คิริมานนทสูตร

โดยสมเด็จองค์ปัจจุบัน

(พระสูตรนี้มีคำสอนที่สำคัญอยู่ ๑๐ ข้อ)


คำนำ

          ที่ผมเขียนคิริมานนทสูตร แบบย่อความเป็นภาษาไทยในปัจจุบัน มีเหตุจากความศรัทธาในความดีของท่านเจ้าพระคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) เป็นเบื้องต้น ต่อเมื่อใช้ความเพียร (วิริยะ-ขันติ-สัจจะโดยมีปัญญาบารมีคุม) อ่านจนจบเล่มแล้วยิ่งทำให้ผมได้พบพระธรรม ซึ่งนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ละเอียดยิ่งขึ้นเป็นอย่างมาก เมื่อพิจารณาดูประโยชน์ที่พึงได้จากพระสูตรนี้ เห็นว่ามีอยู่สุดประมาณ เพราะพระพุทธองค์ทรงแสดงอริยสัจไว้อย่างชัดแจ้ง คือ ให้พวกเราได้เห็นทุกข์ตามความเป็นจริง คือ ทุกข์ของการเกิดมามีร่างกายมีอะไรบ้าง ให้พวกเราได้เห็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ (สมุทัย) ล้วนเกิดที่ใจเราทั้งสิ้น ให้พวกเราได้เห็นความดับทุกข์ ต้องดับที่ใจเราเท่านั้น ดับที่อื่นไม่ได้ผล และท่านได้ชี้แนะแนวทางการพ้นทุกข์ พร้อมวิธีปฏิบัติให้ถึงซึ่งความพ้นทุกข์ได้ ตามลำดับจนถึงพระนิพพาน ด้วยอธิศีล-อธิจิต-อธิปัญญา ตามลำดับ มีทางนี้ทางเดียวทางอื่นไม่มี

          จิตของผมเจริญระดับไหน ผมย่อมแปลหรืออธิบายพระธรรมของพระองค์ได้แค่ระดับนั้น การแปลแบบย่อ ๆ เป็นภาษาไทยปัจจุบัน จึงยังไม่ละเอียดพอ การผิดพลาดหรือเข้าใจผิด ก็ย่อมมีได้เป็นธรรมดา ผมจึงขอขมาพระรัตนตรัยไว้ก่อนล่วงหน้า (ความจริงขอขมาวันละ ๔ หน เป็นปกติเกือบทุกวันมากว่า ๒๐ ปีแล้ว อาจไม่ครบตอนรับราชการ หรือเดินทางไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ) และต้องขออภัยต่อท่านผู้รู้ ที่มีระดับจิตสูงกว่าผมไว้ ณ ที่นี้ด้วย

          ผมขอโมทนากับกลุ่มบุคคลที่มีความสามัคคีร่วมกันตั้งวงสนทนาธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ตลอดมา ตั้งแต่หลวงพ่อฤๅษีท่านทิ้งขันธ์ ๕ หรือเปลือกของท่านไปสู่พระนิพพานเมื่อ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๕ ตลอดมาจนถึงปัจจุบันก็เป็นเวลา ๑๔ ปีแล้ว ผมมองดูก็พบแต่หน้าเก่าๆทั้งสิ้น มีหน้าใหม่ๆเพิ่มขึ้นมาทุกๆปี จนต้องใช้เครื่องขยายเสียงช่วย บางท่านที่หายไปตามวาระกรรมของท่าน ซึ่งห้ามไม่ได้คือความตาย แต่ท่านก็ตายอย่างผู้ฉลาด คือเอาร่างกายหรือขันธ์ ๕ ทิ้งไว้กับโลก เพราะรู้กับใจว่ากายนี้ไม่ใช่ของเรา เราอาศัยอยู่นั้นไม่มีทางรอด ท่านจึงเอาจิตรอด โดยเอาจิตท่านไปพระนิพพานได้เกือบทุกท่าน อย่างเลวมีบางท่าน ท่านก็ไม่ต้องมาเกิดบนโลกมนุษย์อีกแล้ว คือ เป็นพระอนาคามีอยู่บนพรหมโลก หลวงพ่อฤๅษีท่านก็เมตตามาสอนให้นิดเดียว ก็จบกิจไปอยู่พระนิพพานกันหมด บุคคลที่ยังมีขันธ์ ๕ อยู่ ก็มีกุศลจิตบริจาคเงินเป็นธรรมทานและวิหารทาน โดยไม่เคยมีการบอกบุญแม้แต่น้อย เงินทั้งหมดก็นำมาพิมพ์หนังสือแจกฟรีเป็นธรรมทาน และวิหารทาน โดยซ่อมแซมพระพุทธรูป-โบสถ์-วิหาร-เจดีย์และสร้างพระ เป็นต้น ให้กับวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี วัดเดียวเท่านั้น เพื่อบูชาความดีของหลวงพ่อฤๅษี ซึ่งทำให้พวกเราได้มีดวงตาเห็นธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้อย่างถาวร ด้วยอุบายต่าง ๆ มากมายหลายวิธี และจะร่วมมือร่วมใจกันไปเช่นนี้จนกว่าชีวิตจะหาไม่ ทุกคนไม่มีใครต้องการเกิดอีกทั้งสิ้น ทุกท่านทำบุญ-ทำกุศลแล้วไม่มีใครเกาะบุญ-เกาะกุศลอีกต่อไป จิตวางสมมุติธรรมเพื่อเข้าสู่วิมุติธรรม จิตอธิษฐานขอไปพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ด้วยกันทุกท่านเทอญ

 

คิริมานนทสูตร

ผมขอย่อพระสูตรนี้เป็นภาษาไทยปัจจุบันดังนี้

          พระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าตรัสเทศน์ที่พระเชตวันวิหารซึ่งอนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างถวาย ณ กรุงสาวัตถี มีต้นเหตุจากพระคิริมานนท์ ซึ่งกำลังป่วยมีไข้สูง (ขณะนั้นยังไม่จบกิจ) ขอให้พระพุทธองค์สงเคราะห์ให้ทุกขเวทนาหาย เมื่อตนเองไม่สามารถมาเฝ้าพระองค์ได้ จึงขอนิมนต์ท่านพระอานนท์ช่วยกราบทูลพระองค์ให้ทรงทราบด้วย พระพุทธองค์จึงได้เทศนาให้พระอานนท์ฟัง พระอานนท์ซึ่งมีความจำเป็นเลิศ ฟังแล้วได้ไปเทศนาที่สำนักของท่านคิริมานนท์ต่อไป จึงได้ชื่อว่า คิริมานนทสูตร มีเนื้อความโดยย่อดังนี้

          ก่อนอื่นผมขอชี้แจงว่า พระสูตรนี้มีผู้นำมาให้ผมได้อ่านครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ แล้ว อ่านครั้งแรกเมื่อ ๒๐ กว่าปีมาแล้ว ขอรับว่ายังมีข้อสงสัย อยู่มาก เพราะภาษาที่เขียนเป็นภาษาโบราณ อ่านแล้วหลายๆตอนไม่เข้าใจความหมาย ทำให้ผมหมดอารมณ์ที่จะอ่านต่อ ครั้งที่ ๒ เมื่อประมาณ  ๑๐ กว่าปีมานี้ อ่านแล้วเข้าใจมากขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายอยู่หลายตอน เพราะยังใช้ภาษาโบราณปนอยู่มาก จึงต้องอุเบกขาหรือวางเฉยไว้ก่อน มาครั้งนี้มีผู้ปรารถนาดีเอามาหลายเล่มเพื่อให้ผมแจก พอผมดูชื่อหนังสือแล้วต้องระงับไว้ก่อน เพราะผมไม่แน่ใจว่าผู้อ่านจะมีความเพียรทนอ่านจนจบเล่มได้สักกี่คน เพราะธรรมทานที่ผมพิมพ์แจก ซึ่งเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ของหลวงพ่อฤๅษีและของหลวงปู่ทั้งหลาย สอนง่าย ๆ ใช้ภาษาไทยปัจจุบัน พิมพ์ตัวโตๆแจกให้หลายเรื่องหลายรอบแล้ว ยังไม่ค่อยจะอ่านกันสักเท่าไหร่ มาครั้งนี้ผมใช้ความเพียรหนักขึ้น อ่านไปกว่า ๓ จบ แล้วก็พบอุปสรรคหรือปัญหาแบบเดิม คือ ภาษาโบราณ แต่เห็นชื่อเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) เข้าความศรัทธาก็เกิด เพราะเคารพนับถือในความดีของท่านมาก (หลวงพ่อท่านบอกผมว่า ท่านไม่เกิดอีกแล้ว) ผู้ศรัทธาในพระสูตรนี้ได้จ้างช่างทางภาคเหนือ จารึกเป็นหนังสือเล่มนี้ขึ้น แล้วนำไปให้ท่านเจ้าคุณอุบาลีตรวจสอบ (แปลจากภาษาไทยเหนือมาเป็นภาษาไทยกลาง) เมื่อ ๔ พ.ย. ๒๕๑๑ นี่คือที่มาของหนังสือเล่มนี้

          ผมเพียรอ่านหลายจบแล้ว เห็นว่ามีประโยชน์เพราะเป็น หมวดอาพาธสูตร ซึ่งพระองค์ตรัสไว้เพื่อให้ผู้รับฟัง (ในขณะอาพาธหรือเจ็บป่วย มีทุกขเวทนาสูง) ผ่อนคลายทุกขเวทนาจนถึงหายจากทุกขเวทนาได้อย่างดี และบางรายก็จบกิจเป็นพระอรหันต์เลยก็มี เช่น ท่านพระคิริมานนท์ เป็นต้น พระองค์ทรงสอนให้เหมาะแก่จริต-นิสัย และกรรมของแต่ละคนซึ่งไม่เหมือนกัน จึงมีอยู่หลายพระสูตร จัดไว้เป็นหมวดอาพาธสูตร

          หลักคำสอนที่ ๑ : ให้ละรูปและนาม ซึ่งไม่ใช่เรา-ไม่ใช่ของเรา เราจึงควบคุมบังคับมันไม่ได้

          ผมขอสรุปย่อ ๆ ว่า ขันธ์ ๕ หรือร่างกายซึ่งประกอบด้วยรูป ๑ กับนามอีก๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในมัน และมันไม่มีในเรา รายละเอียดไม่เขียนเพราะหลวงพ่อฤๅษีท่านสอนไว้ละเอียดมากอยู่แล้ว ผู้รักดีต้องการพ้นทุกข์ในชาตินี้ ย่อมหาอ่านศึกษาและนำไปปฏิบัติให้เกิดผลได้ด้วยตนเองเฉพาะตน กรรมใครกรรมมัน หรือของใครของมัน

          หลักคำสอนที่ ๒ : ให้ละอัตตาด้วยการพิจารณากองกระดูก ความตาย และสิ่งสกปรกซึ่งอยู่ในตัวเรา (บาลีว่า อัฏฐิกสัญญา-มรณสติ-อสุภนุสติ) ผมขอสรุปย่อ ๆ ว่า

          ๑. อัตตาหรือตัวตนในพุทธศาสนาไม่มี เพราะในที่สุดแล้วก็ต้องเป็นอนัตตาหมด หรือพังหมด ตายหมด สลายตัวไปหมด เปลี่ยนสภาวะจากสิ่งหนึ่งไปเป็นอีกสิ่งหนึ่งหมด เช่น

               ๑.๑ อาหารที่กินมีสมมุติชื่อเรียกมากมายหลายพันหลายหมื่นชื่อ กินเข้าไปทางปากพรุ่งนี้ออกมาเป็นขี้หมด ไม่สามารถแยกว่าเป็นอะไรบ้าง

               ๑.๒ ทุกสิ่งในมนุษย์โลกแม้เทวโลกและพรหมโลก ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎแห่งไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งสิ้นหรือจะกล่าวเป็นสำนวนว่า สิ่งที่เที่ยงที่สุดในโลกนี้คือความไม่เที่ยง

               ๑.๓ ในที่สุดโลกนี้ทั้งโลกไม่มีอะไรเหลือ หมายความว่าทุกสิ่งในโลกตกอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ คือ เกิดดับๆ ๆ อยู่ตลอดเวลา เป็นสันตติธรรม เห็นได้ด้วยตาปัญญาเท่านั้น อย่างที่ท่านอัญญาโกณฑัณญะ ท่านเห็นธรรมขั้นละเอียดว่า โลกนี้จริงๆ แล้วไม่มีอะไรเหลือ “มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา และสิ่งเหล่านั้นก็ดับไปเป็นธรรมดา โลกทั้งโลกมีสภาวะธรรมอยู่เพียงแค่นี้” ท่านจบกิจเป็นพระอรหันต์ สาวกองค์แรกของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันด้วยการวางอัตตาตรงจุดนี้เอง (ท่านเห็นไตรลักษณ์ขั้นละเอียดสุด)

          ๒. สมถะ ๓ กองที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ไม่ทิ้ง คือ

              ๒.๑ อานาปานุสติ การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและออกเพราะทำให้จิตสงบเป็นสุข ผู้มีปัญญาท่านพิจารณาลมหายใจให้เป็นศีล-สมาธิ-ปัญญาได้ ให้เป็นมรณานุสติก็ได้ เป็นต้น ประโยชน์ของอานาปาหลวงพ่อฤๅษีท่านสอนไว้ละเอียดมาก ทั้งในเทปและหนังสือ

              ๒.๒ กายคตานุสติและอสุภะ ๑๐ อย่าง (ไม่ขออธิบาย)

              ๒.๓ มรณานุสติและอุปสมานุสติ (นึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์) ผมไม่ขออธิบาย ผู้ใฝ่ดีย่อมหารายละเอียดเอาเองได้จากเทป และหนังสือของหลวงพ่อฤๅษีที่สอนไว้

          หลักคำสอนที่ ๓ : ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นทางไปสู่พระนิพพาน ผมขอสรุปย่อๆว่า

           ก) ศีล สมาธิ ปัญญา ย่อมาจากอริยมรรค ๘ ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์

          ข) “พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ต่างก็บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าได้ด้วยอริยสัจทั้งสิ้น และพระสาวกของพระองค์ทุกองค์ ต่างก็จบกิจเป็นพระอรหันต์ได้ด้วยอริยสัจ มีทางนี้ทางเดียว ทางอื่นไม่มี” ทรงตรัสไว้ชัดแจ้งแล้ว

          ค) ดังนั้นท่านผู้ใดที่ต้องการจะพ้นทุกข์  หรือไปพระนิพพานภายในชาตินี้ ก็ต้องอาศัย ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหลักสำคัญในการปฏิบัติ ทรงตรัสว่า ”ผู้ใดต้องการพระนิพพานจริง ต้องรักษาศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ หรือศีลพระปาติโมกข์เสียก่อน จึงชื่อว่าเข้าใกล้ทาง มีโอกาสที่จักได้ถึงโลกุตรธรรมนิพพานโดยแท้”

          หลักคำสอนที่ ๔ : “ผู้ปรารถนาพระนิพพาน ต้องแสวงหาครูที่ดีที่รู้แจ้งพระนิพพานจริง”

            ทรงยกตัวอย่าง ท่านพระองคุลิมาลเถระ เดิมได้ครูที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ เมื่อเริ่มต้นผิด ผลที่ได้รับก็ผิดตลอด คือ เป็นมหาโจรฆ่าคนตายนับด้วยพัน เมื่อได้พบตถาคตซึ่งเป็นสัมมาทิฏฐิ ผลที่ได้รับก็จบกิจเป็นพระอรหันต์ได้ ดังนั้น บุคคลผู้ไม่รู้พระนิพพานไม่ควรเป็นครูสั่งสอนท่านผู้อื่นในทางพระนิพพานเลย ถ้าขืนเป็นครูจักพากันฉิบหาย เป็นบาปกรรมแก่ตัวหนักหนาทีเดียว

          หลักคำสอนที่ ๕ : ผู้รู้กับผู้ไม่รู้ ได้รับทุกข์เหมือนกัน หากทำบาป ส่วนผู้จะได้สุขในนิพพานต้องรู้เท่าทัน

          "ดูกรอานนท์ อยากได้สุขอันใด ควรรู้จักสุขอันนั้นก่อนจึงจะได้ อยากได้สุขในพระนิพพาน ก็ควรรู้จักสุขในพระนิพพาน อยากได้สุขในมนุษย์และสวรรค์ ก็ให้รู้จักสุขในโลกมนุษย์และสวรรค์นั้นเสียก่อนจึงจะได้ ไม่เหมือนทุกข์ในนรก จักรู้ก็ตามไม่รู้ก็ตาม ถ้าทำกรรมที่เป็นบาปแล้ว ผู้ที่รู้หรือผู้ที่ไม่รู้ก็ตกนรกเหมือนกันถ้าไม่รู้จักนรกก็ยิ่งไม่มีทางพ้นนรกได้ แม้จักทำบุญให้ทาน สักปานใดก็ไม่อาจพ้นนรกได้ แต่มิใช่ว่าทำบุญให้ทานแล้วไม่ได้บุญ ความสุขจากบุญนั้นยังมีอยู่ แต่เป็นบุญที่ยังไม่พ้นทุกข์จากนรก จึงควรรู้จักทางออกจากนรกให้ชัดแจ้ง คือ การรักษาศีล ๕, , ๑๐ และ ๒๒๗ นั่นเอง ขอสรุปสั้น ๆ ว่า

          - จะพ้นนรกหรืออบายภูมิ ๔ ได้ด้วยอธิศีล

          - จะพ้นการเกิดการตายจากมนุษย์โลกได้ด้วย อธิศีล และอธิจิต

          - จะพ้นจากเทวโลก พรหมโลก ได้ด้วยอธิศีล อธิจิต และอธิปัญญา

         (ผู้มีปัญญาย่อมทราบได้ดีว่า อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ก็คือสังโยชน์ ๑๐ นั่นเอง)

          หลักคำสอนที่ ๖ : การรู้จักนรก-สวรรค์-พระนิพพาน ควรรู้ในเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่

          เพราะจิตมีดวงเดียว เมื่อมีชีวิตอยู่ก็จิตดวงนี้ เมื่อตายไปแล้วก็จิตดวงนี้ เมื่อยังมีชีวิตอยู่มีความสุขฉันใด เมื่อตายไปแล้ว ก็ได้รับความสุขฉันนั้น เมื่อยังมีชีวิตอยู่มีความทุกข์ฉันใด เมื่อตายไปแล้วก็ได้รับความทุกข์ฉันนั้น (ทรงหมายถึง สุขหรือทุกข์เกิดที่ใจ อยู่ที่ใจ ใจเป็นผู้สร้างสุขและทุกข์ขึ้นเอง เมื่อจะดับหรือแก้ไขก็ต้องดับที่ใจ ส่วนกายนั้นเหมือนกันทุกคน คือ มันมีทุกข์ของมันอยู่เป็นปกติธรรมดา จะยากดีมีจน จะมียศ-ศักดิ์มากน้อยแค่ไหน มันก็ทุกข์อยู่เป็นปกติ ไม่มีใครจะมาห้ามมันได้ ทรงเน้นทุกข์จากสัทธรรม ๕ เป็นหลักสำคัญ คือ การเกิดแล้วต้องแก่-เจ็บ-ตาย-พลัดพรากจากของรักของชอบ-มีความปรารถนาไม่สมหวัง เป็นธรรมดาของผู้มีร่างกายจะต้องพบ โดยไม่มีผู้ใดได้รับยกเว้น)

          หลักคำสอนที่ ๗ : บุคคลที่ปรารถนาพ้นทุกข์ได้สุขหรือพระนิพพาน ควรให้ได้เมื่อยังมีชีวิตอยู่

          "ดูกรอานนท์ พระนิพพานนั้นมี ๒ ประเภท คือ สุกหนึ่ง ดิบหนึ่ง”

          นิพพานดิบ หมายถึงบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ เจริญศีล-สมาธิ-ปัญญา จนพบสุขในพระนิพพานแล้ว หรือจบกิจที่จะต้องตัดกิเลสทุกชนิดแล้ว แต่ยังมีร่างกายอยู่ หรือยังไม่ตาย

          นิพพานสุก หมายถึง บุคคลที่จบกิจในพระพุทธศาสนาแล้วด้วย ศีล-สมาธิ-ปัญญา และร่างกายตายหรือพังด้วย จิตเป็นอิสระก็ไปเสวยสุขที่แดนพระนิพพาน

          ทรงอธิบายว่า นิพพานดิบนั้น จิตเป็นสุขก็จริงอยู่ แต่ไม่ละเอียด-ประณีตเท่ากับนิพพานสุก หรือเทียบกันไม่ได้เลย เพราะ

          ก) ตราบใดที่ร่างกายยังอยู่ ยังมีชีวิตอยู่ ทุกข์ของกาย (ทุกขสัจ) ก็ยังคงมีอยู่ คือ นิพัทธทุกข์ ทุกข์ปกติของการมีร่างกาย เช่น ปวดท้องขี้ ปวดท้องเยี่ยว หิว ต้องอาบน้ำชำระสิ่งสกปรกของกาย ต้องทำงานเพื่อหาเงิน หาอาหารมาเลี้ยงดูร่างกายเป็นต้น มีสภาพเหมือนคนติดคุก มีสภาพเหมือนต้องเลี้ยงลูกอ่อนอยู่ตลอดเวลา หรือตลอดชีวิต

          ข) ทุกข์จากสัทธรรม ๕ ดังกล่าวแล้วในข้อ ๖

          ค) ทุกข์จากกฎของกรรม ที่ตามให้ผลกับร่างกายได้ตลอดเวลา กฎของกรรมข้อใดที่เราทำไว้ในอดีตตามมาทัน วิบากกรรมนั้นก็ตามให้ผล เช่น โมคคัลลาน์ถูกโจร ๕๐๐ ทุบ จนร่างกายแหลกเหลว พระสารีบุตรก่อนจะเข้าสู่พระนิพพานก็ป่วยหนักแม้แต่พระองค์เองก่อนจะเข้าสู่ปรินิพพาน ก็ยังถูกกฎของกรรมตามมาเล่นงาน เป็นต้น

          หลักคำสอนที่ ๘ : ทำตัวเราให้เหมือนแผ่นดิน หรือปล่อยวาง จึงได้ชื่อว่าพระนิพพานดิบ

             ถ้าปรารถนาจักถึงพระนิพพาน จักต้องทำจิตให้หนักแน่นเหมือนแผ่นดินเสียก่อน ซึ่งไม่ใช่ของง่าย ต้องพากเพียรลำบากยิ่งนักจึงจักได้ เพราะแผ่นดินนั้นคน สัตว์ จะมาทำร้ายทำดีประการใด แผ่นดินก็มิได้โกรธเคืองหรือว่ากล่าวอย่างใด ให้ระลึกไว้เสมอว่าเราเกิดมาตามกรรม ที่เราทำไว้ (กรรมลิขิต) เราคือจิตดวงเดียวที่มาอาศัยร่างกายอยู่ชั่วคราวเท่านั้น เราอยู่เพื่อชดใช้กรรมเพื่อคอยวันตายเท่านั้น (ด้วยความไม่ประมาท ซ้อมตายและพร้อมที่จะตายอยู่เสมอ) ทรงให้หลักในการอบรมใจซึ่งเป็นของเรา เราต้องบังคับและอบรมมันให้ได้

หลักสำคัญในการทำใจเราให้หนักแน่นเหมือนแผ่นดิน
ทรงให้หลักไว้ ดังนี้

          ก) ให้ละอารมณ์โลภ-โกรธ-หลง และโลกธรรม ๘ คืนไว้ให้แก่โลกตามเดิม เพราะบนโลกุตรนิพพานนั้นปราศจากวิญญาณ วิญญาณยังมีที่ใด ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ยังมีอยู่ในที่นั้น (วิญญาณในที่นี้ทรงหมายถึงระบบประสาทสัมผัสทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ หรืออายตนะสัมผัสทั้ง ๖ นั่นเอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือขันธ์ ๕ ซึ่งประกอบด้วยรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ)

          ข) บุคคลบางกลุ่มหลงไปเกิดเป็นอรูปพรหม ซึ่งไม่ใช่โลกุตรพระนิพพาน เพราะหลงคิดไปว่าวิญญาณของขันธ์ ๕ (อันเป็นระบบประสาทสัมผัสของร่างกาย) ว่าเป็นจุติวิญญาณ (ใจ) จึงพาตัว (พาใจ) ขึ้นไปอยู่ในที่อันไม่มีรูป (อรูปฌาน) หลงคิดว่าเป็นสุขในอรูปพรหม ซึ่งยังไม่เที่ยงจัดเป็นนิพพานโลกีย์ เมื่อหมดอายุของอรูปฌานแล้ว ยังต้องมีเกิด แก่ เจ็บ ตายต่อไป (ข้อเท็จจริงพวกเล่นอรูปฌานนั้นยังมีอารมณ์ไม่พอใจ (ปฏิฆะ) ในรูป ยังนึกรังเกียจรูปเลย เอาใจหนีรูปไปอยู่อรูป จึงไม่ใช่อารมณ์ตัดหรือละ ปล่อยวางรูปแต่อย่างใด เมื่อออกจากอรูปฌาน ตัวกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรม ก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม)

          ค) ผู้ปฏิบัติอริยมรรค (ศีล สมาธิ ปัญญา) ให้เต็มที่ จึงจักวางใจได้เหมือนกับแผ่นดิน

          ง) เหตุที่เขาวางใจไม่ได้ เพราะยังถือตัวถือตนว่าเป็นเขาเป็นเรา หรือเป็นของเขาเป็นของเรา เป็นพวกเขาเป็นพวกเรา (สาเหตุเพราะคิดว่าร่างกายหรือขันธ์ ๕ เป็นเราเป็นของเรา หรือร่างกายเป็นอัตตา ตัวตน จึงปล่อยวางไม่ได้)

          หลักคำสอนที่ ๙ : ผู้ถือเอาความสุขในนิพพาน ต้องวางความสุขในโลกีย์ให้หมด

            ๙.๑ ความสุขในโลก เกิดจากประตูทั้ง ๖ (ทวารทั้ง ๖) อายตนะทั้ง ๖ ในอินทรีย์ทั้ง ๖ โดยยกให้ใจเป็นหัวหน้า เอาระบบประสาททั้ง ๕ (วิญญาณของขันธ์ ๕) คือ ประสาทของตา หู จมูก ลิ้น กาย นั้นเป็นกามคุณ ๕ ประสาททั้ง ๕ นี้เป็นผู้ปรุงแต่งความสุขให้กับเจ้าพระยาจิตตราช (ใจ) จึงชื่อว่ากามคุณ ๕ สุขในโลกนี้มีแต่กามคุณทั้ง ๕ นี้เท่านั้น ตลอดขึ้นไปจนถึงสุขในเทวโลกและพรหมโลก ก็ยังไม่พ้นกามคุณทั้ง ๕ จัดเป็นความสุขที่เจืออยู่ด้วยความทุกข์ ดังนั้น หากไม่วางโลกีย์สุขเสียก็ไม่มีทางพ้นทุกข์ เพราะสุขกับทุกข์เป็นของคู่กัน จะเลือกเอาอย่างเดียวไม่ได้

          ๙.๒ "อานนท์ บุคคลทั้งหลายที่จักรู้ตามความเป็นจริงว่าสุขกับทุกข์ติดกันอยู่นั้นหายากยิ่งนัก ไม่มีใครสามารถพรากสุขทุกข์ ออกจากกันได้ แม้แต่ตถาคตเองก็เคยแสวงหาสุขโดยส่วนเดียวมาก่อน และพบความจริงว่าไม่มีทางทำได้ ตถาคตจึงวางโลกีย์สุขนั้นเสีย (สุขที่ไม่เที่ยงหรือสุขที่เจือทุกข์อยู่) เมื่อวางโลกีย์สุขแล้ว ทุกข์ไม่ต้องวางก็หายไปเอง ตถาคตจึงสำเร็จพระนิพพาน พ้นจากกองทุกข์อย่างถาวรด้วยประการดังนี้"

          ๙.๓ ผู้จะถึงพระนิพพาน ต้องพ้นจากกุศลธรรมและอกุศลธรรม (พ้นดีพ้นชั่ว) “ดูกรอานนท์ กุศลธรรมและอกุศลธรรม นั่น ได้แก่ กองกิเลส ๑,๕๐๐ นั่นเอง อัพยากฤตธรรม (ธรรมที่ไม่เป็นกุศลและอกุศล) คือ องค์พระนิพพาน ครั้นพ้นจากกองกุศลธรรม และอกุศลธรรมแล้ว จึงเป็นองค์แห่งพระอรหันต์และนิพพานโดยแท้

          "ดูกรอานนท์ กุศลนั้นได้แก่กองสุข อกุศลนั้นได้แก่กองทุกข์ ซึ่งสุขทุกข์นี้ติดเนื่องอยู่ด้วยกัน ไม่มีใครจักพรากให้แตกออกจากกันได้ ครั้นวางกองสุขแล้ว กองทุกข์ไม่ต้องวางก็มีผลเหมือนกับวางกองทุกข์ด้วย (หมายความว่าทำความดี แต่จงอย่าติดหรือเกาะความดีหรือทำบุญ แต่จงอย่าติดหรือเกาะในบุญ หรือทำกุศลธรรม แต่ก็จงอย่าติดหรือเกาะในกุศลธรรม) เมื่อวางโลกีย์สุขลงมาแล้ว จึงจักถึงพระนิพพานได้ แต่สำหรับบุคคลที่ยังมีกำลังใจไม่เต็ม (บารมี) ไม่อาจทำพระนิพพานให้แจ้งได้ (ในชาติปัจจุบันนี้) ก็ให้ยึดเอากุศลนั้นไว้ก่อน เพื่อกันนรก เมื่อร่างกายแตกตาย จิตจักได้เสวยโลกียสุขในมนุษยโลกและสวรรค์โลกได้ หรือให้ยึดเอากุศลนั้นไว้เป็นสะพานสำหรับไต่ ไปสู่ความสุขอย่างถาวร (เอาโลกีย์สุขชั่วคราวเป็นสะพานเพื่อไปสู่โลกุตรสุขถาวร)"

          ๙.๔ จิตและตัณหาเป็นที่มาของสุขและทุกข์ ซึ่งต้องวางให้หมดจึงจักถึงนิพพานได้ “ดูกรอานนท์ ตถาคตจักแสดงที่สุดโดยย่อ ๆ พอให้เข้าใจง่ายๆ คือ สุขกับทุกข์ บุญกับบาป ดีกับชั่ว (เลว) กุศลกับอกุศลล้วนเกิดจากอารมณ์ของจิตทั้งสิ้น หากคิดดีก็เป็นกุศลเป็นบุญ เป็นความดี หากคิดไม่ดีก็เป็นอกุศล เป็นบาป เป็นความเลว ทุกอย่างเกิดขึ้นในปัจจุบันทั้งสิ้น เมื่อจิตคิดดีมีความสุขมากเท่าใด ตัณหาก็ทำให้เกิดทุกข์ตามมาเท่านั้น เพราะสุขและทุกข์อยู่ติดกันแกะไม่ออก เมื่อได้สุขเท่าใด ทุกข์ก็พลอยเกิดมีเท่านั้นครั้นภายหลังเราตถาคต พิจารณาด้วยญาณจักษุปัญญา (ญาณทัศนะอันบริสุทธิ์) เห็นแจ้งชัดว่าสุขและทุกข์ติดอยู่ด้วยกันจึงหาอุบายแยกสุขกับทุกข์ออกจากกัน ด้วยความยากลำบากอย่างยิ่ง เมื่อพบหนทางแล้ว จึงวางเสียซึ่งสุขคืนให้แก่ทุกข์ คือ วางใจให้แก่ตัณหา เมื่อวางได้ความสุขในพระนิพพาน ก็เกิดขึ้น เป็นนิพพานดิบ (จิตพ้นทุกข์อย่างถาวรแล้ว แต่ขันธ์ ๕ หรือร่างกายยังไม่ตาย) เมื่อวางใจได้จึงเป็นอัพยากฤต ถือเอาอัพยากฤต เป็นอารมณ์ เป็นองค์พระอรหันต์  คือ ได้เข้าถึงพระนิพพานได้ด้วยอาการดังนี้ (อารมณ์อัพยากฤต หมายถึง สุขเกิดก็รู้แต่ไม่เอา ไม่รับ ทุกข์เกิดก็รู้แต่ไม่เอาไม่รับ เป็นอารมณ์กลางๆ ที่รู้ด้วยอธิปัญญา หรือ สังขารุเบกขาญาณนั่นเอง พระอรหันต์ทุกองค์ท่านจึงมีอารมณ์เดียว คือ อารมณ์อัพยากฤต หรือสังขารุเบกขาญาณ)

          ๙.๕ อรหันต์หรือการเข้าถึงพระนิพพาน เป็นของมีไว้สำหรับโลก มีความสำคัญโดยย่อๆดังนี้

          ก) บุคคลใดปราศจากกิเลสแล้ว บุคคลนั้นก็ได้เป็นพระอรหันต์เสมอกันทุกคน

          ข) บุคคลผู้ที่ยังมากด้วยกิเลส จะอ้อนวอนพระอรหันต์จงมาช่วยตนให้หมดกิเลสย่อมไม่ได้ อุปมาเหมือนบุคคลผู้ตกอยู่ในสระน้ำ ที่แสนจะสกปรกน่ารังเกียจยิ่ง จะมาชวนให้พระอรหันต์ซึ่งพ้นจากวังวนหรือวัฏฏะแล้ว ให้เข้ามาอยู่กับเขา ซึ่งแสนจะทุกข์ทรมาน สกปรกอย่างยิ่งอีก ย่อมไม่มีทาง

          ค) พระอรหันต์มีหน้าที่ชี้แนะทาง (มรรคและปฏิปทาของมรรค) ที่จะให้พ้นจากกิเลสหรือวังวนได้เท่านั้น การปฏิบัติเป็นหน้าที่ของผู้รับฟัง พึงใช้ตนช่วยตนเอง โดยนำมาปฏิบัติให้เกิดผลที่กายและใจตนเองเท่านั้น

          หลักคำสอนที่ ๑๐ : ปกิณกะธรรมที่ช่วยให้พ้นจากอำนาจของกิเลส มีความสำคัญโดยย่อดังนี้

          ๑๐.๑ กิเลสและตัณหาล่อลวงให้จิตไม่หลุดพ้นจากวัฏฏสงสาร ทางพ้นมีขั้นตอนดังนี้

               ก) ผู้ใดตั้งอยู่ในนิจศีล คือ ศีล ๕ ผู้นั้นชื่อว่ายังหนาอยู่ด้วยกิเลส แต่เป็นผู้บางจากกิเลสไปขั้นหนึ่ง (อธิศีลเพียงรักษาศีล จนกระทั่งศีลรักษาใจเราให้เป็นสีลานุสติ มีผลทำให้พ้นวังวน หรือวัฏฏสงสารจากอบายภูมิทั้ง ๔ หรือนรก ได้เป็นพระอริยเจ้าเบื้องต้น คือพระโสดาบันและพระสกิทาคามี)

               ข) ผู้ใดตั้งอยู่ในอุโบสถศีล คือ ศีล ๘ ชื่อว่าบางจากกิเลสได้ขั้น ๒ (เพียรรักษาอารมณ์จิต คือ ราคะ (โลภะ) กับปฏิฆะ (โทสะ) ให้ทรงตัวจนจิตเป็นฌาน เป็นอัตโนมัติ เพียรรักษาศีลจนศีลรักษาเราไม่ให้เราทำผิดศีลอีก ขั้น ๒ นี้ก็เพียรรักษาอารมณ์ทั้ง ๒ นี้ จนอารมณ์ ๒ นี้รักษาเราไม่ให้เกิดอารมณ์ราคะ (โลภะ) และปฏิฆะ (โทสะ) อีก เรียกว่ามีอธิจิต มีผลทำให้พ้นจากวังวนขั้น ๒ ทรงจัดไว้เป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูง คือ เป็นพระอนาคามี จิตไม่ต้องกลับมาเกิดมีขันธ์ ๕ หรือมีร่างกายในมนุษย์โลกอีกอย่างถาวร ทุกข์ทั้งหลายล้วนมีเหตุจากการเกิดมีร่างกาย หรือขันธ์ ๕ ทั้งสิ้น เมื่อไม่ต้องเกิดมาในมนุษย์โลกแล้ว ทุกข์จากขันธ์ ๕ ก็ย่อมไม่มี)

               ค) ผู้ตั้งอยู่ในศีล ๑๐ (คือบวชเป็นเณร) ชื่อว่าบางจากกิเลสได้ขั้น ๓ (เพราะเณรมีศีลข้อที่ ๑๐ ซึ่งแปลให้ถูกตรงตามบัญญัติ ของพระพุทธองค์ความว่า “มีจิตไม่ยินดีไม่ยินร้าย ด้วยในเงินในทองหรือของมีค่า” ทรงเน้นเรื่องมโนกรรม เพราะจิตเป็นนาย ร่างกายเป็นบ่าว หมายความว่า เป็นอารมณ์ตัดชีวิต คือไม่กลัวตาย ไม่กลัวอด ไม่ติดในลาภ ยศ สรรเสริญ และโลกียสุขในมนุษย์โลกอันไม่เที่ยง จะต้องมีกำลังใจเต็ม (บารมี) จึงจะทำได้ ในสมัยของพระพุทธองค์จึงมีเณรอายุเพียง ๗ ขวบ (จึงจะบวชเป็นเณรได้) รักษาศีลแค่ ๑๐ ข้อ มีกำลังใจเต็ม (บารมี) เมื่อรับฟังคำสั่งสอนของพระพุทธองค์เพียงครั้งเดียว ก็จบกิจเป็นพระอรหันต์กันหลายองค์)

               ง) ผู้ตั้งอยู่ในศีลพระปาติโมกข์ คือ ศีล ๒๒๗ ได้ชื่อว่าบางจากกิเลสได้ขั้นที่ ๔ (บุคคลธรรมดาๆที่ยังรักษาศีล ๕ ข้อไม่ได้ จึงไม่ควรจะไปรักษาศีล ๘ ข้อ ยกเว้นซ้อมรักษาศีลอุโบสถในวันพระ คือ รักษาศีล ๘ ชั่วคราว เพื่อให้จิตชินความดีที่สูงขึ้น แม้รักษาศีล ๘ ข้อเวลาเจริญกรรมฐาน ซึ่งมีอานิสงส์มากกว่าศีล ๕ ข้อมาก เพียงชั่วคราวก็ยังดีได้บุญสูง ดังนั้น ผู้ใดมีเจตนาเข้ามาบวชเป็นพระ ในพระพุทธศาสนา จะต้องมีกำลังใจสูงมาก (บารมี) จึงจะทำได้ เพราะความเป็นพระอยู่ที่ศีล ๒๒๗ ข้อ หากขาดแม้ข้อหนึ่งข้อใด ความเป็นพระก็ยังไม่สมบูรณ์ นี่คือเหตุผลที่ว่าเหตุใดพวกเราฆราวาสจึงต้องกราบไหว้ และเคารพในพระสงฆ์ ก่อนบวชลูกไหว้พ่อแม่ เมื่อลูกบวชเป็นพระแล้ว พ่อแม่กลับมาไหว้ลูก ดังนั้นลูกคนใดบวชแล้วไม่ยอมเป็นพระ คือศีลไม่ครบ ๒๒๗ ข้อ เมื่อพ่อแม่หรือบุคคลอื่นๆมาไหว้ตน จึงเป็นบาปหรือซวยอย่างยิ่งสำหรับผู้นั้น)

          จากเหตุผลที่กล่าวมาแล้วข้างบน พระองค์ทรงตรัสความว่าผลอานิสงส์มีเป็นลำดับตามศีลนั้น บุคคลผู้มิได้ตั้งอยู่ในศีล ๕ ถึงจะมีความรู้ ความฉลาดสักเท่าใด ก็ไม่ควรจะกล่าวคำประมาทแก่ผู้มีศีล ๕ ผู้ที่มี ศีล ๕ ก็ควรยินดีแต่เพียงชั้นศีลของตน ไม่ควรกล่าวคำประมาท ในท่านผู้มีศีล ๘ ผู้ที่มีศีล ๘ ก็ควรยินดีแต่เพียงชั้นศีลของตน ไม่ควรที่จะกล่าวคำประมาทในท่านผู้มีศีล ๑๐ ผู้ที่มีศีล ๑๐ ก็ควรยินดีแต่เพียงชั้นศีลของตน ไม่ควรที่จะกล่าวคำประมาทในท่านผู้ที่มีศีล ๒๒๗ (ศีลพระปาติโมกข์) ถ้าขืนกล่าวโทษติเตียนท่านที่มีศีลยิ่งกว่าตน ชื่อว่าเป็นคนหลง เป็นคนห่างจากทางสุขในมนุษย์ สวรรค์ และพระนิพพานอย่างแท้จริง

          ๑๐.๒ ผู้มีความรู้จะฉลาดสักปานใด ไม่ควรถือตัวว่าเป็นผู้ยิ่งกว่าผู้มีศีล “ดูกรอานนท์ บุคคลผู้ไม่มีศีล ปราศจากการรักษาศีล ไม่ควรกล่าวคำประมาทแก่ผู้มีศีล หรือเข้าใจว่าตนเองดีกว่าผู้มีศีล จัดเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นคนหลงทาง ห่างจากความสุขในมนุษย์ สวรรค์ และพระนิพพานมาก เพราะเหตุว่า ผู้มีศีล (อธิศีล) ได้ชื่อว่าใกล้ต่อพระนิพพานอยู่แล้ว จะถือเอาความรู้และความไม่รู้ เป็นเครื่องวัดความดีไม่ได้ ต้องถือเอาการละกิเลสได้เป็นเครื่องวัด เพราะผู้จะเข้าถึงพระนิพพาน ต้องอาศัยการละกิเลสได้ส่วนเดียว เมื่อละกิเลสได้แล้ว แม้จักไม่มีความรู้มาก รู้แต่เพียงการละกิเลสได้เท่านั้น ก็อาจถึงพระนิพพานได้”

          ๑๐.๓ การที่จะถึงพระนิพพาน ต้องละกิเลสเสียให้สิ้น “ดูกรอานนท์ ตถาคตไม่สรรเสริญผู้มีความรู้แต่ไม่มีศีล ผู้มีความรู้น้อย แต่ตั้งอยู่ในศีล เราสรรเสริญและนับถือผู้นั้นว่าเป็นคนดี ถ้าบุคคลใดนับถือผู้มีกิเลสว่าดีกว่าผู้ไม่มีกิเลส ชื่อว่าถือศีลเอาต้นเป็นปลาย เอาปลายเป็นต้น เอาสูงเป็นต่ำ เอาต่ำเป็นสูง ผิดทางแห่งพระนิพพาน เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นคนหลงโลก หลงทางแห่งพระนิพพาน”

          ๑๐.๔ การให้ทาน การรักษาศีล และบำเพ็ญภาวนา จะเกิดอานิสงส์มาก (เพราะเป็นปฏิบัติบูชา) “ดูกรอานนท์ การทำบุญทำทาน การรักษาศีล การเจริญภาวนา ชื่อว่าเดินถูกทางพระนิพพานโดยแท้ จงพากันประพฤติปฏิบัติตามคำสอนที่เราแสดงไว้นี้ผู้ใดไม่ประพฤติตาม ก็พึงเข้าใจว่าผู้นั้นเป็นคนนอกพุทธศาสนา (เดียรถีย์) ตถาคตบัญญัติศีล ๕,, ๑๐, ๒๒๗ ไว้ก็เพื่อให้สัตว์ยกตนออกจากกองกิเลส ดังนั้น เมื่อรักษาศีล ๕ ได้แล้ว จงเพียรพยายามรักษาศีล ๘, ๑๐ และ ๒๒๗ เป็นลำดับ เพื่อยกต้นให้พ้นจากกองกิเลสตามลำดับ จึงจัดได้ว่าไม่เป็นคนหลง เดินตรงเข้าสู่พระนิพพานโดยแท้ "

          “ดูกรอานนท์กุลบุตร ผู้เข้ามาบวชในพุทธศาสนาก็เพื่อความระงับดับกิเลส ไม่อยากจะเกิดมาในโลก เมื่อพบกับความทุกข์จากความแก่ ความป่วยไข้ไม่สบาย ความตาย ต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจ มีความปรารถนาไม่สมหวังอีกต่อไป ตถาคตอนุญาตให้บวช เพื่อความดับไม่มีเชื้อ ไม่ให้เกิดมาในโลกอีกต่อไป เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็จงตั้งใจรักษาศีลเพื่อความดับกิเลสเถิด ข้อวัตรอันใดที่เป็นไป เพื่อละกิเลสแล้ว จงกระทำข้อวัตรนั้นให้บริบูรณ์เถิด”

          ๑๐.๕ การบวชเพื่อระงับดับกิเลสเท่านั้น จึงจะเป็นทางสู่พระนิพพาน “ดูกรอานนท์ บุคคลผู้ฉลาดทางธรรม ย่อมศึกษาประโยชน์ของการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา รู้ต้นเหตุของกิเลสทั้งหมดล้วนอยู่ที่ใจ จึงต้องดับเหตุที่ใจ รากเหง้าของกิเลส คือ โลภ โกรธ หลง หากตัดรากเหง้าใหญ่ได้ กิเลสอื่นๆก็ดับไปเอง เมื่อเข้าใจดีแล้ว (ตัวเข้าใจคือตัวปัญญา) จึงเข้ามาบวชเพื่อระงับกิเลสให้หมดเชื้อ หากไม่หวังตามนี้จงอย่าบวชเสียดีกว่า แต่ตถาคตมิได้ตำหนิว่าผู้ที่ฉลาดเป็นผู้รู้ทางโลก เป็นผู้ไม่ดี ไม่เป็นบุญ ไม่เป็นกุศล หากแต่ว่าเป็นความรู้ที่ผิดไปจากทางสู่พระนิพพานเท่านั้น”

          ๑๐.๖ พาลชนสั่งสอนได้น้อย เพราะถือว่าตนรู้ดีแล้ว ผมขอสรุปสั้นๆโดยย่อว่า พระพุทธองค์สอนบุคคลตามจริตนิสัยและกรรม ของแต่ละบุคคลซึ่งมีไม่เสมอกัน อุปมาเหมือนดอกบัว ๔ เหล่า

               ก) บัวพ้นน้ำแล้วกำลังจะบาน พวกนี้มีบารมีเต็มแล้ว โดยธรรมชาติเป็นผู้มีปัญญาแท้ ไม่ต้องกล่าวอะไรเลย ก็รู้ได้ด้วยปัญญาของตนเอง

               ข) บัวพ้นน้ำแล้ว พวกนี้แม้จักกล่าว (สอนหรือแนะนำ) เพียงเล็กน้อยก็เข้าใจได้มากมาย หลายอย่างหลายนัย

               ค) บัวปริ่มน้ำ พวกนี้ถ้ากล่าวแต่น้อยพอเป็นสังเขป ก็ไม่เข้าใจ ต้องใช้อุบายอื่นเสริมชี้แนะด้วย จึงจะเข้าใจได้

               ง) บัวใต้น้ำ พวกนี้เป็นพาลชน ยังไม่มีศรัทธาเลื่อมใสในตถาคต ตถาคตจึงเว้นเสียไม่กล่าว เพราะเสียเวลา และไม่เกิดประโยชน์

          ๑๐.๗ ผู้ต้องการพระนิพพาน ไม่ควรถือเนื้อถือตัวว่าตัวรู้ตัวดี (มีมานะทิฏฐิ) “ดูกรอานนท์ บุคคลผู้ฉลาดเป็นนักปราชญ์ ย่อมไม่ถือเนื้อถือตัวว่าตัวรู้ตัวดีแล้ว แต่พวกพาลปุถุชนที่ห่างไกลพระนิพพานย่อมถือเนื้อถือตัว คิดว่าตนเองรู้แล้วดีแล้ว การมีมานะทิฏฐิมากเท่าใด ยิ่งห่างไกลพระนิพพานเท่านั้น”

          ๑๐.๘ ผู้มีปัญญาเลือกรักษาศีลและข้อวัตรแต่เล็กน้อยก็มีความสุขทั้งกายและใจได้ ผมขอสรุปย่อ ๆ ว่า ผู้ฉลาดมีปัญญา ท่านพิจารณาศีลเห็นคุณและโทษของศีลได้ชัดแจ้งว่า ตัวเจตนาที่จะงดเว้นไม่กระทำชั่ว คือ ศีล (บุญบาป ดีชั่ว กุศลอกุศล ล้วนอยู่ที่เจตนาของใจเป็นหลักสำคัญ) เมื่อท่านเข้าใจอารมณ์จิตของท่านก็ไม่หนัก แต่เบาสบายเป็นสุข ไม่เหมือนผู้ที่ไม่เข้าใจ (ขาดปัญญา) ย่อมรักษามากมายหลายอย่างทั้งกาย วาจา ใจ จิตวิตกและสงสัยในธรรมปฏิบัติเรื่องศีลอยู่เสมอ จึงเป็นทุกข์ทั้งกายและใจ เพราะเหตุที่รักษามากเกินไป หรือพูดสั้นๆว่า “คนฉลาดใช้ใจรักษาศีล (ใช้ปัญญาอบรมศีลให้บริสุทธิ์) ไม่ให้กระทำผิดศีล จึงเบาและเป็นสุข (เพราะใจไม่เหนื่อย) แต่คนโง่ใช้กายรักษาศีล เท่ากับแบกศีล จึงหนักและเป็นทุกข์ หรือจะพูดว่า คนฉลาดเอาจิตคุมกาย คนโง่เอากายคุมจิตก็ได้”

          ๑๐.๙ ดับกิเลสตัณหาได้มากเท่าไหร่ ก็เป็นบุญเป็นกุศลมากเท่านั้น  ผมขอสรุปสั้นๆเป็นข้อๆ เพื่อความเข้าใจให้ง่ายขึ้นดังนี้

              ก) บาปอกุศลทุกชนิดคือตัวกิเลส หรือสิ่งใดที่มากระทบจิตแล้วทำให้จิตเศร้าหมอง ล้วนเป็นกิเลสทั้งสิ้น ส่วนตัณหา อุปาทาน อกุศลกรรมต่างๆล้วนเป็นกิเลสทั้งสิ้น แต่มีรายละเอียดต่างกัน จึงสมมุติชื่อเรียกให้แตกต่างกันออกไป

               ข) สุขทุกข์ บุญบาป คุณโทษ  ดีชั่ว ล้วนอยู่ที่ใจเรา หรือเกิดจากใจเราทั้งสิ้น

               ค) ผู้ใดที่ไปหาบุญบาป นอกกายเรา นอกใจเรา ล้วนเป็นคนหลง เป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งสิ้น

               ง) การระงับดับกิเลส จึงต้องแก้ที่กายเราที่จิตเราเท่านั้น จึงจะเป็นสัมมาทิฏฐิ อย่าไปยุ่งกับกายและใจของผู้อื่น

               จ) ในเมื่อสุขทุกข์, บุญบาปอยู่ที่ใจเรา เราเองเป็นผู้ก่อให้เกิดขึ้น ดังนั้น จึงไม่มีใครจะช่วยเราให้พ้นทุกข์ ได้รับสุขได้ นอกจากตัวเราเอง หรือที่พึ่งอันสุดท้ายจริง ๆ ก็คือตัวเรา หรือจงเอาตนเองเป็นที่พึ่ง เป็นที่อาศัย อย่าเอาผู้อื่นเป็นที่พึ่งเป็นที่อาศัย”

          ๑๐.๑๐  บุญกุศล-สวรรค์-นิพาน เกิดจากตัวเราเองไม่มีผู้ใดนำมาให้ “ดูกรอานนท์ บุญกับสุข หากเป็นอันเดียวกัน เมื่อมีบุญก็ชื่อว่ามีความสุข บาปกับทุกข์ก็เป็นอันเดียวกัน เมื่อมีบาปก็ชื่อว่ามีทุกข์ ถ้าไม่รู้บาปก็ละบาปไม่ได้ ถ้าไม่รู้จักบุญก็หาบุญไม่ได้” ผมขอสรุปพระธรรมจุดนี้โดยย่อว่า พระองค์ทรงหมายถึงบุคคลส่วนใหญ่มักไม่เข้าใจว่าบุญบาป สุขทุกข์มิได้อยู่นอกตัวเรา ความจริงแล้วบุญบาป สุขทุกข์ ล้วนอยู่ที่กายและใจเราทั้งสิ้น ตามธรรมที่พระองค์ตรัสไว้ในข้อ ๑๐.๙ มีรายละเอียดแยกไว้จากข้อก.ถึงข้อจ.นั่นเอง

          ๑๐.๑๑ จะไปสวรรค์ ไปพระนิพพาน ต้องไปด้วยตนเอง จะพาเอาคนอื่นไปด้วยไม่ได้ ผมขอสรุปสั้นๆ เป็นข้อ ๆ ดังนี้

              ก) ผู้ใดอยากพ้นนรก ก็จงทำตนให้พ้นนรกตั้งแต่มีชีวิตอยู่นี้ เพราะธรรมของตถาคตจริงในปัจจุบันเท่านั้น อดีตที่ผ่านมาแล้วก็ไม่ใช่ อนาคตซึ่งยังไม่ถึงก็ไม่ใช่ ทุกสิ่งทุกอย่างจริงในปัจจุบันเท่านั้น อย่าไปติดอดีตที่ผ่านมาแล้ว อย่าไปหวังอนาคตซึ่งยังไม่ถึง หากไม่เข้าใจจุดนี้แล้ว ก็ไม่มีทางที่จะสู้กับกิเลสได้

               ข) “ดูกรอานนท์ สวรรค์ในโลกมนุษย์ก็คือ การมีลาภ มียศ มีตำแหน่งสูงๆ มีคนชมหรือสรรเสริญ ก็คิดว่ามีความสุข (เหมือนขึ้นสวรรค์) แต่ความจริงแล้ว แม้สวรรค์จริงๆในทุกชั้นฟ้า ย่อมเจือปนด้วยความทุกข์ทั้งสิ้น สุขในสวรรค์นั้นเป็นสุขจริง แต่ยังเป็นสุขที่ยังเจือปนอยู่ด้วยทุกข์ แต่ก็ยังดีกว่าตกนรกโดยแท้ ไม่เหมือนสุขในพระนิพพาน ซึ่งเป็นเอกันตบรมสุข มีแต่สุขโดยส่วนเดียวไม่มีทุกข์เจือปนด้วยเลย” (ธรรมะจุดนี้หมายถึง มนุษย์โลก และสวรรคโลกยังตกอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยงเพราะความไม่เที่ยงนี่แหละ เป็นต้นเหตุให้เกิดทุกข์ เช่นความหิวเป็นทุกข์ พอกินอิ่มแล้วทุกข์คลายตัวก็หลงว่าเป็นสุข แต่ครู่เดียวก็หิวอีก อาบน้ำเพื่อชำระความสกปรก ของร่างกายก็บรรเทาได้ชั่วคราว ประเดี๋ยวก็ต้องอาบอีก ซักเสื้อผ้าที่ใช้แล้ว (สกปรก) ต่อมาก็ต้องซักอีก ทำงานแล้วก็ต้องทำอีก เพราะงานในโลกไม่มีใครทำเสร็จ สรุปว่าทุกสิ่งในโลกล้วนเป็นไตรลักษณ์ทั้งสิ้น

          พระองค์ทรงตรัสเป็นหลักธรรมว่า “ภาระที่หนักยิ่งในโลกก็คือภาระที่ต้องดูแลขันธ์ ๕ หรือร่างกาย” เพราะต้องดูแลเอาใจมันตลอดชีวิต ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย ไม่มียกเว้นแม้แต่วันเดียว จึงมีสภาพเหมือนกับต้องเลี้ยงลูกอ่อนตลอดชีวิต หรือมีสภาพเหมือนต้องติดคุกตลอดชีวิต (คุกที่แสนสกปรก ต้องล้างขี้-เยี่ยวให้มันตั้งแต่หัวลงมาถึงเท้าทุกวันตลอดชีวิต ผู้ใดพิจารณาสภาวะธรรมจุดนี้จนเข้าใจได้ดีแล้ว จะเห็นทุกข์-เห็นโทษ-เห็นภัยจากการเกิดมามีร่างกายได้ตามความเป็นจริง ผลทำให้มีอารมณ์เบื่อกาย-เบื่อเกิด ไม่อยากเกิดมาพบกับความทุกข์เช่นนี้อีก เรียกว่าเข็ดแล้วในการเกิด ขอเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ขันธ์ ๕ หรือร่างกายตายเมื่อไหร่ เราหรือจิตก็ขอพุ่งตรงไปพระนิพพานเมื่อนั้น เรียกว่ามีดวงตาเห็นธรรม ธรรมที่นำเราไปสู่ความพ้นทุกข์ตลอดกาล หรือธัมมวิโมกข์นั่นเอง)

          ๑๐.๑๒ อยากรู้ว่าได้รับความสุขหรือความทุกข์ ให้สังเกตดูอารมณ์จิตเราขณะยังมีชีวิตอยู่

            “ดูกรอานนท์ ในอดีตชาติ ตถาคตหลงอยู่ในวัฏฏสงสารนี้มาช้านาน มุ่งทำบุญกุศลเพื่อให้พ้นทุกข์ ครั้นกายตายไปก็ตายแต่ขันธ์   หรือร่างกาย ส่วนใจนั้นไม่ตายเป็นอมตะ ต้องไปเกิดเสวยกรรมตามที่ใจทำไว้ เมื่อมีเกิดก็ต้องมีตาย เกิด-ตายอยู่เช่นนี้นับชาติไม่ถ้วน มาชาติปัจจุบันนี้ (ปัจฉิมชาติ) จึงรู้ว่าสวรรค์-นิพพานอยู่ที่ใจ จึงรีบเร่งปฏิบัติที่ใจ จนได้เป็นพระบรมครู แล้วจึงสั่งสอนเวไนยสัตว์ ให้พ้นทุกข์ตามตถาคตอยู่ทุกวันนี้”

          ๑๐.๑๓ สวรรค์และนิพพานต้องทำเอาเอง ด้วยการดับกิเลสตัณหา พระพุทธเจ้าเป็นเพียงผู้บอกชี้แนะแนวทางปฏิบัติให้เท่านั้น ธรรมข้อนี้ชัดเจนอยู่แล้ว ผมไม่ขออธิบายอีก

          ๑๐.๑๔ การตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ เอาร่างกายไปไม่ได้ต้องเอาจิตไป ธรรมข้อนี้ชัดเจนอยู่แล้ว เพราะร่างกายซึ่งประกอบด้วยธาตุ ๔ เป็นสมบัติของโลก จึงไม่มีใครสามารถเอาไปได้ ส่วนจิตเป็นของเรา จิตไม่ตายเป็นอมตะ จิตมาอาศัยร่างกายอยู่ชั่วคราว เพื่อบำเพ็ญบารมี หรือกำลังใจให้เต็ม เต็มแค่สวรรค์ก็ไปสวรรค์ เต็มแค่พรหมก็ไปพรหม เต็มบริบูรณ์ (ปรมัตถะ) ก็ไปพระนิพพาน หากไม่ปฏิบัติ ตามหลักธรรมที่พระพุทธองค์ประกาศ พระพุทธศาสนาของพระองค์ไว้ในวันมาฆบูชา มีความสำคัญย่อ ๆ ๓ ข้อว่า จงละกรรมชั่วทั้งหมด จงทำแต่กรรมดี จงทำจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ตรัสอย่างนี้เหมือนกันหมด วิธีปฏิบัติให้พ้นทุกข์ก็คือ ศีล-สมาธิ-ปัญญา หรือทาน-ศีล-ภาวนา ใครไม่ปฏิบัติตามนี้ ก็ไปตามกรรมคือนรก

          ๑๐.๑๕ สิ่งที่จะช่วยให้พ้นทุกข์ได้มีแต่บุญกุศลเท่านั้น  ธรรมข้อนี้ชัดเจนอยู่แล้ว ทรงยกตัวอย่างว่า เช่นการให้ทานและรักษาศีลเป็นต้น ผมขออธิบายเพิ่มเติมว่า

          ทาน       เป็นตัวตัดความโลภ

          ศีล         เป็นตัวตัดความโกรธ

          ภาวนา    เป็นตัวตัดความหลง

          ศีล เพียรรักษาศีล จนกระทั้งศีลรักษาใจเราไม่ให้ทำผิดศีลอีกเป็น สีลานุสติหรือเป็นอธิศีล ซึ่งกันตกนรกได้ตลอดกาล

          สมาธิ เพียรรักษาสมาธิ หรือทำจิตให้เป็นสมาธิ จนกระทั่งสมาธิรักษาเรา (จิต) ให้เป็นผู้ทรงฌานหรือทรงสมาธิได้เป็นอัตโนมัติตลอด ๒๔ ชั่วโมง หรือเป็นอธิจิต มีผลทำให้อารมณ์ชั่ว ๒ อย่างไม่สามารถเกิดได้ คือ โลภะ (ราคะ) กับปฏิฆะ (โทสะ) ซึ่งกันไม่ให้จิตดวงนี้ลงมาเกิดหรือมีขันธ์ ๕ อีกตลอดกาล (ไม่เกิดในมนุษย์โลก)

          ปัญญา เกิดจากการใคร่ครวญพิจารณาหรือธัมมวิจยะ ยกเอาพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์มาใคร่ครวญ เรียกว่าวิปัสสนาจนกระทั่งพบเห็นอริยสัจคือ

          ก) เห็นทุกข์ได้ตามความเป็นจริง คือ ทุกขสัจ เป็นทุกข์ของกายซึ่งไม่มีใครสามารถห้ามได้ ให้เห็นเป็นเพียงสภาวะธรรมให้ใจเรากำหนดรู้ว่า มันก็ทุกข์เป็นธรรมดาของมันอย่างนี้แหละ จงอย่าไปยุ่งกับมัน เพราะร่างกายหรือทุกข์ของกาย เวทนาของกายมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา

          ข) เห็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ (สมุทัย) ใจเป็นต้นเหตุเพราะมีอุปาทาน ซึ่งเป็นอารมณ์ยึดมั่นถือมั่น คิดว่าขันธ์ ๕ หรือร่างกายเป็นเรา เป็นของเรา จึงมีอารมณ์ฝืนความจริงที่ไม่ยอมรับว่าทุกข์ของกายหรือเวทนาของกาย มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ยิ่งฝืนก็ยิ่งทุกข์ ดังนั้น หากใครวางหรือละอุปาทานขันธ์ ๕ ได้อย่างเดียว ก็พ้นทุกข์ตลอดกาล หรือจบกิจในพระพุทธศาสนา (ผมขออธิบายสั้นๆ แค่นี้)

          ค) เห็นความพ้นทุกข์ หรือเห็นความดับทุกข์คือนิโรธ ตามข้อ ข)

          ง) เห็นวิธีปฏิบัติให้ถึงซึ่งความพ้นทุกข์ คือ อริยมรรค ๘ ขอย่อสั้นๆว่า คือ ศีล-สมาธิ-ปัญญา หรือทาน-ศีล-ภาวนา (ขออธิบายสั้นๆแค่นี้)

          “พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ ต่างก็บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าได้ด้วยอริยสัจทั้งสิ้น และพระสาวกของพระองค์ทุกๆองค์ต่างก็บรรลุด้วยอริยสัจ มีทางนี้ทางเดียวทางอื่นไม่มี” นี่คือพระพุทธพจน์

          ดังนั้น หากผู้ใดต้องการไปพระนิพพาน ก็ต้องใช้อริยสัจเป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหา (ความทุกข์) ทั้งทางโลกและทางธรรม จึงจะพ้นทุกข์ได้

          ๑๐.๑๖ สุขทุกข์อยู่ที่ใจ

            “ดูกรอานนท์ จิตสุขเป็นสวรรค์ จิตทุกข์เป็นนรก ถ้าอยากได้สุขในพระนิพพาน ต้องวางเสียทั้งสุขและทุกข์ ให้เอาใจวางหรือวางที่ใจ เพราะธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ (เป็นประธาน มีใจประเสริฐที่สุด) ทุกสิ่งสำเร็จได้ที่ใจ”

          ๑๐.๑๗ ผู้ที่เห็นจิตคนอื่นได้คือพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์เท่านั้น  มีรายละเอียดที่ควรเขียนให้ทราบโดยย่อดังนี้

               ก) อาจมีผู้อื่นซึ่งใช้อำนาจของสมาธิ ทำให้รู้เห็นได้ก็มีอยู่แต่ไม่แน่นอน มีโอกาสที่จะผิดพลาดได้ เพราะตัวสมาธิไม่สามารถจะฆ่ากิเลส ให้ตายได้ เป็นเพียงแค่ระงับกิเลสไว้ชั่วคราวเท่านั้น เพราะสมาธิมี ๒ ชนิด คือ มิจฉาสมาธิ หมายถึงสมาธิที่มิได้ตั้งมั่นอยู่บนศีลอันบริสุทธิ์ (อธิศีล) จึงไม่มั่นคง หากศีลข้อใดบกพร่องสมาธิหรือฌานสมาบัติก็ไม่ทรงตัวหรือเสื่อม เช่น ท่านเทวทัตเป็นต้น อีกข้อหนึ่ง คือ สัมมาสมาธิ หมายถึง สมาธิที่ตั้งมั่นอยู่บนศีลอันบริสุทธิ์ (อธิศีล) สมาธินี้จึงมั่นคง ไม่มีคำว่าเสื่อม การรู้การเห็นจึงไม่ผิดพลาด (พระอรหันต์เท่านั้นที่ท่านมีครบทั้ง อธิศีล อธิจิต และอธิปัญญา)

               ข) บุคคลที่รู้เห็นไม่จริงนี่แหละจะเป็นผู้ทำให้ศาสนาของตถาคตเสื่อมลง

               ค) บุคคลผู้ทำลายพระพุทธรูป พระสถูป พระเจดีย์ ตัดไม้ศรีมหาโพธิ์ เป็นบาปก็จริง แต่มิได้ทำลายพระพุทธศาสนา จึงไม่มีโทษหนักเท่ากับพวกปรามาสพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นการทำลายพระพุทธศาสนา

               ง) พวกทำลายพระพุทธรูป สถูป เจดีย์ ยังมีทางเป็นกุศลได้ หากเขาสร้างหรือแก้ไขให้ดีขึ้น สวยขึ้น แม้การตัดต้นโพธิ์ หากขึ้นอยู่ในที่ไม่สมควร เช่น ใกล้ถาวรวัตถุ จะตัดเสียก็หาโทษมิได้ บุญบาปอยู่ที่เจตนาของใจ

               จ) นักบวชพวกอวดอุตริมนุษยธรรม แสดงธรรมหรือกรรมที่ไม่มีในตน มีโทษถึงขั้นปราชิก เป็นการทำลายพระศาสนาโดยตรง พระองค์ทรงตรัสว่า อุปมาเหมือนโจรมาปล้นพระศาสนาของพระองค์ทีเดียว

          ๑๐.๑๘ หากดับกรรมทั้ง ๕ ได้ขาดคือ โลภะ โทสะ โมหะ มานะ และสักกายทิฏฐิ ก็เข้าถึงพระนิพพาน ขออธิบายย่อๆดังนี้

               ก) หากละขี้ ๓ กองได้ คือ ขี้โกรธ ขี้โลภ ขี้หลง ก็จบกิจเป็นพระอรหันต์ หรือละไฟภายใน ๓ กองได้ คือ ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ก็เป็นพระอรหันต์

              ข) หากละมานะกิเลสได้ก็เป็นพระอรหันต์ ทรงหมายถึงการไม่ถือตัวถือตนขั้นสูงสุด คือ หมดอัตตา หมดตัวตนแล้ว เห็นโลกทั้งโลกเป็นแค่สภาวะธรรม (กรรม) อันหนึ่งเท่านั้น ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีวัตถุธาตุใดๆทั้งนั้น โลกทั้งโลกไม่มีอะไรเหลือ มีแต่สภาวะธรรม คือ มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา และสิ่งเหล่านั้นก็ดับไปเป็นธรรมดา ขออธิบายสั้นๆ แค่นี้ (หมดการยึดติด-ติดในสมมุติธรรมในโลกแล้ว)

               ค) หากละสักกายทิฏฐิได้ข้อเดียว ก็จบกิจเป็นพระอรหันต์ ขออธิบายสั้นๆ ว่า ละอุปาทานขันธ์ ๕ ได้ข้อเดียวกิเลสทุกตัวก็ดับหมด คือ เห็นว่าขันธ์ ๕ หรือร่างกายนี้มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในขันธ์ ๕ และขันธ์ ๕ ไม่มีในเรา

               ง) การจะไปพระนิพพาน จะว่ายากก็ยาก หากคิดเอาร่างกายไป (ให้ดูข้อ ค.คือละสักกายทิฏฐิ) จะว่าง่ายก็ง่าย หากเอาใจไปทำใจให้หมดกิเลสได้ชั่วคราว ก็ไปนิพพานได้ชั่วคราว ทำใจให้หมดกิเลสถาวร ก็ไปนิพพานได้ถาวร สภาวะของใจคือรู้กับเร็ว หากเราฝึกใจให้รู้เรื่องวิธีเข้าสู่นิพพานควรทำอย่างไร ตามที่พระองค์ชี้ทางไว้ให้ ค่อยๆฝึกให้ใจรู้จนเกิดความชำนาญ จนเป็นอัตโนมัติ เมื่อให้เขารู้อย่างไร เขาก็เร็วไปตามนั้น เพราะเวลาของจิตไม่มี เป็นอกาลิโก ผู้ชำนาญแล้วแค่นึกจิตก็ถึงพระนิพพานแล้ว นี่คือคำตอบว่าหากเราเข้าใจแล้ว การเข้าพระนิพพานจะว่าง่ายมันก็ง่าย จะจริงหรือไม่อยู่ที่ผล ทั้งหมดที่เขียนมานี้ล้วนเป็นแค่มรรคเท่านั้น ใครนำไปพิจารณาให้เข้าใจแล้วก็ต้องใช้วิริยะคือความเพียรทดลองปฏิบัติอย่างจริงจัง ผลเกิดเมื่อไหร่ ผู้ปฏิบัติย่อมรู้ได้เองเฉพาะตน ของใครของมัน กรรมใครกรรมมัน (ธรรมของตถาคตเป็นปัจจัตตัง)

          ๑๐.๑๙ เมื่อตนยังไม่หลุดพ้น ก็ไม่ควรจะสอนผู้อื่น ขออธิบายย่อๆว่า การหลุดพ้นในพระพุทธศาสนามี ๓ ระดับ หรือ ๓ ขั้น พระองค์ทรงแนะให้ใช้สังโยชน์ ๑๐ เป็นเครื่องวัดอารมณ์ของจิตเป็นหลักสำคัญ

               ก) หลุดพ้นจากนรก โดยตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ ข้อแรกให้ได้ จุดสำคัญอยู่ที่ศีล คืออธิศีล

               ข) หลุดพ้นจากมนุษย์โลก โดยตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ข้อแรกให้ได้ จุดสำคัญอยู่ที่สมาธิ คืออธิจิต

                ค) หลุดพ้นจากเทวโลกและพรหมโลก โดยตัดสังโยชน์ได้ครบ ๑๐ ข้อ จุดสำคัญอยู่ที่ปัญญา คืออธิปัญญา

          รายละเอียดจะขอไม่เขียนเพราะยาวมาก ผู้รักดี-ใฝ่ดี ควรดูจากคำสอนของหลวงพ่อฤๅษี ท่านสอนไว้ละเอียดทุกซอกทุกมุม กรุณาช่วยตนเองอันเป็นที่พึ่งอันสุดท้ายที่พระองค์ทรงชี้แนะไว้ จุดนี้คือสิ่งที่พระองค์ทรงเน้นมาก เพราะหากผู้ใดยังไม่มีธรรม หรือของจริงในตนแล้ว ไปสอนผู้อื่นนอกจากจะอวดอุตริมนุษย์ธรรมซึ่งมีโทษสูงแล้ว ยังเป็นการทำลายศาสนาของพระองค์ด้วย พระองค์จึงอนุญาตให้ผู้ที่บวชแล้วเป็นพระตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปถึงพระอรหันต์ ออกประกาศพระพุทธศาสนาได้ ท่านรู้แค่ไหน ท่านก็สอนเท่าที่ท่านรู้ ไม่เดาส่ง

          ๑๐.๒๐ คฤหัสถ์ นักบวช ที่กล่าวว่าตัวรู้ตัวเห็นและพูดจากับผีได้ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่ควรเชื่อเอามาเป็นครู ธรรมข้อนี้ละเอียดอ่อนมาก ทำให้คนเข้าใจผิดเอาง่ายๆ และลงนรกได้ง่าย ๆ หากรู้ไม่จริง เพราะคนเราเกิดตาย ๆ มานับชาติไม่ถ้วน ค่อย ๆ สะสมบารมี หรือกำลังใจให้มากขึ้นๆ จนเต็ม บางคนได้พบพระพุทธเจ้ามานานแสนนาน ตั้งแต่พระพุทธเจ้าองค์แรก (สมเด็จองค์ปฐม) เพราะเคยเป็นลูกเป็นหลานท่านมาก่อน มาจนถึงปัจจุบันนับเป็นอสงไขยกัปนับไม่ถ้วน ก็ยังไปไม่ถึงพระนิพพาน

          พระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตร มีหลักฐานในพระไตรปิฎกมีความโดยย่อว่า เมื่อ ๙๑ กัปที่แล้ว ทั้งสองท่านเกิดเป็นฤๅษี ได้สมาบัติ ๘ ได้อภิญญา ๕ มีลูกศิษย์ฝ่ายละ ๑๕,๐๐๐คน เมื่อทราบว่ามีพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า สมเด็จพระปทุมมุตระ ลงมาตรัสในโลกมนุษย์ ก็พาลูกศิษย์ของตนไปทำบุญและขอฟังธรรมจากพระองค์ เมื่อพระองค์เทศน์จบ ลูกศิษย์ทุกท่านจบกิจเป็นพระอรหันต์หมด ยกเว้นอาจารย์ ๒ องค์ไม่ยอมจบ เพราะมีนิวรณ์รบกวนจิตท่านต้นเหตุท่านไปพอใจในจริยาของอัครสาวกซ้าย-ขวาของพระพุทธเจ้าเข้า ทำให้ไม่จบกิจ ทุกสิ่งมาตามกรรมอยู่ด้วยกรรมและไปตามกรรม คือ กรรมลิขิต ซึ่งเที่ยงเสมอและให้ผลไม่ผิดตัวด้วย ทั้งสองท่านเคยทำบุญ แล้วอธิษฐานขอเป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้าองค์ใด กรรมที่ท่านทำไว้ ท่านก็จะต้องมาเป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้าองค์นั้น ท่านเกิดตายๆ มานับชาติไม่ถ้วน สะสมบารมีมาเรื่อย ๆ ได้พบพระพุทธเจ้ามาหลายพระองค์ ได้ฟังธรรมจากพระองค์ก็ไม่เคยบรรลุ จะต้องมาพบพระพุทธเจ้า องค์ปัจจุบันที่ท่านเคยอธิษฐาน ตอนที่ท่านปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า แล้วทั้งสองท่านไปอธิษฐานขอเป็นพระสาวก กรรมนี้จึงต้องเป็นไปตามที่ตนอธิษฐานไว้ สาวกแปลว่าผู้รับฟัง ไปฟังใครก็ตามจะดีแค่ไหนก็ไม่จบกิจ จะต้องมาฟังธรรมจากองค์ ที่ตนอธิษฐานไว้เท่านั้นจึงจะจบกิจได้ ที่เขียนมายาวก็เพื่อจะอธิบายว่า มีบางคนท่านรู้ ท่านเห็นผีและพูดกับผีได้ แต่มีน้อย ตามตำรา และหลวงพ่อฤๅษีท่านสอนไว้ความว่า บุคคลใดทรงฌาน ๔ ได้ ก็สามารถเห็นผี เห็นเทวดา และคุยกันได้ ยิ่งพวกได้อภิญญา ๕ มาก่อนในอดีตชาติ จึงเป็นเรื่องปกติสำหรับพวกเหล่านี้

          ดังนั้น ธรรมะในข้อนี้พระองค์ทรงหมายถึงปุถุชนคนธรรมดาที่ยังไม่มีศีล ๕ บริสุทธิ์ ยังไม่ได้ฌานสมาบัติ ไม่เคยมีบุญเก่าในอดีตมาก่อน ก็ไม่สามารถจะเห็นผี เห็นเทวดา และคุยกับเทวดาได้ แต่อย่างไรก็ตาม หลวงพ่อฤๅษีท่านสอนลูกศิษย์ไว้ว่าเรื่องการเห็น การรู้เรื่องนอกตัวเรา จงอย่าใช้กำลังใจของตนเองให้ขอบารมีของพระพุทธเจ้า ขอบารมีของพระอริยเจ้าที่เราเคารพนับถือท่าน ขอความเมตตาจากท่าน ให้ได้รู้ ได้เห็น สิ่งต่างๆที่เราต้องการจะถูกต้องและมั่นคงกว่าการใช้กำลังใจ (บารมี) ของเรา ซึ่งมีโอกาสผิดพลาดได้ง่าย แม้ตัวท่านเองก็ยังต้องขอบารมีพระพุทธเจ้าก่อนเสมอ แล้วเราเป็นศิษย์จะไปอวดดีกับอาจารย์ได้หรือ

          ๑๐.๒๑ : พระปาติโมกข์และธุดงควัตร ที่ทรงบัญญัติไว้ ก็เพื่อเป็นเครื่องดับกิเลสตัณหา ธรรมะจุดนี้ ค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้วผมขอผ่านไป

          ๑๐.๒๒ : การดับกิเลสให้สิ้นเชิง ให้เลือกประพฤติตามความปรารถนา  พระพุทธองค์ทรงทราบได้ดีกว่าใครๆทั้งหมดในโลกนี้ว่า คนแต่ละคนเกิดมาในโลกนี้เกิดมาตามกรรมที่ตนทำไว้เกิดแล้วก็อยู่ด้วยกรรม เวลาจะไปก็ไปด้วยกรรมด้วยกันทุกคน แต่ละบุคคลจึงมีจริตนิสัย และกรรมแตกต่างกันไปทั้งสิ้น บางคนพระองค์สอนแค่ประโยคเดียวก็จบกิจแล้ว เช่น ท่านพาหิยะทรงสอนสั้น ๆ ว่าพาหิยะเธอจงอย่าสนใจในรูป เพราะรูปไม่เที่ยง ฟังเพียงแค่นี้ท่านพาหิยะก็จบกิจเป็นพระอรหันต์แล้วเป็นต้น และหลาย ๆ ท่านที่ฟังเทศน์จากพระองค์แค่จบเดียว ก็มีดวงตาเห็นธรรมจบกิจในพระพุทธศาสนาได้เพราะพระองค์เท่านั้นที่มีพุทธญาณ หรือสัพพัญญูญาณแต่พระองค์เดียวจึงรู้กรรมในอดีต ของแต่ละท่านได้ครบบริบูรณ์จึงใช้อริยสัจ (กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุสอนให้ตรงกับจริตนิสัยและ กรรมของแต่ละคนได้ โดยไม่มีทางผิดพลาด เรื่องนี้ยาวและละเอียดอ่อนมาก เป็นเรื่องพุทธวิสัยซึ่งไม่ควรตามรู้ (อจิณไตย จะต้องเป็นพระพุทธเจ้าเสียก่อนจึงจะรู้ได้ เท่าที่ผมเขียนก็เขียน ตามที่ท่านเคยสอนให้รู้ไว้ก่อนเท่านั้นหากไม่บอกก็ไม่มีทางจะรู้ได้)

          ๑๐.๒๓ : ในอนาคต กุลบุตรที่เลื่อมใส (ศรัทธา) ในพระพุทธศาสนา สามารถบวชได้แม้ไม่มีพระภิกษุ พระพุทธองค์ ทรงประกาศพระศาสนาของพระองค์ไว้เพียง ๕,๐๐๐ ปีโลกมนุษย์ เมื่อพระองค์เข้าสู่ปรินิพพานไปแล้วทุกๆ ๑๐๐ ปีอายุขัยของมนุษย์จะลดลง ๑ ปี (ขัยอายุในสมัยของพระองค์ซึ่งเป็นปัญญาธิกะ มีเพียงแค่ ๑๐๐ ปี) ดังนั้นเมื่อครบ ๕,๐๐๐ ปีขัยอายุของคนจะเหลือเพียง ๕๐ ปี นิสัยคนจะดุร้าย เห็นกันก็จะมุ่งทำร้ายกัน ฆ่ากันเป็นกายกรรมซึ่งหยาบที่สุด (กรรมแปลว่าการกระทำ)

          ขออธิบายว่า กรรม แยกเป็น ๓ หมวด คือ

          ก) มโนกรรม คนในอดีตมีมโนกรรมดี จึงมีกิเลสตัณหาเบาบาง ฟังเทศน์จากพระองค์ก็บรรลุมีดวงตาเห็นธรรมกันมากมาย ตั้งแต่พระโสดาบันขั้นต้นไปจนถึงพระอรหันต์ พวกที่แย่ที่สุดก็ขอถึงซึ่งไตรสรณาคมณ์ตลอดชีวิต

          ข) วจีกรรม เมื่อพระองค์เข้าสู่ปรินิพพานไปแล้ว ๒,๕๐๐ ปี (กึ่งหรือครึ่งที่พระองค์ประกาศไว้) พระองค์ก็ทำนายไว้ชัด มีความสำคัญสั้นๆ ว่า จิตคนจะเสื่อมลง (มโนกรรมเสื่อม) จะเกิดสงคราม ไม่ขอเขียนรายละเอียด ผมขออนุญาตเสริมว่า กรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า, มีใจเป็นใหญ่ ทุกสิ่งสำเร็จได้ที่ใจ หรือ ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว เมื่อใจเสื่อมลงกิเลสขั้นกลาง ก็ออกฤทธิ์คือวจีกรรม สงครามที่เกิดขึ้นจะเป็นสงครามใหญ่ หรือสงครามเล็ก ๆ ก็ตาม สาเหตุก็มาจากมโนกรรมก่อนทั้งสิ้น มีทิฐิหรือความเห็นไม่ตรงกันก็ทะเลาะกัน ด่ากันไปด่ากันมา ซึ่งเป็นวจีกรรม จนที่สุดต้องใช้กายกรรม ออกมาประหัตประหารกัน ฆ่ากันตายเป็น ๑๐ ล้านคน สาเหตุก็เพราะมานะทิฐิ (มโนกรรม) ต่างกัน มีผลให้เกิดวจีกรรมหรือโรคปากเสียขึ้น แล้วจบลงด้วยใช้กายกรรมตัดสิน

          หากจะย้อนมาดูประเทศไทยเวลานี้ก็จะเห็นกรรมเหล่านี้กำลังแสดงธรรมให้พวกเราเห็นสร้างความทุกข์ให้กับบุคคลทั้งประเทศ เหตุเพราะทิฐิความเห็นไม่เสมอกัน เกิดโรคปากเสียระบาดไปทั่วประเทศ หากไม่มีในหลวงองค์ปัจจุบันอยู่ ก็คงจบด้วยการใช้กายกรรม ตัดสินปัญหาในที่สุด แต่นับว่าเป็นโชคดีของพวกเราที่ในหลวง ร.๙ ทรงใช้หลักธรรมในพระพุทธศาสนามาแก้ไข ทำให้เหตุร้ายคลายตัวลง ซึ่งผมคิดว่าคงจะจบลงด้วยดี ด้วยพระบารมีของพระองค์ ผมออกนอกทางไปเล็กน้อย ขอย้อนกลับเข้าเรื่องเดิม

          ค) กายกรรม เป็นความชั่วหยาบที่สุด พระองค์จึงบัญญัติศีลพื้นฐานขึ้นมาคือ ศีล ๕ ซึ่งไม่ว่าคนหรือสัตว์ก็ต้องการสภาวะปกติ ๕ อย่างนี้เป็นพื้นฐาน เพื่อความสงบสุขของคนหมู่มาก คือ ไม่ฆ่าไม่ทำร้ายกัน ไม่ขโมยกัน ไม่แย่งความรักของกันและกันไม่โกหกกัน และไม่เอาสิ่งมอมเมามาเสพให้ขาดสติ สัมปชัญญะกลายเป็นคนบ้าไป

          ทรงตรัสย่อ ๆ ว่า “ดูกรอานนท์ แม้ในปัจฉิมกาล เมื่อหาพระสงฆ์ครบคณะบรรพชาไม่ได้ โดยที่สุดแม้มีภิกษุองค์เดียว เมื่อกุลบุตรมีศรัทธาเลื่อมใสในคุณแห่งเราตถาคต อยากจะบวชเป็นภิกษุในสำนัก ๑ แห่งภิกษุองค์เดียวก็จงบวชเถิด โดยที่สุดลงไปอีก แม้จะหาพระภิกษุสักองค์เดียวไม่ได้ กุลบุตรผู้มีศรัทธาใคร่จะบวชสืบศาสนาแห่งเราตถาคต ก็ให้ศึกษาจตุตถปาราชิก (อาบัติที่ทำให้ขาดจากการเป็นพระภิกษุทั้ง ๔ ข้อ) และปลิโพธ ๒ (ความกังวลภายนอกและภายใน) นั้นให้เข้าใจ แล้วเข้าสู่พระพุทธรูป หรือพระสถูป หรือพระเจดีย์ หรือแม้หาที่ควรเคารพนั้นไม่ได้ ก็ให้ระลึกถึงเราตถาคตแล้วบวชเป็นภิกษุเถิด (ปลิโพธหรือปลิโพธิ คือ ความกังวลใจทั้งภายนอกและภายใน ภายนอกคือชอบยุ่งเรื่องของชาวบ้าน ส่วนภายในคือเรื่องส่วนตัว เรื่องขันธ์ ๕ อันมีขันธมารคอยรบกวน เช่น กลัวตาย กลัวลำบาก กลัวเจ็บป่วย สารพัดกลัว จริงๆแล้วก็คืออารมณ์ฟุ้งซ่านนั่นเอง)

          ๑๐.๒๔ คิริมานนท์กำหนดรูป-นาม ตามพระธรรมเทศนา ก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ มีความโดยย่อดังนี้

          เมื่อพระอานนท์รับฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธเจ้าแล้วก็รีบไปยังสำนักของท่านคิริมานนท์ แล้วแสดงพระธรรมเรื่องสัญญา ๒ คือ รูปสัญญากับนามสัญญา หรือร่างกายประกอบด้วยขันธ์ ๕ มีรูป ๑ กับนาม ๔ (เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ)  มันไม่ใช่เรา  ไม่ใช่ของเรา  เราไม่มีในมัน  มันไม่มีในเรา  เราคือจิต

          หรืออทิสมานกาย อาศัยอยู่กับมันเพียงชั่วคราวเท่านั้น หากเราวางหรือละมันเสียอย่างเดียว ทุกขเวทนาทั้งหลายก็จะหมดไปจากใจของเรา เมื่อท่านคิริมานนท์ปฏิบัติตาม โรคภัยที่เกิดกับร่างกายที่จิตท่านอาศัยอยู่ก็หายไป ทุกขเวทนาก็หายไปสิ้น จิตท่านก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ จึงใช้ชื่อเทศนานี้ว่า คิริมานนทสูตร (พระสูตรนี้พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาที่วัดเชตวนาราม มีต้นเหตุจากพระคิริมานนท์เกิดอาพาธหนัก เทศน์แล้วมีผลทำให้โรคหาย จิตท่านก็พ้นทุกข์ จบกิจเป็นพระอรหันต์)

          สรุปส่งท้าย ผมขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่าน ซึ่งมีเวลาเหลืออยู่คนละเล็กน้อย จงใช้เวลาอันมีค่า (ซึ่งแม้จะมีเงินมากขนาดไหน ก็หาซื้อกลับคืนมาไม่ได้) ให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยความไม่ประมาทเถิด ผมขอให้เหตุผลไว้ดังนี้

๑.     สิ่งที่มีค่าสูงสุดในโลกนี้ คือพระธรรม

๒.    พระธรรมคำสอนประโยคสุดท้ายที่ทรงตรัสไว้คือ

  “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงอยู่ในความไม่ประมาทเถิด” หมายความว่า พระธรรมคำสั่งสอนที่พระองค์เพียรสอนมาตลอด ๔๕ ปี มีอยู่ ,๐๐๐ บทนั้น ล้วนเป็นหนทางที่นำไปสู่ ความพ้นทุกข์ทั้งสิ้น ที่สอนไว้มากมายหลายวิธี ก็เพราะบุคคลในโลกนี้มีจริต นิสัยและกรรมไม่เสมอกัน ให้ทุกคนจงช่วยตนเอง ใช้ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน พระองค์มีหน้าที่เป็นเพียงผู้ชี้แนะแนวทางเท่านั้น คือเป็นมรรคกับปฏิปทาของมรรค ส่วนการปฏิบัติให้เกิดผล พวกเราต้องใช้ความเพียรเอาเอง

๓.    คิริมานนทสูตรนี้ บอกวิธีซึ่งนำไปสู่ความพ้นทุกข์ไว้หลายวิธี เช่น

                ๓.๑ สัทธรรม ๕ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจ มีความปรารถนาไม่สมหวัง ล้วนเป็นทุกข์ซึ่งหลีกหนีไม่ได้ หากจิตยอมรับความจริงเสียอย่างเดียวก็พ้นทุกข์ได้

                ๓.๒ วิธีปิดนรก หรือพ้นนรกอย่างถาวรทำอย่างไร วิธีพ้นมนุษย์โลกทำอย่างไร วิธีพ้นเทวโลกและพรหมโลกควรทำอย่างไร และวิธีพ้นโลกทั้ง ๓ เข้าสู่พระนิพพานอย่างง่าย ๆ ทำอย่างไร ด้วยอุบายพร้อมวิธีปฏิบัติ ล้วนมีอยู่ในพระสูตรนี้ทั้งสิ้น

          ๔. เวลาและความตายไม่คอยใคร เพราะสิ่งที่เที่ยงที่สุดในโลกนี้คือความไม่เที่ยง

          ๕. จงเคารพในกฎของกรรม เพราะกฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย แม้แต่กรรมเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังตามให้ผล

          ๖. จงอย่าหาพระธรรมนอกตัวเรา เพราะพระธรรมอยู่ที่ตัวเราคือกายกับจิตเราทั้งสิ้น (,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ทรงสอนอยู่แค่กายกับจิต เท่านั้น ทุกคนจึงมีตู้พระธรรมหรือตู้พระไตรปิฎกอยู่ทุกคนจงพยายามใช้ปัญญาศึกษาแต่ธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์เถิด)

          ในปัจจุบันนี้ข้าพเจ้าได้มอบกายถวายชีวิตให้พระพุทธองค์และพระพุทธศาสนาไปแล้ว โดยสัจวาจาของข้าพระพุทธเจ้านี้ ขอความสวัสดีจงเกิดแก่ท่านผู้อ่านทุกท่าน อ่านแล้วนำไปปฏิบัติ ก็ขอให้เกิดผลและโชคดี มีดวงตาเห็นธรรม ได้เข้าสู่พระนิพพาน ในชาติปัจจุบันนี้ด้วยกันทุกท่าน เทอญ.

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่