(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๑)

พระธรรม




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. นิพพานังปรมังสูญญัง แปลว่า นิพพานเป็นธรรมว่างอย่างยิ่ง หมายถึงว่างจากกรรมทั้งปวง ทั้งดีและชั่วหมดหรือพ้นจากธรรมสมมุติทั้งปวง ดี - ชั่ว, บุญ - บาป ล้วนเป็นธรรมสมมุติทั้งสิ้น พระอรหันต์ท่านถือว่าขันธ์ ๕ มิใช่เรา ไม่มีในเรา เป็นอกาลิโกด้วยเหตุนี้ พวกที่ยังปฏิบัติไม่ถึง จงหมั่นพิจารณาร่างกายให้มากๆ ไม่ว่าจักทำงานทางโลกก็ดี ทางธรรมก็ดี มีอันสิ้นสุดลง ถ้าหากร่างกายนี้มันพัง ให้ทำจิตพร้อมปล่อย - ละ - วางทุกสิ่งในวาระสุดท้ายของชีวิต กำหนดจิตมุ่งพระนิพพานจุดเดียว ระหว่างยังทรงชีวิตอยู่ อย่าเศร้าหมองกับสิ่งกระทบทั้งปวง ทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดา ยังมีร่างกาย (ขันธ์ ๕) ก็ยังมีอายตนะ ต่างก็ทำหน้าที่อยู่เป็นธรรมดา แต่ต้องกำหนดรู้เสมอว่า เหล่านี้มิใช่เรา ไม่มีในเรา เราคือจิตที่มาอาศัยอยู่ชั่วคราวเท่านั้น จึงจักต้องฝึกอานาปานัสสติเพื่อคุมจิตให้มีสติ - สัมปชัญญะสมบูรณ์ ฝึกให้มันระลึก - รู้ - ฝึกกำหนดให้จิตมันชิน ให้มันว่างจากนิวรณ์ทั้ง ๕ จนเกิดความเป็นอัตโนมัติเกิดขึ้นได้

          ๒. การคิดอย่าคิดไปไกลมากนัก ต้องเอาปัจจุบันธรรมเป็นหลัก แม้เรื่องประหยัด ให้ประหยัดได้ตามความสมควร ขาดความพอดีก็เบียดเบียนร่างกายตนเองและผู้อื่น ทุกอย่างให้อาศัยพรหมวิหาร ๔ เป็นหลัก แม้การปล่อยวาง ก็พึงปล่อยวางด้วยปัญญา จักมีอารมณ์เบาใจ ต่างกับวางเฉยด้วยความไม่พอใจ ซึ่งเป็นอารมณ์หนัก เพราะเป็นอารมณ์เก็บกด ให้พิจารณาอารมณ์เหล่านี้ให้ดีๆ จักเห็นกิเลสได้อย่างชัดเจน ต้องไม่ฝืนโลก - ไม่ฝืนธรรม - ไม่ฝืนธรรมดา การปฏิบัติธรรมจักให้ก้าวหน้า ต้องเข้าหาธรรมดา หรือความเป็นจริงอยู่เสมอ โดยเฉพาะไปกังวลกับกฎของกรรมของพระอรหันต์ ซึ่งกิเลสเล่นงานจิตของท่านไม่ได้ ก็เล่นงานร่างกายท่าน ขันธมาร จักเล่นงานท่านหนัก ให้ยอมรับความจริงว่ามันเป็นของธรรมดา

          ๓. อย่าห่วงใครว่าทำให้เราเป็นทุกข์ แม้แต่กฎของกรรมที่ตามมาให้ผลในขณะนี้ก็ตาม ให้อยู่ในอารมณ์สักแต่ว่า ก็จักไม่ทุกข์ไปกับมันด้วย พิจารณาให้ดี จิตจักมีความปล่อยวางมากขึ้น ด้วยปัญญาที่พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง เช่น จงอย่าสนใจในจริยาของผู้อื่น คนที่ไม่ถูกกล่าวหาหรือตำหนิติเตียนเลยไม่มีในโลก หากจิตยังอยู่ก็ไปไหนไม่ได้ การฟังคนพูดมี ๒ ประการ คนพูดด้วยเจตนาไม่ดี ฟังแล้วพิจารณาไม่มีประโยชน์ก็วางทิ้งไปเลย แต่หากคนพูดมีเจตนาติเพื่อก่อ ก็ต้องฟังแล้วแก้ไขตนเอง ไม่ใช่ใครพูดอย่างไรก็ไม่สนใจ หรือฟังแล้วเกิดอารมณ์ ๒ เลยไม่ยอมฟังต่อ ก็ไม่ถูก เราอยู่ในโลก จงอย่าหนีปัญหา ร่างกายยังอยู่ อายตนะยังดีพร้อมก็ต้องฟัง แต่ฟังอย่างคนมีสติ - สัมปชัญญะ ฟังแล้วพิจารณา อย่าใช้อารมณ์ตัดสินหรือใช้ ทิฎฐิ ของตน จักผิดพลาดได้โดยง่าย

          ๔. ให้รักษากำลังใจที่จักต่อสู้กับอุปสรรคที่เข้ามาในชีวิต การต่อสู้มิใช่เพื่อจักเอาชนะบุคคลเหล่านั้น หากแต่ต่อสู้เพื่อการปล่อยวาง การยึดมั่นถือมั่นใน สักกายทิฎฐิ แห่งตน รักษากำลังใจเมตตาในพรหมวิหาร ๔ วางกรุณา - มุทิตา - อุเบกขาขึ้นในจิตใจตนเอง มองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมดาของชาวโลก การนินทา - สรรเสริญ หรือโลกธรรม ๘ เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนต้องประสบ หากปรารถนาความพ้นทุกข์ จงอย่าไปคิดแก้ผู้อื่น (ภายนอก) ให้แก้ที่ใจตนเอง (ภายใน) ใครจักว่าอย่างไรก็ช่าง อย่าลืม แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร แต่พวกเจ้ามักจักเผลอชอบเป็นมารเสียเอง

          ๕. เรื่องการเจ็บไข้ได้ป่วย ย่อมมีขึ้นได้ตามวาระกฎของกรรม และเป็นธรรมดาของการมีร่างกาย ไม่มีใครที่เกิดมามีร่างกายแล้ว จักหนีการเจ็บ - แก่และตายไปได้พ้น ทุกรูปทุกนามล้วนตกอยู่ภายใต้ห่วงไตรลักษณ์ จงพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง มีแต่อริยสัจเท่านั้นที่จักนำจิตของตนเองให้พ้นทุกข์ จักต้องเห็นตามความเป็นจริงทุกอย่าง ยอมรับนับถือความเป็นจริงนั้นอย่างจริงใจ จึงจักพ้นทุกข์ได้ พิจารณาอริยสัจให้ครบต่อเนื่องเป็นวงจร แล้วจิตจักทรงตัวยอมรับนับถือกฎธรรมดาอย่างจริงจังและจริงใจ รู้หนทางพ้นทุกข์ได้แน่ ถ้าหากทำได้

          ๖. ให้มองทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดา ถ้ามีเรื่องใดผิดธรรมดา ก็แสดงว่าจิตยังฝืนไม่ยอมรับความจริง จิตดวงนี้จักไปพระนิพพานไม่ได้ จำจุดนี้เอาไว้ให้ดี อนึ่งอย่าไปแก้ธรรมภายนอก เนื่องด้วยปกติธรรมวุ่นวายอยู่อย่างนี้เป็นปกติ จงดูและแก้ไขธรรมภายในให้จงหนัก แก้ไขให้ถูกจุดก็จักพ้นทุกข์ได้โดยง่าย

          ๗. อยู่ในโลกย่อมหนีภัยของธรรมชาติไม่พ้น ฟังข่าวต่างประเทศระยะนี้ ต่างประเทศมีภัยธรรมชาติคุกคามอยู่เสมอ ไม่เว้นแม้บางจุดในประเทศไทย ภัยธรรมชาติเหล่านี้นับวันจักทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น คนสมัยนี้มักมัวเมาชีวิตคิดว่าตนเองยังไม่ตาย ทั้งๆ ที่รู้ว่าเกิดมาเท่าไหร่ตายหมดเท่านั้น หลงในร่างกายคิดว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา ทั้งที่ร่างกายเป็นเพียงธาตุ ๔ เข้ามาประชุมกันชั่วคราวด้วยกิเลส - ตัณหา - อุปาทาน และอกุศลกรรมเป็นเหตุ ไม่ช้าไม่นานธาตุทั้ง ๔ เหล่านี้ก็แตกดับไปตามกาลสมัย จิตที่ยังไม่หมดกิเลส - ตัณหา - อุปาทาน - อกุศลกรรม ก็แสวงหาภพ หาชาติ ไปเกิดตามกรรมต่อไปไม่รู้สิ้นสุด ให้พิจารณากฎของกรรมให้ลึกซึ้ง ทั้งกายกรรม - วจีกรรม - มโนกรรม อันใดจักเป็นปัจจัยให้ต้องไปจุติ ก็จงเพียรลดละซึ่งกรรมนั้น การเกิดก็เพราะกรรม การมีชีวิตอยู่ก็อยู่ด้วยกรรม (การกระทำ ๓ ประการ) จึงต้องควบคุมความประพฤติของกาย - วาจา - ใจ ให้อยู่ในขอบเขตของศีล - สมาธิ - ปัญญา และกรรมบถ ๑๐ ประการ ทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพานอย่างเดียว จิตมุ่งตัดกิเลสให้หมดไปจากใจเท่านั้นเป็นพอ

          ๘. ดูร่างกายที่ไม่เที่ยงเข้าไว้จิตใจไม่มีอำนาจที่จักบังคับให้ร่างกายนี้เที่ยงได้เลย เหล่านี้เป็นกฎธรรมดา จงหมั่นพิจารณาให้จิตยอมรับนับถือกฎของธรรมดาเหล่านี้ การไม่ฝืนกรรมเป็นของดี เป็นการปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพานโดยแท้

          ๙. อย่าห่วงใยอนาคต ให้รักษากาย - วาจา - ใจในปัจจุบันให้ดีที่สุดเท่าที่จักทำได้ เรื่องต่อไปข้างหน้าจักเป็นอย่างไรนั้น ก็สุดแล้วแต่กฎของกรรม แล้วจำกฎของธรรมดาจุดหนึ่งเอาไว้ให้ดี ไม่ว่าจักทำดีขนาดไหน ขึ้นชื่อว่าจักไม่ถูกด่า ถูกนินทานั้นไม่มี เรื่องเหล่านี้เป็นโลกธรรมดา อย่าไปสนใจให้ปล่อยวางไปไม่ว่าจักโดนกระทบมากหรือน้อย ก็ถือว่าเป็นความโง่ของตัวเองที่อยากเกิดมาในโลก ให้ต้องพบกับคนเขาด่า เขานินทา ถ้าไม่โง่เสียอย่างเดียว ไปพระนิพพานเสียแล้ว ใครจักด่าหรือก็ไม่มี อย่าไปโกรธคนด่า - คนนินทา เพราะเป็นเรื่องธรรมดา โลกธรรม ๘ ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้พ้น พิจารณาเหล่านี้ให้มาก จิตจักเป็นสุข เนื่องด้วยยอมรับกฎของธรรมดา

          ๑๐. ร่างกายที่เห็นอยู่นี้ ล้วนเป็นสมบัติของโลก ไม่มีใครสามารถเอาไปได้ ไม่ช้าไม่นานต่างคนต่างก็ตายไปหมด ไม่มีคำว่าจีรังยั่งยืนสำหรับร่างกาย ให้เคารพกฎของธรรมดาให้มากๆ แล้วพยายามรักษาอารมณ์ของจิตอย่าให้เศร้าหมอง พิจารณาร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราให้จงหนัก เราคือจิตที่จักไปเสวยกรรมดี - กรรมชั่ว เมื่อร่างกายนี้ตายไปแล้ว แต่ถ้าหมดกิเลสก็ไปพระนิพพาน พ้นจากกรรมดี - กรรมชั่วโดยสิ้นเชิง

          ๑๑. อย่าหนักใจในเหตุการณ์ใดๆ ทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ให้ถือว่าเป็นกฎของธรรมดา ให้ตั้งใจมองทุกสิ่งทุกอย่างเป็นกฎของธรรมดาเข้าไว้ จิตจักได้ไม่ทุกข์ อย่าลืมความตาย อย่าลืมจุดมุ่งหมายที่จักไปพระนิพพานแห่งเดียว (รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน) พยายามอยู่อย่างไม่มีปัญหา ดีกว่าอยู่อย่างมีปัญหา รักษาอารมณ์ของจิตใจให้อยู่เป็นสุขและสงบให้มากๆ

          ๑๒. นินทาปสังสาเป็นโลกธรรมดา จงรักษาอารมณ์ของจิตใจอย่าให้หวั่นไหวไปกับคำนินทาและสรรเสริญ ให้รักษาใจให้ตั้งมั่นอยู่ในมรรคปฏิปทาเพื่อพระนิพพาน ไม่มีคำนินทา - สรรเสริญของใคร จักมาช่วยจิตใจของเราให้ไปพระนิพพานได้ มีแต่กำลังใจที่จักตั้งมั่นอยู่ในศีล - สมาธิ - ปัญญาเท่านั้นที่จักช่วยตนเองได้ ตนเท่านั้นเป็นที่พึ่งแห่งตน คำพูดของบุคคลใด ไม่สามารถจักช่วยใครให้ดีหรือให้เลวได้ เหมือนฝนตกขี้หมาไหล จักไปเก็บเอาคำสรรเสริญหรือคำนินทาก็เหม็นเท่านั้นเอง จงอย่านำเอาคำนินทาหรือสรรเสริญเข้ามาเก็บไว้ในใจ หากยังติดอยู่ในถ้อยคำเหล่านี้ ก็เท่ากับยังติดเกิดอยู่นั่นแหละ

          ๑๓. ทำอารมณ์เบาๆ อย่าไปเคร่งเครียดกับทุกสิ่งทุกอย่างให้มากนัก ให้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง ว่าเกิดขึ้น แล้วก็ตั้งอยู่ ก็ดับไปเป็นธรรมดา คำว่าจีรังยั่งยืนย่อมไม่มีในทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ให้ทำอารมณ์ยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริงด้วยความเบาใจ แล้วปัญญาจักเกิดขึ้นมาระงับตัดกิเลสได้ ตรัสเพียงสั้นๆ แค่นี้ ให้ไปพิจารณาตีความหมายเอาเอง จักได้เนื้อหาสาระธรรมเป็นอเนกประการ

          ๑๔. ฟังข่าวน้ำท่วมเมืองจีน ก็จงอย่าประมาทว่าสถานการณ์เยี่ยงนี้จักไม่เกิดขึ้นกับเมืองไทย ให้ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศ แล้วทุกสิ่งทุกอย่างให้ลงเป็นกฎของธรรมดา อันไม่มีใครจักฝืนธรรมดาหรือกฎของกรรมไปได้ จงทำจิตให้ยอมรับแล้วจิตจักเป็นสุข มีความสบายใจในทุกๆ สถานการณ์ กายทุกข์ก็ช่างมัน กิจการงานจำเป็นต้องทำตามหน้าที่ให้ดีที่สุด แม้ทุกข์ก็ช่างมัน รักษาอารมณ์ของจิตให้เป็นสุขก็แล้วกัน สุขที่สุดคืออารมณ์รักพระนิพพาน จิตพระอรหันต์มีความรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่า รูป - เวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณนั้นไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ความทะยานอยากให้ร่างกายนี้ทรงอยู่ต่อไป หรืออยากให้ร่างกายหายป่วย ด้วยกิเลส - ตัณหานั้นไม่มี รักษาได้เท่าที่จะรักษาได้ หายหรือไม่หายก็เรื่องของมัน ความตายจะเข้ามาถึงก็เรื่องของมัน จิตของท่านอยู่จุดเดียวคือพระนิพพาน ยอมรับกฎของกรรมโดยไม่ดิ้นรน พร้อมอยู่ - พร้อมไป จิตไม่ทุกข์ ไม่หวั่นไหวในความตาย ให้หมั่นจดจำปฏิปทาของพระอรหันต์ แล้วพยายามปฏิบัติให้ได้ด้วย แม้ชั่วคราวก็ยังดี พยายามฝึกจิตตนเอง อย่าได้อิ่ม อย่าได้เบื่อในการใคร่ครวญธรรมะ จิตจักก้าวหน้าจากคามเพียรที่ต่อเนื่อง สามารถจักเข้าพระนิพพานได้ในชาตินี้

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่