พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

กรกฎาคม ๒๕๔๗




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

             (ในเดือนนี้ทรงเน้นเรื่องกำลังใจเป็นสำคัญ หากกำลังใจดี จิตใจก็สบายเป็นสุข ทำอะไรก็จักมีผลดีตามนั้น ทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพานจุดเดียว ไม่ปฏิบัติธรรมที่ขัดต่อศีล-สมาธิ-ปัญญา หรือขัดต่อทาน-ศีล-ภาวนา และไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ทั้งปวง)

          ๑. ทำกำลังใจให้เข้มแข็ง มีกำลังใจที่จักละกิเลสให้ได้ตลอดเวลา จงอย่าท้อใจ พยายามศึกษาจิต เห็นอารมณ์ที่เข้ามาครอบงำจิต หมั่นพยายามชะล้างอารมณ์ให้ผ่องใสอยู่เสมอ เพ่งโทษจิตที่ขุ่นมัวอยู่เสมอ หาหนทางแก้ไขได้ไม่ยาก เพราะเห็นเหตุและแก้ที่ต้นเหตุ ก็จักมีความก้าวหน้าของจิต

          ๒. ทำใจให้สบาย งานทุกอย่างจักลุล่วงไปด้วยดี ไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม เพราะจิตใจที่สบาย ปราศจากไฟ คือราคะ-โมหะ-โทสะครอบงำ จิตใจก็มีความเยือกเย็น การรู้-การเห็น-การทำงานก็ย่อมมีผลเป็นธรรมดา

          ๓. เพียรต่อสู้กับอารมณ์ที่ฝืนความจริง คืออารมณ์เกาะร่างกายด้วยปัญญา จิตมักเผลอหลงคิดว่ากาย และเวทนานี้เป็นเรา-เป็นของเรา ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเราคือจิต เป็นอมตะไม่เคยตาย การตัดขันธ์ ๕ จึงมิใช่ของง่าย ต้องขยันทำอย่างต่อเนื่อง หมั่นพิจารณาเข้าหาทุกข์ และความไม่เที่ยงอยู่เสมอ วิปัสสนาญาณทั้ง ๙ จึงต้องหมั่นทบทวนให้ชินอยู่กับจิต แล้วยอมรับความเป็นจริงตามนั้นด้วยปัญญา ใช้อัตนา โจทยัตตานัง คอยจับผิดจิตตนเอง และแก้ไขอารมณ์จิตของตนเองตลอดเวลา ด้วยหลักของอริยสัจอยู่เสมอ ก็จักได้มรรคผลเร็ว

          ๔. อย่าให้ใครมาบั่นทอนกำลังใจของตนเอง ที่จักตั้งใจทำดีเพื่อพระนิพพาน จงทำงานอย่างสุข-สงบ ใครจักมาเกี่ยวข้องก็ช่าง จงรักษากาย-วาจา-ใจ อย่าไปเกี่ยวข้องกับเขาก็แล้วกัน ดั่งคำสอนที่เน้นไว้เสมอว่า อย่าไปสนใจจริยาของผู้อื่น ก็คล้ายกันดั่งนี้

          ๕. จงอย่าฝืนความเป็นจริง ทำกำลังใจไว้ให้ดี สุขภาพเป็นของไม่เที่ยง มีความเสื่อมลงไปทุก ๆ ขณะ พยายามทำจิตให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา จิตจักเป็นสุขเยือกเย็นไม่ดิ้นรนไปกับไฟใด ๆ (ไฟราคะ-โทสะ-โมหะ)

          ๖. เรื่องการลืมเป็นของธรรมดา ผู้ที่ไม่ลืม-ไม่เผลอเลยมีแต่ตถาคตแต่ผู้เดียว พระอรหันต์ท่านก็ยังเผลอ-ยังลืมได้ สิ่งที่พระอรหันต์ท่านไม่เผลอคือ ขันธ์ ๕ หรือร่างกายไม่ใช่ของท่าน จิตท่านไม่เผลอหรือพลาดจากพระนิพพานและพระพุทธเจ้า ส่วนการเผลออย่างอื่น ๆ ยังมีอยู่เป็นธรรมดา

          ๗. ทำกำลังใจเอาไว้ให้ดี อย่าหนักใจ ให้กดใจเอาไว้ การงานทั้งหมด ก็จักลุล่วงไปด้วยดี

          ๘. จงตั้งใจทำงานทุกอย่างโดยไม่หวังผลตอบแทน และทำด้วยความเต็มใจเพื่อมรรคผลนิพพาน

          ๙. จงอย่าให้ความกังวลใจมาทำร้ายจิตใจให้เศร้าหมอง จงอย่าห่วง-อย่ากังวลใด ๆ ทั้งหมด ทำใจให้สบาย จักชนะกิเลสได้ ต้องอยู่ในธรรมปัจจุบัน หากเพียรพยายามประคองจิตให้อยู่ในธรรมปัจจุบัน อดีต-อนาคตก็เข้าไม่ได้หรือเกิดขึ้นไม่ได้

          ๑๐. รักษาความสงบของใจให้เยือกเย็น ประดุจน้ำที่สงบปราศจากคลื่นลม หากทำได้ จิตก็จักเยือกเย็นเป็นสุขอย่างหาที่สุดไม่ได้ ให้พยายามรักษาใจให้ได้อย่างนี้

          ๑๑. ทำใจให้สบาย งานทุกอย่างจักทำได้ดีกว่ากังวลใจ แม้จักเกิดความยุ่งยากอยู่บ้าง ก็แก้ไขได้ไม่ยาก หากมีความสบายใจ

          ๑๒. ทำกำลังใจให้เต็ม จงอย่าให้พร่องแม้แต่ ๑ วินาที การปรารถนาจักไปพระนิพพาน จักต้องปฏิบัติอย่างผู้มีปัญญา พร้อมที่จักมอบกายถวายชีวิต ให้ทำทุกอย่างอันเป็นระเบียบพระธรรมวินัย เพื่อมรรคผลพระนิพพาน โดยไม่หวังผลตอบแทน

          ๑๓. อารมณ์สุข-ทุกข์เป็นอารมณ์ปรุงแต่ง จากอุปาทานของจิต จากจิตยึดเกาะขันธ์ ๕ ว่าเป็นเรา-เป็นของเรา ส่วนอารมณ์อัพยากฤต ไม่มีอารมณ์ปรุงแต่ง จึงไม่มีอุปาทานจักพ้นทุกข์ได้ก็ด้วยอารมณ์นี้ หากไม่รู้จักอารมณ์นี้ก็ไปพระนิพพานไม่ถูก

          ๑๔. อัพยากฤตธรรมเป็นตัวธรรมล้วน ๆ ไม่มีการปรุงแต่ง เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมดาหมด ตัวธรรมล้วน ๆ ไม่มีชื่อจะเรียก ธรรมที่เป็นกุศล (กุสลาธรรมา) ธรรมที่เป็นอกุศล (อกุสลาธรรมา) และอัพยากฤตธรรม จึงยังเป็นสมมุติธรรม เพราะหากไม่สมมติขึ้นมาเป็นสมมติสัจจะ ก็พูดกันไม่รู้เรื่องสอนกันไม่ได้ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า พระธรรมนั้นเปรียบประดุจดั่งแพ ช่วยพยุงเราไม่ให้จมน้ำตาย พาเราไปให้ถึงฝั่งได้ ต่อเมื่อแพพาเราไปถึงฝั่งแล้ว ก็ไม่จำเป็นจะต้องแบกแพไปด้วย ธรรมนี้เมื่อปฏิบัติถึงแล้ว จะรู้ได้ด้วยตนเองเฉพาะตน

          ๑๕. คนโง่เท่านั้นที่ยึดติดอยู่กับร่างกายตนเอง และของผู้อื่น ซึ่งไม่เที่ยง-สกปรกเต็มไปด้วยความทุกข์ คนฉลาดยึดสิ่งที่เที่ยงแล้ว คือพระนิพพาน และพระรัตนตรัย หากมองให้ลึก ๆ ด้วยจิตที่สงบ จะพบความจริงว่า สุขจริง ๆ ในโลกนั้นไม่มีหรอก มีแต่ทุกข์ล้วน ๆ จะทุกข์มากหรือทุกข์น้อยเท่านั้น

          ๑๖. กำหนดรู้ทุกข์ตัวเดียว เป็นอริยสัจที่สมบูรณ์ที่สุดในพุทธศาสนา บุคคลใดที่เห็นทุกขสัจได้ตามความเป็นจริงด้วยปัญญา เห็นว่าธรรมดาของมัน ก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้นเอง ไม่มีใครจะสามารถทำให้เป็นอย่างอื่นไปได้ คนเกิดมาแล้วย่อมหนีความแก่-ความเจ็บป่วย และความตายไปไม่พ้น ระหว่างที่มีชีวิตอยู่ ก็ต้องกระทบกระทั่งกับอารมณ์พอใจบ้าง-ไม่พอใจบ้าง และมีความปรารถนาไม่สมหวังอยู่เป็นธรรมดา

          ๑๗. ร่างกายหรือขันธโลก จึงเป็นมหาสมุทรแห่งธรรม เป็นจุดศูนย์กลางแห่งไตรลักษณ์ หรือเป็นตู้พระไตรปิฏก พระธรรมคำสอนของพระองค์ ทั้งหมดมี ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ก็ทรงตรัสสอนอยู่ที่กายกับจิตเท่านั้น

          ๑๘. คนเห็นแก่ตัวเป็นของธรรมดา เพราะเขาคิดว่าร่างกายเขาคือตัวเขา ผู้ที่ไม่เห็นแก่ตัวจริง ๆ คือพระอรหันต์เท่านั้น

          ๑๙. การติกรรมของผู้อื่น จะถูกหรือผิดก็เลวทั้งหมด เพราะการติเป็นอารมณ์ไม่พอใจ หรืออารมณ์ปฏิฆะ ไฟลุกที่ใจผู้ติก่อน เป็นการจุดไฟเผาใจตนเอง เพราะความโง่ แต่ขณะนั้นหลงคิดว่าตนเองฉลาด พระธรรมข้อนี้ปฏิบัติจริง ๆ ทำได้ยากยิ่ง ทั้ง ๆ ที่รู้ ๆ อยู่ ก็ยังอดเผลอไปติกรรมของผู้อื่นไม่ได้ วันหนึ่ง ๆ จึงไม่มีใครมาทำร้ายเราได้มากเท่ากับอารมณ์จิตของเราเอง ทำร้ายจิตตนเอง หรือศัตรูของเราก็คืออารมณ์จิตของเราเอง

          ๒๐. การอยู่คนเดียวจึงต้องระวังความคิดให้มาก การอยู่หลายคนให้ระวังวาจา หรือระวังปาก อย่าไปติกรรมของผู้อื่น แม้แต่ในความคิดตามข้อ ๑๙

          ๒๑. การปฏิบัติที่ตรงที่สุดคือ เจริญสติให้มั่นคงด้วยอานาปา กำหนดรู้ลมหายใจเข้า และออกอยู่เสมอ คือการเจริญสติให้มั่นคงและต่อเนื่อง แล้วใช้สติคุมจิตอย่าให้คิดชั่ว การปฏิบัติยากตรงที่สติไม่ค่อยจะต่อเนื่อง เพราะอานาปาอ่อน จึงทำให้สติอ่อน เมื่อสติอ่อน ตัวสัมปชัญญะหรือปัญญาก็อ่อนตาม กลายเป็นโรคปัญญาอ่อน การปฏิบัติธรรมไม่ค่อยจะก้าวหน้าเพราะเหตุนี้

          ๒๒. พระอรหันต์จิตท่านหมดกิเลสแล้ว แต่ขันธ์ ๕ หรือร่างกายยังอยู่ วิบากกรรมย่อมยังเล่นงานกายได้ แต่เล่นงานใจไม่ได้ ท่านจึงเอาวิบากกรรม หรือกฎของกรรมที่เที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย มาสอนพวกเราให้รู้ตามท่าน ซึ่งก็คืออริยสัจนั่นเอง

          ๒๓. สมบัติที่แท้จริงของคนคือกรรม ทุกคนมาตามกรรมอยู่ด้วยกรรม และไปตามกรรมทั้งสิ้น คนฉลาดจึงเลือกเอาแต่กรรมที่เป็นกุศล และอัพยากฤติกรรม กฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ แต่โลกและขันธโลกนั้นไม่เที่ยง กรรมจึงอยู่เหนือโลก

          ๒๔. การมีสติกำหนดรู้อารมณ์ตนเองอยู่เสมอ คือผู้ไม่ประมาท หากมีอานาปาเข้มแข็ง จิตย่อมมีกำลัง และพร้อมด้วยสติ-สัมปชัญญะ ทำให้ขณะนั้นจะมีสมาธิ-ปัญญามั่นคงสู้กับกิเลสได้ โดยใช้หลักกรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหาทั้งสิ้น (ใช้อริยสัจ)

          ๒๕. ไม่มีใครในโลกนี้ที่จักพ้นจากโลกธรรม ๘ ไปได้ ทุกคนยังติดลาภ-ยศ-สรรเสริญและสุข ไม่มีใครอยากได้การเสื่อมลาภ-เสื่อมยศ-นินทาและทุกข์ แต่ธรรมในโลกมนุษย์นี้มีเป็นคู่เสมอ จะเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ ติดสุขแก้ได้ยากกว่าติดทุกข์ ขนาดพระอนาคามียังติดสรรเสริญอยู่ จะละได้เมื่อเป็นพระอรหันต์เท่านั้น เพราะจิตท่านพ้นสมมติทั้งปวงใน ๓ โลกคือ มนุษยโลก-เทวโลกและพรหมโลก ซึ่งไม่เที่ยงยังอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ มีแดนพระนิพพานเท่านั้น ซึ่งพ้นจากอำนาจของกฎไตรลักษณ์

          ๒๖. ไตรลักษณ์ (อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา) แก้กิเลสได้ทุกชนิด ตั้งแต่กิเลสหยาบ-กลางและละเอียด ให้ศึกษาปฏิปทาของท่านอัญญาโกณฑัญญะ ซึ่งได้รับฟังปฐมเทศนาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน แล้วเข้าใจสามารถปฏิบัติได้ในเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ จิตหลุดพ้นทุกข์จากสมมติทั้งปวง มีดวงตาเห็นธรรม ได้เป็นพระอรหันตสาวกองค์แรกของพระองค์ในโลกมนุษย์ ทำให้มีพระรัตนตรัยเกิดขึ้นในโลก จัดเป็นวันอาสาฬหบูชา ขอกล่าวไว้สั้น ๆ แค่นี้

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่