พระธรรม

ในเดือน...เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๒




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. อากาศร้อนก็ให้เป็นธรรมดาของฤดูกาลนี้ และที่สำคัญหากเจ้าไม่มีขันธ์ ๕ แล้ว จักรู้สึกร้อนหรือไม่ (ก็รับว่าไม่) การกระทบกระทั่งทางกายก็ดี ทางใจก็ดี หรือทางวาจาก็ดี จักมีขึ้นมาได้ก็เพราะเจ้ามีขันธ์ ๕ ต้องยกผลประโยชน์ให้กับความโง่ของจิตใจของเจ้าของ ที่ชาติก่อน ๆ อยากเกิดมามีขันธ์ ๕ ให้ต้องประสบกับความทุกข์ในรูปแบบต่าง ๆ อันจักโทษใครไม่ได้เลย ชาตินี้จงตั้งใจละอุปาทานขันธ์เสียให้ได้ อะไรจักเกิดขึ้นมาก็ตามขอให้อดทน-ข่มใจ คิดไว้ให้ลงตัวว่าช่างมันเรื่องธรรมดา ทำใจให้เกาะธรรมดาเข้าไว้ แล้วจิตใจจักเป็นสุข

          ๒. เรื่องไข้สมองอักเสบอันเกิดจากหมูนั้น ยังมาไม่ถึงเมืองไทยในระยะนี้ แต่ต่อไปข้างหน้ายุงจักเป็นพาหนะนำ โรคนี้ให้แพร่ระบาดไปทั่วโลก แม้แต่เมืองไทยก็ไม่ยกเว้น ให้คอยฟังข่าวเอาไว้ให้ดี ถ้ามีข่าวระบาดเข้าเมืองไทย มีคนตายก็พึงงดซื้อเนื้อหมูกินได้ ซึ่งต่อไปแม้แต่สัตว์ปีก-สัตว์น้ำ-สัตว์บก ซึ่งมนุษย์มักนำมาบริโภคเป็นอาหาร ก็จักเกิดโรคระบาดขึ้นมาหนุนเนื่องกันไป ทั้งนั้นเป็นกฎของกรรม

          ๓. หากร่างกายเหน็ดเหนื่อยมากจากการทำงาน ให้พยายามรักษาอารมณ์จิตให้สงบ จักได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ให้กำหนดโลกนี้ทั้งโลกไม่มีอะไรเหลือ ทำใจให้ว่างจากกิเลส แม้ชั่วขณะจิตหนึ่ง จักจักเป็นสุขทำให้ความเหนื่อยของร่างกายนั้นเบาบางลงหรือหายไปได้ การรักษาอารมณ์ของจิต ให้อยู่กับปัจจุบันนั้น เป็นจิตที่มีความสุข มีความสงบเนื่องจากอารมณ์ไม่ฟุ้งไปกับอดีตและอนาคต เป็นจิตที่ผู้รักษาได้ กำลังจักเข้าสู่ความเป็นพระอรหันผล เป็นจิตที่ไม่มีความกังวล เป็นจิตของผู้รู้อยู่ไม่เผอเรอ เนื่องจากอยู่กับปัจจุบันธรรม ให้พยายามเจริญรอยตามในแบบแผนนี้

          ๔. ร่างกายเกิดขึ้น - ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป สัตว์ - สรรพวัตถุต่างๆ ทั้งหลายก็เช่นกัน ทำอะไรขึ้นมาก็จงอย่าคิดว่าจักอยู่ได้ตลอดกาล - ตลอดสมัย ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเป็นไปตามกฎของธรรมดาที่กล่าวมานี้ ให้เตือนจิต เตือนใจของตนเองให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดานี้ให้หนักสักหน่อย เพราะจิตใจมักจักฝืนกฎของธรรมดาเข้าไว้เสมอ ถ้าไม่เตือนก็จักคิดว่าทรงตัวอยู่ร่ำไป ผลของการปฏิบัติจักได้หรือไม่ ก็อยู่ที่หมั่นเตือนจิตเตือนใจ ความเผลอประมาทเลินเล่อก็จักน้อยลงไป และรักษากำลังใจเข้าไว้ อย่าให้จิตมีอารมณ์ท้อถอยเบื่อหน่ายในการปฏิบัติธรรม นั่นเป็นอารมณ์ของกิเลสเข้ามาครอบงำจิต จักต้องรวมกำลังใจให้เข้มแข็งเข้าไว้

          ๕. เป็นเรื่องธรรมดาของการมีร่างกาย ย่อมไม่มีใครพ้นการเจ็บป่วยไปได้ ให้พิจารณาแม้แต่ตถาคตเจ้าทุกพระองค์ก็ป่วย การป่วยนี้เป็นผล พึงพิจารณาเหตุ การป่วยมาแค่ไหน จักได้ช่วยให้เกิดปัญญา กรรมปาณาติบาตอันตนได้ทำเอาไว้ในกาลก่อนนั้นแหละเป็นเหตุ ส่งผลให้เกิดอาการป่วยไข้ไม่สบาย ในทุกๆ ชาติที่ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ - เป็นสัตว์เดรัจฉาน แล้วก็เป็นธรรมดาของร่างกาย เกิดขึ้นมาแล้ว ก็แก่ ก็เจ็บ ก็ตายเป็นของธรรมดา พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง ร่างกายนี้ไม่เที่ยงอยู่เป็นปกติ ให้พยายามฝึกฝนจิตให้ยอมรับตามความเป็นจริงของร่างกาย ให้เห็นธรรมดาของร่างกาย จิตจักได้มีปัญญาเกิดความเบื่อหน่าย และวางเฉยในร่างกายนี้ลงได้ ร่างกายไม่เที่ยงก็ไม่ไป จิตผู้รู้ก็จักเที่ยงไม่หวั่นไหวตามไปด้วย ความสุขของจิตใจก็จักเกิดขึ้นได้ เมื่อยอมรับกฎของธรรมดาของร่างกายตามความเป็นจริง

          ๖. คำว่านิพพิทาญาณ ญาณแปลว่ารู้ รู้แล้วเบื่อหน่ายตามความเป็นจริง แต่ที่เราๆ ท่านๆ ปฏิบัติแล้วเกิดเบื่อหน่ายในร่างกาย มีความไม่พอใจในร่างกายเป็นอารมณ์ปฏิฆะเกิดผสมอยู่ จึงยังเป็นกิเลส ไม่เหมือนพระอนาคามี ท่านมีญาณ คือรู้แล้วเกิดเบื่อหน่าย แต่อารมณ์ราคะ และปฏิฆะในจิตท่านนั้นไม่มี (บุคคลธรรมดาเมื่อปฏิบัติธรรม แล้วเกิดเบื่อหน่ายในร่างกาย แต่ราคะและปฏิฆะยังมีอยู่) จึงมีโอกาสใช้ความรู้นั้นปฏิบัติ ต่อให้เข้าถึงสังขารุเบกขาญาณ คือรู้แล้ววางเฉยในร่างกาย หรือรู้ตามความเป็นจริงของร่างกาย การรู้ของท่านมิใช่เกิดจากสัญญา (ความจำ) หากแต่เกิดขึ้นด้วยปัญญา ซึ่งแตกต่างกับรู้อย่านักปริยัติ รู้แค่สัญญา หรือรู้แค่จำได้ แต่ยังไม่แจ้ง แม้จะทำไปจนแจ้งแล้ว แต่ก็ยังไม่แทงตลอด (เพราะสัญญายังไม่หมด ยังมีสัญญาปนอยู่ ตัวอัตโนมัติยังไม่เกิด หรือยังไม่ชำนาญพอ) พระอรหันต์ท่านรู้แจ้งแทงตลอดจึงเรียกว่าญาณ อันเป็นญาณทัศนะอันบริสุทธิ์ พวกเราที่ว่ารู้ๆ จึงยังห่างไกลจากธรรมจุดนี้มาก

          ๗. รักษาอารมณ์ใจให้เป็นสุข ร่างกายไม่ดีก็สุข ทำจิตให้สุขเสียอย่างเดียว ความทุกข์ทั้งหลายก็จักเบาบางลง อย่าเอาเรื่องหนึ่งเรื่องใดมาเป็นเรื่องหนักใจ แม้แต่กระทั่งร่างกายป่วยก็เป็นเรื่องธรรมดา ให้พยายามมองทุกอย่างตามความเป็นจริง โลกนี้ทั้งโลกไม่มีอะไรเป็นเครื่องยึด - รูป - เวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณ ไม่ว่าของตนหรือของใคร ก็สักเพียงแต่ว่าอาศัยชั่วคราว ไม่มีอะไรเป็นเครื่องยึดได้ พิจารณาถึงจุดนี้จะฝึกฝนจิตใจของตนเอง ให้ยึดคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ยึดความดีของพระพุทธเจ้า - พระธรรม - พระอริยสงฆ์ ไม่ใช่ยึดรูป - นามของพระรัตนตรัย หากแต่ปฏิบัติตามความดีของพระรัตนตรัย แล้วจักถึงซึ่งพึ่งตนเองได้

          ๘. ฟังใครพูดถึงพระพุทธศาสนาไปในแง่ไม่ถูกไม่ควร แม้แต่สมมุติสงฆ์เองพูดถึงก็ตาม ก็จงอย่านำมาใส่ใจ ให้ปล่อยวาง ถ้านำเหตุเหล่านี้มาปรุงแต่ง หรือจิตหวั่นไหวไปตามคำพูดนั้น ก็จักแสดงว่าไฟได้ไหม้จิตใจของพวกเจ้าแล้ว รวมทั้งถ้าหากนำไปพูดต่อบุคคลอื่น ก็เท่ากับนำไฟไปจุดต่อบุคคลอื่นให้เผาไหม้ไปด้วย จักมีประโยชน์อันใด ต่อไปให้รู้เท่าทันกิเลส เพียรละปล่อยวางที่จิตใจของตนเองนี้ ให้รู้จักคำว่า กรรมใครกรรมมันให้มากๆ แล้วจักได้ตัดกรรมที่จักไปยังบุคคลอื่นได้มากอีกด้วย ทุกวันนี้คนเดือดร้อนกันเพราะวจีกรรมมีมาก จึงพึงสังวร - พิจารณา - ใคร่ครวญเสียก่อนจึงพูด เพื่อความไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น อย่าตีตนไปก่อนไข้ ทำไมไม่คิดในแง่ดีเสียบ้าง ให้รักษาอารมณ์ใจให้อยู่ในปัจจุบันให้มากที่สุด เรื่องเบื้องหน้ามีอะไรจักเกิดขึ้น ก็ค่อยแก้ไขไปในปัจจุบันนั้น จักหนักใจให้จิตเป็นทุกข์ตั้งแต่บัดนี้เพื่อประโยชน์อันใด ให้มั่นใจในพุทธคุณ-ธรรมคุณ-สังฆคุณ แล้วเรื่องทั้งหมดจักคลี่คลายไปได้ด้วยดี รักษาอารมณ์ใจให้เป็นสุข อย่าให้ความทุกข์ ความหนักใจเข้ามาครอบงำจิตใจ เพราะจักทำให้ไปพระนิพพานไม่ได้ รู้จักคิดพิจารณาให้เป็น แล้วเจ้าจักไม่หนักใจอะไรอีกเลย จงรักษาจิตเพื่อให้มั่นคงอยู่ในศีล - สมาธิ - ปัญญา เพื่อนำจิตให้พ้นไปจากทุกข์ภัยแห่งวัฏฏะสงสารเกิด อย่าเศร้าใจ อย่าหดหู่ใจกับข่าวต่างๆ ที่เข้ามากระทบ โดยเฉพาะเรื่องการเจ็บไข้ได้ป่วยของบุคคลอื่นที่เรารู้จักคุ้นเคย หรือแม้ร่างกายที่เราอาศัยมันอยู่ชั่วคราวจักป่วยก็ตาม ให้เห็นเป็นธรรมดาของการมีร่างกาย ยอมรับนับถือในกฎธรรมดานี้ แล้วจิตจักสงบเยือกเย็น มันอยากจักเป็นให้มันเป็นไป เนื่องจากไม่มีใครฝืนกฎธรรมดานี้ได้ พิจารณาจุดนี้ให้มากๆ ถ้าหากต้องการที่จักพ้นทุกข์

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่