พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

พฤษภาคม ๒๕๔๕




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          (ในเดือนนี้ทรงตรัสเรื่องขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา อารมณ์กระทบเกิดได้ เพราะมีขันธ์ ๕ หรือร่างกาย ให้พิจารณาทุกอย่างลงตัวธรรมดาหมด ให้ใช้อริยสัจเป็นหลักในการแก้ปัญหา พระอรหันต์มีอารมณ์เดียว คือช่างมัน หรือธรรมดา หรือสังขารุเบกขาญาณ จิตท่านอยู่เหนือสมมุติทั้งมวล ร่างกายมีก็เหมือนไม่มี นิสัยเดิมท่านละไม่ได้ ละได้แค่กิเลส ยกเว้นพระพุทธเจ้าองค์เดียวที่ละนิสัยเดิมได้ ปีติเป็นราคะละเอียด อะไรคือความสุข อะไรคือยังอัตภาพให้เป็นไป ทุกอย่างมีแต่ธรรมปัจจุบัน ร่างกายเป็นรอง แต่กำลังใจเป็นเอก และอย่าสนใจธรรมภายนอก ให้สนใจแต่ธรรมภายใน)

          ๑. “พิจารณาอารมณ์กระทบให้เป็นประโยชน์แก่จิตใจ เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเกิดได้ เพราะมีขันธ์ ๕ ซึ่งสรุปลงเสียให้ได้ว่า อย่าหนักใจ-อย่ากังวลใจไปกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้ามากระทบกับขันธ์ ๕ เพราะ ขันธ์ ๕ นี้ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่มีในเรา เราไม่มีในขันธ์ ๕ ทำทุกสิ่งทุกอย่างตามหน้าที่เป็นชาติสุดท้ายที่มีขันธ์ ๕ อย่างนี้จักไม่มีกับเราอีกต่อไป ชาตินี้ขอทำเป็นชาติสุดท้าย การรักษากำลังใจให้เข้มแข็งอยู่จุดนี้ ไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่ความไม่พอใจในขันธ์ ๕ หากแต่เป็นการเข้มแข็งอย่างเบาใจ สบายใจ ความหนักใจไม่มีในใจ เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมดา เห็นนิสัยของทุก ๆ คน ก็เป็นธรรมดาของเขาอยู่อย่างนั้น การฝืนธรรมดาไม่มี ให้รักษาจิตที่เป็นธรรมดาอยู่นี้ให้มาก และรักษาจิต อย่าให้ปรุงแต่งธรรมให้มาก อย่าเอากิเลสมาฟอกจิต รักษาปกติธรรมให้ได้อยู่ในปัจจุบันธรรมให้ตลอด จิตเรา-ใจเราจักตัดกิเลสได้ ก็ด้วยรู้ในปัจจุบันธรรมเอาไว้เสมอ ไม่ทำเมื่อนี้ จักไปทำเอาเมื่อไหร่ เข้าใจจุดนี้เอาไว้ให้จงหนัก”

          ๒. “รักษากำลังใจให้เห็นธรรมดาให้มาก และจงอยู่ในอริยสัจให้มาก หาข้อสรุปให้กับจิต แล้วใจก็จักไม่วุ่นวาย”

          ๓. “ทำใจให้สบายที่สุด อย่าไปกังวลกับเหตุใด ๆ ทั้งปวง อะไรมันจักเกิด ก็ต้องเกิด ให้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างเป็นกฎของกรรม ซึ่งตรงไปตรงมาที่สุด จงเป็นผู้ไม่ประมาทในกรรมเถิด”

          ๔. “พระอรหันต์มีแต่ตัวธรรมดามากที่สุด ความจริงแล้วจะแสดงอะไรก็ได้ทุกอย่าง แต่ท่านก็ไม่ทำ ในเมื่อไม่มีความจำเป็นต้องใช้ ยกเว้นในกรณีจำเป็นต้องสร้างศรัทธา เช่น ท่านพูดว่า การตัดกิเลสเป็นของไม่ยาก (พระอรหันต์จบกิจแล้ว พูดได้ว่าไม่ยาก เพราะท่านตัดได้แล้วก็ไม่ยาก แต่หากยังตัดกิเลสไม่ได้ ก็ยังพูดคำนี้ไม่ได้ จงอย่าเผลอพูดตามท่าน) ท่านเล่าว่าตอนต้น ท่านทำตามกรรมฐาน ๔๐ และมหาสติปัฏฐานอย่างเคร่งครัดมา ๕ ปี พยายามกดความโกรธ-โลภ-หลงไม่ให้มันเกิดขึ้น จิตยึดทิฐิหรือความคิดเห็นของตนเองว่า ต้องทำอย่างนี้จึงจะถูกต้อง ไม่ได้ใช้ศีล-สมาธิ-ปัญญา ตัดตามแนวสังโยชน์ ๑๐ เพียรใช้ฌานสมาบัติกด-ข่มกิเลสทั้งสาม ไม่ให้มันเกิดขึ้นกับจิต จนมันโผล่หัวขึ้นมาไม่ได้ระยะหนึ่ง ก็เข้าข้างตนเองคิดว่า เราคงจะบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว แต่เรายังมีครูบาอาจารย์อยู่ ควรจะไปกราบท่าน โดยเอาพระลูกวัดไปเป็นเพื่อน ๒ องค์ อธิษฐานจิตว่า ถ้าเราบรรลุเป็นพระอรหันต์จริง ๆ แล้ว ขอให้หลวงพ่อฤๅษีท่านพูดด้วยสักหนึ่งคำ หรือหนึ่งประโยค ขอสรุปว่า เมื่อไปกราบท่าน ท่านไม่ยอมพูดด้วยเลย แถมยังหน้าบึ้งอีกด้วย ก็เลยกราบลาท่านกลับออกมา แต่จิตก็ยังหลงคิดว่าตนเป็นอรหันต์อยู่ ขากลับเดินผ่านที่พักของโยมสุ โยมสุก็นิมนต์ให้พระ ๓ รูปฉันอาหารเพลที่บ้านพักของท่าน พอเริ่มลงมือจะฉัน ท่านก็แจกจานข้าวให้กับพระที่ไปด้วยอีก ๒ องค์ มีจานกระเบื้อง ๑ จานสังกะสี ๒ ก็นึกในใจว่าเราเป็นอรหันต์ต้องฉันด้วยจานกระเบื้อง ๒ องค์นี้ยังไม่จบกิจ ต้องฉันด้วยจานสังกะสี คิดเท่านี้ก็จับผิดตนเองได้ว่า เรายังมีมานะกิเลสชนิดหยาบ ๆ อยู่เลย จะเป็นอรหันต์ได้อย่างไร มิน่าเล่าหลวงพ่อท่านถึงไม่พูดด้วย เมื่อกลับที่พักก็เริ่มต้นปฏิบัติใหม่ โดยใช้หลักอัตนา โจทยัต ตานัง คอยจับผิดตนเอง ทั้งกาย-วาจา-ใจ และคอยแก้ไขตนเอง โดยดูอารมณ์จิตของตนเองอย่างเดียว ไม่ยอมยุ่งกับผู้อื่น ด้วยอิทธิบาท ๔ ดูกาย-เวทนา-จิตและธรรม ตลอดตามแนวของมหาสติปัฏฐาน จนจิตยอมรับความจริงโดยหมดอารมณ์ปรุงแต่งหรือหมดอุปาทาน จิตอยู่เหนือสมมุติทั้งปวง ผมขออนุญาตเขียนไว้หยาบ ๆ แค่นี้ เพราะหากเขียนต่อไปมีโอกาสผิดได้เสมอ เพราะอารมณ์ของผมยังไม่ถึง

          ๕. ทรงตรัสว่า “พระ.......จบกิจแล้วจริง ๆ จิตของท่านละเอียดพอ แต่การอธิบายยังไม่ละเอียดในคราวเดียว กล่าวคือในอารมณ์ของพระอรหันต์ รู้อยู่ คน ๆ นี้ไม่ดี แต่ความโกรธ-ความเกลียดในความไม่ดีของคนนี้ไม่มีอยู่ในจิต และบางขณะคน ๆ นี้ทำเรื่องเดือดร้อน ให้รู้สึกว่าโกรธ แค่พอความโกรธกระทบจิต ก็หล่นไปในเดี๋ยวนั้นเลย ความโกรธไม่มีอยู่ในจิตเลยสักนิดเดียว เรียกว่า รู้สึกโกรธแต่ไม่เกาะโกรธ ทำนองเดียวกัน เขาทำให้เกลียดก็แค่รู้สึกแล้วก็หล่นไปเลย หล่นไปไหน-หายไปไหน หายด้วยอริยสัจ รู้เท่าทันความจริง อะไรก็ยึดไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา จิตที่ท่านว่า พระอรหันต์ยังมีความกังวล แต่ไม่เกาะในความกังวลนั้นก็คือ เหมือนคนยังมีหน้าที่ก็ทำหน้าที่ไป แต่ความหวงใยเกินกว่าธรรมดาไม่มี เหมือนธรรมะที่หลวงพ่อชาชอบกล่าวบ่อย ๆ ว่า “ไม่มีในสิ่งที่มี” ร่างกายมีก็เหมือนไม่มี ทรงยกเอาคำตรัสสอนพระปฎาจาราเถรี มาเป็นคำสอนประกอบว่า “มีร่างกายก็เหมือนไม่มี” พระอรหันต์ท่านทำความรู้สึกอยู่อย่างนี้ในทุก ๆ ขณะจิต คือความไม่ประมาทได้ถึงพร้อมอยู่ในจิต ไม่หลงไปกับกิเลสทั้งปวง โดยปกติกิเลสมีมากระทบอยู่ตลอดเวลา โดยเข้าทางอายตนะสัมผัสทั้ง ๖ แต่การตัดให้ตัดที่ตัณหา ๓ คุมจิตให้รู้เท่าทันอารมณ์ คือ

              - กามตัณหา อยากมีในสิ่งที่ยังไม่มี หรือมีแล้วยังไม่รู้จักพอ

              - ภวตัณหา มีแล้วอยากให้ทรงตัวไม่เสื่อม อันเป็นอารมณ์ฝืนของไตรลักษณ์ ซึ่งฝืนไม่ได้

              - วิภวตัณหา เมื่อมันสลายตัวไป-เสื่อไปแล้ว อยากให้อยากให้มาอยู่ในสภาวะเดิม ซึ่งยิ่งเป็นไปไม่ได้ยิ่งขึ้น (หลงหรือบ้ายิ่งขึ้น) ถ้าคุมจิตได้อย่างนี้ รู้เท่าทันตัณหา ๓ อยู่ตลอดเวลา ความทะยานอยากของจิตจะมาจากไหนก็จบกิจเท่านั้นแหละ

          ๖. ทรงตรัสสอน เรื่องอนุสัย หรืออารมณ์หลงขั้นละเอียด อาทิ อย่างคนชอบร้องเพลง พอปฏิบัติไป ๆ จิตสำรวมก็ดูเรียบร้อยดี วันไหนจิตสบายมากไปหน่อย เพลงมันก็ร้องขึ้นมาเองในจิต มันผุดขึ้นมาเองโดยไม่ได้คิดมาก่อน กว่าจักรู้ตัวก็ตกใจ รีบกด ๆ มันเอาไว้ แต่ถ้ารู้เท่าทันแล้ว ก็ปล่อย ๆ มันไป มันเกิดแล้วมันก็ดับอยู่ในภายในจิต ไม่มีการปรุงแต่ง พระที่จบกิจแล้ว อนุสัยก็มาเป็นอุปนิสัย เคยชอบอย่างไร ก็ชอบอย่างนั้น เคยเอะอะโฉ่งเฉง ก็ปล่อยไปอย่างนั้น เคยชอบเล่นแต่งกองทัพ ก็แต่งกองทัพ แต่ร้องเพลงนี่ร้องอยู่ในจิต คำว่าละเมิดศีล-วินัยไม่มีในพระอรหันต์ มายาสาไถยจึงไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต เรียกว่าตรงหมด บริสุทธิ์ วิมุติหมดทุกอย่าง ให้พิจารณาตามนี้ แล้วเทียบกับมหาสติปัฏฐานสูตร อันว่าด้วยกาย-เวทนา-จิต-ธรรม ซึ่งมีบางบรรพแสดงชัดให้เห็นว่า ราคะเกิดก็รู้ ราคะเกิดด้วยอะไรก็รู้ ราคะดับก็รู้ ราคะดับด้วยอะไรก็รู้ สักแต่เพียงว่ารู้ สักเพียงแต่ผู้อาศัย ผู้อยู่ไม่ได้ติดอยู่ด้วย ไม่ติดในอะไรทั้งหมด นี่เป็นการสรุปโดยย่อ ธรรมโดยละเอียด ต้องไปพิจารณากันเอาเอง จักเป็นราคะ-โทสะ-โมหะก็เหมือนกัน พิจารณาตัวใดตัวหนึ่งให้เข้าใจก็เนื่องถึงกันโดยตลอด”

          ๗. เรื่องท่านพระ.....ต่อ พระอรหันต์ที่จิตท่านจบกิจแล้ว แต่ขันธ์ ๕ ยังอยู่ ก็ยังต้องรับกฎของกรรมที่ตามมาให้ผล คือการเจ็บไข้ได้ป่วย จากกรรมปาณาติบาตในอดีต ร่างกายที่จิตท่านอาศัยอยู่ป่วยเป็นโรคไต และเป็นมะเร็งในพลาสม่า (Plasma) ต้องฉันยาและฉีดยารักษาตามหน้าที่ ผู้ที่ไปรู้เรื่องการเจ็บป่วยของท่าน เกิดอารมณ์เมตตา-สงสารท่าน ลืมเมตตา-สงสารตนเอง เลยไปสงสารพระอรหันต์เข้า ผลคือฉลาดไปหมด เหลือแต่ความโง่แทน วิตกกังวลว่าจะไม่ได้ฟังธรรมจากท่าน

          สมเด็จองค์ปัจจุบันตรัสว่า “คนใฝ่ดีในการปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้นวัฏฏะสงสาร ไม่ควรละโอกาสฟังธรรม และการฟังธรรมให้ได้ผล ควรทำใจให้ได้เหมือนท่านพาหิยะ เมื่อพบพระพุทธเจ้ากำลังบิณฑบาตอยู่ก็กอดพระบาทของพระองค์ไว้ ขอให้พระองค์ตรัสสอน ในขณะนั้นพระองค์ทราบว่า พาหิยะกำลังมีปีติสูงมาก เป็นการยินดีปรีดาของจิตเกินพอดี ไม่สามารถจะรับพระธรรมคำสอนได้ คนดีใจมาก ๆ ปัญญาไม่เกิด เป็นอารมณ์ราคะละเอียด ทำให้จิตติดอยู่ในสุขอันเกิดจากปีตินั้น ให้สังเกตจิตที่เข้าถึงปีติ ๕ จิตขณะนั้นยังไม่สามารถคิดพิจารณาได้ เพราะจิตมีอารมณ์ได้แค่อารมณ์เดียวในขณะจิตหนึ่ง ๆ ในขณะที่จิตติดอยู่ในอารมณ์ปีติ และปีติ ๕ อย่างก็มิได้เกิดขึ้นทีเดียว ๕ อย่าง หากแต่เกิดขึ้นได้ในแต่ละอย่าง ๆ ตามที่จิตจะเข้าถึงได้เองในช่วงที่จะถึงอุปจารสมาธิ ตถาคตจึงต้องยับยั้งไว้ก่อนถึง ๓ วาระ เมื่อเห็นว่าปีติ เมื่อเห็นปีติในจิตของท่านพาหิยะลดลง ราคะในธรรมก็ลดลง จนจิตมีความเรียบ สงบสุข มีความสบาย ควรแก่การงานแล้ว ดังหนึ่งเฉกเช่นผู้เข้าฌานจากปฐมฌาน ซึ่งมีวิตก วิจารณ์ ปีติ สุข เอกัตคตา เข้าสู่ทุติยะ ตติยะ จตุตถฌาน ตามลำดับ จิตก็มีอุเบกขารมณ์-เอกัตคตารมณ์ ชั่วขณะจิตนี้เป็นการควรแก่งาน ตถาคตเทศน์เพียงประโยคสั้น ๆ ว่า “พาหิยะ เธอจงอย่าหลงในรูป” ท่านก็เจริญปัญญาจนได้บรรลุพระอรหันต์ พร้อมปฏิสัมภิทาญาณ แล้วก็ตายในเวลาต่อมาทันที นี่คือการฟังเทศน์ให้ได้ผล แล้วก็ยังความประมาทไม่ให้คลาดไปจากจิต การบรรลุที่รักษาจิตให้อยู่ในอุเบกขา เอกัตคตานั้นเป็นขณะจิตที่ควรแก่งาน เป็นจุดที่พึงศึกษาที่สุด นี่คือการสรุปให้ทำใจเพื่อการบรรลุธรรม โดยยกบุคคลตัวอย่างในพระสูตรขึ้นมาอ้างอิงประกอบคำสอน

          ๘. ทรงตรัสว่า “จงอย่าคิดว่า พระ.....เป็นพระอายุน้อย จงจำเอาไว้ว่า เมื่อท่านบรรลุแล้ว ก็เป็นพระมหาเถระ เมื่อได้ฟังเทศน์แสดงธรรมของพระ.....แล้ว ฟังไปให้คิดไป เห็นว่าจริงตามธรรมนั้นก็ยังไม่ใช่ หรือเห็นว่าไม่จริงตามธรรมนั้นก็ไม่ใช่ ต้องไปฟังแล้วคิดตาม นำเอาไปทำจนเกิดผลตามที่ท่านพูด ท่านก็พูดตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั่นแหละ หากทำได้ตามนั้น นั่นแหละจึงจักจริง เพราะพูดเท่าไหร่-ฟังเท่าไหร่ ก็ยังไม่หมดสงสัย เพราะยังไม่ใช่พระอรหันต์ ต้องทำให้ได้จริง ๆ เกิดกับจิตใจจริง ๆ จึงจักหมดสงสัย สรุปเรื่องใครจักฟังเทศน์หรือไม่ ฟังอย่างไร-จักปฏิบัติอย่างไร ให้ได้ผล ก็จบแค่นี้ (การหมดสงสัยในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า จึงจบกิจเป็นพระอรหันต์)

          ๙. เหตุใดปีติจึงเป็นราคะละเอียด สมเด็จองค์ปัจจุบันทรงตรัสว่า “เจ้าต้องรู้ว่า จิตของท่านพาหิยะ มีความต้องการธรรมอันเป็นเครื่องตัดกิเลสอยู่ในจิตเป็นอันมาก ชาติก่อน ๆ ที่เจริญสมณธรรมจนตัวตาย มาชาตินี้ก็จิตดวงเดิมนั่นแหละ ดังนั้นเมื่อมาพบหน้าตถาคต อันท่านรู้อยู่ว่า จะเป็นผู้สงเคราะห์ท่านได้ จิตดวงนั้นจึงมีปีติ คือ ราคะ มีความใคร่ที่จักได้ฟังธรรม อันเป็นเครื่องหลุดพ้นเป็นอันมาก จิตยินดีปีติมาก ๆ ก็เหมือนคนดีใจมาก ๆ สติ-สัมปชัญญะตรงนั้น มันไม่มีประคองตัวของจิต ให้มีกำลังพิจารณาด้วยปัญญาไม่ได้ อุปมาดั่งคนที่กำลังมีใจสบาย ๆ เห็นอะไรก็คิดได้ทะลุปรุโปร่ง แต่ในคนที่กำลังตื่นเต้นดีใจ จิตดิ้นรนกระวนกระวาย ขวนขวายเต็มไปด้วยความทะยานอยาก เห็นอะไร-ฟังอะไร ก็คิดไม่ได้ทะลุปรุโปร่ง ข้อนี้ฉันใด จิตที่มีปีติแรงกล้า หรือจิตที่ติดอยู่ในปีติ ๕ จึงพิจารณาธรรมหรือบรรลุธรรมได้ยาก”

          ๑๐. เรื่องปัจจัย ๔ หรือการยังอัตภาพให้เป็นไป เรื่องนี้เป็นความละเอียดของจิตของแต่ละคน ถ้าคิดได้อยู่เสมอก็จักไม่ประมาทในชีวิต การเสวยปัจจัย ๔ ก็จักถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา และพระธรรมคำสั่งสอน ปัจจัย ๔ อันมีความจำเป็นของการทรงอยู่ของชีวิต และร่างกาย คือ ที่อยู่อาศัย-เครื่องนุ่งห่ม-อาหารการกิน และยารักษาโรค ทุกอย่างจะต้องเดินสายกลาง ไม่มากไป-ไม่น้อยไป โดยอาศัยพรหมวิหาร ๔ เป็นหลักสำคัญในการพิจารณา

          ๑๑. บนพระนิพพานไม่มีใครเขานอนกัน การไปพระนิพพานด้วยวิชชามโนมยิทธิ เขาเอาจิตไป มิได้เอาร่างกาย (ขันธ์ ๕) ไป กายของจิต คืออาทิสมานกาย ซึ่งไม่ใช่ร่างกาย หรือ ขันธ์ ๕ จึงไม่จำเป็นต้องนอน คนที่ขึ้นไปได้ มักพกเอากิเลสขึ้นไปด้วย จริง ๆ แล้ว พวกเราที่ยังมีกิเลส-ตัณหา-อุปาทานอยู่ ไม่สามารถจะขึ้นไปแดนนี้ได้ ที่ขึ้นไปได้ก็เพราะอาศัยบารมีของพระพุทธเจ้า-พระปัจเจกพุทธเจ้า-พระอรหันต์ท่านช่วยสงเคราะห์ทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อเอาจิตขึ้นไปได้แล้ว แต่ไม่สามารถอยู่บนพระนิพพานได้อย่างถาวร เพราะไม่รู้จักปัจจุบันธรรม หากสามารถทำจิตในปัจจุบันธรรมให้ว่างจากกิเลส-ตัณหา-อุปาทานได้ในขณะจิต หรือขณะปัจจุบันธรรมนั้น ก็ไปพระนิพพานได้ ผู้ใดไม่ขอบารมีท่านช่วยสงเคราะห์ ใช้บารมีของตนเองในขณะจิต ขณะปัจจุบันธรรมนั้น ภาพพระนิพพานก็จะไม่สว่าง-ไม่สดใสเป็นธรรมดา

          ๑๒. ทำใจให้สบายใจให้ถึงที่สุดเอาไว้เสมอ ชีวิตของร่ากาย มันมีแต่ปัจจุบันเท่านั้น ทุกอย่างมีแต่ธรรมปัจจุบันคือเดี๋ยวนี้ ขณะจิตนี้ อาทิเช่น การกินอาหาร ก็กินอาหารแต่พอดี พออิ่ม หากกินเกินอิ่ม เพราะติดในรสของอาหาร ก็เป็นการกินเผื่อกิเลส ก็จะแน่นท้อง-อึดอัด เกิดทุกขเวทนา เหตุเพราะห่วงกายมากเกินไป แต่ไม่ห่วงจิต ซึ่งให้เป็นไปจะต้องพอดี หรือเดินสายกลางทั้งกายและจิตใจในธรรมปัจจุบันหรือขณะจิตนี้ ชีวิตเบื้องหน้าไม่มีหรอก มีอยู่แต่เดี๋ยวนี้ อนาคตเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เป็นสมมุติที่ยังไม่มี จึงยังไม่จริง สิ่งที่จริงต้องจริงในปัจจุบันธรรม คือเดี๋ยวนี้ ดังนั้นการพิจารณาอาหารให้ได้มรรคผล ก็คือเดี๋ยวนี้ จิตของคนเราไม่เสมอกันจิตเจริญแค่ไหนก็พิจารณาธรรมเรื่องอาหารได้ละเอียดแค่นั้น ถ้าพิจารณาให้เห็นปกติธรรมของอาหารอยู่เสมอ ก็จะเห็นตัวธรรมดาของอาหาร จิตจะปลดความติดกับดักของอาหารลงได้ มาพิจารณาปกติธรรม หรือปัจจุบันธรรมของเครื่องนุ่งห่ม บางขณะที่อากาศร้อนมาก ๆ ในฤดูร้อน แต่กับแต่งตัวไม่เหมาะกับฤดูร้อน เพราะรักสวยรักงาม (ราคะจริต) ใส่เสื้อผ้าหนา ๆ และหลายชิ้น ใส่หลายชั้น แถมยังติดเครื่องประดับเสริม เพิ่มเข้าไปอีกมากมาย มองดูคล้าย ๆ ว่าสวย แต่กลับทำให้ร่างกายร้อย-ไม่คล่องตัว เป็นทุกข์ แต่ยามฤดูหนาวมาถึงกับใส่เสื้อผ้าบาง ๆ นุ่งกระโปรงสั้น ๆ คิดว่าสวย แต่สร้างทุกขเวทนาให้กับร่างกาย อย่างนี้ก็เรียกว่า ขาดยังความอัตภาพให้เป็นไป เรื่องที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ก็ให้ใช้หลักเดียวกัน คือมัชฌิมาปฏิปทาในธรรมปัจจุบัน คือเดี๋ยวนี้เวลานี้-ขณะจิตนี้เช่นกัน

          ๑๓. หากจับหลักเรื่องธรรมปัจจุบัน เรื่องเดี๋ยวนี้-เวลานี้ ขณะจิตนี้ได้ ก็จะนำไปใช้กับเรื่องอื่น ๆ ได้ทั้งหมด มรณาและอุปสมานุสสติก็จะละเอียดขึ้นตามลำดับ จนกลายเป็นอัตโนมัติขึ้นกับจิต หนทางลัดเข้าสู่พระนิพพาน คือรู้ลม-รู้ตาย-รู้นิพพาน ก็จะมั่นคงถาวร เข้าสู่พระนิพพานได้แบบง่าย ๆ เช่นกัน หากทำได้จิตจักเป็นสุขอย่างยอดเยี่ยมที่สุด สุขอื่นใดจักเสมอด้วยสุขบนพระนิพพานไม่มี (เป็นเอกันตบรมสุข)

          ๑๔. ทำใจให้สบายใจให้ถึงที่สุดเอาไว้เสมอ แล้วหมั่นตัดกังวลให้ได้นานที่สุด โดยเอาขณะจิตปัจจุบันเป็นเครื่องวัดอารมณ์ของจิตใจ อย่าให้สิ่งเหล่านี้หลุดไปจากจิต ทำได้จิตจักมีอารมณ์โปร่ง-เบา-สบาย มีปัญญา เจริญสมถะหรือวิปัสสนาก็จักได้ผลสมบูรณ์

          ๑๕. อย่าสนใจเรื่องภายนอก ให้ศึกษาอยู่ในธรรมภายในให้มาก ๆ แล้วจิตก็จักรู้ถึงการปล่อยวางได้โดยง่าย และรักษากำลังใจให้มั่นคง อย่าท้อถอยกับร่างกายที่ไม่ดี ให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดาของร่างกายด้วยใจจริง

          ๑๖. ทำใจให้สบาย ทำงานทุกอย่างจักสำเร็จไปได้ด้วยดี ร่างกายเป็นรอง แต่กำลังใจเป็นเอก ไม่ว่างงานทางโลกหรืองานทางธรรม ถ้ากำลังใจไม่สู้เสียแล้ว ร่างกายดีขนาดไหนก็ทำอะไรไม่ได้ ยิ่งงานทางธรรมแล้ว ร่างกายมันจักเป็นอะไรก็ให้มันเป็นไป รักษาพยาบาลตามหน้าที่แล้ว มันยังทรุดโทรมก็ปล่อยมันไป (อุเบกขา หรือช่างเรื่องของร่างกายมัน) รักษากำลังใจให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดาเอาไว้เท่านั้นว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา-ไม่มีในเรา มันเป็นธรรมดาของมันอยู่อย่างนั้นเอง มันไม่ใช่จิตใจของเรา ดังนั้น การรักษากำลังใจ คือการรักษาจิตอันเป็นเราจริง ๆ ก็จักไปถึงที่สุดของความทุกข์ คือปล่อยวางร่างกายนี้ไปเสีย และเมื่อปล่อยวางร่างกายว่าไม่ใช่เรา-ไม่ใช่ของเรา สัตว์-วัตถุธาตุ หรืองานภายนอกอะไร ๆ ในโลกนี้ ก็ไม่มีอะไรเป็นเรา เป็นของเราอีก รักษากำลังใจไว้ให้ได้อย่างนี้เสมอ ๆ ทำให้จิตใจมันชินกับการปล่อยวางเสีย วันละเล็ก วันละน้อย ก็ต้องทำ ทำให้บ่อย ๆ แล้วจิตจักชินกับคำว่าธรรมดาของมันเป็นของมันอยู่อย่างนั้นเอง ในที่สุดจิตก็จักโปร่ง-โล่ง-เบา-สบาย จิตมีพระนิพพานเป็นที่ไปด้วยปัญญา อันรู้แจ้งตามความเป็นจริงนั่นเอง

          ๑๗. ทำอะไรให้ใคร่ครวญดูให้ดีเสียก่อนแล้วจึงทำ (นิสัมมะ กะระณัง เสยโย) จักไม่ผิดพลาดให้เสียใจได้ในภายหลัง

          ๑๘. อย่าไปเดาเหตุการณ์ต่าง ๆ ล่วงหน้าให้จิตเป็นทุกข์ จักตกเป็นทาสของการปรุงแต่งธรรม เรื่องของข้างหน้า จงวางไปให้เป็นเรื่องของข้างหน้า มันยังมาไม่ถึงก็ปล่อยวางมันไป รักษากำลังใจให้อยู่ในปัจจุบันธรรมเท่านั้น เรื่องรอบข้างจงปล่อยวางมันไป ใครจักว่าอย่างไร เข้าใจอย่างไรมันเป็นคติของบุคคลเหล่านั้น อย่ายึดเอามาให้เกิดอารมณ์ ที่สร้างกิเลสขึ้นในจิตของตนเอง จงจำไว้ว่า นี่ไม่ใช่ธุระของเรา ให้สักแต่ว่ารู้-สักแต่ว่าเห็น แล้วก็วางมันไป ด้วยเห็นทุกข์ในการยึดเกาะกับสิ่งเหล่านั้น อันหาประโยชน์ไม่ได้

          ๑๙. จงหาประโยชน์จากการเจ็บป่วยของร่างกาย เพราะกายนี้มันไม่ใช่เรา-ไม่ใช่ของเรา เราคือจิตซึ่งเป็นอมตะไม่เคยตายมาอาศัยร่างกายนี้อยู่ตามกรรมชั่วคราว ตราบใดที่จิตยังไม่หมดโง่ หรือหมดอุปาทานขันธ์ ๕ จิตยังยึดเกาะติดร่างกายอยู่ แม้แต่เล็กน้อย จิตนี้ก็ยังต้องถูกกรรมที่จิตสร้าง หรือทำเอาไว้เองบังคับ ให้ต้องมาเกิดมีร่างกายต่อไปไม่รู้จบสิ้น ร่างกายป่วย จิตก็จงอย่าปล่อยตามกาย ให้พยายามรักษากำลังใจให้อยู่ในความไม่ต้องการร่างกาย ไม่ต้องการทุกสิ่งทุกอย่างในโลก เป็นการตัดขันธ์ ๕ จิตมุ่งสู่พระนิพพานได้โดยง่าย

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่