร้ายคือร่างกายตัวเอง ที่จิตมันหลงยึดมั่นถือมั่นอยู่นี่ซิจงอย่าลืม นี่แหละตัวยึดมั่นถือมั่น อะไรมากระทบร่างกายเป็นไม่ได้ ไฟ ๓ กองลุกไหม้จิตทุกที อย่าลืมเอามรณานุสสติ กายคตานุสสติ อสุภกรรมฐาน ทำลายความยึดมั่นถือมั่นในร่างกายนี้ลงด้วย ศัตรูร้ายตัวนี้เผลอเมื่อไหร่ หลงมันมากทุกที คิดว่าเป็นเราเป็นของเราทุกที ตัวนี้อันตรายอย่างใหญ่หลวง อย่าลืม

 

ธัมมวิจัย

          ๑. อ่านแล้วพิจารณาคำสอนของหลวงปู่หลุยแล้ว จะพบว่า หลวงปู่ท่านเมตตาสอนพวกเราหลายเรื่อง อันแรกคือธรรมชาติแสดงธรรมเป็นไตรลักษณ์อยู่ตลอดเวลา

          ๒. แสดงเรื่องกฎของกรรม อันเป็นอริยสัจเบื้องสูง พวกเราเกิดตาย ๆ กันมานับชาติไม่ถ้วน จึงมีญาติเยอะ (เป็นยุ้ย ญาติเยอะ) เพราะกฎของกรรมที่มีกรรมผูกพันกันมาในอดีต จึงมีพระตั้งแต่สมเด็จองค์ปฐมลงมาจนถึงพระอริยสาวก ตามมาสงเคราะห์ให้ เพราะความเป็นญาตินี่แหละ (กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุทั้งสิ้น)

          ๓. ในอดีตพวกเราทำกรรมชั่วมากกว่ากรรมดี ซึ่งจริง ๆ แล้ว มิใช่เป็นพันเท่า ท่านพูดเอาใจพวกเราเท่านั้น สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสว่า ความดีที่พวกเจ้าทำไว้ มีประมาณเพียงเท่าขี้เล็บ แต่ความชั่วที่พวกเจ้าทำไว้ มีปริมาณเท่ากับขุนเขาทีเดียว เราเคยเอามาคิดกันบ้างหรือเปล่า เพราะขณะชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย เราพยายามปฏิบัติตามโอวาทปาฏิโมกข์ คือ ละชั่ว-ทำดี-ทำจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ เราก็ยังเผลอคิดชั่วกันวันละกี่ร้อยครั้ง หรืออย่างเบา ๆ ก็กี่สิบครั้ง แล้วในอดีตจะขนาดไหน

          ๔. เรื่องศัตรูภายนอกและภายใน นาน ๆ จึงจะมีศัตรูภายนอกตามมาให้ผลสักที แต่ทุกวันเราเผลอคิดชั่วอันเป็นศัตรูภายใน เราเผลอกันวันละกี่หน จนพระองค์ทรงตรัสว่า วันหนึ่ง ๆ ไม่มีใครมาทำร้ายเธอได้มากเท่ากับอารมณ์จิตของเธอเอง ทำร้ายจิตของเธอเอง เป็นต้น ผมขอธัมมวิจัยไว้แค่ตัวอย่างเท่านั้น

 

เรื่องที่เป็นสาระและไม่ใช่สาระ

          พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ทรงพระเมตตามาสอนให้ที่วัดท่าซุง เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๖ ก.ย. ๓๕ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ผู้ใดเห็นสิ่งที่เป็นสาระว่าเป็นสาระ คือ ผู้ประเสริฐ ผู้ใดเห็นสิ่งที่ไม่เป็นสาระเป็นสาระ ผู้นั้นยังเป็นคนโง่อยู่

          ๒. การเลือกเฟ้นธรรมะที่เป็นเนื้อหาสาระนั้นควรทำ เพราะจักทำให้กำลังของวจีกรรม และมโนกรรม ควบคุมได้ โดยรู้จัก ใช้หลัก นิสัมมะ กะระณัง เสยโย (ใคร่ครวญเสียก่อนจึงทำ)

          ๓. การมุ่งพิจารณาโดยมุ่งเอาแต่เนื้อหาสาระ ตัดธรรมประกอบที่ไม่เป็นประโยชน์ทิ้งไป ทำให้จิตรู้จักแยกแยะสิ่งที่ควรหรือไม่ควรออกจากกันได้

          ๔. สติ ปัญญาเกิดขึ้นได้ ก็ที่ตรงนี้ กล่าวคือรู้สาระว่าเป็นสาระ รู้ไม่เป็นสาระว่าไม่เป็นสาระ เมื่อทำบ่อย ๆ พิจารณาบ่อย ๆ จิตก็จักชิน เลือกเอาแต่สิ่งที่เป็นสาระนั้นมาประพฤติปฏิบัติ

          ๕. ในที่สุดมโนกรรม หรืออารมณ์ของจิต ก็จะตัดสิ่งฟุ้งซ่าน หรือสิ่งที่ไม่เป็นสาระออกไปได้อย่างรู้เท่าทัน เมื่อมโนกรรมไม่ฟุ้งซ่านแล้ว วจีกรรมก็ถูกควบคุมด้วยจิต การพูดเรื่องไร้สาระก็จะไม่เกิด นิสัมมะ กะระณัง เสยโย ก็จะเกิดขึ้นอยู่ประจำจิต เห็นธรรมอันควรคิด ควรพูดอยู่ในจิต เห็นไปจนกระทั่งธรรมนี้เหมาะสมกับผู้ใด ธรรมนี้ควรกล่าวหรือไม่ควรกล่าวกับผู้ใด เห็นผลของธรรมได้แจ่มชัดว่า ธรรมนี้หรือธรรมนั้น ถ้าให้ตกแก่ผู้ใดแล้ว จักมีผลตามธรรมนั้น ๆ ได้หรือไม่ วาจาที่ไม่เป็นสาระ ไม่เป็นประโยชน์ จักถูกจิตควบคุมโดยอัตโนมัติ

          ๖. อย่างคุณหมอจักแสดงธรรม พึงรู้จริตของผู้ฟังธรรมด้วย แม้ธรรมนั้นจักมีประโยชน์ มีสาระล้ำค่า แต่จริต-อุปาทานของผู้รับฟังธรรมนั้นรับไม่ได้ ก็หาได้เกิดประโยชน์ เกิดสาระแก่ผู้รับฟังได้ อย่าสักแต่ว่าพูดโดยอุปาทานของจิตว่า ธรรมนี้เป็นของดี ควรให้เป็นธรรมทานแก่ผู้อื่นไปปฏิบัติบ้าง

          ๗. อย่าลืมศึกษาจริตของผู้ฟัง ให้รู้กำลังบารมีธรรมเอาไว้บ้าง ถ้าสงเคราะห์ผู้ใดแล้วไม่เห็นผล ก็จงอย่าทำ ตถาคตไม่เคยสอนผู้ใดแล้วไม่เห็นผลมาก่อนเลย แม้ตรัสกาลามสูตรก็ยังเล็งเห็นผล ซึ่งตกแก่ผู้ศึกษาธรรมรุ่นหลัง ได้รู้จักหลักเปรียบเทียงธรรมในการฟัง การรู้ การเห็น อย่างชัดเจน

          ๘. คุณหมอมิควรทำการสงเคราะห์ให้เหนื่อยเปล่า ถ้าจักเล็งเห็นประโยชน์อันใดมิได้ แม้นเจ้าก็เช่นกัน (ทรงเน้นสอนเพื่อนผู้ปฏิบัติธรรมของหมอโดยเฉพาะ) พึงหลีกเลี่ยงการสนทนาอันหาสาระมิได้ให้มาก ๆ เถิด เอาเวลานั้นมาเกาะติดในสมถะและวิปัสสนาดีกว่าเป็นไหน ๆ สิ่งใดที่จำเป็นต้องพูด ก็จงพูดโดยธรรม ไม่ต่อความยาวสาวความยืดไปไหน ๆ ให้วจีฟุ้งซ่าน ให้จิตฟุ้งซ่าน เพราะธรรมทั้งหลายที่เป็นมรรค ผล นิพพาน อุปสรรคข้างหน้ายังมีอีกยาวนาน กาลเวลาไม่คอยใคร ชีวิตของกายสังขารไม่คอยใคร

         ถ้าไม่พยายามหาเวลาให้แก่ชีวิต เพื่อศึกษาธรรม เพื่อมรรคผลนิพพานด้วยตนเองแล้ว ใครที่ไหนจักมาช่วยเจ้าได้ พุทโธ-ธัมโม-สังโฆ อัปปมาโณก็จริงอยู่ ธรรมะเป็นปัจจัตตัง ไม่รู้ด้วยตนเองแล้ว ใครอื่นจักมาช่วยให้รู้ได้

          ๑๐. อย่ามัวเมาอยู่ในความคิด ในคำพูด เห็นสิ่งสาระภายนอกว่าเป็นแก่นสาร แทนที่จะเห็นสิ่งสาระภายในว่าเป็นแก่นสาร มรรคผลนิพพานเกิดขึ้นได้ด้วยสาระภายใน ที่จิตของเรา ทำแก่นสารสาระภายในให้เกิดก่อน อย่าเพิ่งพะวงทำจิตให้หลงไปในสิ่งสาระภายนอก เพราะนั่นไม่ใช่ของแท้

          ๑๑. จงทำธรรมภายในให้เกิดก่อน ธรรมภายนอก เรื่องใครเรื่องมัน พูดได้ก็เท่าแต่ที่จำเป็น ถ้าไม่จำเป็นก็จงอย่าพูด เอาจิตจับคำภาวนาไว้ดีกว่า เอามรรคผลนิพพานไว้ดีกว่า เข้าใจไหม

          ๑๒. คำว่าพูดโดยธรรม หมายถึง ถ้าจำเป็นก็ต้องพูด พูดอย่างมีสาระในธรรม อย่างคนที่รู้จักกัน ปะหน้ากัน ก็จำเป็นต้องทักทาย คือ กรรมมันผูกพัน ก็ต้องพูดโดยกรรมอันผูกพันนั้น ถ้าไม่จำเป็นต้องกล่าว คือ ไม่รู้จักกัน ก็ไม่มีกรรมผูกพันกัน ธรรมที่จักพูดก็ไม่มี

          ทรงพระเมตตาสอนเรื่อง อุปาทานของคนเกี่ยวกับอาหาร ให้กับเพื่อนปฏิบัติธรรมของผมต่อ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. คนมักถวายอาหารที่ตนชอบให้กับพระ เพื่อฉัน เป็นสิ่งที่ถูกต้อง อย่าตำหนิเขา (เขาถวายอาหารตามอุปาทานของเขา) หลวงพ่อต้องการสอนเจ้า ให้ได้รู้และศึกษาถึงอุปาทานของคนเกี่ยวกับอาหาร เพราะยังติดอยู่ในรูป กลิ่น รส สี เป็นธรรมารมณ์ของจิต จิตยังละอารมณ์ทั้งหลายในจริต ๖ ไม่ได้ จึงเท่ากับยังติดอุปาทานในสัมผัสทั้ง ๖ หรือยังคิดว่ากามคุณ ๕ เป็นของดี เมื่อคิดว่าดีเขาก็ทำตามอุปาทานนั้น ๆ การไปว่าเขาก็เท่ากับเราไม่รู้กรรม ไม่ยอมรับกรรม ก็เขายังไม่หมดกรรม ไม่หมดอุปาทาน เขาก็ต้องทำกรรมตามที่เขาคิดว่าดีนั้นเป็นธรรมดา

          ๒. การปรุงอาหารถวายพระก็เช่นกัน คนเราไม่สิ้นอุปาทาน ไม่สิ้นกรรมเรื่องที่จะวางกรรมได้นั้นไม่มี แต่กรรมที่ทำอาหารถวายพระนั้นเป็นกรรมดี เราจึงไม่ควรไปตำหนิเขา ต้องดูเจตนาเป็นสำคัญ เขาได้บุญ แต่เราได้บาปในวจีกรรม

          ๓. ที่หลวงพ่อปรารภธรรมนี้บ่อย ๆ ก็เพื่อให้ได้ศึกษาธรรมอันเป็นอุปาทานของคน อันเกิดแก่จริตนั้น ๆ เพื่อจะได้รู้เท่าทันจริต ๖

          ๔. คนโกรธก็รู้ว่าโกรธนั้นไม่ดี แต่ก็ยังโกรธ เพราะอุปาทาน คิดว่าโกรธนั้นเป็นของดี พอไม่พอใจขึ้น ก็ว๊ากไว้ก่อน พอบรรเทาความโกรธก็ยังดี แสดงว่าเขาคิดว่าดี เขาจึงทำ ผู้สิ้นอุปาทานจริง ๆ คือ พระอรหันต์ ละอุปาทาน ละอารมณ์ยึดชั่วยึดดีได้ ก็คือพระอรหันต์

          ๕. span>ท่านทำได้อย่างไร ก็สังขารุเบกขาญาณตัวเดียว ที่ท่านวางเฉยในธรรมภายนอก และธรรมภายในได้ จริต ๖ สัมผัส ๖ อายตนะ ๖ ทำอะไรจิตของท่านไม่ได้ก็ที่ตรงนี้ ละได้ซึ่งอุปาทาน คือ สังขารุเบกขาญาณจุดเดียวเท่านั้น (แสดงว่าพระพุทธเจ้า, พระอรหันต์ ท่านมิได้เป็นผู้อยู่ไกลจากกิเลส หากแต่กิเลสทำอะไรจิตท่านไม่ได้

          ๖. หมั่นคิด หมั่นพิจารณา จะได้ละอุปาทานได้ อุปาทานของใครไม่สำคัญ สำคัญแต่อุปาทานของเราเอง เพราะถ้าจิตเรายังไม่หมดอุปาทาน ตัวยึดดี-เลวก็ต้องมี การตำหนิดี - เลวก็ต้องมี มันเกิดติดต่อกันเป็นลูกโซ่ ถ้ามัวแต่เห็นคนโน้นคนนี้ผิด ก็พอดีตายเสียก่อนอุปาทานของเราจะหมดไปจากจิต มรรคผลนิพพานก็ไม่ต้องหวังกัน เพราะมัวแต่ไปดูอุปาทานของคนอื่น ติดอุปาทานของคนอื่นเพลินเลย แล้วจะมีประโยชน์อะไร ทีหลังอย่าคิด อย่าพูด อย่าตำหนิในธรรมอีกนะ

 

          ทรงพระเมตตาสอน เรื่อง การตำหนิธรรม ต่อ มีความสำคัญ ดังนี้

          ๑. บุคคลผู้ตำหนิกรรม คือ บุคคลที่ติดอยู่ในธรรมที่เป็นอดีต และอนาคต อีกทั้งมัวเมาอยู่ในธรรมปัจจุบัน เช่น ในกรณีที่เจ้าตำหนิธรรมของผู้อื่น ที่ออกความคิดเห็นตามอุปาทานของตนว่า เขาไม่ควรกล่าวแนะนำผู้อื่นให้ใส่บาตรพระตอนเที่ยวกลับ พระจะได้ไม่หนัก นี่คือการเอาจิตของเจ้าไปติดในอดีต (ธรรมที่เป็นอดีต) เพราะเมื่อเขากล่าวไปแล้วแม้เสี้ยววินาทีก็เป็นอดีตธรรม แต่จิตที่ติดอยู่ในธรรมนั้น จึงยกอุปาทานของตนขึ้นปรุงแต่ง คาดคะเนให้เกิดเป็นธรรมในอนาคตว่า ถ้าบุคคลใดฟังคำกล่าวของเขาแล้ว เกิดคิดปรุงแต่งว่า พระวัดนี้กลัวหนัก แล้วจักไม่มีใครใส่บาตร นั่นเป็นเพราะจิตของเจ้าคิดไปในอนาคตธรรม นี้ชี้ชัดให้เห็นว่า ถ้าจิตคิดตำหนิธรรมแล้ว จักเมาธรรมแห่งอดีตและอนาคต แล้วดึงมันให้มาเป็นธัมเมาในปัจจุบัน

          ๒. ผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อมรรคผลนิพพาน ควรรักษาอารมณ์จิตให้ผ่องใส โดยการไม่ตำหนิผู้ใด ไม่ตำหนิธรรม ทำจิตให้อยู่ในสมถะและวิปัสสนา อันเป็นปัจจุบันธรรม ใช้สังขารุเบกขาญาณวางเฉยในธรรมภายนอกและภายในที่มากระทบนั้น ๆ การไม่ตำหนิธรรม จึงเท่ากับละซึ่งอดีตและอนาคตธรรม ให้คงอยู่แต่ธรรมปัจจุบัน ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา รู้สัทธรรม ๕, รู้ไตรลักษณ์, รู้อริยสัจ, รู้กฎของกรรม, รู้สมมุติต่าง ๆ ในโลก, รู้โลกธรรม อันเป็นการรู้อยู่ในปัจจุบันธรรม เห็นทุกข์ เห็นโทษ เห็นความเสื่อมของร่างกาย เห็นการเกิด-ดับ เห็นความตายของร่างกาย เห็นอยู่ในธรรมปัจจุบัน

          ๓. เห็นที่ไหน เห็นที่จิตดวงนี้ เห็นที่อาทิสสมานกายของเรานี้ มิใช่ไปเห็นที่อื่น เห็นภายนอกนั้นสักแต่ว่าเห็น ยังไม่ใช่ของจริง จักต้องเห็นภายใน ยอมรับสัทธรรม ๕ ไตรลักษณ์ อริยสัจ กฎของกรรมทุกอย่าง จักต้องยอมรับอยู่ภายในจิตดวงนี้ ถ้ายอมรับจริง ๆ อุปาทานก็หมดไป อารมณ์ตำหนิธรรมก็หมดไป สังขารุเบกขาญาณจะเกิดได้แจ่มชัดขึ้น

          ๔. ทุกอย่างต้องมีขั้นตอน ครรลองของธรรมะก็มีขั้นตอน เมื่อพวกเจ้ามาถึงขั้นนี้แล้ว ยังอยากปากพล่อย ใจพล่อย ชอบตำหนิธรรม ติดอดีต-อนาคต-เมาอยู่ในปัจจุบันก็ตามใจ (ทรงหมายถึง จิตยังติดดี ติดถูก ติดผิด ติดสมมุติต่าง ๆ ในโลก แต่ไม่ติดพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์)

          ๕. ตถาคตเป็นเพียงผู้บอก ทำได้หรือไม่ได้ก็อยู่ที่พวกเจ้าเองว่าจักมีความเพียรสักแค่ไหน ถ้ารู้ปัจจุบันธรรมจริง ก็จักไม่เมาไปตำหนิใคร เพราะความประมาทในธรรม

          ๖. ให้รู้ปัจจุบันธรรม แค่ระลึกถึงลมหายใจเข้า - ออก ถ้ามันหยุดเมื่อใด ธาตุ ๔ ก็คืนกลับเมื่อนั้น เห็นเกิดดับว่าลมมันเช้า ๆ ออก ๆ อยู่แต่ในปัจจุบัน มัวแต่เมาในธรรมที่เป็นอดีตและอนาคตอยู่ มรรคผลนิพพานก็ได้ยาก สังขารุเบกขาญาณก็จักเกิดขึ้นได้ยาก ขอพวกเจ้าจงอย่าประมาทในธรรมเถิด

 

: วิจารณ์

          ผมขออนุญาตวิจารณ์เรื่องการปฏิบัติธรรม ที่พระพุทธองค์ทรงพระเมตตามาแนะนำสั่งสอนไว้ เมื่อ ๑๕ ปีมาแล้ว คือ ๒๖ ก.ย. ๓๕ ผมยกมา ๓ เรื่อง คือ เรื่องเป็นสาระและไม่ใช่สาระ, เรื่องอุปาทานของคนเกี่ยวกับอาหาร และเรื่องการตำหนิธรรม (กรรม) ขอสรุปเป็นข้อ ๆ ดังนี้

          ๑. ผมเพียรปฏิบัติมา ๑๕ ปีกว่าแล้ว ก็ยังไม่สามารถจะทำให้เกิดผลทรงตัวได้ ยังมีอารมณ์เผลออยู่เป็นปกติ ยิ่งถูกกระทบด้วยแล้ว ยังสอบตกอยู่เสมอ

          ๒. ผมยังมีอารมณ์ขี้เกียจอยู่มาก แต่ก็ไม่ทิ้งความเพียร โดยเพียรตามโพธิปักขิยธรรม ๗ หมวด หรือ ๓๗ ทาง คือ มหาสติปัฎฐาน ๔, อิทธิบาท ๔, สัมมัปปทาน ๔, อินทรีย์ ๕, พละ ๕, โพชฌงค์ ๗ และอริยมรรค ๘ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเพียรมากพักน้อยก็จบเร็ว เพียรน้อยพักมากก็จบช้า จิตมันก็ชอบวิธีหลังอยู่เสมอ (ทั้งนี้มิใช่ว่าจะต้องเพียรทั้ง ๗ ทาง ใครพอใจทางไหนก็ให้เพียรทางนั้น)

          ๓. ผมพยายามใช้กายทำงานทางโลก แต่ขณะเดียวกันก็ใช้จิตทำงานทางธรรมควบไปด้วย และพยายามปฏิบัติในทุก ๆ อิริยาบถ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน แม้ขณะทำงาน ไม่แบ่งเวลาว่า เวลานั้นเวลานี้จะทำนั่นทำนี่ คือ พยายามปฏิบัติตลอดเวลา และพยายามไม่ให้เผลอ แต่ก็ยังเผลออยู่เป็นปกติ

          ๔. ผมพบความจริงว่า การปฏิบัติธรรมนี้จริง ๆ แล้ว มันง่ายนิดเดียว แต่มันยากมาก ทุกสิ่งไม่มีอะไรจะได้มาง่าย ๆ ในพุทธศาสนา จะต้องใช้ความเพียรอย่างยิ่งจึงจะได้ เพียรธรรมดา ๆ ยังไม่พอ

          ๕. จงอยู่แต่ในอารมณ์เดี๋ยวนี้หรืออารมณ์ปัจจุบัน และพยายามรักษาไว้ตลอดเวลา จนจิตชินเป็นฌานเป็นอัตโนมัติให้ได้ หากทำได้มรรคผลนิพพานก็เกิด ความจริงเราจะพูด จะนึกจะคิด จะทำอะไร ๆ มันก็อยู่ในอารมณ์เดี๋ยวนี้ หรืออารมณ์ปัจจุบันธรรมทั้งสิ้น แต่เราไม่เข้าใจ หรือยังตามอารมณ์จิตของตนเองไม่ทัน จุดนี้หลวงพ่อฤๅษีท่านเมตตามาแนะนำให้ใช้อารมณ์เดี๋ยวนี้เบา ๆ ก่อน เช่น

               ๕.๑ อารมณ์ในพรหมวิหาร ๔ เริ่มเอาเดี๋ยวนี้ เราจะไม่เป็นศัตรูกับคนและสัตว์ทั้งโลก เราจะรักคนและสัตว์ทั้งโลกเหมือนญาติสนิทของเรา คิดกันเดี๋ยวนี้เลย อดีตที่ผ่านมาแล้วก็แล้วกันไป อนาคตยังมาไม่ถึงก็อย่าไปฟุ้งถึงมัน มุ่งจับเฉพาะอารมณ์เดี๋ยวนี้ ส่วนกรุณา มุทิตา อุเบกขา ก็ให้ใช้อารมณ์เดี๋ยวนี้เหมือนกันหมด

               ๕.๒ การวางเฉยหรืออุเบกขา ให้เกิดเป็นอารมณ์สังขารุเบกขาญาณ ถ้าเราวางเฉยในขันธ์ ๕ ของเราได้แล้ว เราก็จะวางเฉยทุก ๆ สิ่งในโลกได้หมด เช่น เฉยในความรัก โลภ โกรธ หลง

               ๕.๓ จะเฉยได้จริง ๆ ต้องใช้ปัญญาคุมจิต คุมอารมณ์จิตไว้ให้ได้ตลอดเวลาด้วยอธิปัญญา

               ๕.๔ จิตจะเฉยจริงหรือไม่ ต้องถูกกระทบก่อน เพราะตราบใดที่ยังตัดอารมณ์ ๒ ไม่ได้ทรงตัว คือ อารมณ์ รัก (โลภ) และชัง (ปฏิฆะ) ไม่ได้ โดยใช้กรรมฐานแก้จริต ๖ เป็นตัวตัด ไม่ใช่ใช้สังขารุเบกขาญาณ และต้องตัดได้ทรงตัว หรือตัดได้เป็นอัตโนมัติ จุดสำคัญอยู่ที่ตรงนี้ เพราะหากยังทำจุดนี้ไม่ได้ หรือทำได้แต่ยังไม่ชำนาญแล้ว อารมณ์อุเบกขาในขันธ์ ๕ ย่อมยังไม่ใช่ของจริง ยังเป็นแค่สัญญาหรือแค่ความจำเท่านั้น ส่วนสังขารุเบกขาญาณนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะอุเบกขาในขันธ์ ๕ ยังทำไม่ได้จริง หรือทำได้แต่ยังไม่ทรงตัวญาณตัวนี้ย่อมไม่เกิด จุดนี้ต้องเข้าใจ มิฉะนั้นก็จะหลงทาง กลายเป็นมิจฉาทิฎฐิ ไม่มีทางจบกิจได้ในพุทธศาสนา

 

ความง่วงเป็นอารมณ์อะไร

          สมเด็จองค์ปัจจุบัน ทรงพระเมตตาสอนไว้ ที่วัดท่าซุง

          เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๘ ก.ย. ๓๕ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ความง่วงเป็นอารมณ์โมหะ หรืออารมณ์หลง มี ๒ ระดับ คือ เวทนาของกายกับเวทนาของจิต เวทนาของกายคือทุกข์ของกาย แสดงบอกให้รู้ว่ากายต้องการพักผ่อน เวลานี้ร่างกายของเจ้าไม่ปกติ มันจึงได้มีอาการบ่งออกมาให้จิตได้รับทราบเป็นธรรมารมณ์ ทุกขเวทนาของกายฝืนไม่ได้ ถ้าความง่วงเกิดขึ้น จริง ๆ แล้ว ก็ต้องแก้ด้วยการระงับทุกขเวทนานั้น ๆ กล่าวคือนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

          ๒. การนอนของพระ ต่างกับการนอนของโลกียะชน กล่าวคือ เป็นการนอนอย่างไม่ประมาท รู้ว่าธาตุขันธ์นี้มันไม่ใช่เรา การนอนต้องใช้จิตจับพระ กำหนดจิตให้อยู่แต่นิพพาน ปลงมรณานุสสติ ทิ้งขันธธาตุอันมีแต่ทุกข์นี้ ให้เน่าเปื่อยอยู่แต่ในโลกนี้ ยามนอนจิตจะต้องตัดความกังวลใด ๆ ทิ้งไปจนหมดสิ้น

          ๓. การจับลมภาวนาในขณะจิตวิเวกนั้น จักเห็นธาตุลมทำงานได้อย่างชัดเจน เสียงลมเข้า - ออก ยาว - สั้น จักได้ยินอย่างชัดเจน เพราะวจีแห่งจิตได้สงบลงแล้วอย่างราบคาบ เสียงอันเกิดแต่วจีแห่งจิต ถ้าไม่ระงับดับไป จักกลบเสียงการเต้นของหัวใจอย่างสิ้นเชิง

          ๔. ตถาคตจึงเน้นให้เห็นชัดเจนว่า สมถะกับวิปัสสนามิใช่จักทำพร้อม ๆ กันได้ ต้องปฏิบัติเป็นอนุโลม-ปฏิโลม (พักกับเพียร) เพราะยามใดที่มีอารมณ์คิด วจีแห่งจิตนั้นจักทำงานอย่างต่อเนื่องกลบเสียงใด ๆ ทั้งปวง ไม่ว่าเสียงภายนอกหรือเสียงภายใน จิตมีสมาธิในวิปัสสนามากเพียงใด เสียงก็ยิ่งไม่ได้ยินมากขึ้นเท่านั้น (จิตเป็นฌานสูงเท่าใด ยิ่งไม่ได้ยินเสียงมากเท่านั้น เพราะจิตแยกจากกายมากขึ้นตามลำดับ)

          ๕. สมถะก็เหมือนกัน อาศัยรู้ลมได้ในขณะวจีแห่งจิตสงบลงแล้ว จังหวะการเต้นของหัวใจ อันเป็นตัวแปรให้เห็นลมหายใจเข้า - ออกดังขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อจิตตกอยู่ในสภาวะวิเวกนั้น

          ๖. การรับรู้เสียงลมอย่างเดียว จิตฟุ้งซ่านได้ง่าย เมื่อรู้ลมเข้า - ออกแล้ว จึงพึงใช้คำภาวนาควบคู่กันไปด้วย ในขณะจักหลับหรือยามปกติที่จิตทรงสมถะก็ดี ให้ภาวนา พุธ-โธ หรือนิพพานไปด้วยเป็นการบังคับวาระจิต หรืออารมณ์ของจิตให้ทรงตัวตามลมเข้า - ออกนั้น

          ๗. การภาวนาสั้น ๆ ๒ ประโยคนั้นไม่ใช่อารมณ์คิด จิตจับอยู่เป็นอุบายคุมจิตไม่ให้ฟุ้งซ่านไปในอารมณ์อื่น ๆ พระอริยเจ้าเขานอนกันอย่างไม่ประมาทอย่างนี้

          ๘. พอจิตเข้าสู่ปฐมฌานก็ตัดหลับ บางคนคล่องมากก็จับภาพกสิณภาพพระ หรือสภาวะนิพพานไปด้วย อาจจักหลับไปในฌานที่ ๒ - ๓ - ๔ ก็ได้ ถ้าเกิดทิ้งขันธธาตุไปขณะหลับนั้น จิตก็จักไปพระนิพพานทันที

          ๙. ทุกข์ของกายอย่าฝืน ฝืนแล้วมรรคผลจักไม่เกิด จิตจักทรงได้แค่ฌานโลกีย์ เกิด ๆ ดับ ๆ อารมณ์จิตจักหนัก ๆ เบา ๆ ตลอดเวลา หาความทรงตัวไม่ได้

          ๑๐. ในบุคคลที่ฝืนทุกขเวทนาของร่างกาย เช่นง่วงนอนนี้ ต้องตกเป็นทาสอารมณ์ปฏิฆะ มาแล้วนับไม่ถ้วน เพราะการไม่รู้เท่าทันกองสังขารแห่งกาย ไปฝืนมันเข้าด้วยอารมณ์ไม่พอใจ จึงเกิดความไม่รู้เท่าทันกองสังขารแห่งจิตอีก แต่เป็นธรรมดาที่กายมิได้ตกอยู่ใต้อาณัติของจิต เมื่อทุกข์หนักเข้ากายทนไม่ไหว แม้ถูกฝืนเต็มที่ก็หลับไป หลับไปทั้ง ๆ ที่จิตยังมีอารมณ์ปฏิฆะอยู่เต็มเปี่ยม ถ้าเกิดตายในขณะนั้น จิตขณะเศร้าหมองย่อมมีทุคติเป็นที่ไป ด้วยเหตุติดโกรธในความง่วงของกายนั้น ๆ

          ๑๑. ทรงเมตตาให้เห็นภาพ ชายนั่งสัปหงกตาย ตายแล้วไปนั่งสัปหงกต่ออีกที่หนึ่ง เขาต้องกลายเป็นสัมภเวสีที่อยู่ในสภาวะนั่งสัปหงกนี้ไปจนกว่านายนิรยบาลจักมาเอาตัวไปสอบสวนชั่ว - ดีที่สำนักพระยายม เพื่อตัดสินชั่วดีตามกรรมสืบไป (ทรงให้มองเห็นสภาวะที่ไร้สติ - สัมปชัญญะของชายผู้นั้น ซึ่งตายไประหว่างนั่งสัปหงก)

          ๑๒. เพราะฉะนั้น ผู้รู้จริงในกองสังขารแห่งกายและแห่งจิต จักไม่ฝืนสภาวะธรรมอันเป็นจริงของกายและจิต รู้เท่าทันสุข - ทุกข์ ที่มาเยือนกายและจิตอย่างชัดเจน ทำความรู้แจ้งแทงตลอดไปยังธรรมนั้น ๆ

          ๑๓. ในสภาวะของจิตกำหนัดเกี่ยวกับความง่วงนั้น กล่าวคือจิตติดการนอนว่าเป็นของดี ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นกายได้รับการพักผ่อนแล้วอย่างเพียงพอ แต่จิตปรุงแต่งกำหนัดการนอน ด้วยความหลงว่ายังนอนไม่เพียงพอ จิตจึงมีอาการขี้เกียจตื่นขอนอนต่ออยู่เรื่อย ๆ ด้วยความรู้สึกว่าหลับแล้วสบาย แต่ข้อเท็จจริงร่างกายเมื่อพักผ่อนเต็มที่แล้ว ถ้าจักตื่นขึ้นมาทำงาน ก็มีประสิทธิภาพสมบูรณ์ มีวิญญาณสัมผัสสมบูรณ์ (หมายถึงระบบประสาทรับสัมผัสทั้งหกหรืออายตนะหก) จิตก็พลอยตื่นตัว มีสติ-สัมปชัญญะสมบูรณ์ ไม่ว่างานทางโลกหรือทางธรรม

          ๑๔. แต่ในทางกลับกัน ในขณะที่กายพักผ่อนเพียงพอแล้ว แต่จิตกำหนัดอยากนอนต่อ ปรุงอารมณ์ถีนมิทถะให้เกิด (นิวรณ์ข้อที่ ๓ อันเป็นอารมณ์หลง) จึงสั่งให้กายหลับต่อไป สภาวะภายในแห่งอาการ ๓๒ ซึ่งได้รับการพักผ่อนมาเต็มที่แล้ว ถูกบังคับให้ผ่อนการทำงานต่อไปอีก (มีผลทำให้เกิด) สภาวะเหนื่อยอ่อนจักยิ่งปรากฏในอาการพักของอาการ ๓๒ นั้น แทนที่ขันธธาตุจักตื่นตัว กลับลดการตื่นตัวลง ยิ่งหลับนาน ยิ่งนอนมาก ระบบวิญญาณสัมผัสก็ทำงานช้าลง - น้อยลง

          ๑๕. คนเมานอนจึงมีอาการอ่อนเพลียเหมือนคนไม่มีแรง เพราะอาการ ๓๒ ของร่างกายได้รับการพักผ่อนมากเกินไป พอรู้ตัวแทนที่จะปรับจิตที่ติดราคะในการหลับนั้น กลับสร้างอารมณ์ปฏิฆะให้เกิด พาลพาโลโทษกาย ตำหนิกรรมว่าจะเอาแต่นอนลูกเดียว (ทั้ง ๆ ที่ต้นเหตุอยู่ที่จิตมีอารมณ์หลงติดในการนอน) ไม่รู้จักตื่นขึ้นมาขยันขันแข็งบ้าง การตำหนิธรรมด้วยความไม่รู้เท่าทันสรีระของกายและของจิต จึงเกิดขึ้นด้วยโมหะจริตเป็นต้นเหตุ มิจฉาทิฎฐิเกิดได้ที่ตรงนี้ ด้วยเหตุที่ไม่รู้เท่าทันกองสังขารแห่งกาย และแห่งจิต ขอให้พวกเจ้าจงหมั่นศึกษาจริต ๖ อารมณ์ของจิตอันเกิดแต่โมหะ โทสะ ราคะ เป็นที่ตั้งเถิด และจงหมั่นศึกษาความเป็นจริงแห่งธาตุขันธ์ให้เกิด ด้วยหลักมัชฌิมาปฏิปทาให้โดยตลอด

          ทรงพระเมตตาสอน เรื่องมัชฌิมาปฏิปทา ต่อ มีความสำคัญ ดังนี้

          ๑. การปฏิบัติทิ้งทางสายกลางไม่ได้ ต้องอาศัยหลักนี้ไปตลอด ไม่ว่าจักต้องการรู้แจ้งแทงตลอดแห่งกายหรือแห่งจิต

          ๒. พระกรรมฐานมุ่งสู่พระนิพพานของตถาคต สอนอยู่แค่กายกับจิต โดยอาศัยหลักมัชฌิมาปฏิปทาโดยตลอด การปฏิบัติถ้าหนักไปก็เป็นอัตตกิลมถานุโยค (ตึงไป) ผลก็จักไม่เกิด ถ้าหย่อนไปก็เป็นกามสุขคัลลิกานุโยค (หย่อนไป) ผลก็จักไม่เกิด ต้องมัชฌิมาแห่งกายและจิต จึงจักทำผลของการปฏิบัติธรรมให้เกิดได้อย่างแท้จริง มั่นคง ถาวร เป็นของแท้โดยตลอด

          ๓. ถ้าอาศัยจิตเกาะสายกลางนี้โดยตลอด ตถาคตขอยืนยัน และองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ไม่ว่าในอดีตหรืออนาคต ก็ตรัสยืนยันตามนี้ ขอให้พวกเจ้าจงหมั่นเรียนรู้ในหลักสายกลางนี้ ศีล - สมาธิ - ปัญญา จักหยั่งรากลึกตั้งมั่นอยู่ในอริยมรรคอริยผลอย่างแท้จริง ไม่มีวันคลอนแคลนตราบเข้าสู่พระนิพพาน ขอให้จับสายกลางนี้ไว้ให้มั่น จักรู้เท่าทันกองสังขารแห่งกายและแห่งจิตได้อย่างชัดเจน ความรู้แจ้งแทงตลอดแห่งธรรมทั้งปวง จักรู้ได้ที่ตรงนี้

          ๔. จงอย่าฝืนทุกขเวทนาของกายอีก พระอรหันต์ท่านไม่ฝืน รู้ทุกข์ - สุขเวทนาของกายอย่างชัดเจน ท่านใช้สติ ปัญญาระงับทุกข์ - สุขทางกาย ด้วยการวางจิตอุเบกขาธรรม เป็นสังขารุเบกขาญาณ

          ๕. การฝึกกรรมฐานของพวกเจ้าเพื่อพระนิพพาน ก็เพื่อความเป็นพระอรหันต์ในกาลขันธธาตุแตกดับ จึงควรศึกษาหลักสายกลางเอาไว้เนิ่น ๆ เพราะชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง ยังจิตให้พร้อมเอาไว้เสมอ ๆ ขันธธาตุแตกดับเมื่อไร จิตพร้อมที่จักไปพระนิพพานเมื่อนั้น

          ๖. ความกังวลใด ๆ จงอย่าให้มีในจิต การล่วงความคิดไปสู่อดีต อนาคต จงระงับไว้ ยังจิตให้เกาะติดอยู่ในสภาวะธรรมแห่งพระนิพพานอยู่ในปัจจุบัน เห็นเกิดเห็นดับอยู่ในปัจจุบัน ทำจิตให้ผ่องใสรับความตายของขันธธาตุอยู่ในปัจจุบัน เห็นกรรม เห็นโทษของการมีร่างกายอยู่ในปัจจุบัน จิตคลายกำหนัดรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ในปัจจุบัน จิตมุ่งโลกุตระธรรมเพื่อพ้นโลกอยู่ในทุก ๆ ขณะจิตของปัจจุบัน

          ๗. ตถาคตจึงตรัสว่า ธรรมนี้จักมีเหตุอยู่แต่ในปัจจุบัน ธรรมดี-ชั่ว หรือธรรมไม่ดี-ไม่ชั่วก็เกิดอยู่ที่ขณะจิตแห่งปัจจุบันนี้ การละกรรมจึงต้องละที่จิตปัจจุบันนี้ จึงจักละได้ซึ่งกรรมทั้งปวง สัมเพ ธัมมา อนัตตาติ ตรงจิตปัจจุบันนี้ (คนที่ยึดติดอดีต - อนาคต จึงไม่สามารถจะละกรรมได้ด้วยเหตุนี้)

 

วิจารณ์  :

          เกี่ยวกับทางสายกลางกับอารมณ์ง่วงนอน หรือมัชฌิมากับโมหะ (หลง) ขอเขียนสั้น ๆ เพื่อสะดวกต่อการจำ (สัญญา) แล้วนำไปคิด (พิจารณา) เพื่อให้เกิดรู้ คือปัญญา

          ๑. การปฏิบัติให้เกิดผลทั้งทางโลกและทางธรรม ต้องเดินสายกลาง (รัชกาลที่ ๙ ทรงแนะให้ใช้เศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักปฏิบัติ)

          ๒. ทุกข์กายห้ามฝืน เพราะกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ทุกข์ใจต้องฝืน เพราะใจเป็นเรา เป็นของเรา โดยใช้อริสัจ (กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ) เป็นหลักสำคัญด้วยทางสายกลาง

          ๓. ง่วงเพราะกายเพลียต้องพัก ง่วงเพราะจิตกำหนัดติดการนอนต้องใช้ปัญญา แบบเดินสายกลาง

          ๔. ละกรรมทั้งหลายให้ละที่จิตปัจจุบันเสมอ โดยวางอดีต หยุดสร้างอนาคต อยู่แต่ปัจจุบันธรรมในทางสายกลาง

          ๕. สมถะกับวิปัสสนาเป็นธรรมอันเดียวกัน ต่างต้องอาศัยซึ่งกันและกัน แต่ทำพร้อมกันไม่ได้ ให้ใช้หลักอนุโลม (พัก) กับปฏิโลม (เพียร) ในทางสายกลาง (มัชฌิมา)

          ๖. เพียรมากพักน้อยก็จบเร็ว เพียรน้อยพักมากก็จบช้า แต่ทิ้งทางสายกลางไม่ได้ตลอดชีวิต

          ๗. ง่วงเป็นอารมณ์หลงหรือโมหะ ทำราคะ (ติดนอน, เมานอน) ให้เกิดก่อน แล้วทำปฏิฆะให้เกิดภายหลัง ปิดกั้นมรรค ผลนิพพาน ไว้สนิท

          ๘. จิตนอน คือ จิตพักอยู่ในสมถะภาวนา จิตทำงาน คือ จิตคิดพิจารณาในวิปัสสนาภาวนา แต่ต้องนอนแบบพระอริยะ ไม่นอนอย่างแมว (สัตว์เดรัจฉาน) และต้องคิดในจิตปัจจุบันในทางสายกลาง ในขอบเขตของศีล - สมาธิ - ปัญญา

          ๙. ติดสมถะมากไป ก็คือพักมากเพียรน้อย หรือติดสุขในฌาน ในความสงบ ทำให้ปัญญาไม่เกิด ทำให้จิตขี้เกียจหรือโง่เป็นโมหะจริต

          ๑๐. ติดวิปัสสนามากไป คือ เพียรมากพักน้อยจนเกินพอดี ไม่เดินทางสายกลาง ก็ทำให้ฟุ้งซ่านเป็นนิวรณ์ข้อ ๔ ทำปัญญาให้ถอยหลังกลับมาโง่ใหม่เป็นโมหะจริตเช่นกัน

 

          สรุปว่า กรรมฐานจะเกิดมรรคผลนิพพานได้ ต้องอาศัยหลักมัชฌิมาหรือทางสายกลางเท่านั้น คือ ต้องพอดีทั้งทางกายและทางจิต แยกจากกันไม่ได้ หรือสมถะกับวิปัสสนา ในขอบเขตของศีล - สมาธิ - ปัญญา เท่านั้น

          ในที่สุดนี้ ผมขออธิษฐานจิตโดยอาศัยพุทธา - ธัมมา - สังฆานุภาพอันหาประมาณมิได้ ช่วยเมตตากรุณาสงเคราะห์ให้ผู้ปฏิบัติธรรมตามทางสายกลาง จงเกิดมรรคผลนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ ด้วยกันทุกท่านเทอญ

 

อุบายละความชั่วที่ใจเรา

          พระท่านเมตตาสอนเรื่อง อุบายในการละสักกายทิฎฐิให้น้อยลง

          ที่วัดท่าซุง เมื่อวันอังคารที่ ๒๙ ก.ย.๓๕ มีความสำคัญพอสรุปได้ดังนี้

          ๑. ถ้าเราไม่เห็นความชั่วที่ใจเรา เราก็ละความชั่วไม่ได้ (หมายความว่าผู้อื่นจะมาเตือน มาแนะนำเรา มาชี้แนะเรา ให้เห็นความชั่วของเราสัก ๑๐๐ ครั้ง ๑,๐๐๐ ครั้ง ก็สู้เรารู้เราเห็นความชั่วที่ตัวเราด้วยใจของเราเองครั้งเดียวไม่ได้ เพราะพระธรรมในพุทธศาสนา เป็นปัจจัตตัง จะต้องรู้เอง เห็นเอง ด้วยใจตนเอง และรู้ได้เฉพาะตน ของใครของมัน กรรมใครกรรมมันทั้งสิ้น จึงจะเป็นของแท้ ของจริง)

          ๒. การตำหนิกรรมหรือธรรมของผู้อื่นเป็นมิจฉาทิฎฐิ เป็นอารมณ์ปฏิฆะ (ส่วนใหญ่มักไม่รู้คิดว่าดีจึงยึดไว้ เพราะไม่เห็นความชั่วที่ใจเราตามข้อที่ ๑ หรือแม้จะรู้ ๆ อยู่แก่ใจ แต่มีความประมาทในธรรม หมายถึงขาดสติ-ปัญญา หรือสติ-สัมปชัญญะ ยังไม่ต่อเนื่อง จึงมีอารมณ์เผลอให้กิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรม เกิดขึ้นกับจิตก่อนแล้วจึงดับภายหลัง ที่ว่าประมาทในธรรมก็คือ มิได้มุดไว้ก่อนกิเลสจะมา สำหรับพวกโทสะจริตเด่น ก็ต้องมุดอยู่ในสมถะ ๔ คือ กสิณ ๔ (เพ่งสีแดง, เขียว, เหลือง, ขาว) และวิปัสสนา ๔ คือ พรหมวิหาร ๔ ซึ่งเป็นอารมณ์พิจารณาให้เกิดปัญญาทั้ง ๔ ข้อ ผมขอยกตัวอย่างแค่จริตเดียว)

          ๓. กรรมทุกอย่างเกิดที่ใจก่อนทั้งสิ้น จึงต้องดับที่ใจ โดยการระวังสำรวมที่ใจ หรืออีกประโยคหนึ่งซึ่งทรงตรัสว่า กรรมหรือธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ ทุกสิ่งสำเร็จได้ที่ใจ พระองค์ทรงแนะให้ใช้อริยสัจเป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหาทั้งทางโลกและทางธรรม มีหลักสำคัญโดยย่อ ๆ ว่า กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ จะต้องรู้ต้นเหตุของกรรมนั้น ๆ ก่อน แล้วจึงจะดับเหตุนั้น ๆ ได้ ในเมื่อกรรมทุกชนิดเกิดที่ใจก่อนเสมอ แล้วจึงลุกลามมาที่วาจาและกายตามลำดับ ธรรมะของพระองค์ล้วนมีเหตุมีผลเกี่ยวเนื่องกันทั้งสิ้น หากเข้าใจหรือมีปัญญา (ทางพุทธ) ในการปฏิบัติทรงให้หลักไว้ ดังนี้

               ๓.๑ ต้องไม่ทิ้งสมถะ ๓ กองตลอดชีวิต เพราะพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์และพระอรหันต์ทุกท่าน ก็ไม่เคยทิ้ง คือ

               ก) อานาปานุสสติ เป็นตัวควบคุมจิตให้ใจสงบเป็นสุข ผู้ใดลืมอานาปาจึงเป็นผู้ขาดสติ หรือมีสติไม่ต่อเนื่อง ใช้สติคุมจิตไม่ให้มันคิดชั่ว

               ข)กายคตานุสสติและอสุภกรรมฐาน เป็นสมถะที่คอยกันจิตไม่ให้หลงคิดว่า ร่างกายที่เราอาศัยอยู่นี้ มันสะอาด น่ารัก น่าชม และหลงคิดว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา ทั้ง ๆ ที่มันแสดงธรรมเรื่องความไม่เที่ยงให้เราเห็นอยู่ทุกลมหายใจเข้าและออก เราจึงไม่สามารถบังคับมันได้ ห้ามไม่ให้มันแก่ มันป่วย มันตาย มันหิว มันกระหายไม่ได้ เป็นต้น

               ค) มรณานุสสติควบอุปสมานุสสติ เพื่อป้องกันจิตไม่ให้มันหลงคิดว่า กายมันจะไม่ตาย มีความประมาทในความตายอยู่เสมอ ทั้ง ๆ ที่มันตายได้ทุกลมหายใจเข้าและออก และผู้ไม่ปรารถนาจะเกิดมามีร่างกายในโลกนี้ เพื่อจะต้องพบความทุกข์เช่นปัจจุบันนี้อีก จึงมีอารมณ์เบื่อกาย เบื่อเกิด เบื่อความไม่เที่ยงของร่างกาย ซึ่งแสนจะสกปรก และเต็มไปด้วยความทุกข์อีกต่อไป จึงตั้งอารมณ์ไว้ตลอดเวลาว่า หากกายพังเมื่อไหร่ ก็ขอไปพระนิพพานเมื่อนั้น ด้วยความไม่ประมาทในความตาย (หรือไม่ประมาทในธรรม) หลวงพ่อฤๅษี ท่านมาเพิ่มให้อีก ๑ กอง สำหรับพวกเรา ซึ่งปรารถนาจะเป็นสาวกของพระองค์ คือ

               ง) พุทธานุสสติ อีก ๑ กอง โดยเหตุผลว่าการนึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ก็เพราะคุณของพระพุทธเจ้านั้นหาประมาณมิได้ จะพูด จะเขียนกันเท่าไหร่ก็ไม่หมด หลวงพ่อท่านเมตตาสอนไว้มีความสำคัญดังนี้

               พุทธานุสสติ หรือพุทโธอัปปมาโณนั้น ป้องกันได้ทุก ๆ จริต (จริตทั้ง ๖)

               ผู้ใดมีพุทโธอยู่กับใจ ก็เท่ากับมีพุทธจริตอยู่แล้ว

               ใครภาวนาพุทโธอยู่เป็นปกติ ก็กั้นนรกได้อย่างดี (จุดนี้จุดเดียวก็มีคุณค่ามหาศาลแล้ว เพราะไม่มีทางจะตกนรกได้ หากก่อนตายภาวนาพุทโธอยู่)

          ๔. จิตสร้างปัญหาล่วงหน้า หรือจิตสร้างปัญหาเสียก่อนเกิดปัญหา เพื่อนผู้ร่วมปฏิบัติธรรมของผม ท่านเล่าให้ฟังมีความว่า ท่านเห็นหลวงพี่องค์หนึ่งซึ่งเคยทักทายกันเสมอเดินมาแต่ไกล จิตก็ปรุงแต่ง (สังขาร) ไปก่อนว่า ถ้าท่านถามอย่างนี้ เราจะตอบอย่างไร ถ้าถามอย่างโน้น เราจะตอบว่าอย่างนี้ (เป็นการสร้างปัญหา อารมณ์ปรุงแต่งนั้นเป็นอารมณ์ของจริตใด ก็ตอบว่าเป็นโมหะจริต ทรงตรัสว่า

               ๔.๑ ถูกต้อง โมหะจริตเกิดขึ้น เพราะหลงไปในธรรมอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เมื่อโมหะจริตเกิด จิตก็ฟุ้งซ่าน หลงปรุงแต่งดี - เลวให้เกิดขึ้น ราคะและปฏิฆะก็เกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว

               ๔.๒ ทีหลังจำไว้ ธรรม ใดยังไม่เกิด อย่าเพิ่งเอาจิตไปหาเหตุแห่งธรรมนั้น หรือธรรมใดที่มีเหตุและผลผ่านไปแล้วในอดีต ก็อย่าเอาจิตไปเกาะปรุงแต่งในดี - เลวแห่งธรรมนั้น

               ๔.๓ จงยังจิตให้อยู่แต่ในปัจจุบันธรรมเท่านั้นเป็นพอ มีสติรู้ได้อยู่ตลอดทุกขณะจิตว่า ธรรมที่เราจักกอปรอยู่ขณะนี้ ก็เพื่อพระนิพพานจุดเดียว เราจักทำโดยไม่หวังผลตอบแทนในโลกียธรรมอีก เราทำเพื่อหวังจุดเดียวคือ อริยทรัพย์ อริยผล เท่านั้น

          ๕. เมื่อเห็นใบไม้ร่วง ก็นึกว่าใบไม้ร่วงตอนกลางวันมากกว่าตอนกลางคืน เพราะความร้อนของแสงแดดเป็นเหตุ พระองค์ก็ทรงพระเมตตามาตรัสสอนว่า

               ๕.๑ คนก็เหมือนกัน ที่ต่างพากันหลุดร่วงลงสู่อบายภูมิ ๔ เพราะความร้อนแห่งไฟโมหะ โทสะ ราคะ กันมากมาย จนนับไม่ถ้วน เพราะเหตุไม่รู้เท่าทันในอารมณ์แห่งจิตนั้น ๆ ตถาคตจึงได้กล่าวเอาไว้ว่าคนไปนรกมีปริมาณเท่าขนโค ด้วยเหตุให้ความร้อนแห่งไฟโมหะ โทสะ ราคะ เผาใจตนเองนี้ ซึ่งต่างกับความเย็นของชั้นกามาวจรสวรรค์ ซึ่งคนไปน้อยมากแค่เขาโค

               ๕.๒ เรื่องของการไปสู่พระนิพพานของคนที่ยังร้อนอยู่ด้วยอารมณ์จริต ๖ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง เพราะไม่ใช่จักเป็นที่สำหรับคนร้อนจักไปได้

               ๕.๓ ถ้าจิตของพวกเจ้ายังร้อนอยู่ด้วยจริต ๖ ดังกล่าวมาแล้วนั้น ถ้าแก้จริตไม่หาย พระนิพพานก็ไม่ต้องพูดถึง หมดสิทธิ์ไปอย่างแน่นอน

          ๖. เรื่องวิตกกับกรรมของผู้อื่น มีความโดยย่อว่า เมื่อจิตนึกวิตกถึงเรื่องของผู้อื่นที่มาอาศัยวัดอยู่แล้วชอบนอนดึก โดยการชอบคุยกับเพื่อน ๆ จนเกินพอดี แทนที่จะนอนพักผ่อนเพื่อเอาแรงไว้ทำงานให้วัด เหมือนที่เคยทำมาในอดีต ทำให้สุขภาพไม่ดี ทำงานตอบเช้าไม่ค่อยไหว พระองค์ก็ทรงพระเมตตามาสอนว่า

               ๖.๑ กรรมใครกรรมมัน อย่าเอาจริตของผู้อื่นมาใส่ใจเรา เพราะจักเกิดอารมณ์หลงไปปรุงแต่งธรรมให้เกิดขึ้นได้ง่าย อารมณ์ปฏิฆะและราคะจักเกิดขึ้นตามมาจนเป็นการตำหนิธรรม ตำหนิผู้อื่น ด้วยไม่รู้เท่าทันจริตของตนที่เกาะยึดดี-เลวมาปรุงแต่งธรรมนั้น ๆ

               ๖.๒ ถ้าเจ้าเกิดอารมณ์สงสารเวทนาในการตรากตรำ การทำงานของเขา ก็เท่ากับโมหะจริตเกิด คิดไปว่ากายนั้นเป็นเขา เป็นเรา เกิดอารมณ์หดหู่ด้วยความหลงผิดไปนั้น ๆ

               ๖.๓ ถ้าเจ้าเห็นว่าการทำงานของเขาไม่ถูก ไม่ควร ไม่รักตัวเอง ก็เท่ากับสร้างการตำหนิกรรมให้เกิด กล่าวคือความไม่พอใจเกิด ไม่อยากหรือไม่ชอบให้เขาทำงานนั้น ๆ อารมณ์ปฏิฆะก็เกิด ยิ่งถ้าในยามเช้าเขาไม่มีแรงกวาดวัด มีท่าทีอิดโรยให้เจ้าเห็น เจ้าไม่พอใจ โทสะจริตก็เกิด เห็นชัดหรือยังว่า ถ้ามัวแต่ไปยุ่งกรรมของผู้อื่นเขา อารมณ์ของเจ้าก็สงบได้ยาก

               ๖.๔ ถ้าหากให้รู้จักแยกแยะกรรม รู้จักแยกแยะจริต อารมณ์ที่จักไหวไปตามกรรมนั้น ย่อมเกิดขึ้นได้ยาก

         ;จากคำสอนของพระองค์ดังกล่าว ทำให้เข้าได้ได้ดีว่า

               ก) การตำหนิกรรมนั้น เกิดขึ้นได้ด้วยอารมณ์ปฏิฆะเสียส่วนใหญ่เกือบ ๑๐๐% เต็ม เพราะถ้าไม่มีอารมณ์ มโนกรรม วจีกรรม กายกรรมก็ไม่เกิด การตำหนิกรรมก็ไม่มี การไม่พอใจหรือปฏิฆะ ก็ตำหนิ การพอใจหรือราคะก็ชม หรือสรรเสริญ จึงทำให้เห็นจิตมันไหวไปตามอายตนะสัมผัสทั้งหก ทำให้เกิดอารมณ์จริตต่าง ๆ ทั้งหกได้ชัดเจนขึ้น

               ข) โทสะ เป็นอารมณ์หยาบมาก หากจะมาเปรียบกับอารมณ์ ปฏิฆะ เพราะหากจิตไม่ละเอียดพอแล้ว แค่ตามรู้อารมณ์ของตนเองก็ยังยากแล้ว ยิ่งคิดที่จะรู้ทันอารมณ์ของตนเองก็ยิ่งแสนยาก

               ค) ในการปฏิบัติธรรมเพื่อหลุดพ้น จนถึงพระนิพพานนั้น หากใครไปดูถูกกิเลส หรือประมาทในธรรม โดยเฉพาะอารมณ์ปฏิฆะกับราคะ (นินทากับสรรเสริญในโลกธรรม ๘) จะไม่มีทางจะเป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูงได้เลย

               ๗. สงสัยว่าเหตุใดจิตของตน จึงอยู่บนพระนิพพานไม่ได้ตลอด เมื่อเกิดอารมณ์สงสัยในธรรมที่ตนเองปฏิบัติ หลวงปู่ตื้อและหลวงพ่อฤๅษี ท่านก็เมตตามาช่วยสงเคราะห์สอนให้ มีความสำคัญว่า ขนาดเป็นพระอรหันต์แล้วก็ยังอยู่ไม่ได้ตลอด ยกเว้นกายตายแล้วนั่นแหละ ถึงมีสิทธิอยู่ได้ตลอด ต้องพูดให้เข้าใจ ไม่งั้นพวกเอ็งจะหลงไปว่า จะยกจิตขึ้นไปอยู่บนพระนิพพานได้ตลอด

          หลวงพ่อท่านมาบอกว่า

          ๑. ตัวยังไม่ตาย อยู่ตลอดไปไม่ได้หรอก แค่นึกเมื่อไหร่ถึงเมื่อนั้นก็พอแล้ว ขืนคิดว่าอยู่ได้ตลอด พวกเอ็งก็ดีกว่าพระอรหันต์ซิ

          ๒. รู้ไว้ด้วยจะได้หายโง่ อย่างหลวงพ่อนี่บางทีขึ้นไม่ได้ ก็ยกเอาภาพพระนิพพานเข้ามาไว้ในจิต วิมานมีกี่หลังก็นิมิตขึ้นมาไว้ในจิต หรือในสมอง และที่ไม่ลืม คือ องค์สมเด็จพระชินสีห์ ประทับนั่งเป็นประธานอยู่ในวิมานหลังนั้น ๆ ด้วย พวกเอ็งเอาไปทำตามก็ได้ ตัวอย่างนี้หลวงพ่ออนุญาต

          (หมายเหตุ ผู้ที่สนใจในการปฏิบัติธรรม เวลาไปวัดท่าซุงตอนวัดมีงาน ก็ได้ยินเทปม้วนนี้บ่อย ๆ มีความโดยย่อ ๆ ว่า บางครั้งร่างกายหลวงพ่อป่วยมาก จนยกจิตขึ้นไปบนพระนิพพานไม่ไหว จึงน้อมเอาพระนิพพานมาไว้ในจิต หรือในสมองแล้วท่านถามพระพุทธเจ้าว่า หากกายตายตอนนั้นจิตจะไปถึงพระนิพพานไหม พระองค์ตรัสว่าย่อมถึงพระนิพพานได้โดยไม่ต้องสงสัย เป็นต้น นี่แหละคือเหตุผลสำคัญที่หลวงพ่อท่านเมตตาให้กับพวกเราอย่างหาประมาณมิได้ ที่ท่านยกเอาวิมานบนพระนิพพานมาจำลองสร้างไว้บนโลกมนุษย์ เพื่อให้พวกสุกขวิปัสสโก แล้วพวกฝึกมโนมยิทธิแล้ว จิตยังเห็นภาพพระนิพพานไม่ชัด เพราะหากความสงสัยเกิดขึ้นกับจิต ก็กลายเป็นนิวรณ์รบกวนจิต ทำปัญญาให้ถอยหลัง หมายความว่า โง่ทุกครั้ง ที่เกิดความสงสัยขึ้นในธรรมที่ตนเองปฏิบัติได้ ผมจะไม่เขียนรายละเอียด เพราะได้พูดให้ฟังแล้วหลายสิบครั้งในรอบ ๑๕ ปี ที่สนทนาธรรมกันที่ซอยสายลมและที่วัดท่าซุง)

          ๘. เพื่อนผู้ปฏิบัติธรรมของผม ท่านนึกถึงครูบาชัยวงศ์ ที่นำแตงนำผักมาบริจาคเป็นทานกับวัดทุกครั้งที่ท่านมา ไม่รู้จุดประสงค์และไม่เข้าใจกรรมจุดนี้ของท่าน พระพุทธองค์ก็ทรงพระเมตตาสอนให้หายสงสัย มีความสำคัญว่า

               ๘.๑ การบริจาคทานเป็นวิสัยของพุทธภูมิ บุคคลผู้มีความดำริเพียงชั่วขณะจิตหนึ่ง ตั้งมั่นอันที่จะปรารถนาพุทธภูมิวิสัยนั้นก็พึงควรสักการะ เพราะการตรัสรูขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นได้ยาก กาลนั้นเป็นอุดมมงคล เพราะกว่าจักบำเพ็ญบารมีให้ครบทั้ง ๓๐ ทัศได้นั้น จักยากกว่าบุคคลผู้ปรารถนาสาวกภูมิมาก กำลังพุทธวิสัยเป็นกำลังใหญ่ ขอให้พึงสังเกตปฏิปทาของพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ ที่มีกล่าวมาแล้วในพระสูตร ชั่วขณะจิตที่รู้ว่าสามเณรผู้เป็นศิษย์คิดมีความปรารถนาอยากจักเป็นพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่านนั้นยังจักต้องให้สามเณรเดินหน้าด้วยเพราะเหตุใด เพราะวิสัยพุทธภูมินั้นเป็นกำลังใหญ่ แม้แต่คิดริเริ่มเพียงชั่วขณะจิตก็ยังมีกำลังใหญ่ บารมีธรรมจุดนี้อย่านำไปตำหนิแก่ผู้ใดที่ปรารถนาพุทธภูมิ เพราะตำหนิแล้วจักเป็นกรรมเข้าตัวเอง โดยหาประโยชน์มิได้

               ๘.๒ อนึ่ง พุทธจริตก็คือพุทธภูมิเดิมที่ลาออกมาสู่สาวกภูมิทั้งสิ้น พวกเจ้าถ้าไปตำหนิพุทธภูมิเข้า ก็เท่ากับตำหนิกำพืดของตนเอง ขอจงอย่าทำกรรมนี้ให้เกิดอีกต่อไป รู้แล้วก็ต้องหมั่นศึกษาให้รู้จริง ควรจักโมทนาไปกับพุทธวิสัยของท่านนั้น ๆ

               ๘.๓ หมั่นกราบขออโหสิกรรม ต่อบรรดาผู้ปรารถนาพุทธภูมิด้วย เพราะกรรมอันนี้มีผลมิใช่เบา ซึ่งตำหนิกรรมไปในท่านทั้งหลายแล้ว จักเป็นอุปสรรคขวางกั้นการปฏิบัติธรรมของพวกเจ้าได้ จงอย่าประมาทในธรรมทั้งปวง

          ๙. มีบุคคลท่านหนึ่งที่กล่าวตำหนิธรรม ๒ เรื่อง พระองค์ก็ทรงพระเมตตาสอนต่อให้ มีความสำคัญว่า

               ๙.๑ ขอให้พวกเจ้าดูไว้เป็นตัวอย่าง ในบุคคลที่ยังตัดสักกายทิฎฐิเบื้องต้นไม่ได้ (ทรงหมายถึงสังโยชน์ข้อที่ ๑ - ๒ และ ๓ ยังไม่ได้) ยังไม่ได้รับการศึกษาธรรมตามขั้นตอน ยังไม่เข้าใจถึงกฎของกรรมโทษของกาม ไม่เข้าใจถึงการนำจิตไปเกิดตามกรรม ไม่เข้าใจถึงตัวกรรม ผลของกรรม ก็จักไม่สามารถตัดความดี - เลวไปจากจิตได้ ยังมีการติกรรมดี - เลว ทั้งในบุคคลอื่น ในตัวเองอยู่เป็นธรรมดา

               ๙.๒ ในเมื่อความจริงมันเป็นอย่างนี้ จิตของคนธรรมดามันเป็นอย่างนี้ การยกเอาธรรมศึกษา ที่พวกเจ้ากำลังเรียนรู้และเพียรปฏิบัติอยู่ไปบอกกล่าวกับหมู่คนทั่วไป ที่ยังไม่เข้าใจถึงกฎของกรรม จักมีประโยชน์อันใด มีแต่โทษ กล่าวไปแล้วเขาจักยิ่งตำหนิธรรม ในเมื่อดี-เลวยังไม่หมดไปจากใจ เขาก็ย่อมไม่ยอมรับกฎของกรรมเป็นธรรมดา

               ๙.๓ พวกเจ้าก็ยังละดี - เลวไม่หมดไปจากใจ ยอมรับกฎของกรรมไม่ได้ทั้งกาย - วาจา - ใจแล้ว ก็จงอย่าริไปพูดหรือสอนใครในธรรมที่ยังปฏิบัติไม่ได้นั้น ๆ จักพูดได้ก็แต่สังโยชน์ ๓ ที่ตัดได้แล้วเท่านั้นเอง ธรรมพรตปรามาสจักได้ไม่เกิด อาบัติปาราชิกอวดอุตรมนุษยธรรมจักได้ไม่เกิด เข้าใจไว้ด้วยนะ

 

เรื่องผลของการปฏิบัติธรรม

          หลวงพ่อฤๅษี ท่านก็เมตตามาสอนต่อ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ผลการปฏิบัติธรรม ถ้าทำได้จริงคือต้องครบองค์ ๓ ทั้งกาย - วาจา - ใจ อุปมาก็เหมือนกับคนถูกหวย แล้วมีสตางค์อยู่ในกระเป๋า จะให้ใครก็มีเงินให้จริง ถ้ายังไม่ถูกจริงก็เหมือนกับซื้อหวยเอาไว้ หวังถูกรางวัลที่ ๒ ซึ่งถ้าถูก เงินก็ได้เยอะ แต่ยังไม่ถูก เพราะหวยยังไม่ออก ดันเที่ยวไปบอกแจก พูดแจกไปยังบุคคลผู้อื่น ยังมีเงินไม่จริงพูดแจกอย่างใดก็ให้ไม่ได้ ในเมื่อพวกเอ็งโชคดี รู้ขั้นตอนของการปฏิบัติธรรม ก็จงอย่าทำตนเป็นคนโชคร้ายเสียก่อนที่จะถูกรางวัลที่ ๒ ล่ะ

          ๒. ด๊อกเตอร์ ท. ได้ปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์จากต่างประเทศ เป็นอาจารย์สอนเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใครไม่เก่งจริงไม่ยอมให้ผ่านการสอบ จอมพล.ป.พิบูลสงคราม ท่านคิดว่าเขาเป็นคนเก่ง จึงแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบให้กับรัฐบาล ผลปรากฏว่าค้าขายขาดทุนเป็นสิบ ๆ ล้านในสมัยนั้น ซึ่งหากคิดเป็นสมัยนี้หลายร้อยล้าน หรือถึงพันล้าน หมายความว่า การพูดกับการทำนั้นมันคนละเรื่องกัน การพูดเป็นเพียงแค่ปริยัติ แต่การทำคือการปฏิบัติเพื่อให้เกิดผล สิ่งที่เราต้องการก็คือผล ไม่ใช่ต้องการแค่ตัวหนังสือ หรือแค่น้ำลาย

          ๓. ผู้ที่จะเป็นครูสอนเขาได้นั้น ต้องรู้จริง ทั้งภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติด้วย ไม่ใช่รู้แค่ตัวหนังสือ ในทางธรรมก็เช่นกัน เรารู้แค่ปริยัติแค่มรรคเท่านั้นไม่พอ เราจักต้องทำให้เกิดผลเสียก่อนจึงจะเป็นของจริง แล้วจึงนำไปสอนผู้อื่นเขาได้ อย่างเช่นพระพุทธเจ้า เป็นต้น

          ๔. ทางธรรมถือเอาผล ผลจะต้องได้ครบ ๓ คือ กาย - วาจา - ใจ พวกฌานโลกีย์ถึงถูกกิเลสหลอกเอาเสมอ เพราะสงบแค่ได้ที่ใจ แต่กายและวาจา ยังไม่ยอมสงบตามใจ ของจริงต้องสงบทั้ง ๓ อย่าง

          ๕. ดังนั้นการปฏิบัติงาน ไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม ก็ต้องมีขั้นตอนทั้งสิ้น หากไม่ทำตามขั้นตอน ผลก็ไม่เกิด หรือเกิดไม่ได้ดีเท่าที่ควรจะเป็น หรือบางทีก็เข้าป่าเข้ารกไปเลย

 

เรื่อง ธาตุ ๔ ในอาหารชนิดต่าง ๆ

          ในวันพุธที่ ๗ ต.ค. ปี ๒๕๓๕ หลวงพ่อฤๅษีท่านเมตตาสอนเรื่องธาตุ ๔ ในอาหารชนิดต่าง ๆ มีความสำคัญ ดังนี้

          ๑. ผักบุ้งมีไวตามินสูง โดยเฉพาะไวตามินเอ คนตาไม่ค่อยเห็นในตอนกลางคืน เพราะขาดไวตามินเอ ผักบุ้งมีฤทธิ์ เป็นยาระบาย กินมากก็เสาะท้อง ท่านไม่ได้ฉันมานาน ทั้ง ๆ ที่ชอบ และยังรักษาโรคไตได้ ที่ท่านฉันก็เพื่อให้ท้องถ่ายง่าย แต่ถ้าเป็นผักบุ้งดองก็แสลงต่อโรคไต คนท้องผูกเพราะธาตุไฟไม่ทำงาน ในคนสูงอายุธาตุไฟอ่อนกำลังลง เพราะความเสื่อมของร่างกาย

          ๒. อาหารรสจัด ๆ ของเผ็ดร้อนเป็นธาตุไฟ ซึ่งพวกคนแก่จะทานได้น้อย เมื่อธาตุไฟอ่อนกำลังลงทำให้ไม่สามารถขับธาตุลมให้ไปขับธาตุน้ำ ให้ไปไล่ธาตุดิน (ขี้หรืออุจจาระ) ให้ออกไปได้ ท้องคนแก่จึงผูกด้วยเหตุนี้

          ๓. อาหารทุกชนิดมีทั้งคุณและโทษ ธรรมะที่เกี่ยวกับอาหารเป็นของละเอียด เพราะเกี่ยวข้องกับธาตุ ๔ โดยตรง ซึ่งพวกพุทธจริตเท่านั้นจึงจะพูดกันเข้าใจและรู้เรื่องได้ดี ยิ่งพวกที่กินอาหารโดยขาดการพิจารณาด้วยยิ่งไปกันใหญ่ อาหาเร ปฏิกูลสัญญา, ปัจจเวกขณะ ๔ ซ้ำอาหารบางอย่างมีคุณค่าเป็นยารักษาโรค มีคุณค่าของอาหารต่าง ๆ กันคนส่วนใหญ่กินอาหารตามสัญญาเดิม กินตามอุปาทานของตน และกินเพราะติดในรูป รส กลิ่น สีของอาหาร

          ๔. ที่สำคัญที่สุดก็คือ ไม่ทราบว่าขณะนี้ร่างกายกำลังขาดธาตุอะไร หรือมีธาตุอะไรเกินพอ จึงไม่สามารถเอาธาตุ ๔ ภายนอกไปเสริมได้ถูก ดีไม่ดีแทนที่จะเป็นคุณกลับเป็นโทษก็ไม่น้อย

          ๕. ผักมีธาตุน้ำพอ ๆ กับธาตุดิน ข้าว เผือก มัน ฟักทอง มีธาตุดินมากกว่าธาตุน้ำ ต้มจืดมีธาตุน้ำมาก ต้มยำมีธาตุไฟและธาตุน้ำมาก ผักดองมีแก๊ส (ลม) และกรดมาก ดังนั้นหากขาดธาตุลมต้องกินผักดอง น้ำตาลมีธาตุไฟมาก เป็นความหวานในขนมและผลไม้ ผลไม้มีธาตุน้ำมากกว่าธาตุดิน ซึ่งมีแร่ธาตุหลายชนิด ความหวานเป็นธาตุไฟ ทุเรียนมีธาตุลมมาก แต่พวกมีเม็ดเลือดเข้มข้นมาก อย่ากิน ความดันจะขึ้นสูงง่าย บางรายกินและลมดันขึ้นจนหัวใจวายตายก็มี ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวเป็นธาตุไฟ ฝรั่งมีธาตุดิน แตงโมมีน้ำ ๙๘% เพราะฉะนั้นการกินจึงต้องใช้มัชฌิมา ไม่กินเพื่อให้อ้วนให้ผอม ให้ผิวพรรณผ่องใส แต่กินตามที่ร่างกายต้องการ ธาตุที่ขาด (ธรรมเรื่องอาหารนี้จึงยาก เพราะละเอียดมาก ดังนั้นผู้ที่รู้ดีรู้จริงในเรื่องนี้ จึงควรจะเป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณเท่านั้น) สัปปะรดเปรี้ยวใช้รักษาโรคนิ่วได้ เพราะน้ำสัปปะรดเป็นกรดสามารถละลายก้อนนิ่วได้

          ๖. น้ำปัสสาวะมีธาตุดินออกมามากเหมือนกัน แต่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ต้องอาศัยดูจากกล้องขยาย ถ้าต้องการเห็นด้วยตาเปล่า หากปัสสาวะเป็นกรด ให้เอาด่างเติมลงไป จะเห็นธาตุดินที่ละลายอยู่ในกรด ตกตะกอนเป็นสีขาว ๆ ให้เห็นได้ชัดเจน

          ๗. สภาพของธาตุดินที่เห็นชัดคือกระดูก แต่ส่วนใหญ่อยู่ในรูปเหมือนโคลนที่อยู่ในน้ำเละ ๆ เปราะบางและสกปรก

 

ธรรมที่ได้ขณะกินอาหาร

          พอสรุปสั้น ๆ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ก่อนจะกินอาหาร เอาจิตคิดขอถวายอาหารเพื่อบูชาความดีของพระพุทธองค์ เพื่อเอาบุญเสียก่อน และเพื่อความไม่ประมาทในธรรม ควรอาราธนาคาถาป้องกันและทำลายพิษที่อาจมีอยู่ในอาหารเสียก่อนทุกครั้ง

          ๒. พิจารณาอาหารเป็นอาหาเรปฏิกูลสัญญา รวมทั้งคุณและโทษของอาหารที่จะบริโภคด้วย เพราะบางคนแพ้หรือไม่ถูกกับอาหารบางชนิด ก็ต้องเว้นเสีย และต้องจำให้ได้ด้วย (หลวงพ่อฤๅษีท่านไม่ฉันทุเรียนและสัปปะรด เพราะไม่ถูกกับร่างกายของท่าน)

          ๓. เห็นวัฏฏะ เห็นสันตติธรรม เห็นไตรลักษณ์ของธาตุ ๔ เราจึงต้องเอาธาตุ ๔ ภายอก (อาหาร) เข้ามาเสริมธาตุ ๔ ภายใน (ร่างกาย) อยู่เสมอ เป็นวัฏฏะ หรือสันตติ หรือไตรลักษณ์ เวียนอยู่อย่างนี้ ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตายไม่มีวันหยุด หยุดเมื่อใดก็ตายเมื่อนั้น

          ๔. พิจารณาเห็นทุกข์จากการหาอาหาร, ปรุงหรือประกอบอาหาร, ระหว่างบริโภคอาหาร และหลังบริโภคอาหารแล้ว มีทุกข์ตลอดเวลา มีรายละเอียดอยู่มาก ตั้งแต่การถางป่า ขุดตอไม้ ไถ ปลูก ระวัง รักษา เก็บเกี่ยวข้าว ขอเขียนย่อ ๆ ไว้แค่นี้ (รวมทั้งทุกข์จากการประกอบอาหาร และทุกข์จากข้ออื่น ๆ จากอาหารด้วย)

          ๕. ทุกข์จากระเบียบ วินัย มารยาทในการบริโภค โดยเฉพาะพระสงฆ์มีข้อบังคับอยู่มาก จะฉัน จะนั่ง จะเอื้อมมือตักอาหาร จะเอาช้อนเข้าปาก จะเคี้ยวไม่ให้มีเสียงดัง ห้ามพูดห้ามคุยระหว่างฉัน และอีกมากมาย

          ๖. ทุกข์จากการติดในรูป รส กลิ่น สีของอาหาร อันเป็นทุกข์ที่เกิดจากใจ จากกิเลส ตัณหา อุปาทานที่เกาะติดใจมาทุก ๆ ชาติ หากเรารู้ไม่ทัน

          ๗. ให้จบลงในอารมณ์มรณานุสสติควมอุปสมานุสสติ โดยคิดว่าอาหารมื้อนี้อาจเป็นมื้อสุดท้ายที่เราบริโภค ความตายอาจเกิดกับเราเมื่อไหร่ก็ได้ หากกายพังเมื่อไหร่ จิตเราก็พร้อมจะไปพระนิพพานเมื่อนั้น นิพพาน สุขัง และจงอย่าลืมอุทิศกุศลให้กับอาทิสสมานกายของผู้บริจาคสังขารเป็นทาน เป็นอาหารให้เรายังชีวิตอยู่ด้วยทุก ๆ ครั้ง ในข้อนี้จิตใครละเอียดแค่ไหน ก็คิดได้ละเอียดแค่นั้น ขอเขียนไว้เป็นแค่ตัวอย่างเท่านั้น

          ผมก็ขอจบไว้สั้น ๆ แค่นี้ เพราะเรื่องอาหาเรปฏิกูลสัญญา พระองค์สอนเฉพาะพวกพุทธจริตเท่านั้น จึงมีรายละเอียดอยู่มาก และบารมีธรรมของคนเราก็สะสมกันมาไม่เสมอกัน จิตอยู่ระดับไหน ย่อมรู้ธรรมได้แค่ระดับนั้นเป็นธรรมดา

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่