(พระธรรม ที่ทรงตรัสสอนในเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๐)

ปกิณกะธรรม




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ร่างกายไม่มีสาระแก่นสาร ก็จริงอยู่ แต่ถ้าใช้ให้เป็นก็เป็นประโยชน์ได้ อย่างใช้ร่างกายไปสร้างความดีก็เป็นกุศล เรียกว่าใช้ร่างกายไปในทางที่ถูก เป็นหนทางของการสร้างบารมี แต่ถ้ากำลังใจเลว ก็ใช้ร่างกายไปทำบาปเป็นอกุศล ทั้งนี้ทั้งนั้น คนเราหรือร่างกายจักทำเลวหรือดีได้ ก็อยู่ที่จิตเป็นผู้บงการ เพราะฉะนั้น จงดูอารมณ์จิตของตนเองเอาไว้ให้ดี อย่าให้กรรมอกุศลเข้ามาครอบงำจิต ให้พิจารณาร่างกายย้อนไปย้อนมาจนกระทั่งเป็นหนุ่มเป็นสาว จนกระทั่งแก่ จนกระทั่งตาย ร่างกายนี้หาความเที่ยงไม่ได้เลย มีแต่ความแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา แม้เวทนาก็เหมือนกัน แต่เด็กมาก็เคยเจ็บ-ป่วยอยู่เสมอ มันก็ไม่เที่ยง มันเป็นได้มันก็หายได้ เป็น ๆ หาย ๆ ป่วยก็เป็นทุกขเวทนา พอหายก็เหมือนกับเป็นสุขเวทนา แต่จริง ๆ มันทุกข์น้อยลงเท่านั้นเอง หากคิดให้ดี ๆ ร่างกายนี้ไม่มีเวลาสุขจริงเลย มีแต่ทุกข์มากกับทุกข์น้อย แสดงธรรมที่ไม่เที่ยงอยู่ตลอดเวลา หากจิตพิจารณาบ่อย ๆ ทำอย่างต่อเนื่องก็จักเห็นสันตติธรรม เห็นกายมันเกิด - ดับ ๆ อยู่เหมือนกับสายน้ำไหล ไม่มีเวลาหยุด ระหว่างที่กายยังไม่ตาย ก็ต้องเป็นภาระดูแลมัน (ภาราหะเวปัญจักขันธา) ให้ร่างกายเป็นสุขในทางสายกลาง พอยังอัตภาพให้เป็นไป ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป คือสบายเกินไป หรืออยู่อย่างเบียดเบียนร่างกายเกินไป จักต้องอยู่ในความพอดี โดยอาศัยพรหมวิหาร ๔ เป็นหลักในการปฏิบัติ

          ๒. อย่าไปแก้กรรมของใคร อย่าไปรับกรรมของใคร ให้ปล่อยวางกรรมใครกรรมมัน เพราะทุกคนต่างก็มีกรรมหนักอยู่แล้วที่จักต้องเลี้ยงดูร่างกายตนเองและครอบครัว ซึ่งหนักอยู่แล้ว หากขาดปัญญาก็มักจักไปยุ่งกับกรรมของผู้อื่น ในบางครั้ง ทั้ง ๆ ที่มีเจตนาดี หากไปทำกรรมที่เป็นโทษ โดยคิดว่ามันไม่เป็นโทษ ก็ยังเป็นโทษอยู่ดี อนึ่ง จงอย่าไปบังคับศรัทธาของผู้อื่น เพราะการศรัทธาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน ให้จิตปล่อยวางกรรมของผู้อื่นด้วยปัญญา อย่าเอาแค่สัญญา

          ๓. อย่าเศร้าใจ อย่าเสียใจ เมื่อถูกกระทบโดยอายตนะสัมผัส ให้เห็นทุกอย่างเป็นครูหรือบทเรียนสอนใจ ปรับจิตให้เห็นธรรมดาในเรื่องของทุกเรื่องไป ให้เอาเรื่องที่เข้ามากระทบนั้นเป็นพระกรรมฐานทั้งหมด และอย่าไปโทษใครว่าทำให้เราเป็นทุกข์ ให้โทษความโง่ของเราเองที่หลงเกิดมามีขันธ์ ๕ ให้ต้องพบกับความทุกข์กับสัทธรรมทั้ง ๕ อย่างหนีไม่พ้น ทุกๆ ครั้ง ที่เกิดมามีร่างกาย ใช้ปัญญาให้ยอมรับกฎของกรรมอันเป็นอริยสัจ ทำจิตของเราให้ผ่องใส บริสุทธิ์ใจเข้าไว้กับทุกๆ คน จักทำให้เข้าถึงพระนิพพานได้โดยง่าย

          ๔. ร่างกายไม่มีสาระแก่นสาร แต่เหตุไฉนจึงเป็นที่ผูกพันของจิต มานับอสงไขยกับนับไม่ถ้วน หากไม่หมั่นพิจารณาร่างกาย จักออกจากกองสังขารนี้ได้อย่างไรกัน ขอพวกเจ้าจงอย่าขี้เกียจ แม้จิตมันจักคร้าน ไม่ขยัน ก็ให้พยายามพิจารณาวันละนิด วันละหน่อย เหมือนดังสมัยรักษาศีล ตั้งใจไม่ให้ศีลขาด - ศีลด่าง - ศีลพร่อง ก็ระมัดระวังอยู่ การพิจารณาร่างกายก็เช่นกัน หรือแม้แต่การพิจารณาอารมณ์จิตก็เช่นกัน มีอะไรมากระทบจิต ทำให้ความทุกข์เกิดขึ้นแก่จิต ลักษณะอาการของความทุกข์ย่อมกำหนดรู้ได้เป็นเครื่องเสียดแทง เมื่อรู้ก็พึงหมั่นละ - ปล่อย - วางอารมณ์ที่เป็นทุกข์ให้ออกไปจากจิต ต้องค่อย ๆ ทำไป มิใช่จักฝึกได้กันในวันสองวันเท่านั้น อย่าลืม พระสาวกกว่าจักบรรลุได้ต้องอาศัยเวลาบำเพ็ญบารมีตั้งหนึ่งอสงไขยกำไรแสนกัป พวกเจ้าแม้จักบำเพ็ญบารมีตามท่านฤๅษีมามากก็จริงอยู่ แต่ก็เพิ่งจักมาลาพุทธภูมิเอาตามท่านฤๅษีในชาตินี้ พุทธภูมิที่บำเพ็ญมาไม่ได้บำเพ็ญเพื่อเป็นพระอริยเจ้า เมื่อลาพุทธภูมิก็ต้องมาขึ้นต้นกันใหม่ แม้อารมณ์พุทธภูมิจักเข้มข้นกว่าพระสาวกก็ตาม การรู้มากก็มิใช่ว่าจักดีเสมอไป เพราะจับหนทางไม่ถูก เรียกว่ากรรมฐาน ๔๐ กองนั้น ตั้งท่าว่าจักชอบหมดทุกกอง เลยจับอะไรไม่ถูก เรียกว่าส่วนใหญ่รู้ดี แต่จิตยังเข้าไม่ถึงความดีอย่างแท้จริง คือ การกำหนดรู้ตัดสังโยชน์ ๑๐ ยังมีกำลังอ่อนไป จึงจำเป็นต้องหมั่นฝึกฝนการพิจารณาร่างกายและอารมณ์ของจิตที่เข้ามากระทบให้เกิดทุกข์ขึ้นบ่อย ๆ มาถึงจุดนี้แล้ว ก็จักเห็นว่า เกาะสุขก็เป็นทุกข์ เพราะสุขทางโลกก็ไม่เที่ยง หากไม่เข้าใจจุดนี้ จิตก็จักมีอุปาทาน หลงแสวงหาสุขที่ไม่เที่ยงนั้น ๆ ซึ่งต่างกับสภาวะจิตที่เข้าถึงพระนิพพาน ไม่สุข - ไม่ทุกข์ ไม่เกิด - ไม่ดับ เป็นธรรมว่างอย่างยิ่ง กล่าวคือ กิเลสทั้งปวงไม่มีเข้ามากล้ำกลายในจิต จิตไม่มีอาการเสียดแทงหรือหวั่นไวด้วยประการทั้งปวง (มีผู้เข้าใจผิดเป็นอันมากว่า พระพุทธเจ้าก็ดี พระอรหันต์สาวกก็ดี เป็นผู้ไกลจากกิเลส) พึงพิจารณาจุดนี้ให้ดี เห็นอารมณ์แล้ว หมั่นสอบจิต สำรวมจิต ระมัดระวังจิต หากรู้ไม่เท่าทันก็สอบตกอยู่เป็นธรรมดา จงอย่าละความเพียรเสียอย่างเดียว แล้วที่สุดจิตจักรู้หนทางหลุดพ้นได้เอง

          ๕. มองเห็นโทษของทุกขเวทนาแล้ว ก็พึงมองไปถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์นั้นด้วย เมื่อเห็นต้นเหตุ คือ สมุทัยนั้นแหละ จึงพึงแก้ที่ต้นเหตุ ไม่มีทุกข์อันใดหรือโทษอันใดที่รู้ต้นเหตุแล้ว จิตนั้นจักล่วงทุกข์ไม่ได้ นอกเสียจากว่าเป็นอาภัพบุคคลที่ธรรมะของตถาคตเจ้าทั้งหลายโปรดไม่ได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับกำลังใจอย่างเดียวเท่านั้น หากบุคคลใดเดินให้ตรงทางของศีล - สมาธิ - ปัญญา หรือมรรค ๘ แล้ว จึงจักล่วงทุกข์ไปได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับกำลังใจอย่างเดียว แม้ร่างกายจักไม่ดี ก็ขอให้รักษากำลังใจให้ดีไว้ก็แล้วกัน

          ๖. มองทุกสิ่งทุกอย่างในโลกก็ไม่เที่ยง ยึดถือเข้าก็เป็นทุกข์ ทุกอย่างที่สุดเป็นอนัตตา โลกนี้ทั้งโลกในที่สุดแล้วไม่มีอะไรเหลือ อย่าคิดหวังพึ่งโลกอีกต่อไป และให้พิจารณาตัด - ปล่อย - วางอุปาทานขันธ์ ๕ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จักมากได้ กฎของกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำซ้อน ก็ให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะกรรมใดที่จิตเราไม่เคยก่อไว้ในอดีต วิบากนั้น ๆ จักเกิดขึ้นกับเรานั้นเป็นไปไม่ได้ ที่เป็นทุกข์นั้น เพราะจิตมันฝืนไม่ยอมรับนับถือกฎของกรรม จึงทำให้ทุกข์ ต้องฝึกฝนอบรมจิตอย่าให้ดิ้นรนไปฝืนโลกฝืนธรรม แล้วจิตจักเป็นสุข โดยการยอมรับนับถือกฎของธรรม กฎธรรมดาของขันธ์ ๕ ทุกอย่างล้วนเป็นธรรมดาทั้งสิ้น สิ่งใดไม่ดีอย่าจำมาทำร้ายจิตของตนเอง ทิ้งออกไปให้หมด ตั้งหน้าตั้งตาเดินไปตามศีล - สมาธิ - ปัญญาอย่างไม่หยุดยั้ง อย่าท้อถอยแล้วสักวันหนึ่งก็จักถึงจุดหมายปลายทางได้เอง

          ๗. ร่างกายไม่มีแก่นสารก็จริงอยู่ แต่เมื่อมีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียนร่างกาย ก็จำเป็นที่จักต้องหาทางรักษาเพื่อบรรเทาทุกขเวทนาของร่างกาย จักได้ไม่ส่งผลมาถึงจิตทำให้จิตพลอยถูกเบียดเบียนไปด้วย ให้พยายามแยกกาย - เวทนา - จิต - ธรรมออกจากกันว่า สิ่งไหนเป็นเรื่องของกาย สิ่งไหนเป็นเรื่องของจิต ให้ตั้งใจทำให้ดีอย่าท้อแท้กับเหตุใด ๆ ทั้งปวง ให้พิจารณาลงตัวธรรมดาเสียให้ได้ แล้วทุกอย่างก็จักไม่เป็นเรื่องที่สร้างความหนักใจให้ เรื่องนี้ให้ดูท่านพระ... เป็นตัวอย่าง ร่างกายของท่านไม่ดี ท่านยิ่งตัดใจวางขันธ์ ๕ ให้มากขึ้น จิตอยู่ในอารมณ์สักแต่ว่าให้มันเป็นไปตามเรื่องของขันธ์ ๕ เท่านั้น จิตของท่านจึงเป็นสุข ร่างกายยิ่งใกล้จักพังยิ่งเป็นสุขใหญ่ แต่มิใช่แกล้งให้มันพัง จิตท่านมีเมตตากับร่างกายตนเองมาก แต่ในขณะเดียวกันอารมณ์วางเฉยในร่างกาย ก็ทรงตัวเป็น เอกัตคตารมณ์

          ๘. ร่างกายไม่ดีย่อมพาจิตให้ไม่ดีไปด้วย มีแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่ร่างกายไม่ดี จิตใจไม่เกี่ยวเกาะร่างกาย จิตของท่านดีอยู่เสมอ อารมณ์ของท่านไม่มีไหลขึ้นไหลลงจิตคงที่ไม่มีความหวั่นไหวไปกับร่างกาย เพราะฉะนั้นเจ้ายังไม่ใช่พระอรหันต์ จึงยังมีอารมณ์ไหลขึ้นไหลลง ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ยิ่งวันไหนร่างกายแย่ จักเห็นอารมณ์ของจิตแย่ตามชัด ก็นับว่าเป็นปกติธรรมอยู่ เพราะผู้มีอารมณ์จิตไม่ไหลขึ้นไหลลง มีอยู่แต่พระอรหันต์เท่านั้น เวลานี้พวกเจ้าให้สังเกตท่านพระ...ให้ดี ปฏิปทาจริยาของท่านจักเป็นครูสอนพวกเจ้าสืบไป

          ๙. งานทางโลกทำเท่าไหร่ไม่รู้จักจบ ต่างกับงานทางธรรมทำแล้วมีทางจบ ไม่ต้องกลับมาทำแล้วทำอีก และจงหมั่นพยายามปล่อยวางความกังวลใจในเรื่องทุกเรื่องลงเสีย ด้วยการพิจารณาให้เห็นทุกข์ และเห็นธรรมดาในเรื่องนั้น ๆ อย่าเอาจิตไปเกาะงานให้มากนัก ให้พิจารณาลงตัวธรรมดาเข้าไว้ เพราะนี่แหละคือความปรารถนาไม่สมหวัง มันเป็นของธรรมดา พึงวางอารมณ์ให้อยู่ในความดี และเห็นเป็นกฎของกรรมลงเสีย จิตก็จักไม่ดิ้นรนฝืนโลก ฝืนธรรมให้เกิดความทุกข์ จิตปล่อยวางทุกอย่างลงตัวธรรมดาหมด ความสุขก็จักเกิดขึ้นได้ ให้พิจารณาค้นหาความจริงให้พบ น้อมจิตพิจารณาลงไป อย่าทิ้งอารมณ์แล้วจักเห็นหนทางไปได้ดีในการปฏิบัตินี้

          ๑๐. ร่างกายที่เห็นอยู่นี้ เป็นของใครก็ไม่รู้ มันเป็นสมบัติของโลก ซึ่งไม่มีใครเอาไปได้ อย่าไปดูว่ามันดี หรือมันเลว ให้เห็นมันเป็นธรรมดาทุกอย่าง จักแก่ จักเจ็บ จักตายด้วยโรค หรือด้วยเหตุประการใดก็เป็นธรรมดา อย่าไปวิตกอย่าไปกังวลให้มากนัก ร่างกายจักเป็นเช่นไร ก็เป็นเรื่องธรรมดา ให้ใช้จิตพิจารณาคำว่าธรรมดาเข้าไว้ จิตจักไม่ดิ้นรนเยือกเย็นทุกอย่าง ความสุขจักเกิดขึ้นกับจิตมากหากรักษาอารมณ์ที่เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมเข้าไว้ ที่สุดแม้แต่ความตาย จักเข้ามาถึงร่างกายก็ยังเป็นของธรรมดา

          ๑๑. ให้ดูร่างกายที่ไม่เที่ยงเข้าไว้ แล้วก็ให้ดูจิตที่มีอารมณ์ไม่เที่ยงเข้าไว้ แล้วหวนดูความปรารถนา หรือความทะยานอยากของจิตเข้าไว้ใครจักเป็นผู้ดับความกระหายหรือความทะยานอยากหรือความปรารถนาของจิตได้ ถ้าดับด้วยการสนองตัณหาก็คือกิเลส ถ้าดับด้วยปัญญาก็จักเห็นแนวทางความสุขของจิตชัด ไม่มีความทะยานอยากด้วยกิเลส ไม่มีการสนองกิเลส จิตเห็นธรรมดาของอารมณ์ เห็นช่องทางที่จักไปให้พ้นได้จากวัฏสงสาร อย่าท้อถอย อย่าอ่อนแอ อะไรเกิดขึ้นกับร่างกาย อะไรเกิดขึ้นกับอารมณ์นั่นเป็นของธรรมดา ปล่อยวางไปให้ถึงที่สุดปล่อยวางด้วยปัญญา อันตั้งมั่นมาจากสมาธิ อันเกิดมาแต่ศีลบริสุทธิ์เท่านั้น ทำกำลังใจให้เต็มเข้าไว้ เรื่องของการปฏิบัติไม่มีใครช่วยใครได้ สำคัญอยู่ที่กำลังของตนเองเป็นสำคัญ

          ๑๒. อย่ากังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งปวง ทำจิตให้สบาย ๆ ให้เห็นกฎของกรรมให้ชัด อย่าทำจิตให้เดือดร้อน ดูกรรมดี กรรมที่เป็นกุศลเข้ามาก็ส่งผลดีให้ (เป็นธรรมดา) อย่าให้หลงใหล ดูกรรมชั่ว กรรมที่เป็นอกุศลเข้ามา ก็ส่งผลให้เป็นผลเสียเข้ามา (เป็นธรรมดา) ไม่ว่าทางด้านกาย - วาจา - ใจ ก็ให้เห็นเป็นของธรรมดา โลกนี้ทั้งโลกหาความเที่ยงหาความสงบไม่ได้ กำหนดจิตปล่อยวางโลกให้ได้มากที่สุด แล้วจิตจักเป็นสุข แต่ไม่ใช่ไม่รู้เท่าทันโลกเลยนะ ให้รู้แจ้งโลก จึงวางโลกได้ ไม่ว่าจักเป็นโลกภายนอกหรือโลกภายใน อะไรมันเกิดก็ให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดา แล้วหมั่นดูจุดยืน คือกระทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพานเอาไว้ให้ดี จิตจักได้มั่นคงไม่อ่อนไหวง่าย เห็นทางไปพระนิพพานได้อย่างไรชัดเจนแจ่มใส อย่าลืมพระนิพพานเขาเอาใจไปกัน มันใช่เอากายไปกัน อย่างห่วงร่างกายให้มันมากนัก และจงอย่าประมาทในกรรมทั้งหลายทั้งปวง เตือนเพียงเท่านี้แล้ว นำไปพิจารณาเอาเอง

          ๑๓. เห็นโทษของการเกิดนั้นเป็นของดี ให้พิจารณาย้อนไปว่า การเกิดเป็นสัตว์ เกิดเป็นเปรต เกิดเป็นอสูรกายเป็นสัตว์นรก จักทุกข์มากขนาดไหน พิจารณาย้อนไปให้เห็นชัดถึงตัวโทษของการเกิดอารมณ์ รัก-โลภ-โกรธ- หลงนั้นๆ มีผลอย่างไร ทุกอย่างล้วนเป็นอริยสัจ กรรมทั้งหมายมาแต่เหตุทั้งสิ้น ใครทำใครได้ กฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย จุดนี้หมั่นพิจารณาให้มาก การพูดการอ่านเท่าไหร่ก็ไม่ละเอียดเท่ากับการใช้จิตพิจารณาเอาเอง ให้จิตของเรารู้เอง ใครจักมาบอกเราให้รู้สัก ๑๐๐ ครั้ง ๑,๐๐๐ ครั้ง ก็สู้เรารู้ด้วยจิตของเราเองครั้งเดียวไม่ได้ ตถาคตไม่จำเป็นต้องตรัสให้มากไปกว่านี้ตรัสเพียงเท่านี้ก็สามารถนำไปพิจารณาปฏิบัติได้แล้ว

          ๑๔. การนินทาว่าร้ายคนอื่น จิตของผู้นั้นจักร้อนรุ่มเป็นที่สุด พิจารณาจุดนี้ให้มาก พยายามรักษากาย - วาจา - ใจให้สงบเป็นสุข เป็นสิ่งดี คิดไว้เสมอว่ากรรมของใครก็กรรมของมัน เตือนใจไว้เสมอ อย่าไปสนใจกับกรรมของผู้อื่น ใครจักด่าจักนินทาก็เรื่องของเขา เรามิได้ดี หรือเลวไปกับคำด่าคำนินทาของเขา ดีหรือเลวอยู่ที่ศีล - สมาธิ - ปัญญา ของกาย - วาจา - ใจของเราเท่านั้น มิได้เกี่ยวกับบุคคลอื่นเลย ให้มีสติกำหนดรู้จุดนี้เอาไว้ให้ดี จักไปพระนิพพานต้องผ่านจุดนี้ให้ได้ ดูภายในคือกาย - วาจา - ใจของตน อย่าให้บกพร่องในศีล-สมาธิ-ปัญญา แม้แต่ชั่วขณะจิตหนึ่ง ดูภายนอกคือกาย-วาจา-ใจ ของบุคคลอื่น ปล่อยวางให้มากที่สุด เพราะไม่เกี่ยวกันเลย พยายามพิจารณาให้ลงตัวธรรมดา เห็นธรรมดาของร่างกาย เห็นธรรมดาของโลกธรรม ๘ เห็นธรรมดาของอารมณ์ให้มาก จิตจักได้ไม่ดิ้นรน เยือกเย็นลง เห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง ไม่ทวนกระแสโลก (ไม่ฝืนโลก) ไม่ทวนกระแสธรรม (ไม่ฝืนธรรม) ทุกอย่างเป็นธรรมดาหมด วางอารมณ์ให้ถูกแล้วจิตจักเป็นสุข ยังมีชีวิตอยู่ก็ทำหน้าที่ทุกอย่างให้ครบด้วยกำลังใจเต็ม เพื่อพระนิพพานจุดเดียว

          ๑๕. อย่าไปขวางกรรมหรือแก้กรรมของใคร ปล่อยวางทุกอย่างให้เป็นไปตามกรรม แม้แต่สภาพของร่างกายตนเองก็เช่นกัน ดูความเกิด ดูความดับของร่างกายเป็นของธรรมดา ไม่ควรอาลัยใยดีหรือกังวลให้มากจนเกินไป มองร่างกายตามสภาพความเป็นจริง แล้วปล่อยวางด้วยปัญญาให้มากที่สุดเท่าที่จักมากได้ หากร่างกายเราเกิดมีอาการเจ็บป่วยขึ้นจงคิดว่าเราอาจโชคดี รีบตัดร่างกายทิ้งไปให้ได้ เราก็ถึงซึ่งพระนิพพานได้เช่นกัน ขอจงอย่าประมาทในชีวิต และอย่ากลัวความตาย เพราะถ้าไม่ตายก็เข้าถึงซึ่งพระนิพพานอย่างถาวรไม่ได้ เมื่อวาระนั้นมาถึง จงอย่าห่วงอะไรทั้งหมด ให้ตัดใจวางภาระและพันธะหน้าที่ทั้งหมดทั้งภายนอกและภายใน เพราะมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่มีใครเอาสมบัติของโลกไปได้ จิตมุ่งสู่พระนิพพานจุดเดียวเท่านั้น (รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน)

          ๑๖. เมื่อสอบถามอารมณ์จิตของพระที่ท่านวางอารมณ์ สังขารุเบกขาญาณได้จริงแล้วมีความว่า หากมีผู้หญิงมาสนใจตัวท่าน ของใช้ส่วนตัวท่าน แม้แต่ห้องนอน - ห้องน้ำของท่านจนเกินพอดี ท่านจะคิดอย่างไร ท่านตอบว่าแม้แต่ร่างกายหรือ รูป - เวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณ ยังไม่ใช่ของเรา เราคือจิต แล้วห้องน้ำ - ห้องนอน สิ่งภายนอกกาย มันจะเป็นเราเป็นของเราได้อย่างไร การวางอารมณ์วางเฉย หรือ สังขารุเบกขาญาณ คือ วางทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับร่างกายว่า มันหาใช่เรา หาใช่ของเราไม่ โดยไม่มีอารมณ์ฝืนกระแสโลก ไม่ฝืนกระแสธรรม มองทุกอย่างเป็นธรรมดาหมด จิตก็จะไม่เป็นทุกข์ ท่านสอนให้ดูจิตที่เป็นดวงแก้วใสสว่าง ๆ นั่นแหละ คือเราดูอยู่เพียงอย่างเดียว หากยังมีอารมณ์ฝืนโลก - ฝืนธรรมอยู่ ก็ไม่แน่ว่าจะไปพระนิพพานได้ จึงต้องไม่มีอารมณ์ฝืนโลก ฝืนธรรม เหมือนว่ายตามน้ำ ไม่ว่ายทวนน้ำ โลกจะเป็นอย่างไรก็เรื่องของโลก ให้รักษาอารมณ์จิตอย่างเดียว เพื่อไปให้ถึงพระนิพพานให้ได้ นี่ก็เป็นตัวอย่างของพระที่ท่านหมดความยึดมั่นถือมั่น ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก รวมทั้งร่างกายที่จิตท่านอาศัยอยู่ว่ามันไม่ใช่ท่าน ไม่ได้เป็นของท่าน รู้ชัดว่าไม่มีใครเอาสมบัติของโลกไปได้ ทุกอย่างในโลกเป็นเพียงแค่สภาวธรรมที่เกิดดับ ๆ อย่างเป็นสันตติธรรม ทุกอย่างในโลกจึงเป็นแค่สมมุติธรรมที่แสดงอยู่ล่อจิตที่โง่ (มีอวิชชา) ให้ติดและหลงใหลอยู่กับมัน หากวางจุดนี้ได้ก็จบกิจในพระพุทธศาสนา

          ๑๗. ให้มีจิตระลึกไว้เสมอว่า ร่างกายนี้จักต้องตายอยู่เสมอ อาจจักตายเดี๋ยวนี้หรือขณะจิตข้างหน้านี้ก็ได้ อย่ามีความประมาทในชีวิต แล้วจงหมั่นพยายามเลี่ยงให้พ้นซึ่งอารมณ์เศร้าหมองของจิต ให้พิจารณาลงตัวธรรมดาเสียให้หมด ได้เมื่อไหร่ก็เป็นพระอรหันต์เมื่อนั้น ร่างกายที่เห็นอยู่นี้ อย่าไปคิดว่ามันจักอยู่นาน เพียรพิจารณาถึงความอนัตตาอยู่เสมอ ร่างกายภายนอกสัตว์-วัตถุธาตุทั้งหลายก็เช่นกัน ที่สุดก็อนัตตาเหมือนกันหมด โลกนี้ทั้งโลกไม่มีอะไรเหลือ จักพึงยึดถือสิ่งใดกับโลกเล่าถามจิตให้จิตตอบ และให้ยอมรับทุกอย่างตามความเป็นจริง อย่างเช่นทำงานอะไรก็ให้เอาความสุขกาย-สุขใจเป็นที่ตั้ง และทำด้วยความเต็มใจไม่หวังผลตอบแทนในโลกธรรมทั้งปวง มีอารมณ์หวังเพียงอย่างเดียวคือทำเพื่อการละการตัดซึ่งความโกรธ-โลภ-หลง นั่นคือการเข้าใจถึงซึ่งกำลังใจเต็ม การกระทำนั้นได้ชื่อว่าทำเพื่อพระนิพพาน ตรัสไว้เพียงสั้น ๆ แค่นี้ แล้วนำไปพิจารณาและปฏิบัติให้ดี

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่