พระธรรม

ในเดือน...เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๔




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          (ในเดือนนี้ทรงย้ำสอน เรื่องการรักษากายเพื่อระงับทุกขเวทนา มิใช่เพื่อให้โรคหาย เพราะกายเป็นรังของโรค ให้เห็นปกติธรรมของกาย แล้วจิตยอมรับว่ากายหาใช่เรา-หาใช่ของเรา หาตัวธรรมดาให้พบ อะไรเกิดกับกายให้จิตอยู่กับพุทโธ จิตจักเป็นสุข อย่าเอาจิตไปเกาะเวทนา บารมี ๑๐ ห้ามทิ้ง อย่าสนใจจริยาผู้อื่น กรรมใคร-กรรมมัน อย่าฝืนโลก-ฝืนธรรม ศีลสังวร-อินทรีย์สังวรให้มีอยู่เสมอ แก้ปัญหาที่ใจ อย่าแก้ที่กาย ให้ดูอารมณ์จิตทั้งวัน พิจารณาขันธ์ ๕ จงอย่าทิ้ง เคารพกฎของกรรมให้มาก ซ้อมตายและพร้อมตายอยู่เสมอ คือผู้ไม่ประมาท ดูจิตเกาะกายเป็นเรื่องใหญ่ ละได้ก็จบกิจ)

          ๑. ดูร่างกายทรุดโทรมแล้วอย่าหนักใจ การรักษาร่างกายให้เป็นไปเพื่อระงับทุกขเวทนา จงอย่าหวังในร่างกายพยายามสอนใจตนเองว่า ร่างกายมันมีปกติธรรมของมันอยู่อย่างนี้แหละ ไม่มีความผิดปกติตรงไหน จิตก็จักคลายความหนักใจ การเกาะในร่างกายก็จักน้อยลงไป ความระลึกนึกถึงว่าร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ก็จักมีอยู่เสมอ จิตเป็นสุข เป็นการวางร่างกายตามความเป็นจริง เพื่อเข้าสู่พระนิพพานอย่างแท้จริง

          ๒. รักษากำลังใจจักไปพระนิพพานให้แน่วแน่ อุปสรรคใหญ่คือร่างกายป่วย นี่เป็นเรื่องธรรมดา จงอย่าทำกำลังใจให้อ่อนแอ ดุความปกติธรรมให้เป็นธรรมดา จิตจักเป็นสุข ไม่ท้อแท้กับความป่วยไข้ไม่สบายของร่างกาย

          ๓. จงอย่าประมาทในชีวิต ให้กล่าวโทษโจทจิตตนเองเอาไว้เสมอ จักได้ไม่เผลอในการปฏิบัติความดี ละซึ่งความชั่ว แม้แต่ในด้านมโนกรรม คือแม้แต่คิดก็จงละซึ่งความชั่ว การปรุงแต่งกรรมของบุคคลอื่นนั้นไม่ดี จงมองตามความเป็นจริง กรรมของใครก็กรรมของมัน อย่านำมาปรุงแต่งให้เป็นความชั่วในจิตของตนเอง

          ๔. หลวงปู่วัย สอนวิธีคลายเส้น ขาข้างไหนตึง ให้งอขาข้างนั้นให้เต็มที่ แล้วสะบัดออกไปข้างหน้าให้แรง ๆ เส้นหรือขาข้างนั้นก็จะหายตึงได้ หากเกิดแผลพุพองตามใบหน้าโดยไม่ทราบสาเหตุและคัน ท่านว่าเกิดจากเชื้อโรคที่มีอยู่ในอากาศ เชื้อโรคพวกนี้ชอบกินผิวหนังคนเป็นอาหาร หากทิ้งไว้นาน ๆ ก็อาจจะเน่าได้ ให้ใช้สารส้มกับด่างทับทิมละลายน้ำล้างหน้า-ล้างตัวและทาหน้า ก็จะหายคันและแผลจะหายไป หากใช้ผักกระสังและขมิ้นอ้อยกินด้วย ก็จะช่วยให้อาการของโรคหายเร็วขึ้น แคลเซียมไม่ควรกินตอนกลางคืน เพราะกินแล้วก็นอน ไม่ได้ออกกำลังกาย แคลเซียมที่กินนั้นจะไปเกาะกระดูก สรุปว่ากินผิดเวลามีผลเสียมากกว่าผลดี

          ๕. ทรงตรัสว่า ทำใจให้สบาย ร่างกายป่วยก็เป็นปกติธรรมของร่างกาย การเป็นอยู่เป็นเพียงการประคองร่างกายเอาไว้ชั่วคราวเท่านั้นเอง อย่าคิดว่าร่างกายนี้จักอยู่ตลอดกาลตลอดสมัย และจงอย่าคิดว่าร่างกายนี้เที่ยง สุขภาพไม่ดีต้องรักษากำลังใจให้ดี การปล่อยวาง ต้องไม่มีอาการหนักใจ และต้องไม่มีอารมณ์หงุดหงิดใจ ให้มองตามความเป็นจริง พิจารณาธาตุ ๔ อาการ ๓๒ ตามความเป็นจริงเข้าไว้ จิตจักยอมรับนับถือกฎของธรรมดามากขึ้น ไม่ใช่อยู่เฉย ๆ จักยอมรับนับถือตามความเป็นจริงได้ ความเบิกบานของจิต ความเบาของจิต เป็นเรื่องสำคัญมาก อย่าเครียด เพราะจักทำให้เสียผลของการปฏิบัติทั้งปวง

          ๖. อย่าใจร้อน ทำงานตามหน้าที่ แต่จงอย่าใจร้อนให้ใจเย็นและเย็นใจ ทำงานด้วยความสุขใจ ร่างกายไม่ดีแต่ให้ทำความสุขใจเข้าไว้ ในเมื่ออากาศมันร้อน อาการรับรู้สภาวะของขันธ์ ๕ ย่อมมีเป็นไปตามปกติ แต่จิตจงอย่าไปเกาะตามสภาวะของอากาศนั้น จงกำหนดจิตอยู่กับพุท-โธ จิตจักได้มีความสุข อย่าเอาจิตไปเกาะอยู่กับเวทนาที่เป็นทุกข์อยู่กับความร้อนของอากาศ

          ๗. ในเมื่อจิตมีอารมณ์เบื่อหน่ายท้อแท้ ให้พยายามเพิกอารมณ์นี้เสีย ด้วยการใช้ปัญญา พิจารณาและหมั่นตรวจสอบบารมี ๑๐ เข้าไว้ การบกพร่องของบารมี ๑๐ ทำให้เกิดอารมณ์อย่างนี้ แล้วเป็นการเกาะอยู่ในสังโยชน์บางประการ เป็นการตกอยู่ในห้วงของกิเลส จงหมั่นตรวจสอบและแก้ไขจิตให้ได้อย่างสุดความสามารถ

          ๘. จงเห็นความเสื่อมของร่างกายว่ามันต้องมีความเสื่อมอยู่อย่างนี้เป็นปกติ ไม่มีอะไรผิดธรรมดา จงพยายามปล่อยวางร่างกายให้มาก ปล่อยวางด้วยจิตใจ ไม่ใช่วางทางด้านอื่น ๆ มีร่างกายก็ต้องรักษาดูแลตามหน้าที่ เพื่อระงับทุกขเวทนา แต่จิตใจเลิกคบร่างกายอยู่ตลอดเวลา ด้วยการใช้ปัญญาพิจารณาร่างกายตามความเป็นจริง ว่าร่างกายนี้ไม่ใช่เรา-เราไม่ใช่ร่างกาย-ร่างกายไม่มีในเรา-เราไม่มีในร่างกาย ต้องทำจิตให้เข้มแข็งอยู่ตลอดเวลา เป็นการต่อสู้เพื่อยอมรับความจริง จึงจักไปพระนิพพานได้ ถ้าหากจิตยังมีอารมณ์หนักใจกับอาการของขันธ์ ๕ ก็เท่ากับว่าการปฏิบัติยังไม่ได้ผล ต้องพยายามมองตามความเป็นจริงให้จิตยอมรับให้ได้ จนจิตหมดอารมณ์หนักใจ กลายเป็นการเบาใจ นั่นแหละจึงจักใช้ได้

          ๙. เวลาวัดมีงานทุกครั้ง จักมีคนเข้ามาในวัดมาก จงอย่าสนใจในจริยาของผู้อื่น สำรวมจิตใจตรงนี้เอาไว้ให้ดี เพราะเรื่องของคนย่อมมีความคิดเห็น และทัศนะต่าง ๆ กันไป จงเคารพในความคิดเห็นของบุคคลอื่น ๆ ด้วย เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จักให้ทุกคนมีความคิดเห็นเหมือน ๆ กัน จงอย่าไปฝืนใจหรือขัดใจใครเขาเป็นอันขาด ฝืนธรรมก็ไม่ดี ฝืนโลกก็ไม่ดี ปล่อยวางให้หมด

          ๑๐. คำสอนใด ๆ ที่สอนไว้แล้ว ให้พยายามรักษาจิตใจ ทำให้ได้ตามนั้น การสำรวจกาย-วาจา-ใจให้อยู่ในศีลในธรรมนั้นเป็นของดี และเป็นของยากที่จักรักษา แต่ถ้าหากไม่ท้อถอยเสียอย่างเดียว ก็สามารถที่จักล่วงพ้นจากความทุกข์ทั้งหลายได้เพราะความเพียร ทำการเคารพศีลและธรรมด้วยกาย-วาจา-ใจ ให้ได้เป็นปกติ จิตจักเป็นผู้เยือกเย็นและมีความสุข ด้วยใจเป็นธรรมเป็นปกติ

          ๑๑. ร่างกายมันเสื่อมเป็นของจริง จิตใจอย่าปฏิเสธความเป็นจริงของร่างกาย จิตจงยอมรับนับถือกฎของธรรมดา และทำความเบื่อหน่ายในร่างกายนี้เสีย จิตยืนนิ่งไม่ดิ้นรน ความเดือดร้อนก็จักไม่มี ให้ฝึกฝนจิตเอาไว้อย่างนี้ แล้วสำรวจจิต อย่าให้มีความอึดอัดขัดข้องแม้แต่นิดเดียว ทำใจให้สบายอยู่เสมอ ทำจิตให้เป็นสุขอยู่ตลอดเวลา ร่างกายจักทุกข์ก็เห็นเป็นเรื่องของมัน

          ๑๒. ร่างดายมันไม่ดีเสียแล้ว จงอย่าแก้ไขร่างกาย ให้แก้ไขจิตใจ เพราะร่างกายมันมีปกติของมันอยู่อย่างนั้น ถ้าหากไปยึดถือจิตก็เป็นทุกข์ ให้ปลดร่างกายไปเสียจากความกังวลของจิตใจ รักษาความเป็นปกติธรรมเข้าไว้ในจิตเสมอ อย่าหวั่นไหวไปกับอาการของร่างกาย จิตใจสักแต่ว่าอาศัยอยู่เท่านั้น จิตใจที่ฟุ้งซ่านอยู่ เป็นธรรมดาของผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงพระอรหันตผล จงดูอารมณ์จิตไปเรื่อย ๆ ตามรู้ไปตลอด อย่าไปสนใจเรื่องอื่น ๆ มากไปกว่ารู้อารมณ์ของจิต แล้วการปฏิบัติจักเกิดผลได้เร็ว

          ๑๓. อย่ากังวลกับร่างกายให้พิจารณาร่างกายตามความเป็นจริง จงอย่าเกาะทุกขเวทนาใด ๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย การเรียนรู้ทุกขเวทนาตามความเป็นจริง จักต้องมีสติ-สัมปชัญญะตลอดเวลา ในด้านความรู้สึกเกิดขึ้นในจิตว่า รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณนั้นไม่ใช่เรา เราไม่มีในขันธ์ ๕ ให้จิตรู้สึกตามความเป็นจริง การยึดเกาะทุกขเวทนาจักน้อยลงไป

          ๑๔. ทำจิตให้สงบ ก็จักสามารถต่อสู้กับทุกขเวทนาได้ ให้พยายามแยกจิตออกจากกาย ให้มีสติ-สัมปชัญญะรู้ว่าคนละส่วนกัน อย่าเอาไปผูกพันเข้าไว้ ก็จักคลายจากทุกขเวทนาของร่างกาย

          ๑๕. การรักษาร่างกายเพื่อระงับทุกขเวทนาเป็นสิ่งจำเป็น แต่มิใช่เป็นการเกาะร่างกาย จิตจักมีความเบื่อหน่ายในร่างกาย ทั้ง ๆ ที่รักษากายอยู่นั่นแหละ แต่ความรักและห่วงกังวลในร่างกายนั้นไม่มี ให้ดุกำลังตรงนี้ด้วย มิใช่รักษาร่างกายด้วยความหลงใหลใฝ่ฝันว่าจักให้มันหายป่วย มันจักไม่ตาย มันจักอยู่ตลอดกาลตลอดสมัย

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่