(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือน มีนาคม - เมษายน ๒๕๓๘)

พยายามรักษาอารมณ์อัพยากฤตให้ทรงตัว




 

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. อย่าไปสนใจกับการกระทำ (กรรม) ของบุคคลอื่น ใครเขาจักปฏิบัติอย่างไรก็เรื่องของเขา คุมอารมณ์จิตเราให้ปฏิบัติตัดสังโยชน์เข้าไว้เป็นพอ และไม่ต้องไปตำหนิกรรมของใครว่าออกนอกลู่นอกทาง เพราะเหนื่อยเปล่า ไม่มีประโยชน์สำหรับบุคคลเหล่านี้

          ๒. อย่าเกาะกรรมของชาวบ้าน จักทำให้จิตรุ่มร้อนไปกับการปฏิบัติของเขาด้วย เท่ากับเป็นการเบียดเบียนตนเอง วางอารมณ์ให้สบายๆ แล้วหันมาตัดสังโยชน์ที่เหลืออยู่ดีกว่า

          ๓. ดูพรหมวิหาร ๔ เอาไว้ให้ดี พยายามเจริญให้มากๆ หากมีสิ่งใดมากระทบทางทวารทั้ง ๖ หรืออายตนะสัมผัสทั้ง ๖ หากจิตหวั่นไหวเกิดอารมณ์ ๒ พอใจกับไม่พอใจเข้า ก็ถือว่าสอบตก เพราะอารมณ์ทั้ง ๒ เกิดแล้วล้วนเป็นทุกข์ ปิดกั้นความดีในการตัดสังโยชน์ข้อ ๔ และ ๕ โดยตรง

          ๔. ให้กำหนดรู้ไว้เสมอว่า อารมณ์เหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อใด จิตถูกเบียดเบียนเมื่อนั้น และอารมณ์เหล่านี้เป็นปรปักษ์กับอารมณ์สงบอันจักนำจิตไปสู่พระนิพพาน

          ๕. พยายามรักษาอารมณ์อัพยากฤตเอาไว้ให้ทรงตัว จิตจักต้องฝึกให้มีความผ่องใสอ่อนโยนเข้าไว้เสมอๆ จักได้มีจิตเยือกเย็น มีความสุขสงบ

          ๖. อารมณ์ใดๆ เกิดขึ้นกับจิตให้กำหนดรู้ แล้วพิจารณาอารมณ์นั้นขึ้นมา ให้เห็นว่าสร้างความสุข หรือสร้างความทุกข์ให้กับจิต แล้วให้หาสาเหตุว่า ทุกข์หรือสุขเพราะเหตุใด ทุกข์ ทุกข์จริงหรือไม่ สุข สุขจริงหรือไม่ ให้โจทย์อารมณ์จิตของตนเองเอาไว้เสมอๆ แล้วจักแก้ไขอารมณ์ที่หวั่นไหวไปมาได้ (หมายความว่า ทรงให้ใช้อริยสัจ กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหาทุกชนิด ยิ่งยามเจ็บป่วย ยิ่งต้องระวังให้มาก เป็นการตรวจสอบอารมณ์ไว้ด้วยความไม่ประมาทในธรรม เพราะตราบใดบุคคลนั้นยังไม่ถึงพระอรหัตผล การมีอารมณ์ไม่ผ่องใส ย่อมเป็นของที่พึงมีได้เป็นธรรมดา)

 

คาถาเรียกจิต

ติ สัมมา สัมพุทธะสะมะมะจิตตัง

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

 

          ๑. บางคนที่จิตดื้อ นอกจากให้กำหนดรู้ลมหายใจอย่างเดียวยังไม่พอ ควรจักให้เขาใช้คาถาเรียกจิตประกอบไปด้วย คือ อิติ สัมมา สัมพุทธะ สะ มะมะจิตตัง

          ๒. ก่อนสวดให้กำหนดจิตขึ้นกราบพระ ขอขมาพระรัตนตรัยให้ทุกครั้งก่อนสวด แม้เจ้าเองและคุณหมอก็ควรจักทำเพื่อทบทวนธรรมะเก่าๆ ที่ผ่านมา เพื่อยังจิตให้เจริญธรรมในธรรมให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

 

อย่าขัดระเบียบวัด

เรื่องการไปเจริญพระกรรมฐาน

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. เรื่องระเบียบของการไปเจริญพระกรรมฐานก็เช่นกัน ท่านฤๅษีวางไว้ดีแล้ว คุณหมอก็ดี เจ้าก็ดี แม้จักไม่ไปเจริญพระกรรมฐานตามกำหนดเวลา ด้วยเหตุจำเป็นของหน้าที่การงาน หรือด้วยเหตุที่เข้าใจดีว่ากรรมฐานเจริญอยู่ที่จิตก็ตาม แต่ในกรณีที่บุคคลมาวัดทั่วๆ ไป ถ้าหากเขาต้องการจักไปเจริญพระกรรมฐานก็พึงให้เขาไป

          ๒. ช่วยกันรักษาระเบียบนี้ไว้ อย่าทำลายกฎระเบียบของวัดที่ท่านฤๅษีบัญญัติเอาไว้ดีแล้ว อย่าไปอธิบายว่า ควรทำอย่างไหนจักได้บุญมากกว่า คนถ้าหากขาดระเบียบแล้ว นานเข้าจักชินต่อการขาดระเบียบ คือ ไม่ไปเจริญพระกรรมฐานตามเวลา

          ๓. อย่าลืม ในสมัยท่านฤๅษียังมีขันธ์ ๕ อยู่ เหตุที่สำคัญที่สุดคือการเจริญพระกรรมฐาน เรื่องนี้ท่านฤๅษีเล็งเห็นประโยชน์ในจุดนี้ และอย่าลืมว่า พระพุทธเจ้าก็ดี พระอรหันต์ก็ดีที่ท่านนิพพานแล้ว ย่อมจักสงเคราะห์บุคคลที่เข้าถึงธรรมได้ ในขณะที่จิตถึงจุดสงบ อันเกิดจากการนั่งสมาธิเท่านั้น ท่านหวังจุดนี้กัน

          ๔. ขอถามหน่อยเถิดเจ้า ช่วงอันเป็นเวลาที่จิตสงบจากการนั่งสมาธิใน สุกขวิปัสสโก พระสามารถจักมาสงเคราะห์ผู้นั่งเจริญพระกรรมฐานอยู่นั้นได้หรือไม่ได้ (ตอบว่า ได้)

          ๕. เพราะฉะนั้นจงอย่าเหนี่ยวรั้งใคร ในเรื่องนี้เป็นอันขาด คนหมู่มากระเบียบวินัยนั้นสำคัญ เพราะจักทำให้เกิดความเรียบร้อยและมีความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

          (หมายเหตุ ในเรื่องนี้ในขณะที่สนทนาธรรมกันที่ตึกเสริมศรี ผมจึงออกระเบียบให้ทุกคนต้องปฏิบัติ ไม่เว้นแม้แต่ตัวผมเองด้วย เช่น ตอน ๑๐.๐๐ น. มีพระธรรมคำสั่งสองของหลวงพ่อ ๓๐ นาที ให้ทุกคนหยุดฟังธรรมโดยตั้งใจ และตอน ๑๗.๓๐ น. ถึง ๑๘.๓๐ น. เป็นเวลาเจริญพระกรรมฐาน ก็ให้ทุกคนปฏิบัติพระกรรมฐานจนหมดเวลา จึงค่อยมีการสนทนาธรรมกันต่อ ทุกคนก็ทำตามด้วยดีตลอดมา)

 

คนอะไร ดันชื่อว่าตาราง

          ที่มาของเรื่องนี้ เพราะเพื่อนผมท่านฝันไปว่า เพื่อนของท่านมีลูกสาว แต่งงานแล้วคลอดบุตรออกมาเขาตั้งชื่อว่า ตาราง ก็นึกตำหนิเขาว่า คนอะไรดันตั้งชื่อหลานว่า ตาราง ก็พอดีตื่นแล้วเอาความฝันนั้นมาพิจารณาว่า ความจริงก็ถูกนะ ขันธ์ ๕ ไม่ว่าของใคร ก็เป็นตารางจองจำจิตที่เข้าไปอาศัยหรือเกาะติดอยู่ดี ยิ่งมีครอบครัว มีผัว มีเมีย มีลูก หลาน เหลน ก็ยิ่งติดตารางมากขึ้น ถ้ายังเอาจิตไปผูกพัน

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนว่า

          ๑. พิจารณาดูให้ดี ขันธ์ ๕ จองจำเรา หรืออารมณ์จิตจองจำเรา (ตอบว่าในเมื่อยังปลดขันธ์ ๕ ไม่ได้ ก็ต้องถือว่าขันธ์ ๕ ยังจองจำเราอยู่ และเมื่อในขณะนี้จิตเรายังตัดสังโยชน์ ๑๐ ข้อไม่ได้ครบ ก็ชื่อว่าอารมณ์จิตของเราจองจำเราให้อยู่กับขันธ์ ๕ เราจึงถูกจองจำทั้ง ๒ กรณีพระพุทธเจ้าค่ะ)

          ๒. ถูกต้องแล้วเจ้า จักว่ากรณีใดกรณีหนึ่งไม่ได้ เพราะเจ้ายังไม่ใช่พระอรหัตผล

          ๓. พิจารณาตารางเอาไว้ให้ดี ให้มองขันธ์ ๕ ตามสภาวะของความเป็นจริง อย่าฝืนกฎของธรรมดา แล้ว หมั่นแก้ไขอารมณ์ที่ถูกสังโยชน์จองจำเสียให้ได้ด้วยความเพียร อย่าท้อถอย แพ้แล้วตั้งต้นใหม่ ไม่ว่าอารมณ์ราคะหรือปฏิฆะ ต้องสู้ด้วยกำลังใจที่เต็มอยู่เสมอ (ผู้ที่ไม่มีโรคสังโยชน์ ๑๐ ร้อยรัดใจไว้หรือพระอรหันต์เท่านั้น จึงจะเป็นผู้มีลาภอันประเสริฐ เพราะท่านพ้นภัยตนเองแล้ว หรือ อโรคยาปรมาลาภา นั่นเอง ภัยร้ายแรงที่สุดในการปฏิบัติธรรม ก็คือภัยที่เกิดจากอารมณ์จิตเราเอง ทำร้ายจิตเราเอง ผู้ใดปฏิบัติได้ทรงตัว ก็พ้นภัยตนเอง)

          ๔. วิริเยนะทุกขะมิจเจติ บุคคลจักพ้นทุกข์ ได้ด้วยความเพียร แต่ก็จักต้องรู้ว่าการทำความเพียรนั้น เป็นการทำความเพียรเพื่อละความทุกข์หรือเป็นการทำความเพียรเพื่อเพิ่มทุกข์

          ๕. พวกเจ้าจักต้องหมั่นกำหนดรู้อารมณ์จิตของตนเองอยู่ตลอดเวลา เพราะต้องถูกกระทบอยู่ด้วยอายตนะสัมผัสทางทวารทั้ง ๖ อยู่เสมอ อย่าปฏิบัติแบบถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง ชีวิตมันก็ใกล้ความตายเข้ามาทุกวัน อย่าปล่อยให้อารมณ์จิตมันบกพร่องอยู่เช่นนั้น รู้แล้วให้รีบแก้ไขตนเอง จึงจักปฏิบัติได้มรรคได้ผล

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่