อารมณ์ปฏิฆะและโทสะ




          เมื่อวันที่ ๒๙ พ.ค.๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปัจจุบันทรงพระเมตตาตรัสสอน มีต้นเหตุมาจากเพื่อนผู้ปฏิบัติธรรมของผมท่านเลี้ยงแมวไว้ พอปล่อยให้มันออกไปขี้ เยี่ยว มันก็ไปกัดกับแมวตัวอื่น และถูกเขากัดเอาที่แผลเก่า ซึ่งเคยถูกเขากัดมาแล้ว เมื่อวานนี้ จึงเกิดอารมณ์ปฏิฆะว่ามันโง่ และคิดจะปรุงแต่งสร้างอกุศลกรรมต่อ พระองค์ก็ทรงพระเมตตาตรัสสอนว่า

          ๑. “ แมวมันก็โง่เหมือนเจ้าของนั่นแหละ "ที่คิดว่าตัวเองเก่งไปเรื่อย เที่ยวโกรธระรานคนอื่นไปเรื่อย ๆ ใครจะห้ามว่าอย่าโกรธ ก็ไม่ฟัง ผลมันก็ออกมาเหมือนแมวที่ถูกเขาทำร้ายจนบาดเจ็บ

          ๒. จิตคนโกรธก็เช่นกัน ถูกทำร้ายด้วยอารมณ์ของตนเอง จนบาดเจ็บก่อนใครอื่น ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าไม่ดี โกรธแล้วโง่ก็ยังขืนทำลงไป

          ๓. เจ้าเห็นไหมว่า ที่แมวมันออกไปตีกับตัวอื่นนั้น มันทำไปเพราะความโกรธ จึงทำให้ขาดสติ เจ้าก็เช่นกัน พยายามคุมสติให้ดี ๆ มองโทษของการรัก – การโกรธเอาไว้ให้ดี ๆ

          จากนั้นก็กวาดลานวัดกับเพื่อน แล้วช่วยกันขนขยะใส่รถเข็น แต่ใส่ขยะมากเกินไป เวลาเข็นรถ ทำให้รถเสียสมดุล รถเข็นกระดกไปข้างหน้าบ้าง กระดกไปข้างหลังบ้าง ทำให้ขยะตกเรี่ยราดไปตลอดทาง พระองค์ก็ทรงพระเมตตามาตรัสสอนว่า

          ๑. จิตคนก็เช่นกันต้องหาความสมดุลให้พบ อย่าหนักไปทางกามฉันทะหรือปฏิฆะข้างใดข้างหนึ่ง จิตก็จะเอียงคว่ำเหมือนรถขยะนี้ได้

          ๒. ต้องหาความพอดี หรือทางสายกลางให้พบ ไม่ตึงไม่หย่อนจนเกินไป ต้องมีสติกำหนดรู้อารมณ์ของจิตอยู่เสมอว่าเวลานี้มีตัณหาเกิดขึ้นกับจิตหรือไม่ ดูวาระของจิตไหวไปด้วยกิเลสประการใดหรือไม่ ควบคุมเอาไว้ให้ดี ๆ จิตจึงจักมีความพอดีมีความสบายในอารมณ์

          จากนั้นก็มารับประทานอาหารเช้า พออาหารคาวเสร็จ ก็จบลงที่ของหวาน คือ มะม่วงทุกครั้งไป กินอยู่อย่างนี้มาเป็นแรมเดือน รู้สึกเบื่อแต่ก็ยังต้องกินต่อไปเรื่อย ๆ พระองค์ก็ทรงพระเมตตามาตรัสสอนว่า

          ๑. ให้กำหนดรู้ว่าอาหารเป็นสิ่งจำเป็นของร่างกาย อย่าติดรูป รส กลิ่นของอาหาร ขอเพียงให้พิจารณาแล้วว่า อาหารชนิดนี้ไม่เป็นโทษแก่ร่างกาย

          ๒. เรากินเพื่อระงับเวทนาของร่างกายเท่านั้นเป็นพอ และเจ้าจงทำการกำหนดรู้ว่าอาหารชนิดใดก็ตาม คำว่า ไม่เคยบริโภคผ่านมาก่อนนั้นไม่มี การเกิดมานับอเนกชาตินี้ ล้วนผ่านการบริโภคอาหารมาแล้วทุกชนิด อาหารทั้งปวงก็เกิดดับอยู่ในโลกนี้เป็นปกติ

          ๓. ทรงเมตตาให้เห็นภาพในอดีตชาติ ชาติหนึ่งขณะนั้นเป็นฤๅษีอยู่ป่า ถึงหน้ามะม่วงก็กินแต่มะม่วง ถึงหน้าทุเรียนก็กินแต่ทุเรียน กินซ้ำ ๆ อยู่เช่นนั้นจนหมดอยากในชาตินั้น ๆ แต่เพราะสัญญาเป็นอนิจจา พอมาชาตินี้กลับอยากกินทุเรียน มะม่วงอีกจนได้ เพราะเวลานั้นเชื้ออยากมันไม่หมดจริง มันเป็นความเบื่อที่บริโภคจำเจ มิใช่ระงับตัดได้ที่ตัณหา ความทะยานอยาก สัญญาอันนี้ก็เช่นกัน มันเกิดมาคู่กับร่างกาย ในชาตินั้นร่างกายตายไป สัญญาก็ตายไป เกิดมีร่างกายใหม่ ก็ไปตามกรรม ตามวาระ

          ๔. อย่างฤๅษีชีไพรไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานสัก ๒-๓ ชาติ กลับมาเกิดเป็นคนยากจน เข็ญใจ ขัดสน ไม่ค่อยจักมีอาหารดี ๆ บริโภค ไปเห็นทุเรียน มะม่วงเข้า ซึ่งคนอื่น ๆ เขานิยมชมชอบบริโภคกัน จนเป็นที่เล่าลือ แต่ไม่มีปัญญาซื้อกิน ความอยากมันก็เกิดขึ้นกับจิตนะซิ สัญญาเดิมที่กินจนเบื่อไม่มีความหมาย เหตุมันเป็นอย่างนี้ เพราะตัณหาความทะยานอยาก มันไม่หมดจริง

          ๕. เพราะฉะนั้นเมื่อจิตอยากบริโภคอาหารชนิดใดจนเกินไป เจ้าจงอาศัยอตีตังสญาณ ทบทวนดูว่า อดีตชาติเราเคยผ่านการบริโภคอาหารชนิดนั้น ๆ มาแล้วนับอเนกชาติแต่อาหารที่เราคิดว่าดีนั้น ไม่เคยช่วยให้ร่างกายไม่เสื่อม ไม่แก่ ไม่ตายได้เลย รวมความว่าจะติดในรูป รส กลิ่นของอาหารไปเพื่อประโยชน์อันใด การบริโภคอาหารก็เพื่อระงับทุกขเวทนาของร่างกายเท่านั้น ยิ่งติดรูป รส กลิ่น สีของอาหารมากเท่าไหร่ จิตก็ถูกเบียดเบียนด้วยความทะยานอยากมากขึ้นเท่านั้น

          ๖. เจ้าจงทำความเบื่อหน่ายในรูป รส กลิ่น ของอาหารด้วยอริยสัจทั้งปวงนี้เถิด

          ๗. บริโภคอย่างมีสติเท่าที่ร่างกายมีความต้องการอาหาร เห็นทุกข์ เห็นความเสื่อม ความสกปรกของอาหารทุกชนิด และจงหมั่นกำหนดรู้ทุกข์นั้น ว่าเกิดกับเราได้เพราะสืบเนื่องจากการมีร่างกาย ทำความยอมรับกฎธรรมดาของร่างกาย จักบริโภคอาหารดีเลิศ หรือ บริโภคเภสัชดีเลิศเท่าไหร่ ในที่สุดร่างกายมันก็ทรงตัวอยู่ไม่ได้ มีแต่ความเสื่อม ความแก่ และในที่สุดร่างกายมันก็ตาย

          ๘. ทำความเบื่อหน่าย ตัดความทะยานอยากในรูป กลิ่น รส ของอาหารลงเสีย รวมทั้งตัดความทะยานอยากในการอยากมีร่างกายลงเสียด้วย จิตยอมรับนับถือกฎธรรมดา ตั้งใจไว้เลยว่า เราจักมีร่างกายอันเต็มไปด้วยความทุกข์นี้เป็นชาติสุดท้าย ขึ้นชื่อว่าร่างกายนี้จักไม่มีกับเราอีกต่อไป ร่างกายนี้ตายเมื่อไหร่ ขอไปพระนิพพานจุดเดียว

 

          ธัมมวิจัย เกี่ยวกับเรื่องทุกข์ ที่พระองค์ทรงตรัสไว้ มีความสำคัญว่า

          ๑. ทุกข์ในโลกนี้มีอยู่จริง แต่หาคนที่เห็นทุกข์ตามความเป็นจริงได้น้อยเต็มที

          ๒. ผู้ใดเห็นทุกข์ได้ตามความจริง ผู้นั้นเห็นอริยสัจ หรือผู้นั้นเห็นธรรม อันเป็นปัญญาวิปัสสนาสูงสุดในพระพุทธศาสนา และมีแต่เฉพาะในพุทธศาสนาเท่านั้นศาสนาอื่นไม่มี

          ๓. ในการปฏิบัติพระท่านเน้นว่า

               ๓.๑ ทุกข์ของกายนั้นละไม่ได้ หนีอย่างไรก็ไม่พ้น ก็จงอย่าพยายามคิดหนี เพราะร่างกายมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่สามารถจะบังคับมันได้ ให้กำหนดรู้ว่ามันเป็นของธรรมดาที่มีอยู่คู่กับการเกิดมีร่างกาย

               ๓.๒ ทุกข์ของใจ ต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์หรือสมุทัย อยู่ที่ใจ (ความทะยานอยาก) ใจเป็นของเราคือตัวเรา เราจึงต้องบังคับอบรมมันให้ได้

          ๔. ทรงตรัสไว้เกี่ยวกับความอยากความว่า

               ๔.๑ ขึ้นชื่อว่าความอยากนั้น ย่อมมีกันอยู่ทุกคนเป็นธรรมดา แต่อย่าให้มันอยากจนเกินพอดี เรียกว่าความทะยานอยากหรือสมุทัย

               ๔.๒ ความอยากนั้น ทรงหมายถึง อยากเลว อยากทำเลว คือ คิดชั่ว พูดชั่วและทำชั่ว เป็นสมุทัย ส่วนอยากดี อยากทำดี เช่น อยากทำทาน อยากรักษาศีล อยากเจริญภาวนา หรือคิดดี พูดดี ทำดี ไม่ใช่สมุทัย หากแต่เป็นผู้เจริญ ทรงตรัสว่า ธัมมกาโก ภะวัง โหติ

          ๕. ภัยที่ร้ายแรงที่สุดในโลกนี้คือ ภัยที่เกิดจากอารมณ์จิตของเราเองทำร้ายจิตของเราเอง หรือ วันหนึ่ง ๆ ไม่มีใครมาทำร้ายเธอได้มากเท่ากับ อารมณ์จิตของเธอเองทำร้ายตัวเธอเอง

          ๖. ทุกข์กายเป็นสิ่งที่ต้องกำหนด ถ้าไม่กำหนดก็ไม่รู้ว่ากายมันทุกข์ เพราะทุกคนที่เกิดมาก็เกิดมาพร้อมกับความทุกข์ ตั้งแต่วันเกิดจนวันตาย แต่คนขาดปัญญาจึงมองไม่เห็นทุกข์ ต้องเป็นขี้ข้ามัน ล้างขี้ ล้างเยี่ยว ล้างเยี่ยว ล้างสิ่งสกปรกตั้งแต่หัวลงมาถึงเท้าทุกวัน ต้องทำงานหาเลี้ยงมันทุกวันตลอดชีวิต แต่ก็มองไม่เห็น เพราะไม่กำหนดจึงไม่รู้ ทุกข์ใจเป็นสิ่งที่ต้องละ หรือสมุทัยเป็นธรรมที่ต้องละ เพราะใจคือเรา เป็นของเรา เราจึงต้องบังคับและอบรมมันให้ได้

          ๗. หรือจะพูดสั้นๆ ว่า ทุกข์ เป็นธรรมที่ต้องกำหนด (รู้) สมุทัย เป็นธรรมที่ต้องละ นิโรธ เป็นธรรมที่ต้องทำให้แจ้ง มรรค เป็นธรรมที่ต้องเจริญให้มาก ทำให้มาก หรือ ทำตลอดเวลา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม


กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่