(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๙)

มรณานุสสติยังอ่อนอยู่




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอนเรื่องมรณานุสสติยังอ่อนอยู่ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ในเมื่อรู้จิตตนเองว่ายังอ่อนเรื่องการนึกถึงความตายอยู่ ก็ต้องเร่งรัดตนเอง เช่นคิดถึงเรื่องในพระสูตร คือท่านปฏาจราเถรีที่พิจารณาว่า ความตายมีได้ทั้ง ปฐมวัย - มัชฌิมวัยและปัจฉิมวัย แล้วหวนนึกถึงคำสั่งสอนขององค์สมเด็จปัจจุบัน ตรงที่ทรงตรัสว่า เมื่อความตายเข้ามาถึงเรา คนที่เรารักมีบิดา - มารดา สามี - บุตร - ธิดา เป็นต้น ก็ไม่สามารถจักช่วยเราได้มีแต่จิตของเราเอง จักต้องไปตามกฎของกรรมแต่เพียงผู้เดียว แม้ในขณะเดียวกัน คนที่เรารัก มีบิดา - มารดา - สามี - บุตร - ธิดาจักตาย เราก็ช่วยเขาไม่ได้เช่นกัน เขาก็จักต้องไปตามกรรมของเขา

          ๒. ถ้าพวกเจ้าเอามาพิจารณาว่า หากจิตของตนเองกำหนดรู้อยู่ถึงความตาย พฤติการณ์ของบุคคลใดเล่าจักมีประโยชน์แก่จิตของเราที่พึงจักไปสนใจ มีแต่กรรมของเราเท่านั้นที่พึงควรจักสนใจ เพราะเมื่อตายไปแล้ว มีแต่เราเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งแห่งตน จุดนี้จักทำให้ไม่ประมาทในชีวิต และวางเรื่องของคนอื่นลงได้อย่างสนิทใจ

          ๓. ให้พยายามถามจิตตนเองบ่อยๆ ว่า หากตายตอนนี้ในขณะจิตนี้จักไปไหน กำหนดจิตให้รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพานไว้เสมอ จิตจักมั่นคงอยู่อานาปา, มรณา และอุปสมา นุสสติอยู่เสมอๆ จัดเป็นการซ้อมตาย และพร้อมที่จักตายอยู่ตลอดเวลาด้วยความไม่ประมาท มีเป้าหมายที่จักต้องไปจุดเดียวคือพระนิพพาน พยายามทำบ่อยๆ ให้ชิน จิตก็จักเป็นฌานในการกำหนดรู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน เป็นอัตโนมัติได้ในที่สุด ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับความเพียรของจิตเราแต่ผู้เดียวเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งแห่งตน หรือจักต้องไปตามกฎของกรรมแต่เพียงผู้เดียว

          ๔. ดังนั้น การพิจารณาศีล - สมาธิ - ปัญญา โดยเอาสังโยชน์ ๑๐ เป็นเครื่องวัดอารมณ์ของจิตอยู่เสมอ บวกกับมีบารมี ๑๐ เป็นตัวเสริมการพิจารณา จักเป็นทางเข้าถึงพระนิพพานได้ง่ายขึ้น และอย่าลืมเพียรพิจารณาขันธ์ ๕ ให้มากๆ โดยอเนกปริยายแล้ว จักละเอียดในธรรมมากขึ้น เพราะการไปพระนิพพานประสงค์จักตัดหรือละจากขันธ์ ๕ ก็จักต้องพิจารณาขันธ์ ๕ เท่านั้น ไม่มีทางอื่นไปได้ โดยพิจารณาร่างกายนี้ให้เห็นชัดตามสภาพของความเป็นจริง ไม่ว่ารูปอันประกอบขึ้นด้วยธาตุ ๔ เป็นอาการ ๓๒ เข้ามาประชุมกัน ให้เห็นความไม่เที่ยงอันเป็นที่ตั้งของรูป มีความเสื่อม มีความสลายตัวไปในที่สุด แล้วให้พิจารณาตาม อันได้แก่ เวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณ ก็ไม่เที่ยง มีเกิดขึ้นแล้วก็มีความเสื่อม มีความสลายตัวไปในที่สุดเช่นกัน ให้เห็นสภาพขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง จิตก็จักเกิดความเบื่อหน่ายในขันธ์ ๕ และละขันธ์ ๕ ได้ในที่สุด

          ๕. อย่าใช้ความจำคือสัญญา จำแต่ตัวหนังสือนั้นใช้ไม่ได้ การเจริญพระกรรมฐาน ถ้าจักให้ผลดี ให้ผลทรงตัว จักต้องใช้จิตน้อมลงไปยอมรับกฎของความเป็นจริงของขันธ์ ๕ นั่นแหละจึงจักเป็นการถูกต้องของการปฏิบัติให้ทบทวนเรื่องอุบัติเหตุคือเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดฝันประกอบ จักได้ไม่ประมาทในชีวิต ลืมคิดว่าความตายอาจมีเข้ามาได้เสมอ จึงควรอย่างยิ่งที่จักเจริญวิปัสสนากรรมฐานให้ถึงขั้นตัดความห่วงอาลัยในชีวิต หมั่นพิจารณาขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริงว่า รูป - เวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณนั้นไม่ใช่เรา ไม่มีในเรา พยายามให้จิตยอมรับความจริงเอาไว้เสมอ เช่น สุขภาพไม่ดีก็ให้พิจารณาลงตรงธาตุ ๔ อาการ ๓๒ นั้นไม่เที่ยง เป็นปกติของมัน เราห้ามมันไม่ได้ แล้วมันก็มีความตายไปในที่สุด ให้หมั่นพิจารณาให้จิตยอมรับ แล้วพยายามเอาจิตจับพระนิพพานให้มาก พิจารณาไปสภาวะอย่างนี้จักไม่มีกับเราอีก ขึ้นชื่อว่าทุกข์อื่นใดจักเท่ากับทุกข์ในขันธ์ ๕ นั้นไม่มี หมั่นทำให้บ่อยๆ แล้วจักละขันธ์ ๕ ได้ อย่าปล่อยวางความเพียรทิ้งไปก็แล้วกัน

 

ให้สนใจศีลที่ท่านพระ...แนะนำให้มาก

          ๑. การรักษาศีลเพื่อป้องกันกิเลส มีขั้นตอนดังนี้

               ก) ใหม่ๆ จะเคร่งและเครียดมาก ขนาดต้องจดศีล ๒๒๗ ใส่กระเป๋าไว้ และหมั่นทบทวนเมื่อมีโอกาสทุกครั้ง จนจำขึ้นใจได้

               ข) ศีลพระ จะเอาแต่เจตนาเป็นหลักตัวเดียวไม่ได้ เพราะจะรู้ - จะไม่รู้ หรือสงสัยหรือสำคัญผิด ก็มีอาบัติปรับทั้งสิ้น

               ค) ในที่สุด จะต้องมาดูอารมณ์จิตของตนว่า มันเกิดกิเลสหรือไม่

          เพราะพระพุทธเจ้าทรงมีบัญญัติศีลก็เพื่อประโยชน์กับผู้ปฏิบัติเอง ทรงตรัสไว้ ๑๐ อย่าง (๑๐ ข้อ)

          ในข้อ ๕ เพื่อป้องกันอาสวะ (กิเลส) ที่จะเกิดในปัจจุบัน (มิให้เกิดขึ้น)

          ในข้อ ๖ เพื่อกำจัดอาสวะ (กิเลส) ที่จะเกิดในอนาคต (ให้หมดไป)

          จุดนี้ทำให้ท่านพิจารณาใคร่ครวญจน เห็นคุณของการมีศีล และเห็นโทษของการไม่มีศีล จนกระทั่งใจไม่ยอมละเมิดศีลอีก (เพียรหมั่นรักษาศีลด้วยปัญญา จนกระทั่งศีลรักษาใจ ไม่ให้ละเมิดศีลอีกเป็นอัตโนมัติ) จึงเท่ากับระมัดระวังจิตไม่ให้เกิดกิเลสนั่นเอง (ยกตัวอย่างง่ายๆ ไม่ปาณาติบาต ก็ตัดความโกรธ ไม่อทินนาทาน ก็ตัดความโลภ ไม่กาเม ก็ตัดความหลง เป็นต้น)

          ๒. ท่านจึงเข้าใจดีว่า รักษาศีลทำไม รักษาศีลเพื่อป้องกันกิเลสตัวใหญ่ๆ คือ โลภ - โกรธ - หลง ผลจากความเพียรระมัดระวังศีลจนศีลรักษาใจท่าน ไม่ให้ละเมิดศีลเป็นอัตโนมัติ เท่ากับป้องกันจิตไม่ให้เกิดกิเลสไปในตัว ผลทำให้จิตสงบเยือกเย็นมาก เพราะการรักษาศีลก็คือการรักษาจิตไม่ให้เกิดกิเลส การระมัดระวังศีลก็คือการระมัดระวังจิตไม่ให้เกิดกิเลส ซึ่งเป็นอันเดียวกัน

          ๓. เมื่อจิตเป็นสีลานุสสติ จิตเป็นฌานในศีล จึงเท่ากับศีลรักษาจิตไม่ให้เกิดกิเลสได้ไปในตัว นี่แหละคือศีล - สมาธิ - ปัญญา ต่างอาศัยซึ่งกันและกัน แยกกันไม่ได้ในการปฏิบัติ รวมกันเป็นหนึ่งตรงจุดนี้แหละ คือ ต้องเกิดมรรคผลก่อนจึงจะรู้จริงได้ ดังนั้น ศีลพระจึงละเอียดกว่าศีล ๕ และศีล ๘ ของฆราวาสมาก เมื่อศีลรักษาใจท่านไม่ให้ละเมิดศีลได้เป็นอัตโนมัติแล้ว จึงเท่ากับตัดอารมณ์ราคะ โลภะ และปฏิฆะ (โทสะ) ได้ไปในตัวเช่นกัน

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเสริมให้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. สำหรับพวกเจ้า จงหมั่นศึกษาคำสอนเรื่องศีล ป้องกันไม่ให้เกิดกิเลสของท่านพระ...ให้มากๆ จักได้ตัดอารมณ์ราคะและปฏิฆะได้จริงๆ เสียที

          ๒. การรักษาศีล - สมาธิ - ปัญญา ให้ดูบารมี ๑๐ หรือกำลังใจเต็มเป็นสำคัญ ถ้ากำลังใจไม่เต็มเสียอย่างเดียว ศีล - สมาธิ - ปัญญาก็เต็มอยู่ในจิตไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จักต้องคอยตรวจดูการกระทำของ กาย - วาจา - ใจอยู่ตลอดเวลาว่า กรรมนั้นเป็นไปเพื่อกิเลสหรือเป็นไปเพื่อพระนิพพาน เรื่องของการผิดพลาดบ้างเป็นของธรรมดา แต่พึงมีสติ - สัมปชัญญะ กำหนดรู้ด้วยปัญญาว่า ต่อไปจักไม่ทำ - ไม่พูด - ไม่คิดอย่างนั้นอีก

          ๓. การปฏิบัติงานทั้งทางโลกและทางธรรม ต้องไม่ทิ้งสายกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทา ให้จิตยอมรับความจริง ยอมรับกฎธรรมดาหรือกฎของกรรมเข้าไว้ หากจิตยังฝืนอยู่เท่าไหร่ ถือว่ายังห่างไกลวิปัสสนาญาณเท่านั้น ทำอะไรก็ให้จิตยอมรับกฎของธรรมดาเข้าไว้บ้าง พิจารณาทุกอย่างให้เข้าหาธรรมดา เพราะจุดนี้แหละคืออริยสัจ และเป็นเหตุให้ตัดร่างกายได้ในที่สุด

          ๔. ดูจิต ดูอารมณ์ของจิตที่เกาะติดขันธ์ ๕ ด้วยอุปทานยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเรา เป็นของเราว่า อารมณ์อันไหนเกิดแก่จิตบ้าง ถ้าไม่เห็นก็แก้ไขอันใดมิได้ จักต้องเห็นจิตเห็นอารมณ์ของจิตจึงจักแก้ไขได้ ในประการอื่นๆ ไม่สำคัญเท่ากับดูจิต เป็นอารมณ์ของตนเอง ให้เห็นคุณของศีล - สมาธิ - ปัญญา ให้เห็นโทษของการไปติดขันธ์ ๕ ให้เห็นโทษของกามคุณ ๕ นี้จักต้องอาศัยความใจเย็น สอบสวนจิตให้ลึกลงไป ค่อยๆ ทำไป แล้วจักเห็นเหตุเห็นผล เห็นหนทางแก้ไขอารมณ์ของจิตชัดเจนขึ้น

          ๕. อย่าสนใจสิ่งอื่นใดให้มากกว่าจิตของตน เพราะการส่งจิตออกนอกกายนั้นเป็นการแสวงหาทุกข์ เป็นสมุทัยเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ แต่การเห็นอารมณ์จิตของตนเอง รักษาอารมณ์จิตของตนเอง ให้ทรงอยู่ในความผ่องใส ว่างจากกิเลสเป็นความสุข แม้จักระงับได้ชั่วคราว ก็จัดว่าเป็นความดีสูงสุดในพระพุทธศาสนา เห็นจิต เห็นอารมณ์ของจิต จึงเป็นคุณสมบัติของนักปฏิบัติธรรมในเขตพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง แต่จำจักต้องเห็นจิต เห็นอารมณ์ของจิตตามความเป็นจริง อย่าให้เห็นไปด้วยการเจือไปด้วยอารมณ์กิเลส คือ โมหะ - โทสะ - ราคะ เข้ามาบดบังความเห็นของจิตก็ใช้ไม่ได้ จักต้องมองเห็นด้วยปัญญา คือ ในอริยสัจนั่นแหละ จึงจักเป็นการมองจิต รู้อารมณ์ของจิตอย่างแท้จริง

          ๖. อย่าเป็นกังวลเรื่องสงฆ์ในวัด หรือแม้นอกวัดให้มากเกินไป เพราะความหวังดีกับพระพุทธศาสนา ก็จงหวังดีกับจิตของตนเองด้วย ทุกอย่างทำตามหน้าที่ อย่าเก็บเอาความกังวลเข้ามา หรือเก็บเอากรรมหรือการกระทำของผู้อื่น จริยาของผู้อื่นเข้ามา เพราะจักทำให้เป็นทุกข์ พยายามทำทุกอย่างให้ดี ก็ต้องทำด้วยจิตเป็นสุข อย่าให้จิตตนตกเป็นทาสของกิเลสตามอุปาทานของตนเองก็แล้วกัน

 

กฎของกรรมย่อมอยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด

          ๑. กฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย แม้แต่กรรมเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังตามมาให้ผล เช่น พระโมคคัลลานะถูกโจรทุบจนร่างกายแหลกเหลว ก่อนจะเหาะไปลาพระพุทธเจ้าเข้าสู่พระนิพพาน และเรื่องของสมเด็จองค์ปัจจุบันที่ทรงตรัสเล่าเรื่องกรรมเล็กๆ น้อยๆ คือ เรื่องน้ำขุ่น - น้ำใส ก่อนจะเข้าสู่ปรินิพพาน ก็ยังตามาให้ผลกับพระองค์ เป็นต้น

          ๒. หลังจากที่ท่านฤๅษีทิ้งขันธ์ ๕ ไปสู่พระนิพพานแล้ว เรื่องพระภิกษุสงฆ์ภายในวัดก็ปั่นป่วนมาก บ้างสึกภายใน ๗ วัน บ้างจะสึก บ้างจะย้ายออกนอกวัด บ้างพาคนไปทัวร์นอกวัดบ่อยๆ เป็นต้น ล้วนเป็นกฎของกรรมทั้งสิ้น ให้กำหนดจิตรู้ว่าเป็นไฟที่เผาผลาญ นำความทุกข์ร้อนให้เกิดแก่จิต หากละวางได้ในปฏิปทาของคนอื่น จิตก็จักไม่รุ่มร้อนไปด้วยไฟปฏิฆะ เพราะไปรับรู้เรื่องที่ไม่ใช่ของดี ไม่ใช่พระธรรม ไม่ใช่พระวินัย จิตไปเกาะอยู่ตามนั้นจึงได้ชื่อว่าเป็นของร้อน

          ๓. นี่เพราะเจริญศีลไม่ถึงขั้นที่ ๓ ไปยินดีด้วยในกรรมชั่วของผู้อื่น จิตจึงไม่มีอุเบกขาเพียงพอ ความเยือกเย็นของจิตจึงยังมีกำลังไม่เพียงพอ ไปทุกข์ร้อนกับพฤติการณ์ละเมิดศีล ละเมิดธรรมของคนอื่นเข้า เรียกว่าพรหมวิหาร ๔ ยังไม่เต็มจิต เพราะฉะนั้น จงหมั่นเจริญพรหมวิหาร ๔ ด้วยการเจริญศีล รักษาศีลให้ได้ครบทั้ง ๓ ขั้น เพราะศีลเป็นตัวปฏิบัติ พรหมวิหาร ๔ เป็นผล เป็นตัวคุมให้ศีลเต็มได้ถึง ๓ ขั้น จงอย่าละเลยจุดนี้ เพราะจุดนี้สำคัญมาก สัมมาทิฎฐิ - สัมมาสมาธิเกิดได้ตรงศีลบริสุทธิ์ อันเป็นเหตุให้เกิดปัญญาบริสุทธิ์ด้วย

          ๔. ให้สังเกตอารมณ์ของจิต ในอันที่จักเกิดปัญญาได้ มีการพิจารณาธรรมได้คล่องตัว เพราะเวลานั้นเกิดศีลบริสุทธิ์ขึ้นในจิต จิตไม่ยุ่งกับปฏิปทาของผู้อื่นด้วย จิตวางกังวลในขันธ์ ๕ ลงด้วย จิตไม่ตกเป็นทาสของนิวรณ์ ๕ ด้วย จิตสงบ - จิตเป็นสุข - มีสมาธิตั้งมั่น - ปัญญาพิจารณาธรรมก็เกิดขึ้นตรงนั้น ให้จำอารมณ์ตรงนี้เอาไว้ให้ดี จักได้มีจิตพร้อมไปด้วยศีล-สมาธิ-ปัญญา และพิจารณาเข้าถึงธรรมได้โดยง่าย อย่างเช่น การพิจารณา กายคตา บวก อสุภะ และธาตุ ๔ อย่าใจร้อน ให้มีความใจเย็น เพียรพิจารณาไปอย่างละเอียดรอบคอบ แล้วจักทำให้เกิดปัญญาพิจารณาร่างกายหรือขันธ์ ๕ ได้ตามความเป็นจริง ถ้าพิจารณาไปไม่ไหว ก็ให้ตรวจดูบารมี ๑๐ ว่าบกพร่องตรงไหนบ้าง ให้ปรับปรุงที่ตรงนั้น อย่างตัวใจร้อนถือว่าขาดเมตตาบารมี ไม่สงสารจิตของตนเอง ที่ไม่ยอมมีกำลังใจพิจารณาปลดขันธ์ ๕ ให้พ้นจากจิตที่ยังมีความเร่าร้อนมัวเมาอยู่กับขันธ์ ๕ หรือร่างกายนี้ต่อไปอีก ให้พิสูจน์กำลังใจหรือบารมี ๑๐ กันที่ตรงนี้

          ๕. อย่ากังวลกับเรื่องงานให้มากเกินไป หาเวลาพักผ่อนบ้าง เพื่อจักได้ไม่เบียดเบียนร่างกายให้มากจนเกินไป จิตที่อาศัยกายอยู่จักได้ไม่ถูกเบียดเบียนไปด้วย อย่าคิดเอาแต่รักษาจิตอย่างเดียวไม่ได้ จักต้องหมั่นรักษากายด้วย เพราะในขณะมีชีวิตอยู่นี้ กายกับจิตจักต้องคอยอาศัยซึ่งกันและกันอยู่ตลอดเวลา ให้สักเกตกายถูกเบียดเบียนเมื่อไหร่ จิตก็พลอยถูกเบียดเบียนไปด้วย เพราะฉะนั้น จงอย่าเบียดเบียนร่างกายให้มากจนเกินไป มองตัวพอดีหรือมัชฌิมาเอาไว้บ้าง (จุดนี้ก็คือว่าขาดเมตตาบารมี เพราะเป็นการเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นด้วย)

          ๖. ให้เห็นธรรมดาของโลก ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว ตั้งอยู่บนความเสื่อมแล้วก็ดับไปเป็นธรรมดาตามกฎของไตรลักษณ์ ดังนั้น การช่วยเหลือคนก็ดี สัตว์ก็ดี ให้ช่วยด้วยความบริสุทธิ์ใจ อย่าไปหวังผลตอบแทน และเมื่อช่วยแล้วไม่ได้ผลตามที่เราหวัง ตามที่เราตั้งใจ ก็ปล่อยวาง ให้ถือว่านี่เป็นกฎธรรมดา ทุกสิ่งทุกอย่างจักให้เป็นไปตามที่เราหวังดีสมปรารถนานั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ กฎของกรรมย่อมอยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด แม้กระทั่งเรื่องพระภิกษุสงฆ์ภายในวัดปั่นป่วนมาก หลังที่ท่านฤๅษีทิ้งขันธ์ ๕ ไปแล้ว นี่ก็เป็นกฎของกรรมทั้งหมด สุดวิสัยอย่าไปฝืนกรรม ปล่อยให้เป็นไปตามกรรม จงอย่าห่วงวัดท่าซุงมากไปกว่าห่วงจิตของตนเอง เพราะวัดท่าซุงไปรอดแน่ แต่ระยะนี้เป็นช่วงกรรมอกุศลให้ผลก็ต้องเป็นไปตามนั้น (๑๗ พ.ค. ๓๙) อย่ากังวลกรรมของผู้อื่น หรือกรรมของวัดให้เสียเวลา ถ่วงมรรคผลของการปฏิบัติเปล่าๆ ตัดใจอย่าไปห่วงเรื่องภายนอก เอาเวลามาห่วงเรื่องภายใน คือ อารมณ์จิตของตนเองดีกว่า (จุดนี้ก็ขาดเมตตาบารมี เพราะขาดปัญญาบารมี)

          ๗. ให้สังเกตอารมณ์จิตในช่วงที่ได้พักผ่อนเพียงพอ กับพักผ่อนไม่เพียงพอ มีอารมณ์ต่างกันอย่างไร จิตที่มีร่างกายพักผ่อนเพียงพอ มีอารมณ์ผ่องใสมากกว่า และพิจารณาธรรมอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า แต่ก็จงอย่าเพลิดเพลินกับการนอนมากจนเกินไป จักเป็นการติดสุขในการนอน พึงหาความพอดีให้พบระหว่างกายกับจิตนี้ ตรากตรำกายมากเกินไป ก็ทุกข์เป็น อัตตกิลมถานุโยค พึงระมัดระวังอย่าให้ไปตกอยู่ในส่วนสุด ๒ ประการนี้ พยายามหามัชฌิมาปฏิปทาของกายกับจิตให้พบ แล้วแต่ละคนพึงหาความพอดีของตนเองให้พบ แล้วการปฏิบัติธรรมไปย่อมจักมีผลดีได้

          ๘. ให้พิจารณาขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง ความเบื่อหน่ายอันเป็นนิพพิทาญาณ จักได้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง มิใช่เบื่อๆ อยากๆ อยู่เช่นในปัจจุบัน ให้เห็นโทษของการมีร่างกาย มันเต็มไปด้วยภาระและความทุกข์อยู่ตลอดเวลา (ภาราหะเวปัญจักขันธา) ให้เห็นความเสื่อมของร่างกายหรือขันธ์ ๕ ที่เมื่อวานนี้และตลอดมาจนถึงวันนี้ ให้จิตหมั่นกำหนดรู้อยู่อย่างนี้ ไม่คลายจากอารมณ์พิจารณาธาตุ ๔ หรือขันธ์ ๕ จิตก็จักทรงอยู่ในอำนาจของวิปัสสนา เป็นปัญญาสูงสุดในพุทธศาสนา ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำไป วางภาระภายนอกทิ้งไป เอาเวลามาทำกิจภายในให้เป็นกิจจะลักษณะเสียที อย่าเป็นผู้มีภาระมาก เรื่องของคนอื่นปล่อยวางเสีย

          ๙. การที่รู้สึกมีอารมณ์เบื่อนั้นเป็นของดี แต่พึงรักษาอารมณ์อย่าให้เบื่อมากจนเกินไป จนเกิดเป็นความเศร้าหมองของจิต ความเบื่อขันธ์ ๕ เป็นของดี เพราะทุกภพ - ทุกชาติ พวกเจ้าไม่เคยเบื่อขันธ์ ๕ ด้วยเหตุของการพิจารณาร่างกายตามความเป็นจริงอย่างปัจจุบันนี้ ในอดีตหรืออดีตชาติที่ผ่านมา ถ้าหากจักเบื่อ ก็เบื่อด้วยเหตุภายนอกเข้ามาเป็นปัญหากระทบกระทั่งใจ ถือว่าเป็นอารมณ์เบื่อที่เจือไปด้วยความกลัดกลุ้มใจ มิใช่อารมณ์เบื่ออย่างในปัจจุบัน (เบื่อจากภายนอกกับเบื่อจากภายใน) ดังนั้นเมื่อเริ่มมีอารมณ์เบื่อ ก็ต้องดูต้นเหตุให้ถึงที่สุดของความเบื่อจริงๆ แล้วจักปลดอารมณ์ราคะและปฏิฆะได้ แต่ให้ระวังกำลังใจเบื่อไม่จริงเอาไว้ให้ดี กิเลสมารมันจักหลอกจิตได้ง่าย เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งแน่ใจในความเบื่อ ให้ค่อยๆ ดูไป และพยายามเบื่ออย่างเบา ๆ อย่าให้อารมณ์เบื่อมันรุนแรงมากเกินไป จักทำให้เกิดอารมณ์เป็นทุกข์เสียประโยชน์เปล่า ๆ พยายามใช้ปัญญาพิจารณาให้มาก อย่าใช้สัญญาคือความจำตัวเดียว จักไม่ได้มรรคผลที่แท้จริง

          ๑๐. อย่าสนใจกับร่างกายให้มากจนเกินไป ให้พิจารณาจนเข้าใจถึงกฎธรรมดาด้วยว่า เ มื่อเกิดมามีร่างกายแล้วก็จักต้องแก่ - ต้องเจ็บ - ต้องตาย นี่เป็นธรรมดา ไม่มีใครล่วงพ้นกฎของธรรมดาอันนี้ไปได้ สำคัญอยู่ที่จิตของพวกเจ้ายอมรับนับถือกฎของธรรมดาได้มากแค่ไหน จุดนี้พึงพิจารณาให้มากเพราะเป็นการเตรียมจิตเพื่อละซึ่งขันธ์ ๕ ให้ได้จริงๆ ในยามที่ความแก่-ความเจ็บ-ความตายจักเข้ามาถึงร่างกายในกาลข้างหน้า คำว่ากาลข้างหน้าอย่าไปคิดว่าอีกนานเพียงขณะจิตเดียวนี้ผ่านไป ขณะจิตเดียวข้างหน้าจักเข้ามา นั่นก็เป็นกาลข้างหน้าแล้ว และไม่พึงมีความประมาทในชีวิต เพราะร่างกายเป็นของเปราะบาง จักถึงแก่ความตายเมื่อไหร่ก็ได้ อย่าคิดว่าจิตเราพร้อม เหตุการณ์ที่ประสบอุบัติเหตุไฟดูดนั่นแหละเป็นบทเรียนสอนจิตของเจ้าได้เป็นอย่างดี อย่างคุณหมอเคยคิดซ้อมๆ เอาไว้ว่า ถ้ามีคนเอาปืนมาจ่อยิง จักเตรียมจิตพุ่งไปพระนิพพาน นั่นมันเป็นเพียงแค่คิดยังไม่ใช่ของจริง เพราะของจริงคำว่าอุบัติเหตุ คือ เหตุที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน จุดนี้ถ้าจิตไม่มีพระนิพพานให้มั่นคงแล้ว อย่างไรก็เตรียมจิตไม่ทันแน่ (ก็คิดสงสัยว่า แม้แต่พระโสดาบันด้วยหรือ) ทรงตรัสว่า เจ้าอย่าลืมซิพระโสดาบันมี ๓ ระดับ ยังต้องเกิดเป็นมนุษย์ ๑ ชาติ - ๓ ชาติ - ๗ ชาติ เพียงแต่เมื่อถึงพระโสดาบันแล้ว ตายไปจะไม่ตกสู่อบายภูมิ ๔ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น พึงซ้อมจิตเตรียมรับอุบัติเหตุทุกรูปแบบเข้าไว้ให้ดีๆ

 

การเจ็บป่วยเป็นของธรรมดา

          ๑. มองร่างกายที่ป่วยอยู่ก็จักต้องรู้ว่าป่วย มิใช่ว่าจักไม่รู้นั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะร่างกายยังมีวิญญาณเป็นเครื่องรักษา จิตละเอียดมากขึ้นแค่ไหน ยิ่งรู้ร่างกายป่วยด้วยอาการเช่นไรมากขึ้นแค่นั้น เพียงแต่ว่าท่านรู้ก็สักเพียงแต่ว่ารู้ ไม่เดือดเนื้อร้อนใจไปกับอาการทุกขเวทนาของร่างกายนั้นๆ การหาหมอการเยียวยาก็ทำไปตามหน้าที่ ทำได้เป็นปกติและมีความรู้สึกเจ็บ รู้สึกปวดตามปกติ เมื่อเป็นอย่างนี้เมื่อพวกเจ้าเจ็บป่วยขึ้นมาบ้าง การรู้สึกเจ็บรู้สึกป่วยก็เป็นธรรมดา อย่าคิดว่าผิดธรรมดา เรื่องอย่างนี้ไม่จำเป็นต้องปิดบัง หรือเก็บงำเอาไว้ ป่วยแล้วจักบอกคนอื่นว่าไม่ป่วย ก็คือว่าฝืนธรรมดา หรือแม้แต่ป่วยแล้วยังหลอกจิตตนเองว่าไม่ได้ป่วยก็ฝืนธรรมดาอีกนั่นแหละ พิจารณาอย่างไรให้ลงกฎธรรมดาเข้าไว้ แล้วจิตจักสบาย

          ๒. การดูร่างกายป่วยด้วยอารมณ์จิตที่มีความสบาย คือดูด้วยความยอมรับกฎของธรรมดาของร่างกาย ความสุข ความสงบของจิตมีได้ ๒ ประการ คือ อารมณ์เป็นสุข เนื่องจากฌานหรือสมถะภาวนานั้นประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งสุขด้วยกำลังของวิปัสสนาญาณ แต่จักเห็นความแตกต่างกันไปว่า การกำหนดสมถะ อาทิเช่น การกำหนดจิตมุ่งสู่พระนิพพานด้วยกำลังของรูปฌานนั้น มีอารมณ์หนัก และมีความกังวลคอยควบคุมดูอยู่ว่า ภาพนั้นจักหายหรือไม่ ต่างกับกำลังของวิปัสสนาญาณ ที่ค่อยๆ พิจารณาร่างกายตามความเป็นจริง เมื่อจิตวางร่างกายจิตก็เบา และจักตัดการเกาะติดในมนุษย์โลก - เทวโลก - พรหมโลก จิตจักพุ่งตรงไปสู่พระนิพพานเองด้วยความเขาใจเป็นอย่างมาก พึงสังเกตอารมณ์ ๒ จุดนี้ไว้ให้ดี ทำสลับกันไปสลับกันมา เพื่อให้จิตทรงตัว

          ๓. อย่าติดในขันธ์ ๕ ของบุคคลอื่น ยิ่งพระอรหันต์ท่านทิ้งแล้ว จิตของท่านหมดภาระจากขันธ์ ๕ แล้ว เอาจิตระลึกถึงความดีของท่าน ปฏิบัติตามท่านให้ได้มรรคผลตามนั้น นี่แหละจึงจักเรียกว่าเข้าถึงพระ อริยสงฆ์อย่างแท้จริง อย่าหลงในขันธ์ ๕ ของท่าน มีโอกาสไปก็ไปตามหน้าที่ เมื่อไม่มีโอกาสไปก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เอาจิตน้อมถึงท่านได้เป็นดี (ทรงเตือนเพราะมีบุคคลจำนวนมากที่ไปติดขันธ์ ๕ ของพระอรหันต์ แต่ไม่ยอมติดความดีของท่าน จิตมีความวิตกกังวล เมื่อไม่มีโอกาสไปงานเผาศพท่านจนเกินพอดี)

          ๔. ให้สังเกตดูว่า การฟังธรรมแล้วลืมนั้นเป็นการฟังด้วยสัญญา มิใช่การฟังด้วยปัญญา คือ เป็นการฟังแล้วผ่านไป ไม่ได้ฟังแล้วนำมาใคร่ครวญพิจารณา ฟังก็ฟังแค่ผ่านไป ฟังโดยไม่ได้ตั้งใจจำ เหตุนั้นจึงเป็นสัญญา ต่างกับการฟังอย่างรู้เรื่องด้วย คิดตามเรื่องด้วย เห็นอริยสัจตามนั้น โดยน้อมเข้ามาในจิตแท้ๆ จิตมีความเห็นพ้องในอริยสัจนั้น นั่นแหละจิตจึงจักเข้าถึงคำว่าปัญญา เพราะจิตยอมรับนับถือเรื่องของขันธ์ ๕ อย่างจริงใจ ศึกษาเรื่องสัญญากับปัญญาให้ถ่องแท้ด้วย อย่าจำเอาแต่ตัวหนังสือว่าปัญญาคืออะไร ประเดี๋ยวจักได้แต่การติดตำรา

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่