พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

กรกฎาคม ๒๕๔๖




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          (ในเดือนนี้ เพื่อนผู้ร่วมปฎิบัติธรรมกับผม สุขภาพกายไม่ค่อยดี มีผลทำให้สุขภาพจิตไม่ค่อยดีตามไปด้วย อารมณ์ฟุ้งเลว(ฟุ้งซ่าน) จึงเกิดขึ้นบ่อยๆ จัดเป็นนิวรณ์ทำปัญญาให้ถอยหลัง คือโง่ทุกครั้งที่เกิดอารมณ์นี้ การปฎิบัติธรรมจึงไม่ก้าวหน้า พระพุทธองค์ทรงเป็นพระสัพพัญญู มีพระเมตตาตักเตือนเพื่อนผมไม่ให้จิตออกนอกลู่นอกทางด้วยอุบายต่างๆ ซึ่งล้วนแต่เคยสอนไว้แล้วทั้งสิ้น ทำให้ผมพลอยได้ประโยชน์ไปด้วยเป็นอย่างมาก ผมขออนุญาตวิจารณ์โดยธรรม หรือธัมมวิจยะว่า ต้นเหตุเพราะไม่หมั่นทบทวนพระธรรมคำสั่งสอนที่เคยสอนไว้แล้วบ่อยๆ ปัญญาจึงไม่เกิด เรื่องนี้ยาวละเอียด ลึกซึ้งมาก เพราะพระธรรมของพระองค์เป็นอริยสัจทุกๆ คำพูด ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพื้นฐานของจิตที่สะสมธรรม หรือกรรมที่ต่างคนต่างทำกันมาไม่เสมอกัน จึงขอเขียนไว้สั้นๆ เพียงแค่นี้)

          ๑. พยายามละกังวลด้วยเห็นทุกข์อันเกิดจากความกังวลนั้นๆ ทำใจให้สบาย เพราะความกังวล-สงสัย ถ้าไม่ตัดกรรมฐานจะไม่มีผล (บาลีเรียกว่า ปลิโพธิ เป็นนิวรณ์ด้วย เป็นวิจิกิจฉา หรือสังโยชน์ข้อที่ ๒ ด้วย) ผู้ปฎิบัติธรรมคนใดไม่ศึกษาให้เข้าใจด้วยจิตของตนเองแล้ว ก็ไม่มีทางพบของจริง ทุกอย่างต้องจริงที่จิตตนเอง คือพิจารณาใคร่ครวญด้วยสติปัญญาของตนเอง จงจิตตนเองรู้ด้วยตนเอง จึงจะเป็นของจริง ผู้อื่นมาบอกให้เรารู้ร้อยครั้ง-พันครั้งก็สู้เรารู้ด้วยตนเองครั้งเดียวไม่ได้ เป็นเรื่องที่ขาดทุนอย่างยิ่ง หากไม่ระงับความกังวลให้ได้เสียก่อน จงหมั่นพิจารณาทุกอย่างตามความเป็นจริง แล้วจิตจักเป็นสุข

          ๒. จงอย่าทำร้ายตนเอง หรือจงอย่าเบียดเบียนตนเอง วันหนึ่งๆ ไม่มีใครมาทำร้ายเราได้มากเท่ากับ อารมณ์จิตของเราเอง ทำร้ายจิตตนเอง พรหมวิหาร ๔ จึงเป็นหลักใหญ่ในการปฎิบัติธรรมเพื่อนำไปสู่ความพ้นทุกข์ จักทำอันใดจงอย่าหุนหัน พิจารณาใคร่ครวญเสียก่อน และเตือนตนเอาไว้ว่า อย่าใจร้อนเป็นอันขาด รักษาจิต-รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งหลายเถิด มีเมตตาจิตตนเองเอาไว้เสมอ ภัยทั้งหลายก็จักคลี่คลายลงเอง

          ๓. ให้มองทุกอย่างมาตามกรรม และไปตามกรรม ทำจิตให้ผ่องใส จงอย่ากังวลใจกับอะไรทั้งหมด ทุกอย่างเป็นไปตามกรรมลิขิต ไม่ว่าอะไรจักเกิดขึ้น ย่อมหนีไม่พ้นกฎของกรรม ไม่ว่าชั่วหรือดี ก็เป็นกฎของกรรม

          ๔. สุขภาพกายไม่ดีก็เป็นของธรรมดา รักษากำลังใจให้มีความสุข จงพยายามอย่าให้จิตเผลอไปมีหุ้นส่วนทุกข์ร่วมกับกาย จงจำไว้ว่า ขันธ์ ๕ หรือร่างกายมันไม่ใช่เรา-ไม่ใช่ของเรา เราคือจิต เป็นอมตะ ไม่เคยตาย ผู้ตายคือร่างกายที่จิตเรามาอาศัยอยู่ชั่วคราวเท่านั้น

          ๕.ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมากไปกว่าอารมณ์ของจิตใจ ทำใจให้สบาย ให้ประคองจุดนี้เอาไว้ให้ดี แล้วทุกอย่างก็จักดีขึ้นเอง จงอย่าไปคิดเรื่องของกาย จักให้มันดีขึ้นนั้นเป็นไปไม่ได้แน่ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับกฎของกรรมบังคับให้เป็นไป จงทำใจให้สงบแล้วใช้สติ-ปัญญาพิจารณา กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุอันเป็นอริยสัจที่ใช้แก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม กรรมใดที่ไม่เคยก่อไว้ วิบากกรรมนั้นๆ จักเกิดกับเราไม่ได้

          ๖. อย่าทำจิตให้เคร่งเครียด การปฏิบัติธรรมให้เกิดผลดีจักต้องไม่ตึงไป ไม่ย่อหย่อนเกินไป ทุกอย่างให้เดินสายกลางโดยใช้พรหมวิหาร ๔ เป็นหลักสำคัญในการปฏิบัติ พยายามรักษาอารมณ์ผ่องใสให้เกิดแก่จิตให้มากๆ ชั่ว-ดีก็ให้เห็นเป็นของธรรมดา รักษาจิตให้อย่าดิ้นรนจนเป็นทุกข์

          หมายเหตุ หากทบทวนพระธรรมคำสอนของพระองค์ในข้อ ๑-๕ แล้ว ก็จะเข้าใจธรรมในข้อ ๖ ได้อย่างละเอียด ลึกซึ้งยิ่งขึ้น จัดเป็นสัจจานุโลมิกญาณ หรือวิปัสสนาญาณข้อที่ ๙

          ๗. ถูก-ผิด ก็เป็นของสมมติ ทำใจให้สบาย ปล่อยวางทุกอย่างให้จิตเป็นสุข การยึดถือว่าอย่างนั้นถูก อย่างนี้ผิดก็ยังไม่ใช่ เป็นการถูกต้องทางธรรม จงยอมรับนับถือในกฎของกรรมเท่านั้น จึงจักได้ชื่อว่าปล่อยวาง และเป็นการถูกต้องทางธรรม ความห่วง-กังวลเป็นทุกข์ การพิจารณาไปให้ถึงที่สุดตามความเป็นจริง ก็จักคลายความห่วงกังวล และมีจิตที่ชำระกิเลส แล้วมีความผ่องใสได้

          ๘. โลกนี้ไม่เที่ยง โลกนี้ไม่มีอะไรเหลือ จงเห็นเป็นของธรรมดา จงหมั่นทำใจให้ปล่อยวาง ธรรมดาของมันเป็นอย่างนี้ จักไปดิ้นรนเพื่อประโยชน์อันใด หรือจักพูดว่าสิ่งที่เที่ยงที่สุดในโลกนี้ ก็คือความไม่เที่ยงนั่นเอง

          ๙. มองความตายให้เห็นเป็นปกติของร่างกาย ทำใจให้สบายจิตไม่ต้องกลัว ไม่ดิ้นรน มีความสุขสงบของจิต เป็นสิ่งที่จักต้องทำให้ได้ จงจำใส่ใจไว้ว่า ผู้ตายคือร่างกาย มันไม่ใช่เรา-ไม่ใช่ของเรา เราคือจิตที่มาอาศัยกายอยู่ ไม่เคยตายเป็นอมตะ

          ๑๐. ทำใจให้สบายโดยไม่ห่วงอะไรในโลกนี้ทั้งหมด รวมทั้งไม่ห่วงกายนี้ด้วย จิตเป็นสุข ไม่มีคำว่าวิตกกังวลใดๆ ทั้งหมด ให้พยายามทรงอารมณ์นี้ไว้ให้ดีๆ และทรงให้ได้นานที่สุด เพื่อความเป็นสุขของจิต

          ๑๑. ทำปัจจุบันให้ดี แล้วทุกอย่างจักดีเอง จักทำอะไรให้พิจารณาให้ถ่องแท้เสียก่อน จักได้ไม่เสียใจในภายหลังรู้หน้า-รู้หลัง รู้ให้รอบคอบในทุกสิ่ง-ทุกอย่างที่กำลังจักปฏิบัติอยู่ ไม่ว่าจักเป็นด้านกาย-วาจา หรือใจก็ดี ไม่ว่าจักเป็นงานทางโลก หรือทางธรรมก็ดี การพิจารณาจักทำให้งานเหล่านั้นสำเร็จลงได้ด้วยดี

          ๑๒. ให้เคารพกฎของกรรม จักมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม จงรักษากำลังใจให้เป็นสุข และเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง ทำจิตให้ผ่องใสเข้าไว้เสมอ

          ๑๓. บารมี ๑๐ ทิ้งไม่ได้ตลอดชีวิต การทำงานต้องใจเย็น ความมุ่งมั่นจักทำให้งานทุกอย่างสำเร็จไปได้ด้วยดี หากต้องการจักไปพระนิพพานในชาตินี้ การทำงานทุกอย่างจงอย่าหวังผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น ทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพานจุดเดียว บารมี ๑๐ จึงจักต้องทบทวนทำกำลังใจให้เต็มอยู่เสมอ อุเบกขาในร่างกายหรือขันธ์ ๕ จึงจักเป็นของจริง อะไรจักเกิดขึ้นกับร่างกาย ก็เป็นเรื่องของร่างกายมันหรือช่างเรื่องของร่างกายมัน

          ๑๔. กฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย ไม่ว่าจักเป็นของคน หรือสัตว์ ให้ปล่อยวางอย่าใส่ใจ เมื่อเห็นเขาจับหมาตัวผู้ไปทำหมัน ทำใจให้สบาย ให้ถือว่ากรรมใคร-กรรมมัน ให้ทำจิตให้ยอมรับนับถือว่า กฎของกรรมมันเที่ยง จงอย่าไปเดือดร้อนกับกรรมของบุคคลอื่น (ผู้สั่งให้ทำหมันสุนัขตัวผู้) รวมถึงกรรมของสุนัข หรือสัตว์เหล่าอื่นๆ ด้วย ทำใจให้สบายเพราะธรรมภายนอกเราไม่สามารถจักไปแก้ไขได้ และไม่มีประโยชน์อะไรที่จักทำอารมณ์ปฏิฆะให้เกิดกับจิตตนเอง จงพยายามสร้างอุเบกขาให้เกิดกับจิตให้มากๆ

          ๑๕. การทำพระกรรมฐาน ต้องทำด้วยความตั้งใจ-เต็มใจและสมัครใจ จึงจักได้บุญเต็ม อย่าไปทำเพราะกฎบังคับจักไม่ได้บุญ การทำกรรมฐานด้วยความจำใจ กรรมฐานจักไม่ก้าวหน้า แต่จักเป็นความก้าวหลัง เพราะจิตถูกบังคับ ธรรมจุดนี้จักต้องนำไปคิด-พิจารณาด้วยสติ-ปัญญาของตนเอง จนจิตเข้าใจ และยอมรับด้วยเหตุ-ผล พระธรรมย่อมมีเหตุ-ผลอยู่ในตัว ใครทำ-ใครได้ จุดนี้ไม่มีใครช่วยใครได้ ตถาคตเป็นเพียงผู้ชี้แนะ บอกแนวทางปฏิบัติให้เท่านั้น

          ๑๖. เห็นทุกข์แล้ว ให้เห็นธรรมด้วย ทุกข์กายเป็นของธรรมดาของการมีร่างกาย การมีร่างกายหรือขันธ์ ๕ ทรงอยู่ จักต้องประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้ (ปวดท้องขี้-ปวดท้องเยี่ยว และความหิวเป็นทุกข์อย่างยิ่ง) จิตเป็นผู้รู้ จักต้องยอมรับสภาพทุกข์ทุกอย่างตามความเป็นจริง แล้วจิตที่รู้สึกแต่เพียงว่ารู้ ไม่วิตก ไม่กังวลไปด้วยนั้นนั่นแหละ คือผู้ปล่อยวาง ไม่มีความหนักใจ หรือมีตะกอนอะไรคั่งค้างอยู่ในจิตเลย นั่นแหละคือตัวปลดทุกข์อย่างแท้จริง แต่ก็จงสังเกตลักษณะของการปล่อยวางของจิต ไม่ใช่เป็นการเก็บกดหรือบังคับจิต ไม่ให้คิดถึงเรื่องเหล่านั้น จิตยังมีการเสวยอารมณ์ แต่ปัญญาที่รู้เท่าทันว่าอารมณ์เบื่อ ที่เรียกว่าสังขารปรุงแต่งนั้นก็ไม่ใช่เรา มันสักแต่ว่าเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไปเท่านั้น สักแต่ว่านี้เป็นการเกิด-ดับของสังขาร จิตมีปัญญารู้เท่าทันจึงวางไป เป็นจิตเบา จิตสิ้นทุกข์ (สรุป การยึดเป็นทุกข์ การวางเป็นสุข)

          ๑๗. ทุกข์กายเห็นยาก เพราะจิตชินอยู่กับกาย ทุกข์ใจเห็นง่าย แต่มีรายละเอียดอยู่มาก ฝึกฝนจิตให้ดีๆ ยังมีโอกาสที่จักทดสอบกับทุกข์ในอารมณ์อื่นอีกเยอะตลอดชีวิตของการปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพาน ศึกษาทุกข์-ศึกษาการพ้นทุกข์เท่านั้นก็เพียงพอ ให้จับแนวทางให้ถูก การปฎิบัติในศีล-สมาธิ-ปัญญาก็เพื่อพ้นทุกข์ การละเมิดศีล พิจารณาไปเลยว่า เป็นการนำตัวเองไปให้เสวยทุกข์ในอบายภูมิ ๔ การละเมิดสมาธิคือ ความตั้งใจมั่นในการปฎิบัติตามพระธรรมเทศนาไม่ว่าทางสมถะ หรือวิปัสสนา เป็นการนำตัวเองให้ไปพบกับความทุกข์ อาทิเช่น การเจริญอานาปา เป็นการระงับทุกขเวทนาของร่างกายได้ แก้วิตกกับโมหะจริตได้ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าพิจารณาให้ถี่ถ้วนก็จักเห็นทุกข์อย่างแท้จริง แต่ถ้าปฏิบัติในสมาธิให้ตั้งมั่น ก็พ้นทุกข์ได้จริงเช่นกัน มาทางด้านปัญญาก็เช่นกัน เมื่อไม่มีปัญญาก็จมอยู่กับกองทุกข์นั่นแหละ แต่ถ้ามีปัญญาเห็นทุกข์ตามความเป็นจริง จิตก็จักปล่อยวางทุกข์ทั้งหมด อะไรมันจักเกิดก็ต้องเกิด ให้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของธรรมดาเสียอย่างเดียว การปฏิบัติทุกอย่างก็ลงตัวได้หมด

          ๑๘. จงอย่าให้ความไม่เที่ยงมาบั่นทอนกำลังใจ รักษากำลังใจให้ตั้งมั่น ยอมรับนับถือตามความเป็นจริงเข้าไว้ จิตจักเป็นสุขจงจำใส่ใจไว้ว่า สิ่งที่เที่ยงที่สุดในโลกนี้ก็คือ ความไม่เที่ยง วิปัสสนาญาณ ๙ ต้องหมั่นทบทวนไว้เสมอ เพื่อให้จิตมีปัญญาแหลมคม ตัดกิเลส-ตัณหา-อุปาทานและอกุศลกรรมได้จนเป็นสมุจเฉทปหาน

          ๑๙. อัตนา โจทยัต ตานัง การกล่าวโทษ โจทจิตของตนเองเสมอ หรือการจับผิดอารมณ์จิตของตนเอง แล้วรีบแก้ไขจิตของตนเองอยู่เสมอ เป็นการปฏิบัติที่ถูก และตรงทางที่สุด ผู้ใดปฏิบัติตามแนวนี้เรียกว่า เป็นผู้ไม่ประมาท เพราะมีพระกรรมฐานอยู่กับจิตตลอดเวลา คอยจับแต่เลว จับแต่ความโง่ของจิต ให้ความโง่มันไปให้หมด คนฉลาดในธรรมเขาเอากายทำงานทางโลก แต่เอาจิตทำงานทางธรรมไปด้วยพร้อมๆ กัน ไม่คิดว่าไม่มีเวลาปฏิบัติกรรมฐาน ตราบใดที่ลมหายใจยังมีอยู่ ไม่ว่าร่างกายจักอยู่ในสถานะใดๆ ก็ตาม จักต้องเรียกได้ว่ามีเวลาปฏิบัติตลอดเวลา ขณะจิตหนึ่งๆ ที่ระลึกได้นั้น จงหมั่นเจริญพระกรรมฐานให้เกิดขึ้นแก่จิต ถ้าหากทำอารมณ์ให้เกิดอย่างนี้จนชินเป็นปกติไม่ได้ ก็จักไปพระนิพพานในชาตินี้ไม่ได้ และจงอย่าผลัดวันประกันพรุ่ง ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง จงรู้เจริญพระกรรมฐานในทุกๆ ขณะจิต อันเป็นปัจจุบันธรรมเพื่อความไม่ประมาทในชีวิต

          ๒๐. มีศีลสังวรณ์และมีอินทรีย์สังวรณ์ หมายความว่าให้มีศีลบริสุทธิ์อยู่เสมอ ขณะเดียวกันก็ให้ระวังอายตนะสัมผัสทั้งหก หรือทวารทั้งหกไว้เสมอ จงอย่าไปมีความพอใจ หรือไม่พอใจกับสิ่งที่กระทบทั้งปวง ให้รักษาอารมณ์สงบของจิตไว้ (ทวารทั้ง ๖ หรือประตูทั้ง ๖ คือตา-หู-จมูก-ลิ้น-กายและใจ ผู้ฉลาดในธรรมท่านรู้ว่าจิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว หรือจิตเป็นใหญ่ ท่านจึงคุมจิตอย่างเดียว ไม่ให้เกิดอารมณ์เมื่อถูกกระทบ เพราะรู้ว่าถ้าจิตไหว จะเกิดธรรมขึ้น ๓ ประการคือธรรมที่เป็นกุศล (กุสลาธรรมา) ธรรมที่เป็นอกุศล (อกุสลาธรรมา) และธรรมที่เป็นกลางๆ ไม่เป็นทั้งกุศล และอกุศล หรืออัพยากฤตธรรม ธรรมทั้ง ๓ นี้ไม่ทรงตัว เกิดแล้วดับๆ แต่ธรรม ๒ ตัวแรก มีอารมณ์ปรุงแต่งธรรมร่วมอยู่ด้วย จึงมีอุปาทาน หรือความยึดมั่นถือมั่นร่วมอยู่ด้วยเช่นกัน ส่วนอัพยากฤตธรรมนั้น เกิดแล้วดับก็จริงอยู่ แต่ไม่มีอารมณ์ปรุงแต่งธรรมจึงไม่มีอุปาทาน อัพยากฤตธรรมนี้ จิตรู้แต่ละ-ปล่อย-วางหมด วางแล้วจิตเป็นสุข เพราะอารมณ์สุข-ทุกข์ เป็นอารมณ์ปรุงแต่งจากอุปาทานขันธ์ ๕ จิตยึด-เกาะขันธ์ ๕ ว่าเป็นเรา-เป็นของเรา หากวางอุปาทานขันธ์ ๕ ได้ถาวร ก็จบกิจในพระพุทธศาสนา)

          ๒๑. จงอย่าสนใจในจริยาของผู้อื่น ทำกำลังใจให้ดี จงอย่าให้อกุศลกรรมมาเป็นเจ้าอำนาจของจิต การไม่พอใจในจริยาของผู้อื่นที่ไม่มีศีล-ไม่มีธรรม เป็นการไปเอากรรมชั่วของผู้อื่นมาเก็บไว้ในจิตของเรา หลวงพ่อฤาษีท่านเตือนเสมอว่า จงอย่ามีอารมณ์ขี้เก็บ อะไรไม่ดี-ไม่ถูก-ไม่ควร เก็บหมด ส่วนพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นของดี-ของประเสริฐกลับไม่เก็บ จุดนี้จักต้องใช้สติ-ปัญญาใคร่ครวญ ให้จิตรู้จริงจึงจักวางได้ ให้มองทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนมาตามกรรม และไปตามกรรม ดี-ชั่ว ถูก-ผิดไม่มี มีแต่สมมติตามกรรม จงอย่างมีอารมณ์ มองกฎของกรรมให้ปรากฎ แพ้-ชนะไม่มี มีแต่กฎของกรรม

          ๒๒. ความตายไม่มีนิมิตเครื่องหมาย ผู้ไม่ประมาทจึงพยายามซ้อมตาย และพร้อมตายอยู่เสมอ เพื่อให้จิตมันชินกลายเป็นฌาน โดยไม่ทิ้งอนุสติสุดท้าย คือมรณากับอุปสมานุสสติอยู่เสมอ หมั่นใช้กรรมฐานทางลัดเข้าสู่พระนิพพานที่สมเด็จองค์ปฐมตรัสสอนไว้สั้นๆ ว่า รู้ลม-รู้ตาย-รู้นิพพาน ทำใจเข้าไว้ให้จิตมันตื่น ยอมรับความจริงเข้าไว้ จำไว้ว่าความตายไม่มีนิมิตเครื่องหมาย และตายแน่ไม่มีเป็นอื่นไปได้ ขึ้นชื่อว่าร่างกายย่อมมีความเน่าเปื่อย-ผุพังไปในที่สุด แล้วหวังพระนิพพานเข้าไว้ หมั่นเจริญศีล-สมาธิ-ปัญญาเข้าไว้ให้ตั้งมั่น

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่